Dream (Ominous) Yuri

ตอนที่ 3 : สาเหตุและที่มาที่ไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 287
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    7 ม.ค. 63

ตอนที่ 3 สาเหตุและที่มาที่ไป

 

“นี่ดรีมอยู่ในห้องของคุณใหญ่เหรอคะ” พาฝันยังคงเดินชะเง้อชะแง้ไปรอบๆ ห้อง

“รู้จักเราอย่างดีเหมือนสนิทสนมกัน นี่คุณกลางคงไปเล่าเกี่ยวกับเราให้หล่อนทราบสินะ”

“เปล่าค่ะ คุณกลางไม่ค่อยเล่าเรื่องส่วนตัวอะไรมากมายให้ใครฟังอยู่แล้ว ว้าว ห้องของคุณใหญ่สวยมากเลยนะคะ ชอบจังอะ” พาฝันได้เดินมาลงนั่งที่เตียงอีกครั้งก็ขย่มเล่นไปมาเหมือนสนุกชอบใจ “แถมเตียงก็นุ่มนิ่มด้วย” แต่เมื่อได้หันไปมองหน้าต่างแล้วถึงกับต้องลุกเดินไปดูอย่างถือวิสาสะเปิดหน้าต่างออก “ฟู่ดดด” แล้วยื่นหน้าโผล่ไปสูดรับอากาศบริสุทธิ์ในยามเช้าพร้อมกับหลับตาดื่มด่ำธรรมชาติและขยับปากชื่นชมไม่หยุด “ยังมีเสียงนกร้องขับไพเราะเสนาะหูในยามพระอาทิตย์ขึ้นแบบนี้ ว้าว สุดยอดอะ แถมยังมีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น และมีดอกไม้นานาพันธุ์เต็มไปหมดอีก ว้าว แถมวิวดีโคตรสวยเลยค่ะ หากดรีมได้มีห้องแบบนี้คงเหมือนสวรรค์บันดาล”

“ไม่มีใครอบรมสั่งสอนเรื่องมารยาทหรือไง มานอนบ้านของคนอื่น และมายุ่มย่ามในห้องนอน.. ซึ่งเป็นห้องส่วนตัวของคนอื่นแบบนี้ ไม่มีจิตสำนึกสินะ”

“นี่ดรีมตื่นจากความฝันแล้วเหรอคะ” พาฝันเอาตัวเองมานั่งขอบเตียงก็เอ่ยจ้องหน้ากับเจ้าของห้อง

“ไม่รู้กี่ว้าวต่อกี่ว้าว แต่หล่อนยังคิดว่าฝัน หึ หึ เป็นคนช่างฝันสินะ” มนัสนันท์ยังคงนั่งไขว่ห้างกอดอก มองมาที่คนตรงหน้าอย่างไม่ชอบใจ

“นี่ไม่ใช่ฝันซ้อนฝันหรอกเหรอคะ” พาฝันยังคงคิดว่าตัวเองยังคงฝันไปเช่นเดิม

“ยื่นใบหน้ามาใกล้ๆ เราซิ แล้วจะรู้ว่าฝันหรือจริง”

สิ้นเสียงของคนพูด พาฝันก็ยื่นใบหน้าด้วยรอยยิ้มมาใกล้ๆ เจ้าของห้องก็ดีดเข้าหน้าของเธออย่างแรง

เปาะ!

“โอ๊ย!! เจ็บอะ” พาฝันเอามือเรียวขึ้นมาลูบหน้าผากของตัวเอง

“แบบนี้ยังจะเรียกว่าฝันอีกมั้ยฮะ”

“อื้มม ก็ไม่แน่ใจนะคะ เพราะดรีมเคยฝันซ้อนฝัน และเคยเจ็บตัวซ้ำซ้อนในความฝันด้วย ไม่แน่นี่ก็อาจจะฝันอยู่ งั้นขอดรีมจับมือคุณใหญ่หน่อยนะคะ หากมืออุ่นแสดงว่าคือความจริง หากมือเย็นแสดงว่าดรีมยังคงฝันอยู่” พาฝันพูดจบก็นั่งคุกเข่าตรงหน้า แล้วเอื้อมมือไปจับฝ่ามือของเจ้าของห้องมาแนบแก้มตัวเองอย่างถือวิสาสะ ไม่เท่านั้นนะ เธอยังใช้จมูกสูดดมฝ่ามือที่แนบแก้มตัวเองไม่หยุดอีกต่างหาก “ฮึ่ม หอมจัง ดรีมไม่อยากตื่นจากฝันนี้เลยค่ะ”

“ขนาดนี้แล้ว หล่อนยังคิดว่าฝันอยู่อีก หึ ช่างเกินเยียวยาเสียจริงๆ งั้นเราต้องปลุกหล่อนแล้วแหละ”

มนัสนันท์ยกยิ้มก็เอาฝ่ามือข้างหนึ่งที่ว่างอยู่มาหยิกแก้มของพาฝันอย่างแรง

“โอ๊ยย เจ็บแล้วค่ะ ดรีมตื่นแล้ว” พาฝันรู้สึกเจ็บป่วยอย่างมากก็รู้ตัวทันทีว่านี่คือความจริงไม่ใช่ความฝัน

“ดี ตื่นแล้วก็ดี กว่าจะรู้สึกตัวตื่น หล่อนเป็นคนปกติหรือเปล่า แปลกคนจริงๆ”

“ไม่แปลกเท่าเจ้าหญิงหิมะมนัสนันท์หรอกค่ะ” พาฝันพึมพำเบาๆ

“หล่อนพูดอะไรนะ มาพูดใกล้ๆ หูเราอีกทีซิ” มนัสนันท์เอามือขึ้นขยับเข้าออกเชื้อเชิญให้อีกคนมาใกล้ๆ ซึ่งแววตาดูจะเย็นยะเยือกด้วย

“ปะ..เปล่าค่ะ แต่จะว่าไปห้องคุณใหญ่สวยมากนะคะ” พาฝันยืนขึ้นก็มองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง

“นี่คิดว่าตัวเองยังไม่ตื่นอีกใช่มั้ย ยังเพ้ออีก”

“ปะ..เปล่าค่ะ ดรีมรู้ว่าตัวเองตื่นแล้ว”

“คนปกติทั่วไป หากลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องที่ไม่ใช่ห้องของตัว มันต้องตื่นตระหนกตกใจสิ แถมตื่นมาในชุดใหม่ด้วย ไม่แปลกใจหน่อยเหรอ อุ้ย ใครมาเปลี่ยนชุดให้ฉัน ไม่นะ กรี๊ดด อะไรแบบนี้สิ ไม่ใช่เรอะ” มนัสนันท์ทำท่าทางหวาดกลัวเพื่อประกอบท่าทางในการพูดให้อีกคนดูด้วย

“ก็เราเป็นผู้หญิงเหมือนกันนี่คะ ทำไมต้องอาย”

“แล้วเราบอกเหรอ ว่าเป็นเราที่เปลี่ยนชุดให้”

“ดรีมหมายถึงคนอื่นที่เป็นผู้หญิงต่างหากค่ะ หรือเมื่อคืนจะเป็นคุณใหญ่จริงๆ ที่เปลี่ยนชุดให้ดรีม” พาฝันได้ก้มลงมองชุดนอน “ว้าว ชุดนอนดูน่ารักจังค่ะ ห้องนอนก็สวย” พาฝันเอ่ยด้วยดวงตาเบิกกว้าง แต่มันไม่ได้ดูตกอกตกใจ แต่มันเหมือนแววตาระรื่นยังไงชอบกลมากกว่า

“หล่อนมันแปลกจริงๆ หล่อนต้องไม่พอใจซิ หรือตกใจอะไรบ้าง ไม่ใช่ตื่นมายิ้มร่าชื่นชมชุดนอนและห้องของคนอื่นอย่างหน้าตาเฉยแบบนี้ซิ บ้าหรือเปล่า”

“ก็..ประการแรก คุณใหญ่ไม่ใช่คนอื่น คุณใหญ่เป็นพี่สาวของคุณกลาง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับดรีมนี่คะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่คนอื่นคนไกล” พาฝันมานั่งลงบนเตียงก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“แต่เราไม่เคยคุยกัน เจอหน้ากันก็น้อยด้วยในโรงเรียน ซึ่งเราถือว่าระหว่างเรามันคือคนอื่นคนไกลกัน”

“อ้าวเหรอคะ แต่สำหรับดรีมไม่ใช่นี่คะ ก็ในโรงเรียนไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าหญิงหิมะมนัสนันท์ เอ่อ คุณใหญ่เลยสักคุณหรอกค่ะ” พาฝันพูดไปก็หลบสายตานิ่งๆ สีน้ำตาลเข้มของอีกฝ่ายตลอด

“มีแต่คนรู้จักเรา และตั้งฉายาให้เราเป็นว่าเล่น โดยที่เราไม่เคยจะเห็นชอบด้วย หล่อนก็คงเหมือนคนพวกนั้นในโรงเรียนสินะ”

คนอะไรมีแต่สินะ สินะ เหมือนจะตั้งคำถามลอยๆ ใส่กันตลอด คนแบบนี้ก็มีด้วย

“ไม่ใช่เพียงแค่คุณใหญ่สักหน่อยที่มีฉายา มีคุณกลางคุณเล็กก็ด้วยนะคะ ดีกว่าดรีมแหละที่มีฉายา..เอ่อ..ช่างเถอะค่ะ มาเข้าเรื่องของเราดีกว่า และประการต่อมาที่ดรีมไม่ตกใจที่ตื่นมาในสถานที่ไม่ใช่ห้องของตัวเอง เพราะทุกวันโกนและวันพระดรีมจะฝันละเมอเดินไปที่บ้านใครก็ไม่รู้ ตื่นมาอีกทีก็งงๆ ค่ะ พอนานวันเข้าก็เลยเคยชิน และพีคสุดคือดรีมเคยละเมอไปนอนกองขยะด้วยนะคะ ตื่นมาดรีมยังไม่ตกใจเลย”

“เหอะ! คนบ้าอะไร ตื่นมาในที่แปลกๆ ทั้งนั้น แต่ดันพูดออกมาได้หน้าตาเฉย แถมยังเปรียบห้องเรากับกองขยะงั้นรึ”

“ปะ..เปล่าค่ะ ดรีมแค่อธิบายว่าทำไมถึงไม่ตกใจที่ตื่นมาพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องของตัวเอง แต่ดรีมยังอธิบายไม่หมดนะคะ ดรีมตื่นมาพบว่าตัวเองเจอกับคุณใหญ่ก็ว่าแปลกแล้ว ยังตื่นมาในห้องนอนของคุณใหญ่อีก ดรีมรู้สึกประหลาดใจมากกว่าตกใจซะอีก”

“หึ ใช้คำว่าประหลาดใจ? มันไม่แปลกไปหน่อยหรือไง”

“แปลกตรงไหนคะประหลาดใจน่ะถูกแล้ว ใครจะไปคิดไปฝันว่าได้มานอนห้องของเจ้าหญิงหิมะมนัสนันท์ได้ แล้วหากดรีมได้นอนร่วมเตียงกับคุณใหญ่ด้วย โคตรโอ้มายก็อดเลยนะคะ”

พาฝันเอ่ยไปก็ตื่นตาตื่นใจยิ้มแย้มตลอด ซึ่งไม่สังเกตเลยว่าปฏิกิริยาของอีกฝ่ายไม่ได้สบอารมณ์เลยแม้แต่น้อยสักนิด แต่กลับยิ่งเพิ่มรอยย่นที่คิ้วให้ขยุกขยิกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

“ก่อนพูดไม่ใช้สมองเลยใช่มั้ย ลองมองดูหมุนตัวเองไปรอบๆ ซิ ในห้องนี้มีอยู่เตียงเดียว แล้วเมื่อคืนหล่อนนอนที่ไหน แล้วเรานอนที่ไหน”

มนัสนันท์ใช้นิ้วประกอบในการพูดโดยเอานิ้วชี้ไปจิ้มๆ ที่สมองของอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ จนพาฝันนึกขึ้นได้ก็ยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ แต่การแสดงออกที่ใบหน้ายิ้มร่า มันไม่ใช่ตกใจเลยแม่แต่น้อย เหมือนจะรู้สึกดีใจเสียมากกว่า

“ว้าวๆๆ เมื่อคืนนี้..อย่าบอกนะคะว่า..เราสองคนนอนเตียงเดียวกันเหรอคะเนี่ย มหัศจรรย์สุดๆ อะ”

“เฮ้ออ แทนที่จะรู้สึกไม่ดี รู้สึกแย่ที่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน ไม่แปลกใจเลยจริงๆ เรากับหล่อนคงพูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะเราคงคุยกันคนละภาษา”

“นี่ดรีมกับคุณใหญ่พูดกันคนละภาษากันอยู่หรอกเหรอ ดรีมว่าไม่ใช่นะคะ ก็เราสองคนพูดคุยกันสื่อสารภาษาไทยชัดๆ” พาฝันเอ่ยออกไปเหมือนจะยียวน แต่เธอพูดออกมาด้วยความใสซื่อจริงๆ

“เราไม่ได้หมายถึงภาษาพูด แต่หมายถึงภาษาของกระบวนการความคิดของหล่อนต่างหากที่คงมีปัญหา นี่คุณกลางมาคบคนอย่างหล่อนเป็นเพื่อนได้ยังไงเนี่ย”

“อันนี้ดรีมไม่รู้ค่ะ คุณใหญ่ต้องไปถามคุณกลางแล้วแหละค่ะ เพราะคำถามนี้ดรีมไม่สามารถตอบได้"

“เฮ้ออ ออกไปได้แล้ว จะไปไหนก็ไป”

มนัสนันท์รู้สึกหัวเสียอย่างมากที่อีกฝ่ายเหมือนจะยียวนกันไม่เลิก แต่ก็รู้แหละว่าอีกคนเป็นคนแบบไหน ถึงจะไม่ได้พูดคุยกัน แต่ในโรงเรียนไม่มีใครไม่รู้จักหรอก เพราะพาฝันออกจะดูเป็นคนแปลกๆ อยู่สักหน่อย ไม่หน่อยแหละ น่าจะแปลกประหลาดเข้าขั้นมากเลยทีเดียว

ถึงพาฝันจะโดนไล่อย่างไร้เยื่อใยจากเจ้าของห้อง แต่เธอก็หาได้สนใจไม่ สายตาก็เหลือบไปเห็นซองยา ถ้วยข้าวต้ม กะละมังผ้าขนหนูเข้าพอดี

ชัดเลย

“เมื่อคืนคุณใหญ่ป่วยเหรอคะ”

“ไม่แปลกใจเลยจริงๆ ทำไมหล่อนถึงได้ใส่ชุดนักเรียนไปเดินตากฝนในที่เปลี่ยวๆ แบบนั้นได้” มนัสนันท์ถึงกับส่ายหัวไปมาอย่างเอือมระอาต่อความคิดของอีกฝ่าย

“หากคุณใหญ่ไม่ป่วย งั้น..” พาฝันได้ครุ่นคิดตามคำพูดของอีกคนดูแล้ว ภาพเมื่อคืนก็ประเดประดังเข้ามาทันที “อ่า จริงด้วย เมื่อคืนดรีมถูกเนรเทศออกจากบ้าน แล้วก็เดินออกจากซอยอยู่ๆ ก็มีฝนตกไม่หยุดสาดใส่ดรีมไม่ยั้งเลยค่ะ แถมทางก็เปลี่ยวมากด้วย ดรีมคิดว่าตัวเองจะตายซะแล้ว งั้นแสดงว่าแสงสีนวลที่ส่องเข้าตาของดรีมเมื่อคืนก็คือรถของคุณใหญ่สินะคะ ว้าว ต้องขอบคุณคนบนฟ้านะเนี่ย ที่มีเมตตาจิตส่งคุณใหญ่มาเป็นผู้พิทักษ์ดรีม พรหมลิขิตชัดๆ” พาฝันเอ่ยยิ้มเริงร่าไม่หยุด

“คงเป็นกรรมของเรามากกว่า และแทนที่จะมีจิตสำนึกตกใจว่าทำไมตัวเองใส่ชุดนอนของคนอื่นแบบนี้” มนัสนันท์ทำมือมาทาบอกทำประกอบตกใจตาตื่น “อุ้ย ใครเปลี่ยนชุดให้เนี่ย เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น คนปกติเขาต้องสำรวจตัวเองแล้วตั้งข้อสงสัยตกใจแบบนี้ซิ อ่อ ลืมไปว่าหล่อนไม่ปกติ ถึงว่าได้โดนครอบครัวไล่ออกจากบ้านอย่างไม่ไยดีแบบนั้น ไม่แปลกใจเลยจริงๆ”

พูดออกมาได้อย่างเฉยชามากๆ ดวงตาก็เย็นยะเยือกอีก สมแล้วที่ได้ฉายาเจ้าหญิงหิมะ หัวใจคงมีแต่น้ำแข็งปกคลุมยิ่งกว่าขั้วโลกเหนือสินะ

“หากคุณใหญ่ไม่ชอบใจ ไม่พอใจกันขนาดนั้น แล้วจะมาช่วยดรีมไว้ทำไมคะ แถมยังดูแลดรีมอย่างดีอีก”

“ไม่ใช่เราหรอกที่หยุดรถแล้วอุ้มร่างของหล่อนขึ้นรถมา แต่เป็นคุณปู่ของเราต่างหาก”

“ถึงว่า งั้นดรีมควรจะขอบคุณใครดีคะ คงจะเป็นคุณปู่..แต่..อื้ม..คนที่ดูแลดรีมเมื่อคืนคือคุณใหญ่นี่เนอะ ไม่ว่ายังไงดรีมก็ต้องขอบคุณคุณใหญ่มากนะคะที่ให้ความกรุณาดูแลดรีมอย่างดี” พาฝันเอียงใบหน้ากลอกตาขึ้นบนครุ่นคิดอยู่นานก็เอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้ม

“เราก็ไม่ได้อยากดูแลสักเท่าไหร่หรอก”

“เพราะสงสารดรีมเหรอคะ”

“เพราะสมเพชมากกว่าต่างหากละ” มนัสนันท์เอ่ยด้วยใบหน้านิ่งๆ ท่าทางไม่ยี่หระอะไร

“สมเพช? อืม เป็นคำที่ฟังแล้วดูเหมาะสมดูดีกว่าคำว่าน่าสงสารนะคะ” พาฝันพูดไปก็ยังคงยิ้มนัยน์ตาดูสุกใส

“หล่อนมันพิลึก”

“ดรีมคงพิลึกไม่เท่าคุณใหญ่หรอกค่ะ ที่ดูแลคนป่วยอย่างดีด้วยความรู้สึกสมเพชกัน”

 

พาฝันได้พูดจายิ้มแย้มกลับอีกฝ่าย แต่คนฟังอย่างมนัสนันท์กลับรู้สึกว่าเหมือนโดนอีกฝ่ายกำลังถากถางทางวาจาที่ไร้เดียงสา ด้วยดวงตาที่ดูใส่ซื่อ และรอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์ละมุนใส่กัน ทำเอาพูดโต้กลับไม่ออกเลยทีเดียว ได้แต่นั่งนิ่งๆ ข่มความไม่พอใจที่รู้สึกคันๆ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

หลังจากนั้นสามวันต่อมา นั้นคือภาพสุดท้ายที่พาฝันได้เจอกับเจ้าหญิงหิมะมนัสนันท์ เพราะอีกคนต้องเตรียมตัวในการไปศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งมีอายุแค่สิบเจ็ดปีเท่านั้น ซึ่งก็ไม่รู้จะรีบเข้ามหาวิทยาลัยไปก่อนเกณฑ์ทำไมกัน

และหลังจากที่ท่านมงคลซึ่งเป็นปู่ที่มีอำนาจสูงสุดของครอบครัวได้ให้ตัวพาฝันมาอยู่ด้วย และให้ความอนุเคราะห์อุปถัมภ์อย่างดี ตอนแรกเธอก็เกรงใจอยู่หรอก ถึงตัวเองจะมีตำแหน่งเป็นเพื่อนซี้กับคุณกลางก็ตาม แต่ก็ไม่สมควรจะมาอยู่กินนอนบ้านของใครฟรีๆ ถูกปะล่ะ

แต่พาฝันก็ต้องยอมจำนนเพราะมารู้ทีหลังจากปากของท่านมงคล ไม่ใช่สิ ท่านได้สั่งให้เธอเรียกเขาว่าคุณปู่เหมือนอย่างที่หลานๆ ของเขาได้เรียกกัน ซึ่งในคืนเดียวกันที่คุณปู่ได้ช่วยเหลือพาฝันไว้ ท่านได้เข้าไปพูดคุยกับครอบครัวของเธอทันที ถึงที่มาที่ไปของเรื่องทั้งหมดว่าทำไมต้องขับไล่ไสส่งเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ตาดำๆ ที่เป็นคนในครอบครัวอย่างไร้เยื่อใยแบบนั้นด้วย

และทางบิดามารดาของพาฝันได้บอกเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณปู่ฟังทั้งหมดถึงความสามารถพิเศษของเธอ ซึ่งมันคือความฝันลางร้ายที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กๆ แต่มันเพิ่งจะมาชัดเจนฉายแสงเอาตอนที่พาฝันอายุครบเก้าขวบ

ซึ่งสาเหตุที่พ่อแม่ของพาฝันทำการขับไล่ลูกสาวออกจากบ้าน มันเป็นผลจากความฝันลางร้ายของเธอก็จริงอยู่ แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลจะมาโทษความฝันลางร้ายของลูกสาวทั้งหมดหรอก แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ต่างหาก

พวกท่านทั้งสองได้เล่าให้คุณปู่ฟังต่อ ซึ่งย้อนไปตอนที่มารดาของเธอได้คลอดก่อนกำหนดบนเครื่องบิน ส่งผลให้ตัวพาฝันต้องอยู่ในตู้อบเป็นปีๆ แต่รอดมาได้ไม่ใช่เพราะตู้อบของโรงพยาบาลแต่อย่างใด หากบอกไปจะหาว่างมง่ายก็อาจเป็นได้

เพราะมีพระธุดงค์ได้มาเดินแวบเข้ามาในโรงพยาบาล ไม่ใช่หลวงพ่อมาเดินเล่นหรอกนะ หรือมาเพราะรักษาตัวก็ไม่ใช่อีก แต่หลวงพ่อท่านมาเพื่อตั้งชื่อให้เด็กน้อยที่มีอาการร่อแร่อยู่ในตู้อบแคบๆ มีนามว่า พาฝัน ซึ่งทางครอบครัวก็เห็นชอบใจอย่างยิ่ง ทำให้นับแต่นั้นเด็กน้อยพาฝันได้อยู่รอดปลอดภัยมาจนบัดนี้ ทำให้ครอบครัวพากันกราบไหว้เสียยกใหญ่

และไหนๆ หลวงพ่อก็ตั้งชื่อจริงให้เธอแล้ว ทางครอบครัวก็ขอให้ท่านได้ตั้งชื่อเล่นให้ด้วย ซึ่งมีชื่อเก๋ๆ ชื่อเล่นภาษาอังกฤษว่าดรีมที่แปลว่าความฝันอีก

อืม ชีวิตของเธอคงไม่พ้นความฝันสินะ เหมือนชีวิตถูกกำหนดมาแบบนี้ หรือเหมือนถูกสาปกันมากกว่ากันแน่

 

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

 

พาฝันช่างน่ารักใสๆ ค่ะ นางไม่ได้แกล้งนะ ส่วนคุณใหญ่ซิ ไม่พูดดีกว่า อ่านไปเรื่อยๆ แล้วจะงงกับความปากแข็งของคุณใหญ่ค่ะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

17 ความคิดเห็น