โมลิน ซินเดเรีย...การทวงแค้นของเทพีนาตีร่า

ตอนที่ 6 : ใครบางคนต้องสูญเสียดวงตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 มิ.ย. 63

 พายุลมกรรโชกมหึมาหอบเอาร่างโมลิน อยู่กลางพายุหญิงสาวหาทางออกจากลมวนขนาดใหญ่ ก่อนจะเรียกดาบไว้ในมือแน่น เพื่อส่งตัวพุ่งออกจากลมกรรโชก

 

ร่างหญิงสาวกลิ้งไปตามพื้นดินหลายตลบ อย่างหมดสภาพนักเรียนผู้สง่าแห่งเอลิเวลล์

 

“โอ๊ย...” เสียงครวญจากร่างมอมแมมเสื้อผ้าขาดลุ่ย พลิกตัวนอนหงายหน้ามองท้องฟ้ามืดครึ้ม ขนตาเป็นแพกะพริบขึ้นลง

ตั้งสติอยู่นานก่อนจะลุกขึ้นนั่งมองสิ่งรอบตัว บรรยากาศหนาวเย็นเสียงลมคือสิ่งเดียวที่ได้ยิน

โมลินร่ายเวทเก็บดาบในมือเรียว

 

พายุหอบร่างเธอมาไกลมากไม่รู้ว่าเลซจะเป็นไง รอบด้านเป็นดินแดนแห้งแร้งไม่มีต้นไม้มีแต่พื้นดินว่างเปล่าไกลสุดสายตา

 

จวบจนสายตาสะดุดเห็นอะไรบางอย่างซึ่งไม่ใช่ที่ดินว่างเปล่า ร่างงามในเสื้อผ้าขาดๆ ออกเดินไปดูเผื่ออาจเป็นเลซพอเข้าไปใกล้จนได้เห็น ว่าเป็นร่างคนที่กำลังเดินอย่างสะเปะสะปะมีดาบในมือใช้คลำทาง ท่าทางและดวงหน้าคุ้นเคยทว่าดวงตาเขาปิดสนิทและมีเลือดไหล

 

“โซรีลอส!” หญิงสาวอุทานขึ้นคิ้วขมวดเป็นปมแปลกใจเป็นอย่างมากกับสภาพคนตรงหน้า

 

“โมลิน...” ใบหน้าของชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เชื่อหูตัวเองเท่าไร ทว่าเขาจำเสียงเธอได้ดี ก่อนจะกวาดมือไปข้างหน้า

 

หญิงสาวเห็นภาพนั้นรู้สึกสะท้อนในใจ เจ้าชายโซรีลอสเคยองอาจหากแต่บัดนี้กลายเป็นคนพิการตาบอด เธอถอนหายใจยื่นมือไปจับมือแกร่งที่กำลังไขว่คว้าหาตัวเธอ “ฉันเอง...โมลิน” 

 

“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้” โซรีลอสถามอย่างสงสัย

 

“โดนพายุซัดมา” 

 

“ไม่ใช่ ใยจึงมายังดินแดนรัตติกาลได้” 

 

“มาตามพวกนายแหละแล้วคนอื่นล่ะ” โมลินเอ่ยถามเนิบๆ จับมือโซรีลอสให้ก้าวเดินไปพร้อมกัน

 

“เราพลัดหลงกัน แต่เราตกลงกันไว้ว่าหากเกิดเรื่องต้องมุ่งหน้าไปหาแม่มดรัตติกาล” 

 

“นานแค่ไหนแล้ว” 

 

“ไม่รู้ได้ ที่นี่ไม่มีวันคืน” โซรีลอสตอบซึ่งโมลินเข้าใจดี “เธอไม่ควรเข้ามาโมลิน...” 

 

“ควรหรือไม่ฉันก็เข้ามาแล้ว” โมลินตอบเสียงเรียบไม่คิดจะถามว่าทำไมเขาถึงตาบอด หากเขาอยากเล่าเธอคงได้รู้ 

 

“เธอมาคนเดียวหรือ” 

 

“ฉันมากับเลซแต่ถูกพายุซัดจนแยกกัน แล้วนี่เราต้องทำอะไรต่อ” 

 

“ตามหาแม่มดรัตติกาลให้เจอแล้วขอเขาปรุงยาช่วยพวกนาเดีย” โซรีลอสเอ่ยด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นแม้ตอนนี้เขาต้องตกอยู่ในความมืดมิดชั่วชีวิต

 

“ยังไม่ได้ช่วยพวกเค้าเหรอ” โมลินถามอย่างชวนคุย

 

“ยัง พวกฉันเข้ามานานแค่ไหนแล้ว” โซรีลอสถามกลับ

 

“เวลาในช่วงปิดเทอม” 

“งั้นก็หลายเดือนทีเดียว ...อึก” เอ่ยแค่นั้นร่างสูงของโซรีลอสก็ทรุดลง โมลินมองออกว่าชายหนุ่มคงไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน ก่อนจะเข้าประคองตัวโซรีลอส “ฉันไม่เป็นไรเดินต่อเถอะ” 

 

“ดูท่านายคงไม่ไหว” สิ้นคำโมลินสื่อจิตกับสายลมอ่อนขอให้ช่วยพยุงร่างทั้งสอง ทั้งยังร้องเรียกหารุตเพื่อนแห่งสายลมของเธอแต่ไม่มีการตอบกลับจากรุต

มีเพียงพายุขนาดย่อมเคลื่อนเข้าใกล้ยกตัวของโมลินและโซรีลอสให้ขึ้นสู่กลางเวหา....

 

 

สายลมหนาวเย็นกระทบใบหน้า ของทั้งสองโมลินประคองโซรีลอสให้ทรงตัวเหนือสายลมลอยไปกลางนภา นัยน์ตาหวานละมุนมองไปยังเบื้องหน้าเมื่อพ้นเขตแห้งแร้ง หากแต่ทั่วเขตแดนยังคงมืดสลัว

จนเจอหมู่บ้านคนจึงร่อนลงเข้าไปขอพักอาศัย

 

“กินข้าวกันก่อน แม่หนู” ยายเจ้าของบ้านยกสำหรับอาหารมาให้อย่างมีน้ำใจ

 

“ขอบคุณค่ะ” โมลินเผยยิ้ม เลื่อนอาหารมาตรงหน้าโซรีลอส

หากแต่คนที่เคยมองเห็นทุกอย่างตอนนี้กลับ....

 

โมลินจึงจัดการตักกับข้าวขึ้นจรดปากของชายหนุ่ม

 

“รีลอส กินข้าวก่อน” โมลินเอ่ยเสียงนุ่ม ด้วยความสงสารคนตรงหน้า

 

โซรีลอสกินอย่างว่าง่าย เมื่อทานเสร็จโมลินนำสำหรับไปเก็บยังห้องครัว ซึ่งเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวแต่แบ่งเป็นสัดส่วน เจ้าของบ้านไม่ได้ถามอะไรเธอเลย เพียงเอ่ยขอความช่วยเหลือเขาก็เต็มใจช่วย

 

“ท่านยาย พอจะบอกได้ไหมว่าหากเราต้องการพบแม่มดรัตติกาลต้องไปทางไหน” เสียงหวานเอ่ยอย่างมีความหวังลึกๆ

 

“เรื่องผู้อื่นยายไม่อาจบอกกล่าว หากเป็นที่ประทับของราชินีชาร์น่า ย่อมได้เพราะท่านเก่งเรื่องรักษาและเมตตา ผืนดินรัตติกาลนี้เป็นของนาง”

 

“ไปทางไหนหรือ” โซรีลอสถามขึ้น

“ที่จริงยายก็ไม่เคยไป แต่ทุกคนพูดกันว่าต้องตามค้างคาวเผือกไป มันเป็นบริวารของราชินีชาร์น่า” ยายเอ่ยยิ้มๆ อย่างไม่ค่อยมั่นใจ

 

“แล้วเราจะเจอค้างคาวเผือกได้ยังไง” โซรีลอสถามต่ออย่างเริ่มมีความหวัง

 

“ออกไปที่โล่งก็เจอแล้ว คอยมองท้องฟ้ามันจะบินผ่าน ตัวมันใหญ่มาก” ยายอธิบายให้ฟังพลางก้มลงเย็บเสื้อของตัวเอง

 

“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ พวกเราคงไม่รบกวนท่านแล้ว” โซรีลอสเอ่ยพลางโค้งตัวไปยังเสียงที่ได้ยิน โมลินเองก็ทำตาม

 

หญิงสาวจูงมือโซรีลอสออกมาข้างนอกสายตามองไปยังบ้านหลังอื่น ทุกหลังเปิดประตูไว้เห็นคนในบ้านต่างทำกิจวัตของตนอย่างเป็นสุข ทั้งสองก้าวเท้าเดินตามทางคอยมองเบื้องบนเป็นระยะ เผื่อเจอค้างคาวเผือก

 

และอาจจะเป็นโชคดีของพวกเขาลมแรงพักกรรโชกจนเห็นที่มาของลม ค้างคาวเผือก! ตัวใหญ่กว่าคนปกติ

 

ไม่รอช้าร่างงามทะยานเหนือลมหอบเอาคนข้างกายไปด้วย

 

“โมลิน” โซรีลอสเอ่ยเรียก

 

“เจอแล้วค้างคาวเผือก” หญิงสาวเอ่ยกับคนข้างกาย มองรอบด้านมีค้างคาวเผือกราวสิบตัว

 

หนึ่งในนั้นเห็นพวกเขาและบินกระโจนเข้าใส่พร้อมกับลมพายุซัดเข้ามา ปีกแหลมคมมุ่งร้าย โมลินแปลกใจว่าพวกเธอเผลอทำอะไรผิดไปหรือเปล่า แต่ตอนนี้คงมีแต่ต้องสู้

 

“เพลิงวายุ!” หญิงสาวปล่อยมือจากโซรีลอส ปะทะกับค้างคาวซึ่งใช้ปีกแทนอาวุธ

 

โซรีลอสเรียกอาวุธออกมาช่วย หูค่อยฟังการเคลื่อนไหว “โมลิน...”

 

“เราถูกล้อม พวกมันมีประมาณสิบตัว” โมลินเอ่ยพลางสู้กลับค้างคาว ตัวหนึ่งถอยอีกหลายตัวเข้ามาแทน

 

“ลงข้างล่าง” โซรีลอสเสนอพร้อมกลับฟาดดาบไปโดยค้างคาวตัวหนึ่ง เสียงร้องโหยหวนดังก้องฟ้า

 

เมื่อลงพื้นคิดว่าพวกตนคงได้เปรียบหากแต่ ฝูงค้างคาวตามลงมากลายเป็นชายร่างฉกรรจ์ อาวุธในมือคือดาบมีด้ามจับตรงกลาง

 

“เราไม่ได้มาเพื่อทำร้ายใคร” โมลินต่อรอง คงไม่มีใครอยู่ๆ แล้วมาฆ่าแกงกัน

 

“แต่เรามาเพื่อสังหาร” หนึ่งในนั้นตอบเสียงเรียบ สายตาเหี้ยมไอสังหารแผ่ไปทั่วจับจ้องมาทางโมลิน

 

โซรีลอสผายมือขว้างโมลินอย่างต้องการปกป้อง พลางเอ่ย “ใคร...”

 

“คนข้างหลังแก่” ชายค้างคาวเอ่ยพร้อมกับสาวเท้าเข้ามาใกล้

 

โมลินเตรียมพร้อมสู้หากแต่โซรีลอสยังคงการภูตอยู่ “คงมีเรื่องเข้าใจผิด เธอจะมีเรื่องผิดใจกับพวกคุณได้ยังไง พึ่งเข้ามาในดินแดนนี้”

 

“ไม่ผิด หากนั้นคือองค์หญิงโมลีเซีย” สิ้นคำกล่าว โซรีลอสสกัดดาบคนที่จะเข้ามาสังหารโมลิน พร้อมกับรอบด้าน ซึ่งรุมล้อมเข้ามาอย่างกระหายการเข่นฆ่า

 

การปะทะอย่างดุเดือดเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ค้างคาวผู้ล่ามีฝีมือเก่งกาจ ยังไม่มีใครพลาดท่าทั้งสองฝ่าย

 

โมลินและโซรีลอสได้แต่ตั้งรับและสู้กลับ อยู่นานจนมีพวกของมันเข้ามาเพิ่ม

 

“เพลิงวายุ!” รัศมีไฟพุ่งเป็นวงกว้างหากแต่พวกนั้นกลายร่างเป็นค้างคาวหลบอย่างไว และลงพื้นกลายเป็นมนุษย์เข้าสู้ต่อ เสียงหัวเราะกึกก้องจากเหล่าค้างคาวเมื่อเห็นฝ่ายตนได้เปรียบ หากแต่...

 

ฟิ้ว! หัวของพวกมันขาดไปหนึ่งด้วยอาวุธเสี้ยวจันทรา จากเลซที่เข้ามาร่วมวงต่อสู้และคนอื่นที่เข้ามาช่วย ไนรัค มอสเวน

 

“ปลอดภัยนะ” เลซหันมาถามเพื่อนและสกัดดาบจากคนร้ายที่พุ่งเข้ามาด้วยความแค้น

 

ไม่นานเหล่าค้างคาวเผือกก็ล่าถอย

 

“เราต้องตามไป มันจะพาเราไปหาแม่มดรัตติกาล” โมลินเอ่ยขึ้น

 

“อย่าเลยพวกพี่ก็ตามมันมา แต่เห็นกำลังรุมทำร้ายเรากับโซรีลอส” ไนรัคเอ่ยมองรุ่นน้อง โมลินหุบตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน พลางหันไปหาเลซที่มองเธอก่อนอยู่แล้ว

 

“ไม่เป็นไร” เลซปลอบเพื่อนถึงจะยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ทุกคนต่างปรึกษากัน

 

“มอสเวน” โมลินเอ่ยขึ้นอย่างตระหนัก สังเกตเห็นว่าแขนซ้ายของรุ่นพี่หนุ่มกลายเป็นหิน

 

“คำสาปเมดูซ่า” มอสเวนตอบเสียงเรียบ แต่ใครจะรู้ว่าภายในใจนั้นกลัวเพียงใดหากต้องเป็นเช่นนี้ต่อไป

 

ลมพัดแรงขึ้นมาวูบหนึ่ง

 

จนมีสัตว์เวทย์บินร่อนลงมา ไนรัคกับมอสเวนตั้งท่าจะสู้อีก หากแต่โมลินห้ามไว้เพราะจำหมาป่ามีปีกตัวใหญ่ดวงตาสีฟ้าของสหายได้

 

ชายหนุ่มร่างสูงกระโดดลงจากพาหนะเวทผ้าคลุมสีดำปลิวไสวตามแรงลม ดวงหน้าคมนัยน์ตาและเรือนผมสีดำ โค้งตัวทักทายรุ่นพี่ก่อนจะเดินตรงไปหาโมลิน

 

“เฮย์ดิน...มาได้ยังไง” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างสับสน ไหนจะสัตว์เวทย์ที่คนอื่นๆ นำเข้ามาไม่ได้อีก

 

“ได้ข่าวว่าคุณเดินทางมายังดินแดนรัตติกาล ผมเลยตามมา” ชายหนุ่มตอบพลางมองคนตรงหน้า ก่อนจะมองคนอื่นๆ “ผมพอรู้ว่าแม่มดรัตติกาลอยู่ที่ไหน” 

 

“ดี...ออกเดินทางกันเลย” มอสเวนเอ่ยเสริม พร้อมกับออกความเห็นว่าต้องการเกวียนเพื่อเดินทาง ซึ่งเป็นเฮย์ดินอาสาไปจัดการให้

 

 

เกวียนไม้กว้างพอจะบรรจุคนได้ทั้งหมดถูกลากโดยหมาป่าตัวใหญ่ของเฮย์ดิน

 

“ฉันว่าแล้วถ้าบอกเฮย์ดินมันสักหน่อยเราสบายนานแล้ว” เลซเอ่ยกับโมลินที่นั่งอยู่ท้ายเกวียน 

 

“ใครจะรู้” หน้ากระเง้ากระงอดตอบกลับเพื่อน แต่ดวงหน้าหวานยังฉายแววเครียด

 

ชายหนุ่มจึงเอ่ยถาม “มีอะไรหรือเปล่า” 

 

“ค้างคาวเผือกตามฆ่าฉัน...” โมลินเงียบไปมองไปยังทางที่ผ่านมา พลางพูดต่อเสียงเบา “ในฐานะโรลีเซีย” 

 

“เป็นไปได้ยังไง” ความกังวลประทับบนใบหน้าเลซทันที 

 

“ป่วยกับคำถามของนาย เลซ มันเกิดขึ้นแล้ว” 

 

 

จากวิวทิวทัศน์ป่าไม้เริ่มเปลี่ยนเป็นบ้านเรือนสร้างด้วยหินสีดำหรือเทา โมลินมองเลซที่เข้าไปหลับกับรุ่นพี่ เธอจึงเปลี่ยนที่นั่งท้ายเกรียนไปยังด้านหน้าซึ่งมีเฮย์ดินนั่งบังคับหมาป่าตัวใหญ่อยู่

 

“ทำไมไม่นอนพัก” เฮย์ดินถามอย่างห่วงใย

 

“นอนไม่หลับ” คำตอบสั้นๆ จากหญิงสาวจนความเงียบโรยตัว

 

“คุณหน้าจะบอกผมสักนิด” ชายหนุ่มเอ่ยทำลายความเงียบ “ยังไงคุณก็สำคัญกว่าการเรียนในเอลิเวลล์อยู่แล้ว” เฮย์ดินเอ่ยราวกับอ่านใจคนข้างกายได้

 

“ฉันไม่คิดว่าจะอันตราย” หญิงสาวยิ้มแห้งๆ พลางเอ่ยตอบ

 

“ผมปกป้องคุณได้และจะทำมันให้ถึงที่สุด”

 

“ไม่เคยเห็นนายพูดถึงดินแดนนี้เลย” โมลินแสร้งเปลี่ยนเรื่อง เฮย์ดินมองหญิงสาวข้างกายเธอยังคงปลอดภัย

 

“ผมเกือบจะลืมมันไปแล้ว ไม่มีอะไรน่าจดจำหรอก”

 

“เฮย์ดินฉันทำให้นายต้องกลับมาที่นี้หรือเปล่า...” เอ่ยได้แค่นั้นโมลินก็ถูกชายหนุ่มร่ายเวทให้สู้ห้วงนิทราเปลือกตางามคอยๆ ปิดลงอย่างไม่อาจฝืน

 

โมลินเอียงจะล้มหากแต่เฮย์ดินดึงร่างบอบบางราวจะแตกหักได้ทุกเมื่อ มาพิงอกกว้างนำผ้าคลุมของหอรัตติกาลกันความหนาวเย็นให้คนในอ้อมกอด รอยยิ้มอบอุ่นเผยบนดวงหน้าคม

 

 

 

 

 

 

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น