Dream (Ominous) Yuri

ตอนที่ 26 : หัวเสีย หงุดหงิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 143
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    27 ก.พ. 63

ตอนที่ 26 หัวเสีย หงุดหงิด

 

มนัสนันท์ได้เข้ามาในห้องพิเศษอีกห้องที่พ่อบ้านสองรักษาตัวอยู่ พร้อมกับมีทนายความประจำตระกูลและตำรวจก็กำลังสอบปากคำ ซึ่งผลสรุปจากการพูดคุยเรื่องเมื่อคืน เธอจะไม่เอาเรื่องกับคนขับแล้วเมาคนนั้น เพราะเขามีลูกมีเมียที่ต้องรับผิดชอบ แต่หากมีครั้งหน้าอีกคงต้องดำเนินคดีด้านกฎหมายอย่างแน่นอน

ซึ่งตอนแรกคู่กรณีก็จะเอาเรื่องที่พ่อบ้านสองขับรถชนเข้ากลางลำจนรถพังยับเยิน แต่คนอย่างเจ้าหญิงหิมะ มีหรือจะให้ใครมาเอาเปรียบได้ง่ายๆ เธอจึงให้ทนายจัดการฟ้องร้องที่เขาเมาแล้วขับรถทำให้คนอื่นเดือดร้อน ทำให้คู่กรณีกลัวจะมีความผิดจนโดนไล่ออกจากงาน สุดท้ายจึงยอมความกันไปอย่างว่าง่าย

ส่วนแม่ค้าหมูปิ้งเธอได้ติดต่อให้ครอบครัวมารับไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็จริงตามที่เธอคิดทุกอย่าง ว่าอีกคนมีครอบครัวฐานะร่ำรวยพอสมควร แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้ระหกระเหินออกจากบ้านมาเป็นแม่ค้าให้ตัวเองลำบาก ซึ่งหากจะให้เดาก็คงจะเพราะเรื่องความรักไม่ผิดแน่

ซึ่งหากเป็นเธอที่ต้องทิ้งครอบครัว ทิ้งความสุขสบายเพื่อความรัก ไม่รู้จะทำได้อย่างแม่ค้าหมูปิ้งกันหรือเปล่า เพราะมันไม่ได้เหมือนในละครหรอกนะ ชีวิตมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น นี่มันคือชีวิตจริง ที่ต้องคิดหน้าคิดหลังอยู่พอสมควร ไม่ใช่ไม่คิดหน้าไม่คิดหลังอะไรเลย แล้วหน้ามืดตามัวหลงติดอยู่กับความรู้สึกรักดั่งคนตาบอด

ถึงจะโดนโกรธเกลียดจากแม่ค้าหมูปิ้งก็ตาม แต่ไม่อยากให้ผู้หญิงหน้าตาดีต้องอยู่ตามลำพังในชุมชนและขายหมูปิ้งดึกๆ ดื่นๆ แบบนั้น จึงได้ตัดสินใจให้ลูกน้องของคุณปู่ตามหาครอบครัว ซึ่งคืนเดียวก็รู้ผลทันที

เมื่อจัดการกับเรื่องวุ่นๆ กับเหตุการณ์เมื่อคืนเสร็จ มนัสนันท์เดินกลับห้องที่ตนพักรักษาตัวอยู่ แต่ด้วยที่คนในห้องกำลังพูดคุยกับเพื่อนสนิทนิสัยไร้มารยาทอย่างเมามัน ทำให้เธอไม่อยากจะเข้าไปสักเท่าใดนัก ได้แต่ยืนนิ่งๆ อยู่หน้าห้อง จนมีหมอหนุ่มเดินเข้ามาพูดคุยอย่างคนรู้จักกันดี

“ยืนทำอะไรหน้าห้องครับคุณใหญ่ ทำไมไม่เข้าห้องไปล่ะ"

นี่คือเสียงหมอหนุ่มในชุดกาวน์ ช่างหล่อเหลา มีนามว่าหมอตรัย เป็นลูกชายของลุงทนายประจำตระกูลที่เก่าแก่ของคุณปู่ ทำเอามนัสนันท์ถึงกับคิดหนัก เพราะคนตรงหน้าดูหุ่นดีรูปงามอย่างกับดาราเกาหลีซะด้วย

“เห็นแล้วมันหงุดหงิด”

“หงุดหงิดอะไรครับคุณใหญ่”

“นับวัน ทำไมถึงติดนิสัยแบบนี้จากหล่อนได้นะ”

เป็นอีกประโยคของคนหน้านิ่งที่โพล่งพูดออกมา เหมือนจะพึมพำบ่นกับตัวเองอย่างพาฝันกันซะได้ ทำเอาหมอหนุ่มงงเข้าไปใหญ่

“พูดคุยคนเดียวเหรอครับ”

“หมอตรัยไม่เคยพูดคนเดียวหรือไง”

“คิกๆ แปลกนะครับ ที่คุณใหญ่สนทนากับผมได้นานแบบนี้”

“ตกลงจะมาตรวจฉันหรือจะมาพูดกวนประสาท”

“โอเคครับ ดูอารมณ์ของเจ้าหญิงหิมะแล้ว ไม่หยอกแล้วดีกว่า”

ฉายาเจ้าหญิงหิมะ คงไม่ได้มีแค่คนในโรงเรียนพูดกันสินะ

“อ้าวคุณใหญ่ ทำไมไม่เข้าไปล่ะ ยืนอยู่นานแล้วไม่ใช่เหรอ” คิวปิดเลิฟเปิดประตูออกมาก็เอ่ยทักทายคนปากร้ายด้วยความยียวน เพราะตอนเธออยู่ในห้องกับพาฝันพูดคุยกันอยู่นั้น ก็ได้รับรู้ว่ามีคนพูดคุยกันอยู่หน้าห้องอยู่นาน จึงออกมาทักทายซะหน่อย

“หูดีเชียวนะ ถึงได้รู้ดี” มนัสนันท์เอ่ยเชิดๆ

ซึ่งการเป็นเทพีไม่ใช่แค่อ่านใจคนได้เท่านั้น ยังมีหูทิพย์ที่สามารถได้ยินคนพูดจากระยะไกลได้อีกด้วย

“โอ้ว ผู้ใดล่ะเนี่ย หล่อเชียว แต่ใส่ชุดขาวเสื้อคลุมยาวเยี่ยงนี้ คงหนีไม่พ้นหมอเป็นแน่แท้ ใช่มั้ยคะ”

“คิกๆ พูดราวกับหลุดออกมาจากอีกมิติหนึ่งเลยนะครับ คุณ..”

“คิวปิดเลิฟค่ะ หมอตรัย”

“หื้ม? รู้จักผมด้วยเหรอครับ” หมอหนุ่มตกใจอย่างยิ่ง เพราะเขาเพิ่งจะกลับจากต่างประเทศมาเป็นหมอประจำโรงพยาบาลนี้ได้ไม่นานเอง

“เจอกันแค่ครั้งเดียว คงไม่ต้องทำความรู้จักกันก็ได้มั้งหมอตรัย เข้าไปในห้องได้แล้ว รีบๆ ตรวจ ส่วนเธอจะไปไหนก็ไป” มนัสนันท์พูดจบก็เดินเข้าห้องไป

“ใครว่าเจอกันแค่ครั้งเดียวล่ะ ในอนาคตต้องเจอกันบ่อยๆ แน่”

“ครับ?”

“ฉันว่ารีบเข้าไปในห้องดีกว่านะคะหมอสุดหล่อ”

“ครับคุณสุดสวย”

“จะยืนอยู่อีกนานมั้ยคะ หมอตรัย และเธอด้วย ชมกันไปมาอยู่ได้”

มนัสนันท์ได้เปิดประตูออกมาโผล่หน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ทำเอาสองคนต้องหยุดเย้าหยอกกันไปมา แล้วเดินเข้าห้องไปพร้อมๆ กัน แต่แล้วคนที่นั่งบนเตียงผู้ป่วยก็ร่วงตกลงมาซะอย่างนั้น ราวกับถูกผีผลัก

ตุบ!

“พาฝัน” มนัสนันท์วิ่งเข้าไปหาคนเจ็บก็ประคองกอดไว้ด้วยความเป็นห่วง “หล่อนเป็นอะไรมากมั้ย”

“อุ่นจัง หอมด้วย เหมือนในความฝันเลยค่ะ” พาฝันได้จังหวะก็สวมกอดคนปากร้ายที่ประคองตนอยู่ แถมทั้งหอมทั้งดมไม่หยุดราวกับคนโรคจิต

“มันไม่ใช่เวลานะพาฝัน เราไม่ตลกด้วย” มนัสนันท์ผลักคนเจ็บออกเล็กน้อยเอ่ยว่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ดุจัง ก็แค่ตกจากเตียงเองนะ ทำไมคุณใหญ่ต้องดูเครียดกันขนาดนี้ด้วย?

“โอ๊ย ดรีมยังไหวค่ะ” พาฝันชูสองนิ้วใส่คนปากร้าย

“.....”

เงียบ ทำหน้าเคร่งขรึมกันมากกว่าเดิมไปอีก

“คุณใหญ่ไม่ต้องเครียดค่ะ เดี๋ยวแก่ไวน้า” พาฝันเอาฝ่ามือทั้งสองขึ้นหมายจะไปแนบแก้มของคนปากร้าย แต่แขนอีกข้างเหมือนจะปวดเหมือนแขนถูกบิดผิดรูป ทำให้เธอต้องเอาฝ่ามืออีกข้างขึ้นไปกุมแก้มของคนหน้านิ่งแทน ด้วยความรู้สึกที่อยากสัมผัสแก้มนุ่มนิ่มเหลือเกินพร้อมกับใช้นิ้วโป้งลูบไล้เล่นไปมาเบาๆ พลางก็เอ่ยพูดไปก็จ้องดวงเนตรกลมโตสีน้ำตาลเข้มด้วยใจสั่นรัว “คุณใหญ่หน้าใสจังเลยค่ะ วิ้งๆ สวยจัง”

ตึก.. ตึก..

นี่คือเสียงหัวใจสองดวง ต่างสั่นตอบรับกันและกัน ซึ่งต่างก็ไม่มีใครรู้ว่าแต่ละคนหัวใจเต้นแรงใส่กันมากแค่ไหน มีแต่คิวปิดเลิฟที่รับรู้ได้เพียงคนเดียวตามลำพังก็ยกยิ้มมุมปากออกมา

หึ อีกคนก็ปากแข็งเกินกว่าจะยอมรับหัวใจตัวเอง อีกคนก็บื้อเกินกว่าจะเข้าใจหัวใจตัวเอง

“ช่างเกิดมาคู่กันซะจริงๆ”

คิวปิดเลิฟโพล่งพูดออกมา ทำเอามนัสนันท์รู้ตัวแล้วว่าโดนอีกฝ่ายรับรู้อะไรบางอย่างในใจของตนสักอย่างได้ จึงลุกขึ้นคว้าตัวของพาฝันขึ้นมานั่งบนเตียงก็เอ่ยว่ากล่าวดุออกไปอีกครั้ง

“ยังจะมาทำเป็นเล่นอีกนะ เห็นๆ อยู่ว่าหล่อนเจ็บ”

“ไม่รู้ทำไมดรีมเอาสีข้างลง หากเอาหน้าลงแบบตรงๆ คงล้มหัวทิ่มหน้าพุ่งลงพื้นได้หน้าเสียโฉมแน่ๆ ค่ะ”

“ไม่ต้องกลัวหรอกดรีม มีหมอตรัยอยู่ทั้งคน หายห่วงเรื่องความงาม”

“คุณทำให้ผมประหลาดใจอีกแล้วนะครับคุณคิวปิดเลิฟ”

“หมอตรัย จะยืนดูนิ่งเฉยอยู่แบบนี้เหรอ อย่าพูดจาเรื่องไร้สาระจะได้มั้ย ก็เห็นอยู่ว่าคนเจ็บล้มคะมำลงจากเตียงนะ” มนัสนันท์เอ่ยด้วยความไม่พอใจ

“ปวดหัว เจ็บมือ เจ็บแขน เจ็บสะโพก เจ็บเท้า บ้างหรือเปล่าครับ คุณ..”

“พาฝันค่ะหมอ” พาฝันยิ้มหวาน

“ก็เห็นอยู่ว่าพาฝันล้มเอาแขนลง ยังจะถามอีกนะหมอตรัย”

“หึงชัวร์”

คิวปิดเลิฟพูดเพียงแผ่วเบา แต่มีหรือหูดีอย่างคนปากร้ายจะไม่ได้ยิน เพราะยืนอยู่ใกล้ๆ ทำให้เจ้าหญิงหิมะได้ยินเต็มๆ สองหู จึงได้หันหน้าไปมองคนพูดด้วยแววตาไม่พอใจ แต่คิวปิดเลิฟกลับยักไหล่อย่างไม่ยี่หระใส่โดยไม่สนใจ

“เมื่อยแขนจัง มันปวดเหมือนมีอะไรมาทับเลยค่ะหมอ” พาฝันยกแขนขึ้นเอ่ยพูดอย่างยิ้มแย้ม

“เอาฝ่ามือขึ้นมาต้านแรงผมนะครับคุณพาฝัน” หมอหนุ่มเอาฝ่ามือทั้งสองขึ้นมาประทับไปที่ฝ่ามือของพาฝัน แล้วผลักเล็กน้อยเพื่อให้คนเจ็บได้ต้านแรง เพื่อทดสอบอาการปวดแขน “เจ็บมั้ยครับ”

“นิดหน่อยค่ะหมอ”

“งั้นเดี๋ยวผมจะจับแขนและข้อมือของคุณพาฝันนะครับ หากปวดหรือเจ็บก็บอกนะครับ”

“ต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอหมอตรัย”

อยู่ๆ เสียงเรียบเย็นก็เอ่ยพูด ราวกับว่ากำลังไม่พอใจอะไรในตัวหมอหนุ่มกันอย่างนั้นละ ทำเอาพาฝันได้แต่มองหน้าอย่างงงๆ

“ผมก็ตรวจตามอาการของคนเป็นหมอนะครับคุณใหญ่” หมอหนุ่มถึงจะแปลกในกิริยาท่าทางของอีกฝ่าย แต่ก็ยังคงจับมือตรวจพาฝันต่อไป “เจ็บมั้ยครับ”

“ไม่เจ็บเลยค่ะ หมอมือเบามากๆ”

“ดูไปแล้วคุณพาฝันก็น่ารักนะครับ”

คำพูดของหมอหนุ่มเหมือนจงใจเอ่ยขึ้นเพื่ออะไรบางอย่างที่เขาได้ขบคิดสงสัยอยู่ ซึ่งเหมือนจะได้ผลซะด้วย เมื่อคนเจ็บให้ความร่วมมืออย่างดีด้วยความไร้เดียงสา

“หมอก็รูปหล่อจังเลยค่ะ ตัวก็สูง หุ่นก็ดีอย่างกับพระเอกเกาหลีเชียว” พาฝันเอ่ยยิ้มหวาน

“ตกลง พาฝัน เป็นอะไร หมอตรัย”

เสียงที่ใช้ถามหมอหนุ่มของมนัสนันท์ทำเอาคนในห้องต้องกลั้นหัวเราะ เพราะทำนองการพูดดูเยือกเย็นก็จริง แต่มันเหมือนเสียงของหุ่นยนต์ด้วยในเวลาเดียวกัน

“อาการไม่ได้น่าเป็นห่วงอะไรมากหรอกครับคุณใหญ่”

“พูดมาได้ไง ไม่ได้น่าเป็นห่วง” มนัสนันท์เอ่ยขึ้นเสียงเล็กน้อย

“ดรีมไม่ได้เป็นอะไรมากจริงๆ ค่ะคุณใหญ่”

“หุบปากไปเลย ก็เห็นๆ อยู่ว่าหล่อนข่มความเจ็บเอาไว้ตอนหมอตรัยตรวจ อย่ามาโกหกเรานะ ไม่ชอบ” มนัสนันท์หยุดพูดก็ไปคว้าแขนของคนเจ็บขึ้นมาเอ่ยพูดกับหมอหนุ่มต่อ “เส้นเอ็นอักเสบหรือเปล่าหมอตรัย แขนของพาฝันไม่ได้บิดเบี้ยวอะไรนะ”

“ผมว่าน่าจะแค่เคล็ดขัดยอกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นนะครับ”

“เป็นหมอภาษาอะไร ถึงได้วินิจฉัยแบบคาดคะเนแบบนี้”

เอาแล้วไง จะมีสงครามเกิดขึ้นมั้ยล่ะเนี่ย ทำไมคุณใหญ่ต้องดุดันกันขนาดนี้ด้วย สงสารหมอจัง

“ผมเป็นหมอศัลยกรรมความงาม ไม่ใช่หมอรักษากระดูกนะครับคุณใหญ่”

“เสียแรงที่คุณปู่ได้ส่งเสียนายเรียนหมอ”

“ปากร้ายสุดๆ” คิวปิดเลิฟเอ่ยพูดลอยๆ

“มาเยี่ยมตั้งแต่เช้าไม่ใช่เหรอเธอ ทำไมยังอยู่อีก”

“คุณใหญ่ดูพาลไปกันใหญ่แล้ว ไม่เคยเห็นคุณใหญ่เป็นแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ หรือจะเป็นวันนั้นของเดือนนะ หรือจะเข้าสู่วัยทอง ช่วงนี้ถึงอารมณ์เสียตลอดเวลาจัง”

พาฝันก็โพล่งพูดขึ้นจากการคิดในใจออกมาอย่างใสซื่อ ทำเอาคนในห้องหัวเราะร่ากันยกใหญ่

“ฮ่าๆ”

“คิกๆ”

“ฮ่าๆๆ”

เมื่อพาฝันได้เห็นหมอหนุ่มกับเพื่อนต่างหัวเราะกัน มีหรือจะไม่หัวเราะตาม เธออ้าปากขำดังลั่นสนั่นห้องพิเศษ จนอีกสองคนก็ขำตามกันไปอีก

“หัวเราะอะไรกันหนักหนาฮะ ตลกอะไรนักวะ ส่วนหล่อนก็เหมือนกัน พูดในใจก็ควบคุมมันดีๆ สิ ไม่ใช่พูดซะเสียงดังออกมาแบบนี้”

มนัสนันท์ถึงกับหัวเสียก็ชี้หน้าบุคคลทั้งสามเรียงตัว ก็เอื้อนเอ่ยคำหยาบเป็นครั้งแรกออกไป ทำเอาทุกคนในห้องอึ้งกัน และพร้อมใจกันเอาฝ่ามือมาปิดปากโดยไม่ได้นัดหมาย เพราะรู้ๆ อยู่ว่าวิสัยปกติของเจ้าหญิงหิมะจะเป็นพวกพูดน้อย เมินทุกอย่าง แถมนิ่งทุกสถานการณ์ ดูไร้ความรู้สึก แต่เวลานี้คนปากร้ายมาแสดงอารมณ์อะไรแบบนี้ มันบ่งบอกว่าหล่อนก็มีความรู้สึกเฉกเช่นคนทั่วไปเขามีกันเช่นกัน

มันไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่ใช่สิ ผู้หญิงที่ชื่อพาฝันต่างหากที่ไม่ธรรมดา ที่ทำให้คนอย่างมนัสนันท์เป็นไปได้ขนาดนี้ได้

ไวกว่าความคิด หมอหนุ่มได้นำมือหนาขึ้นมาจับปลายคาง พร้อมกับสายตาก็สำรวจมองใบหน้าของพาฝันด้วยความหลงใหล พลางก็เอ่ยพูดด้วยทำนองชมชอบเชิงชู้สาวอีกด้วย

“ผมว่าใบหน้าของคุณพาฝันสวยได้รูปมากๆ ทั้งดวงตา จมูก ริมฝีปาก โหนกแก้ม โดยรวมโครงหน้าดูดีมากๆ จนผมไม่อายจจะละสายตาไม่มองใบหน้าที่เพอร์เฟกต์อย่างไร้ที่ติแบบนี้ได้ ช่างเหมาะทุกสัดส่วนเสียจริง"

“หมอก็ชมไอ้ดรีมมันเกินไป แต่จะว่าไปก็ไม่เกินไปนะหมอ จริงมั้ยคุณใหญ่” คิวปิดเลิฟยักคิ้วใส่เจ้าหญิงหิมะในเชิงยียวน

“ก็เห็นๆ อยู่ว่าขี่เหร่” มนัสนันท์เอ่ยใบหน้านิ่ง

“ผมว่าคุณพาฝันสวยมากครับ ขนาดหน้าสดยังสวยจนผมตะลึง หากได้แต่งหน้าแต่งชุดเข้าหน่อย ผมคงได้ตาค้างไปหลายนาทีแน่ๆ”

หมอหนุ่มมองพาฝันด้วยสายตาหยาดเยิ้ม ทำเอาคนหน้านิ่งถึงกับขบฟันกล้ามกึกๆ อยู่  และอีกเช่นเคยมีแต่คิวปิดเลิฟที่รู้และด้วยความที่อยากจะกระตุ้นต่อมไฟในทรวงของเจ้าหญิงหิมะให้กระพือขึ้น ต้องเติมเชื้อไฟสักหน่อยแล้ว

“ก็ดรีมมันก็สวยจริงๆ อย่างที่หมอบอกนะ หากมันไม่บื้อก็คงจะมีแฟนไปนานแล้ว คนอะไรไม่รู้ตัวว่ามีคนมารุมจีบตั้งแต่เรียนมัธยมแหละ ซึ่งตลอดหกปีที่อยู่ในรั้วโรงเรียน มีแต่คนตามขายขนมจีบมันมากหน้าหลายตาทั้งชายและหญิง แต่แปลกมากๆ แต่ละคนมาจีบแค่สองสามวันก็เปลี่ยนใจเทมันไปหมด แปลกจริงเชียว ว่ามั้ยคุณใหญ่”

คิวปิดเลิฟพูดออกไปก็เอาแต่ชายตาไปมองเจ้าหญิงหิมะอยู่ตลอด แถมยังมียกยิ้มปิดท้ายด้วยอีก พร้อมกันนั้นหมอหนุ่มก็มองไปยังจุดเดียวกันเช่นกัน แล้วอมยิ้มออกมาปิดท้ายด้วยอีก ส่วนคนหน้านิ่งก็เอาแต่ทำสีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติ แต่นัยน์ตาหาใช่เช่นนั้นไม่นะสิ ซึ่งมันได้สร้างความฉงนใจให้แก่พาฝันยิ่งนัก

และสิ่งที่เพื่อนสนิทพูดเกี่ยวกับเธอในอดีต มันคือความจริงทั้งหมดก็ตาม แต่ทำไมถึงต้องหันไปทางคนปากร้ายด้วย ซึ่งสายตาที่มองเหมือนเป็นการตั้งคำถามที่ในอดีตเธอก็เคยสงสัย ถึงเธอจะแสดงออกอย่างบื้อๆ แต่ก็ไม่ได้ซื่อจนเซ่อโดยไม่รู้ว่ามีคนมาจีบ แต่ประเด็นคือวันต่อมา ทุกคนล้วนไม่กล้าเข้าใกล้เธอเลย แถมยังไม่พูดไม่จา ไม่แม้แต่จะมองเธอด้วยซ้ำ ราวกับโดนใครข่มขู่มาให้ออกห่างจากเธออย่างนั้นละ..??

/////////////////////////////////////////////////

สงสารคุณใหญ่โดนรุม และใครกันนะ ในอดีตที่ขัดขวางไม่ให้ใครมาจีบพาฝันได้ อุ๊บ!

เจอกันตอนหน้าค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

17 ความคิดเห็น