Dream (Ominous) Yuri

ตอนที่ 29 : พร่ำเพรื่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 132
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    7 มี.ค. 63

ตอนที่ 29 พร่ำเพรื่อ

 

เช้าต่อมา

พาฝันได้ลืมตาตื่นจากเตียงนอนก็แปลกใจ ว่าเหตุใดตัวเองมาในห้องของคนปากแข็งได้ ก็เมื่อคืนเราสองคนนั่งซบไหล่กันและกัน ก็ต่างหลับกันที่ระเบียง แต่เหตุใดเธอถึงได้มานอนในห้องได้..?? แล้วอีกคนล่ะ หายไปไหน..??

สงสัยคงไปทำงานแล้วล่ะมั้ง

“ว้าย ตายจริง แปดโมงแล้วหรือนี่ ตายๆ พาฝันเอ๊ย มีนัดสัมภาษณ์งานนี่นา”

พาฝันเหลือบไปเห็นนาฬิกาตั้งโต๊ะหัวเตียงก็ตกใจ เพราะเมื่อหลายวันก่อน เธอได้ยื่นสมัครงานร้านหนังสือแบบพาร์ตไทม์ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ตามคำแนะนำของคิวปิดเลิฟได้บอกไว้ และวันต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่โทรมาให้เธอไปสัมภาษณ์งานและจะรู้ผลทันทีในวันนี้นี่แหละ

พาฝันจึงจัดแจงลุกขึ้นเตรียมตัวเสร็จภายในยี่สิบนาที ก็รีบบึ่งไปยังห้างสรรพสินค้า แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเธอไม่มีรถ แต่แล้วฟ้าก็เป็นใจเข้าข้างกัน เมื่อพ่อบ้านสองได้กลับมาเอาแฟ้มงานที่คนปากร้ายได้ลืมไว้ เธอจึงได้ขออาศัยติดรถไปด้วยเพื่อลงป้ายรถเมล์ แต่แล้วสิ่งที่บังเอิญก็เกิดขึ้น เมื่อพ่อบ้านสองบอกว่าห้างสรรพสินค้าที่เธอไปสัมภาษณ์งานเป็นของคุณปู่ ซึ่งหมายความว่าคนปากแข็งกำลังศึกษาเรียนรู้งานบริหารอยู่นั่นเอง

“ขอให้โชคดีนะครับคุณดรีม” เมื่อมาถึงลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า พ่อบ้านสองก็เอ่ยให้กำลังใจกับคนที่นั่งมาด้วย

“ขอบคุณค่ะ พ่อบ้านสอง สู้ๆ นะคะ” พาฝันยกมือขึ้นชู้สองนิ้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“เช่นกันครับ”

.

.

ห้องทำงานของผู้บริหาร

“นี่ครับคุณใหญ่” พ่อบ้านสองได้เอาแฟ้มงานมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน

“ทำไมช้าจัง”

“พอดีคุณดรีมขอติดรถมาด้วยครับ”

“พาฝันไปไหน”

“มาที่ห้างนี่แหละครับ”

“มาทำไม”

“คุณดรีมมาสมัครงานร้านหนังสือตรงชั้นสี่ครับ”

“งั้นใหญ่ไปเดินสำรวจพวกร้านค้าในห้างหน่อยแล้วกัน"

มนัสนันท์พูดจบก็เดินออกจากห้องไป ตามด้วยพ่อบ้านสองเดินตามนายจ้างสาวไปติดๆ ถึงจะมีความงงสงสัยเล็กน้อยก็ตาม พอเดินไปเรื่อยๆ คนหน้านิ่งได้กดลิฟต์ลงชั้นสี่ ซึ่งสิ่งที่เขาสงสัยจะเป็นแค่รางๆ ภายในใจ ก็กลับปรากฏเด่นชัดขึ้น เมื่อมนัสนันท์ได้หยุดเดินตรงข้ามกับร้านหนังสือที่พาฝันมาสัมภาษณ์งานนั่นเอง

“ทำไมหยุดเดินครับคุณใหญ่” พ่อบ้านสองเอ่ยไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าคนหน้านิ่งเอาแต่มองไปยังพาฝันไม่ละสายตา

“แปลกมากๆ เลย ทำไมรู้สึกไม่อยากห่าง อยากเห็นอยู่ตลอดเวลานะ” มนัสนันท์รู้สึกหูอื้อไปหมด ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดเลย นอกจากได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองที่มันเต้นแรง และเรียกร้องให้เธอต้องก้าวเดินไปหายังคนที่หัวใจตัวเองคิดหนีมาตลอด

ภาพตรงหน้าคือพาฝันเอาแต่เดินไปมา แขนก็กอดแฟ้มใสที่มีเอกสารประวัติส่วนตัวอยู่ แถมยังเคาะเท้าไปมาอีก ซึ่งอากัปกิริยาแบบนี้ มนัสนันท์รู้ได้ทันทีว่าอีกคนเป็นอะไร

“คุณขึ้นไปรอเราที่ห้องประชุมนะ แล้วเตรียมเอกสารวางไว้ที่โต๊ะด้วย เดี๋ยวใหญ่ตามไป”

“ประชุมบ่ายสองนะครับ”

“อืม มีปัญหาเหรอ”

“เปล่าครับ เพียงแต่ตอนนี้มันยังเก้าโมงกว่าๆ อยู่เลยนะครับ”

“ทำตามที่ใหญ่บอก”

“ครับ แต่คุณใหญ่จะเดินคนเดียวในห้างมัน..”

“ยังไม่มีใครรู้เท่าไหร่เลย ว่าใหญ่จะมาบริหาร ขอให้ใหญ่ได้เดินเป็นปกติเถอะค่ะ”

“ครับ”

หลังจากที่พ่อบ้านสองเดินลับหายไป มนัสนันท์ก็เดินเข้าไปเอ่ยพูดกับพาฝันด้วยความทนไม่ไหว

“เป็นอะไร ทำไมเดินไปเดินมาราวกับคนบ้า แถมยังทำหน้าแบบนี้ด้วย”

ออร่าเป็นเปล่งประกายสุดๆ ขนาดหน้านิ่ง แต่งตัวก็ดูเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า นี่การไปอยู่ต่างประเทศคือขาวกว่าเดิม และก็สวยกว่าเดิมแบบนี้เลยเหรอเนี่ย..??

ตึก ตึก

หัวใจเต้นโครมครามสนั่นอกของพาฝัน จนต้องเอาฝ่ามือขึ้นมากุมหน้าอกของตัวเองก็เอ่ยพูดออกมาอย่างเบิกบาน

“คุณใหญ่ บังเอิญจังเลยนะคะ”

“ไม่มีหรอกไม่บังเอิญ”

“ฟ้าลิขิต” พาฝันยิ้มหวาน

“เป็นอะไร ทำไมจับหน้าอก”

“ใจเต้นแรงค่ะ หากไม่กุมไว้ ดรีมกลัวว่ามันจะทะลุออกมานอกอกค่ะ” พาฝันระบายยิ้มกว้าง

“เมื่อกี้ยังดูลนๆ อยู่เลย เปลี่ยนไปเป็นระรื่นไวจริงๆ เราตามไม่ทัน” มนัสนันท์กอดอกส่ายหน้าไปมา

“คือดรีมทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวค่ะ”

“กลัวอะไร ตื่นเต้นอะไร”

“ทำไมคุณใหญ่มาเดินห้างแบบนี้ในเวลางานล่ะคะฝึกงานเป็นผู้บริหารอยู่ไม่ใช่เหรอ เกเรเหมือนกันนะคะเนี่ย” พาฝันเอานิ้วไปจิ้มที่ไหล่ของคนปากร้ายเบาๆ

“หากเป็นคนอื่นเราคงได้ไล่ออกจากห้างไปแล้ว นี่มันห้างของเรา เราจะเดินไปมุมไหนก็ได้ อีกอย่างเราเดินสำรวจพวกร้านค้าต่างๆ ไม่ใช่มาเดินเล่น” มนัสนันท์เชิดหน้าเอ่ยไปด้วยความขึงขัง

“ขอโทษค่ะ ก็ดรีมคิดว่าจะมีพนักงานมาเดินด้วยอย่างในหนังนี่คะ”

“เราไม่ชอบให้ใครมาเดินตามเป็นขบวน”

“ไม่ใช่ว่าเบื่อเหรอคะ เห็นคุณกลางบอกว่าพวกงานบริหารเครียด”

“คิดแต่เรื่องของตัวเองเหอะ ตกลงหล่อนเป็นอะไร”

“รู้เหรอคะ”

“หล่อนเป็นคนอ่านง่ายจะตาย เอาแต่เดินไปเดินมา แล้วเคาะเท้ากับพื้นแบบนั้น คงวิตกกังวลอะไรอยู่ หือ”

“ว้าว ปลื้มอะ ใส่ใจ” พาฝันเอาแฟ้มงามมาปิดปาก ก็บิดตัวไปมาราวกับปวดฉี่ก็ว่าได้ แต่จริงๆ แล้วเธอเพียงรู้สึกปริ่มใจมากที่ได้รับความใส่ใจจากคนปากร้าย

“ตกลงมันยังไง” มนัสนันท์เริ่มชักรำคาญ

“.....”

แต่แล้วอีกฝ่ายเอาแต่เงียบ แถมเอาแฟ้มมาปิดใบหน้าอีก มนัสนันท์จึงไปจับแขนของคนตรงหน้า แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความรำคาญ

“ไปทานข้าวก่อนปะ”

“คะ?”

“ไปทานข้าว”

“เดี๋ยวสายค่ะ”

“สัมภาษณ์งานกี่โมง”

“สิบโมงค่ะ”

“ตอนสิบเอ็ดโมงค่อยมาสัมภาษณ์”

“ได้ไงคะ แบบนั้นมันผิดเวลาไปตั้งหนึ่งชั่วโมง”

“ร้านหนังสือเปิดสิบเอ็ดโมง หล่อนอาจจะเข้าใจผิดเรื่องเวลา ตามนี้แหละ”

ถึงพาฝันจะรู้สึกไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าไหร่ แต่ก็คล้อยตามคนปากร้ายอยู่ดี

“จะให้ดรีมทานร้านไหนคะ”

“ร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำฝั่งตรงข้ามก็แล้วกัน ปะ ร้านเปิดแล้ว”

“ค่ะ”

เมื่อพาฝันเดินไปแล้ว มนัสนันท์ยกเครื่องมือสื่อสารขึ้นมากดโทรหาปลายสาย

.

.

“อร่อยมั้ย แต่ไม่น่าจะถาม เห็นสีหน้าหล่อนยิ้มไม่หุบแบบนี้” มนัสนันท์เดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะทีหลังก็เอ่ยพูด

“ดรีมมานั่งยังไม่ทันสั่งเลยค่ะ พนักงานเสิร์ฟก็เอาก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่มีแต่กุ้งมาวางไว้แล้ว”

“แล้วก็กินโดยไม่สงสัยอะไรเลย?”

“ดรีมถามค่ะ แต่พนักงานเขาบอกว่ามีคนสั่งไว้แล้วยกเลิก ดรีมเลยอาสาทานเองค่ะ”

“งั้นเรอะ ก็ทานสิ ทำไมทานน้อย” มนัสนันท์สังเกตเห็นว่าในถ้วยยังมีเส้นมากอยู่ ซึ่งผิดปกติการกินของอีกคนจึงเอ่ยถาม

“แต่ดรีมกินกุ้งหมดนะคะ”

“แหงสิ นั่นมันของชอบหล่อน แต่เส้นล่ะ ทำไมเหลือเยอะ”

“รู้สึกปั่นป่วนในท้องค่ะคุณใหญ่”

“เอามือมาหน่อยซิ” มนัสนันท์เอามือตัวเองยื่นไปก็เอ่ยสั่ง

“ฮั่นแน่ อยากจับมือดรีมขึ้นมาบ้างแล้วเหรอคะ” พาฝันเอาใบหน้ามาใกล้ๆ แล้วยิ้มกว้าง

“อย่ามาไร้สาระ” มนัสนันท์พูดจบก็ตีเข้าที่หน้าผากอีกคนเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้

แปะ

“โอ๊ย” พาฝันนั่งพิงเก้าอี้ดังเดิมก็เอามือขึ้นมาลูบหน้าผากไปด้วยก็อุทาน

“อย่ามาสำออยไปหน่อยเลย เราตีเบาๆ เอง เอามือมา"สิ้นเสียงคนปากร้าย พาฝันทำปากจู๋ใส่ ก็เอามือส่งไปให้คนปากร้ายได้จับกุมสัมผัสได้ตามใจ “มือเย็นเฉียบเชียว ตื่นเต้นทำไม แค่งานพาร์ตไทม์”

มนัสนันท์รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ในสภาวะตื่นเต้นอยู่ จึงเอ่ยพูดให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น แต่ทำนองการพูดมันเหมือนไม่ใช่เอาซะเลยนะสิ มันยิ่งทำให้พาฝันยิ่งกังวลเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเข้าไปอีก

“ก็มันคืองานแรกของดรีม มันคือสิ่งที่ดรีมภาคภูมิใจในการหาเงินด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก และดรีมก็ไม่เคยเจอกับสถานการณ์ที่มีคนสัมภาษณ์งานนี่คะ เลยยิ่งคิดหนัก”

“รู้สึกแบบนี้อย่างคนอื่นก็เป็น แล้วใครแนะนำมา”

“เลิฟค่ะ”

“การันตีว่าได้ชัวร์สินะ”

“ค่ะ”

“แล้วจะวิตกทำไมอีก”

“นั่นสิคะ”

“เพื่อนของหล่อนมีสายตาที่แหลมคม มองอะไรทะลุได้และรับรู้ทุกอย่างนิ ได้อยู่แล้วมั่นใจเข้าไว้ อย่ามาทำเป็นเก้ๆ กังๆ แล้วใครเขาจะให้งานทำหืม”

“คุณใหญ่ให้กำลังใจดรีมเหรอคะ”

“เอาที่สบายเหอะ หากคิดแบบนั้นแล้วรู้สึกดีก็ตามใจ ปะ ลุก” มนัสนันท์ยืนขึ้น

“ยังไม่มั่นใจเลยค่ะ ขอกำลังใจอีกหน่อยนะคะ” พาฝันกำลังจะคว้ามือคนปากร้ายเพื่อจะเอามาแนบแก้มกันสักหน่อย ดูเหมือนอีกคนจะรู้ทันเข้าให้ พับเก็บมือทั้งสองไปไว้ด้านหลังซะอย่างนั้นแถมยังมาเยาะอีก

“ฝันไปเถอะ”

“ฮึ่ม! ฮึ่ม!”

พาฝันมองตาขวางพลางย่นจมูกอย่างเง้างอดใส่คนปากร้าย ซึ่งหากเป็นคนอื่นทำ มนัสนันท์คงได้มีน้ำโหไล่ตะเพิดไปไกลแล้ว แต่คนตรงหน้าในเวลานี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูน่ารักไปเสียหมดในความรู้สึกเกือบจะห้ามใจไม่อยู่

“ใส่ชุดอะไรมาเนี่ย หน้าก็สดเกินไปนะ มาสัมภาษณ์งานไม่ใช่มาสมัครเรียน งั้นมากับเรา"

“จะพาดรีมไปไหนคะ ดรีมยังไม่ได้จ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวเลยนะคะ” พาฝันขัดขืนเมื่อโดนอีกฝ่ายจับมือพาเดินออกนอกร้านโดยไม่ได้จ่ายเงินค่าอาหารเลย

“เราเป็นเจ้าของห้างนะ”

“ทำแบบนี้มันไม่ถูกนะคะ”

“เดี๋ยวเราให้พ่อบ้านสองมาจัดการ ตอนนี้มากับเราก่อน”

มนัสนันท์พูดจบก็จับจูงลากพาฝันเดินขึ้นชั้นห้า ซึ่งเป็นชั้นที่สาวๆ วัยทำงานชื่นชอบ เพราะจะมีพวกเครื่องสำอางกับชุดทำงานหลากหลายแบรนด์ให้เลือกซื้อ

“คุณใหญ่พาดรีมมาชั้นนี้ทำไมคะ มีแต่ของแพงๆ และดรีมก็ไม่ค่อยชอบ..”

พาฝันพูดไม่ทันจบ คนปากร้ายก็เอ่ยสั่งพนักงานอย่างคนรู้จักกันมานานตามใจ ซึ่งแต่ละอย่างที่สั่ง ไม่ว่าจะเสื้อเชิ้ต กระโปรง รองเท้า ทรงผม และเสื้อชุดชั้นในด้วย โดยอีกคนแค่ใช้สายตามองมาที่เธอเท่านั้น แค่แวบเดียวจริงๆ ก็สามารถบอกไซซ์ทรวดทรงองเอว ขนาดหน้าอก และรองเท้าส้นสูงที่เหมาะสมเข้ากันกับเธอได้อย่างมืออาชีพ แถมยังบอกขนาดรองเท้าได้อย่างถูกต้องอีกด้วย

แล้วประเด็นคือคนปากแข็งยังสั่งให้พนักงานแต่งหน้าแบบบางเบาแต้มลิปสติกสีชมพูอ่อน พูดง่ายๆ ขณะนี้เธอถูกแปลงโฉมให้เสร็จภายในสี่สิบนาที เมื่อได้นั่งมองกระจกตรงหน้า เหมือนไม่ใช่ตัวเอง หล่อนคือใครกัน ราวกับเป็นสาวน้อยในตะเกียงแก้ว อ่า ไม่ใช่สินะ น่าจะบอกว่าเป็นนางซินเดอเรลล่า ก็ไม่น่าจะใช่อีก ไม่รู้จะนิยามตัวเองอย่างไรให้ถูกต้องได้ เพราะเธอไม่ใช่นางเอกในนิทานเรื่องไหนเลยนะสิ

“สวยมากจริงๆ ค่ะ”

“นั่นสิ ตอนไม่แต่งก็น่ารักอยู่แล้ว พอได้แต่งเติมนิดแต้มหน่อย สวยมาก..ราวกับนางฟ้าก็ไม่ปานค่ะ”

พนักงานสาวทั้งสองคนต่างชื่นชมในผลงานของตัวเอง ก็ไม่เชิงว่าจะใช้นะ เรียกว่าชมพาฝันน่าจะถูกต้องกว่า

“เสร็จหรือยังคะ เรียบร้อยแล้วใช่มั้ย” มนัสนันท์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเหล่าพวกพนักงานต่างมารุมดู พร้อมกับชื่นชมพาฝันเสียยกใหญ่ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

“เสร็จแล้วค่ะคุณใหญ่ เธอคนนี้สวยมากจริงๆ”

พนักงานได้หมุนเก้าอี้ให้พาฝันหันมาตรงหน้าก็ยืนขึ้น เธอรู้สึกขวยอายเล็กน้อย เพราะไม่เคยใส่ชุดและแต่งหน้าทำผมแบบนี้มาก่อน

“เรียกดรีมก็ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” พาฝันยกมือไหว้ขอบคุณพนักงานสาวรุ่นพี่ด้วยความนอบน้อม

“โอ๊ย ไม่ต้องไหว้ ไม่ต้องขอบคุณพี่หรอกค่ะคุณดรีม มันเป็นหน้าที่”

“ไม่ต้องเรียกคุณหรอกค่ะ เรียกดรีมเฉยๆ จะดีกว่านะคะ”

“จ้า น้องดรีม พี่เรียกแบบนี้โอเคนะ”

“ค่ะ โอเคมาก”

มนัสนันท์เห็นพาฝันชัดๆ แล้วตะลึงพรึงเพริศเลอเลิศพิสมัยด้วยตาค้าง เพราะไม่คิดว่าแค่พาฝันได้แปลงโฉมอีกคนนิดหน่อย จะมีความสวยออร่าได้เพียงนี้ แต่ก็คงไม่แปลกอะไร หากเมื่อชาติที่แล้วหล่อนคือเทพี

“ได้เวลาสมัครงานแล้วไม่ใช่เหรอ พาฝัน ไปสิ หากชักช้าจะสายนะ”

มนัสนันท์เอ่ยพูดเพื่อให้อีกคนออกมาจากร้านได้แล้ว เพราะคนในร้าน รวมถึงคนเดินผ่านไปมาก็ต่างมองมาที่พาฝันตาเป็นมันประกายวับวาวกัน รู้สึกหายใจหายคอไม่สะดวกเอาซะเลยจริงๆ

“อ่า จริงด้วยค่ะ ดรีมขอตัวก่อนนะคะพี่ๆ”

“ขอให้โชคดีนะคะน้องดรีม”

“ค่ะ”

.

.

“แนะนำตัวเองให้ใครต่อใครรู้จักไปเรื่อยนะหล่อน” มนัสนันท์เอ่ยพูดขณะเดินลงมาชั้นสี่ ซึ่งเป็นชั้นที่พาฝันสัมภาษณ์งานในร้านหนังสือ

“เป็นมิตรดีกว่าเป็นศัตรูนะคะ”

“มันพร่ำเพรื่อไป”

“ก็เผื่อดรีมได้งาน จะได้มีเพื่อนทานข้าวและเดินเล่นในห้างไงคะ”

“ขี้เหงามากหรือไง”

“ก็เหงานะคะ ดรีมเกิดมาในครอบครัวใหญ่ก็จริง แต่อย่างที่รู้ๆ กัน ดรีมคือตัวประหลาด ครอบครัวตราหน้าว่าดรีมพาซวยบ้างละ พาฝันพาซวยบ้างละ จึงไม่มีใครสนใจดรีมเลยสักคน เพราะฉะนั้นระหว่างทางที่ดรีมได้เติบโตมามีแต่ความโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คน รู้สึกเหงาทั้งๆ ที่มีคนรอบตัวมากมาย พอดรีมได้โดนคุณใหญ่ดุ ด่า ว่า ต่างๆ นานา ทำให้ดรีมรู้สึกไม่เหงา ทำให้ดรีมรู้สึกเหมือนโดนใส่ใจ เป็นห่วง ดรีมรู้สึกดีมากๆ ค่ะ จนดรีมอยากจะ..” พาฝันหยุดพูดก็ไปคว้าฝ่ามือของคนปากร้ายมากอดไว้แนบอกก็เอ่ยต่อ “อยากจะกุมมือคุณใหญ่แบบนี้ไปตลอดชีวิตคงดี”

“ทำไมถึงชอบมือเรานัก”

“มือของคุณใหญ่อบอุ่น ทำให้ดรีมรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่ได้จับ”

พาฝันเอ่ยออกมาด้วยน้ำตาคลอเบาตลอด มันกระตุกใจของมนัสนันท์ให้สั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมาได้ รู้แค่ไม่อยากเห็นอีกคนเป็นแบบนี้เลยจริงๆ

“ทำหน้าให้สดใสเข้าไว้ เข้าไปสัมภาษณ์ได้แล้วปะ”

“มีคุณใหญ่มายืนให้กำลังใจแบบนี้ ดรีมรู้สึกมีกำลังใจและฮึกเหิมขึ้นมามากมายก่ายกองค่ะ ขอบคุณนะคะ”พาฝันพูดจบก็ประทับริมฝีปากลงปลายนิ้วมือของคนปากร้าย แล้วส่งยิ้มหวานก็เดินเข้าไปในห้องไปสัมภาษณ์งาน

"ทำไมชอบมาจับมาจูบมือเราพร่ำเพรื่อนะ แล้วทำไมแกถึงใจง่ายนักนะ ปล่อยให้พาฝันจับจูบลูบคลำอยู่เรื่อยพร่ำเพรื่อเป็นว่าเล่นนัก หืม?" มนัสนันท์มองดูนิ้วเรียวของตัวเองก็เอ่ยออกไปในทำนองดูสับสนในตัวเอง สักพักก็สะบัดมือไปมาก็เอ่ยว่าไปด้วย

สิบนาทีผ่านไป หลังจากที่พาฝันหายไปในร้านหนังสือ เครื่องมือสื่อสารของมนัสนันท์ก็สั่นครืดๆ เมื่อเห็นว่าเบอร์ใคร เธอจึงกดรับสาย

“ว่าไงคะ”

[เรียบร้อยแล้วค่ะคุณใหญ่]

//////////////////////////////////////////////////

คุณใหญ่ก็ยังคงปากแข็ง ส่วนพาฝันนางตีมึนขี้อ้อนคุณใหญ่ตลอด

มาดูว่าพาฝันจะได้งานอะเปล่า อ่านไปก็น่าจะเดากันได้นะคะ

เจอกันตอนหน้าค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

17 ความคิดเห็น

  1. #9 MaysChild (@MaysChild) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 18:53
    เขินแทนคุณใหญ่
    #9
    0