Dream (Ominous) Yuri

ตอนที่ 2 : ดูแล (ด้วยความนึกไม่ถึง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 313
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    5 ม.ค. 63

ตอนที่ 2 ดูแล (ด้วยความนึกไม่ถึง)


 

เมื่อพ่อบ้านหนึ่งออกไปแล้ว เจ้าของห้องได้ทำการยกหูโทรศัพท์บ้านต่อสายไปยังปลายทางหาคนสำคัญ

[มีอะไรคะลูก ทำไมโทรมาดึกดื่นแบบนี้ หืม คุณใหญ่]

“แม่กลางคะ ใหญ่..เอ่อ..คือ..”

[คุณใหญ่ไม่เคยเป็นแบบนี้นะลูก มีอะไร หืม]

“เอ่อ..เวลามีคนเดินตากฝนอยู่..น่าจะหลายชั่วโมงเห็นจะได้ ต้องดูแลยังไงคะแม่กลาง”

[คนที่ลูกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ]

“ผู้หญิงค่ะ”

[อายุเท่าไหร่คะ]

“ก็เท่าๆ กับใหญ่ค่ะ”

[งั้นลูกต้องถอดเสื้อเธอออกก่อน แล้วเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าและเป่าผมเธอให้แห้งด้วย ต่อมาก็พยายามปลุกเธอให้ทานยา เมื่อเธอฟื้นมาก็ให้ทานข้าวต้มนะลูก อ่อ อย่าลืมวัดอุณหภูมิในร่างกายของคนป่วยเหมือนอย่างที่แม่เคยดูแลคุณใหญ่ด้วยนะลูก จำได้ใช่มั้ยเอ่ย]

“ค่ะ ใหญ่จำได้”

[หากเธออาการไม่ดีขึ้น ตัวร้อนจี๋ก็ต้องบอกพ่อบ้านให้พาเธอไปโรงพยาบาลจะดีที่สุด อืม แล้วเธอเป็นใครมาจากไหนคะลูก ทำไมคุณใหญ่ถึงได้ต้องดูแลด้วยตัวเองแบบนี้ หืม]

“ผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนของคุณกลางค่ะ”

[แล้วทำไมลูกไม่ให้คุณกลางดูแลล่ะ หรือเธอเป็นคนสำคัญของลูกใช่มั้ยเอ่ย]

“ไม่สำคัญเลยค่ะแม่กลาง ออกจะน่ารำคาญด้วยซ้ำ แล้วใหญ่ก็ไม่เคยพูดคุยกับเขาเป็นการส่วนตัวด้วย ก็แค่เห็นผ่านๆ ตา”

[อ้าว แล้วทำไมถึงได้ดูแลด้วยเองล่ะ หากเธอน่ารำคาญสำหรับลูก แล้วคุณปู่ไม่ว่ากระไรหรือที่คุณใหญ่เอาคนอื่นเข้ามาในบ้านแบบนี้]

“เพราะคุณปู่อนุญาตด้วยตัวเองค่ะแม่กลาง เอาเป็นว่าเรื่องมันยาว ใหญ่ค่อยเล่านะคะ ฝันดีค่ะแม่กลาง และฝากบอกแม่เล็กฝันดีด้วยนะคะ”

[แล้วแม่ใหญ่ล่ะลูก คุณใหญ่ไม่มีอะไรจะ..]

"ไม่ค่ะ ใหญ่ไม่มีอะไรจะพูดจะฝากอะไรถึงเขาทั้งนั้น นี่ก็ดึกแล้วนะคะ"

[จ้า งั้นแม่ฝากดูแลคุณกลางและคุณเล็กด้วยนะลูก และที่สำคัญคุณใหญ่ต้องดูแลตัวเองด้วยนะที่รักของแม่]

“ค่ะ”

เจ้าของห้องวางสายจากผู้เป็นแม่ก็หันมาสูดลมหายใจลึกๆ เข้าปอด ก็จัดการปิดไฟในห้องทันที โดยเปิดไฟที่หัวเตียงเอาไว้เพียงแสงสลัวๆ เท่านั้น และจัดการถอดชุดนักเรียนกับชุดชั้นในทั้งสองชิ้นออกจากร่างหญิงสาวที่นอนสลบแน่นิ่งด้วยมือสั่นเทา ขณะถอดไปก็พยายามหลับตาบ้างปิดตาบ้างด้วยหัวใจสั่นไม่เป็นจังหวะ พร้อมกับลมหายใจที่เข้าๆ ออกๆ ไม่ค่อยจะสะดวกเท่าใดนัก แล้วก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ออกมาด้วยมือทั้งสองข้างถือกะละมัง ซึ่งมีผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอยู่

เจ้าของบ้านได้นำผ้าขนหนูมาเช็ดตัวให้กับหญิงสาวด้วยความละเมียดละไมอย่างเบามือ ตั้งแต่ใบหน้า ซอกคอ หัวไหล่ เนินอก โดยพยายามไม่ใช้ผ้าเช็ดไปโดนจุดยอดอกสีสวยที่ตั้งชี้โด่ทั้งสอง ก็ใช้ผ้าขนหนูข้ามมาที่หน้าท้องแบนราบ ซึ่งมีไรขนน่ารักบางเบาเรียงตัวกันสวยงามจนมาถึงสะดือสวย อยู่ๆ คนที่สลบอยู่ก็เริ่มมีอาการเพ้อพูดนั่นนี้ทั้งน้ำตา พร้อมกับยกแขนขึ้นมาคว้าตัวกอดเจ้าของห้องด้วย

“ฮือๆ คุณพ่อคุณแม่คะ อย่าทิ้งดรีมไปเลยนะ ดรีมไม่ได้ตั้งใจจะฝันแบบนั้นเลย ฮือออ”

“อะไรของหล่อนเนี่ย นอนให้มันดีๆ เราไม่ใช่แม่ไม่ใช่พ่อหล่อนนะ”

เจ้าของห้องพยายามแกะมือทั้งสองของคนป่วยที่เหนียวติดหนึบอยู่ตรงหลังคอตน แต่ก็ไม่เป็นผล แถมคนป่วยไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใดกันนักนะ ถึงได้สามารถออกแรงบังคับดึงให้เจ้าของห้องโน้มตัวลงมากอดใกล้ชิด โดยที่ใบหน้าเธอแนบชิดไปที่ซอกคอเรียวของคนเจ็บโดยละม่อม

“เฮ้ออ อะไรกันนักกันหนาเนี่ย ภาระจริงๆ เลย พู่วว”

เจ้าของบ้านบ่นกระปอดกระแปดก็เป่าปากพ่นลมหายใจอุ่นๆ ออกมา ทำให้คนเจ็บถึงกับกระชับแขนกอดเธอแน่นด้วยความรู้สึกหวิวๆ แปลกๆ ทั้งที่ยังสลบอยู่

“อื้มมม”

เจ้าของบ้านรู้สึกอึดอัดกระอักกระอ่วนใจยังไงชอบกลที่ปลายจมูกอยู่ตรงซอกคอคนป่วย แถมหน้าอกหน้าใจที่ยอดถันสีสวยตั้งตระหง่านก็ทิ่มชี้โด่ตรงบริเวณเหนือเนินออกของตนที่ทับเหนือร่างผู้ป่วยอีก ส่งผลให้เธอรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ จึงพยายามใช้แรงทั้งหมด ทั้งดันตัวเองขึ้นมาโดยแกะมือของคนเจ็บออกจนได้

“กว่าจะเอาออกได้ มือเป็นปลาหมึกหรือไงนะ”

แล้วเจ้าของบ้านก็ทำการเช็ดตัวต่อที่แขนของคนป่วยทั้งสองข้างกับขาทั้งสองข้างด้วย โดยเว้นจุดสำคัญที่มีขนแพรไหมปกคลุมอยู่ ซึ่งเป็นการไม่สมควรที่ใครจะได้ล่วงล้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าตัวเสียก่อน

เมื่อเช็ดตัวให้คนป่วยเสร็จแล้ว เจ้าของห้องก็เอาชุดนอนโปร่งสบายๆ ของตนมาสวมใส่ให้คนป่วยอย่างเบามือก็หลับตาบ้างเปิดตาบ้างจนเสร็จ ก็ออกจากห้องไปยังห้องยาสามัญประจำบ้านเพื่อไปเอายาลดไข้ และเดินตรงไปห้องครัวเพื่อจัดการทำข้าวต้มให้คนป่วยได้ทานอีกด้วย

ซึ่งหากใครมาเห็นเข้าคงตกอกตกใจที่หลานสาวคนโตของครอบครัวมาทำอะไรแบบนี้ให้กับคนนอกที่ไม่ใช่คนในครอบครัวด้วย

และในขณะที่เตรียมจะทำข้าวต้ม เธอก็เหลือบไปเห็นว่ามีหม้อใบเล็กๆ มีฝาปิดตั้งบนโต๊ะห้องครัวก็เปิดออกดู มันคือข้าวต้มปลานั่นเอง หากเดาไม่ผิดคงเป็นพ่อบ้านหนึ่งเป็นแน่ที่เตรียมไว้พร้อมแบบนี้

เมื่อได้ทั้งยาและข้าวต้มแล้ว เจ้าของห้องก็ยกใส่ถาดเล็กถือขึ้นห้องนอนก็เจอเข้ากับน้องสาวคนสุดท้องหน้าลิฟต์เสียก่อน

“หิวตอนดึกเหรอคะคุณใหญ่ แต่ปกติคุณใหญ่ไม่ทานมื้อดึกนี่คะ”

“ทำการบ้านดึกอีกล่ะสิคุณเล็ก” คนเป็นพี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นๆ ด้วยใบหน้านิ่งๆ ที่เป็นปกติวิสัย

“ค่ะ”

“ทำไมรีบล่ะ พรุ่งนี้วันเสาร์นะ ไปซิ หิวไม่ใช่เรอะ ในครัวมีข้าวต้มปลานะ”

เมื่อคนเป็นพี่พูดจบก็เข้าไปในลิฟต์ทันที ทำให้น้องสาวคนสุดท้องได้ส่ายหน้าไปมา เพราะพี่สาวของเธอเป็นแบบนี้เสมอ ถามอย่างตอบอีกอย่างตลอด

.

.

ส่วนคนที่ยกถาดข้าวต้มกับยาเข้ามาในห้อง มาวางไว้ที่โต๊ะหัวเตียงสักพักแล้วก็เดินไปเดินมาไม่หยุด เพราะไม่รู้จะทำการปลุกคนป่วยให้ฟื้นมาทานข้าวต้มและทานยาได้อย่างไร

ระหว่างเดินไปเดินมาสักพักเจ้าของห้องก็ตัดสินใจ พยายามดึงตัวคนป่วยมากอดไว้ ส่วนอีกมือก็ดึงหมอนใบข้างๆ มาซ้อนทับกัน แล้วเอาตัวคนป่วยพิงไปกับหัวเตียงที่มีหมอนรองแผ่นหลังอยู่ ก็พยายามปลุกให้คนป่วยได้รู้สึกตัว

“อื้อ..หนักหัวจังค่ะ ดรีมอยากนอนแล้ว”

คนเจ็บเอื้อนเอ่ยแต่ตาก็ยังคงปิดอยู่ พร้อมกับโอนเอนศีรษะจะล้มนอนลงท่าเดียว ทำให้เจ้าของห้องต้องเอาฝ่ามือไปรองรับศีรษะของคนป่วยไว้ แล้วพยายามประคองให้คนป่วยนั่งทรงตัวดีๆ

“ไม่ได้นะ ห้ามนอนเด็ดขาด หล่อนต้องทานข้าวต้มและทานยาเสียก่อน”

“ดรีมหนาวค่ะแม่ ดรีมอยากนอนกอดแม่จัง” คนป่วยยื่นอ้าแขนไขว่คว้าตัวเจ้าของห้องมากอดไว้ ซึ่งเธอเข้าใจผิดไปว่าเป็นแม่เพราะฤทธิ์ไข้

“แม่ก็แม่ อะ หากดรีมทานยาทานข้าวต้มเสร็จ เรา..เอ่อ..แม่จะให้นอนกอด”

“จริงนะคะ "

"จริง"

"ก็ได้ค่ะ แม่ต้องเกี่ยวก้อยสัญญากับดรีมก่อนนะคะ”

คนป่วยคลายแขนที่กอดรัดเจ้าของห้องออก แล้วก็ส่งนิ้วก้อยยื่นไปหาคนตรงหน้าทั้งๆ ที่ยังไม่ลืมตาด้วยซ้ำ ทำเอาเจ้าของห้องได้แต่ทำตามน้ำไปกับสถานการณ์สภาวะฉุกเฉินมันบีบบังคับให้เธอต้องยื่นนิ้วก้อยแตะเบาๆ กับปลายนิ้วก้อยของคนป่วย

“ซึ่งจริงๆ มันต้องเกี่ยวก้อยกันถึงจะถูก แต่ก็ช่างเถอะค่ะ ดรีมขอแค่แม่อยู่กับดรีมก็พอ”

“งั้น..เด็กดี..ทานข้าวนะ..ลูก” เจ้าของห้องพยายามจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ก็ทำได้แค่พูดน้ำเสียงเย็นๆ ทื่อๆ ออกไป

“แม่ป้อนดรีมนะคะ ดรีมรู้สึกปวดหัวจะระเบิดจังเลย”

“อื้อ อ้าปากซิ”

ขณะที่เจ้าของบ้านป้อนข้าวให้คนป่วยอย่างระมัดระวังไม่ให้ข้าวเลอะตกหล่นบนเตียง คนป่วยก็ให้ความร่วมมืออย่างดี ทั้งๆ ที่สะลึมสะลืออยู่

“อื้อ พอแล้วค่ะ ดรีมทานไม่ไหวจริงๆ ค่ะแม่”

“งั้นทานยา”

“ขมอะ ดรีมไม่ทานได้มั้ยคะ”

“ไม่ได้ แล้วเมื่อไหร่จะหายหากไม่ทานยา”

“แต่ยา..อุ๊บ..อื้ออ..อื้มม”

คนป่วยไม่ทันจะได้อ้าปากเอ่ยจบ เจ้าของห้องเห็นเป็นจังหวะพอดีเหมาะเหม็งก็ยัดยาใส่ปากและตามด้วยน้ำ ก็เอาฝ่ามือมาปิดปากของคนป่วยไว้ไม่ให้สำลักสำรอกยาออกมา แล้วก็ได้ผล เจ้าของห้องก็จัดแจงให้คนเจ็บนอนลงอย่างเดิมก็เอาผ้าห่มมาคลุมให้อย่างดีเสร็จก็เดินไปกดปุ่มปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะคนป่วยยิ่งออกเหงื่อเยอะก็ยิ่งดี แล้วเจ้าของห้องก็เดินเข้าห้องน้ำจัดแจงเรื่องธุระส่วนตัวของตัวเองบ้าง

.

.

เจ้าของห้องได้เอาไดร์มาเป่าผมให้คนป่วยอย่างดีจนแห้งสนิทแล้ว ก็ทำการเช็ดตัวตามแขนตามขาให้กับคนป่วยอีกครั้ง พร้อมกับวัดอุณหภูมิให้คนป่วยโดยใช้หลังมือสลับหน้ามือที่หน้าผาก แก้ม และซอกคอด้วย

“อื้อ..แม่จ๋า ดรีมหนาวจังเลยค่ะ”

คนป่วยมีอาการเพ้ออีกครั้งก็จับมือของเจ้าของห้องไปกอดไว้แนบอก

“เฮ้ออ เราไม่ใช่แม่หล่อนนะ บ่นพร่ำเพ้อถึงแม่อยู่ได้”

ปากบ่นไม่ชอบใจแต่เจ้าของห้องก็ปล่อยให้คนเจ็บได้จับมือได้ตามใจไปสักพัก เธอก็แกะมือของคนป่วยออกแล้วจัดแจงเอาผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆ มาเช็ดแขนเช็ดขาให้คนป่วยอีกรอบ แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงเดียวกันกับคนป่วย โดยมีหมอนข้างกั้นวางไว้ตรงกลางเป็นเขตแดน เพื่อป้องกันคนเจ็บมาล่วงล้ำอาณาเขตที่เจ้าของห้องไม่ชอบให้ใครอื่นได้เข้ามาใกล้ประชิดตัว ขนาดกับคนในครอบครัวน้อยคนนักที่ได้รับอนุญาตได้ใกล้ชิดได้ คงมีแต่แม่กลางเท่านั้นเพียงคนเดียวที่ได้สิทธิ์นั้นไป

เจ้าของห้องพยายามข่มตานอน แต่มันก็ยากเย็นเหลือเกิน เมื่อหันมองดูข้างๆ ตนแล้วมีคนอื่นมานอนร่วมเตียงด้วยแบบนี้ ซึ่งเป็นคนแรกด้วยที่ได้มานอนร่วมเตียงกัน

“มันน่าหงุดหงิดจริงๆ ที่หล่อนเอาแต่หลับสนิท ทั้งๆ ที่นอนอยู่ห้องคนอื่นแท้ๆ”

สิ้นเสียงเจ้าของห้อง อยู่ๆ คนที่ป่วยอยู่ก็เอียงตัวหันข้างมาวาดแขนไปกอดสัมผัสเจ้าของห้องทั้งๆ ที่มีหมอนข้างกั้นกลางไว้แท้ๆ มือของคนป่วยยังยาวสาวได้สาวเอามากอดได้แน่นรัดแบบนี้อีก ทำเอาเจ้าของห้องทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว

“ฮือๆ แม่ ดรีมหนาวจังเลยค่ะ”

ไม่วายคนป่วยก็เพ้อขึ้นอีกทั้งน้ำตา แถมยังพยายามเอาหมอนข้างออกอีก เจ้าของห้องก็ยิ่งต้องพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อให้คนป่วยสงบ และไม่ให้อีกฝ่ายมาใกล้ชิดตนมากไปกว่านี้จึงจัดการแปลงร่างตัวเองสวมรอยเป็นแม่คนเจ็บเสียเลย

“นอนนะ เด็กดี เดี๋ยวก็..ไม่หนาวแล้ว”

เจ้าของห้องเอาฝ่ามือไปลูบผมหัวคนป่วยด้วยความทื่อๆ เพราะเจ้าตัวไม่เคยลูบผมลูบหัวให้ใครมาก่อน พร้อมกับพูดกล่อมคนป่วยทำนองด้วยน้ำเสียงดูเหมือนหุ่นยนต์ก็ไม่ปาน หากใครมาได้ฟังคงจะขำเป็นแน่

ถึงกระนั้นคนป่วยก็ยังคงงอแงเล็กน้อย แต่สิ่งที่ทำให้คนป่วยสงบลงได้ เพราะเจ้าของห้องได้ทำในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่คาดคิดว่าจะทำ โดยที่จรดริมฝีปากไปที่หน้าผากของคนป่วยอย่างแผ่วเบา

“เฮ้ออ กว่าจะสงบลงได้ เล่นเอา..ช่างเหอะ พรุ่งนี้หล่อนฟื้นขึ้นมาจะเล่นงานให้หนักแน่คอยดู”

ทุกอย่างก็เข้าสู่ภาวะเงียบงัน เจ้าของห้องก็ผล็อยหลับไป

.

.

คนป่วยได้ลืมตาตื่นขึ้น เพราะมีแสงอาทิตย์ยามเช้าจากนอกหน้าต่าง ได้สาดส่องเข้ามากระทบใบหน้าเข้าเต็มๆ

“นี่คงเช้าแล้วสินะ”

คนเจ็บโพล่งพูดออกมาด้วยความเคยชินที่ชอบพูดคุยคนเดียวเสมอ ก็เงยหน้ามองเพดาน ซึ่งมันไม่ใช่ห้องของเธอนี่นา ก็ยันตัวเองลุกขึ้นนั่งก็มองไปรอบๆ แต่ยังไม่ครบรอบก็มีผู้หญิงสวยใบหน้านิ่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกลมโตมองมาไม่กะพริบตา นั่งเอามือกอดอกไขว่ห้างอยู่ตรงเก้าอี้ข้างเตียง พร้อมแสดงอำนาจทรงพลังทะมึนอย่างที่ชอบทำประจำเวลาอยู่ในโรงเรียน

“เจ้าหญิงหิมะมนัสนันท์นิ” คนป่วยได้นั่งลงข้างเตียงตรงหน้าคนที่นั่งทำหน้านิ่งอยู่ พร้อมกับโบกสะบัดมือไปมา “นี่รูปปั้นเสมือนจริงมากอะ เราฝันไปเหรอเนี่ย? ว้าว คือดีอ่า” คนป่วยลุกขึ้นเดินรอบๆ ห้อง โดยไม่สนใจเลยว่าเจ้าของห้องจะมีสีหน้าที่ไม่พอใจมากแค่ไหน เธอเอาแต่เพลิดเพลินในการดูพวกข้าวของต่างๆ “ทุกอย่างเนี้ยบไปหมดจริงๆ ทั้งหนังสือ ข้าวของเครื่องใช้ก็เป็นระบบระเบียบสุดๆ” จนไปสะดุดตากับกรอบรูปก็หยิบขึ้นมาดูยลโฉมเสียหน่อย “ขนาดรูปถ่ายยังหน้านิ่งได้ขนาดนี้ สมแล้วที่ได้ฉายาเจ้าหญิงหิมะ แล้วฉันจะถูกสาปมั้ยเนี่ย วางไว้อย่างเดิมจะดีกว่า”

คนป่วยพูดจบ พร้อมกับวางกรอบรูปถ่ายไว้ดังเดิมก็หันหน้ามาอยู่ๆ ก็มีหมอนใบใหญ่เข้ามากระทบที่ใบหน้าเข้าอย่างจัง

ปึก!

“โอ๊ย ไม่ใช่ความฝันนิ”

“หากยังคิดว่าฝัน เราจะยกเก้าอี้เขวี้ยงจริงๆ ด้วย” เจ้าของห้องพูดด้วยสีหน้านิ่งแต่แววตาดูมีความพิโรธกลายๆ

“หื้อ?? ตัวจริงๆ ตัวเป็นๆ เลยเหรอเนี่ย”

คนป่วยได้เดินเข้ามาเอามือแตะๆ ที่แขนของคนที่นั่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความเริ่มจะไม่พอใจ

“เรายังไม่ตายนะ กล้าดียังไงมาแตะตัวเราโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต” เจ้าของห้องได้ใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าผากของคนเจ็บให้ออกไปห่างๆ ตัว

“คุณใหญ่! โอ้มายก็อด”

คนป่วยดวงตาเบิกกว้างพลางก็เอามือมาทาบหน้าอกด้วยความตกใจ ซึ่งดูจะเล่นใหญ่เกินเบอร์ซะเวอร์วังเหลือเกิน ซึ่งทำให้คนที่นั่งหน้านิ่งขมวดคิ้วชนกันด้วยความไม่พอใจอยู่ทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ยิ่งขรึมบูดบึ้งเข้าไปอีกเป็นภูเขาเล่ากองเล่ากาเลยทีเดียว

แต่ดูเหมือนคนป่วยอย่างพาฝันจะไม่สะทกสะท้านสะเทือนอะไรเลย ได้แต่ยิ้มระรื่นอยู่แบบนั้น เหมือนอาการเจ็บป่วยยังคงมีอาการหนักกว่าเดิม หรือได้ลดลงแล้วนะ เพราะปกติเธอจะไม่ได้กล้าสู้หน้าแบบนี้ตรงๆ กับคนที่ได้ฉายาอย่างเจ้าหญิงหิมะมนัสนันท์ ซึ่งเป็นเจ้าของห้องที่เธอยืนยิ้มร่าอยู่นั่นเอง

//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

พาฝันนางจะเป็นคนนิสัยโกรธใครไม่เป็นค่ะ 5555 จะออกแนวน่ารัก เหมือนจะทำตีเนียนเข้าใกล้คุณใหญ่ แต่นางใสซื่อจริงๆ นะ และคุณใหญ่อาจจะดูเย็นชาไปบ้าง อย่าโกรธนางนะคะ

เจอกันตอนหน้าค่ะ

มาดูว่าความน่ารักใสๆ ของพาฝันจะทำให้คุณใหญ่ยิ้มหรือยิ่งอารมณ์เสียกันนะ?? 5555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

17 ความคิดเห็น

  1. #1 empty-girl (@empty-girl) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มกราคม 2563 / 23:02
    ชอบๆๆๆๆๆ
    #1
    0