โมลิน ซินเดเรีย...การทวงแค้นของเทพีนาตีร่า

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 5 หมู่บ้านที่มีทางเข้าทว่าไร้ซึ่งทางกลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    1 พ.ค. 63

 

 

จนเดินเข้าไปลึกมากเป็นเวลานาน และเวลานี้สำหรับเลซและโมลินคิดว่าควรสว่างได้แล้วหากแต่รอบด้านยังคงมืดมิด

 

“ทางตัน!” เลซสถบเสียงดัง

 

ทั้งสองถอนหายใจกับสิ่งที่เจอข้างหน้าคือกำแพงหินใหญ่เท่าภูเขาเดินมาเกินทั้งคืนกลับมาเจอทางตัน โมลินมองจุดสิ้นสุดของทางเดิน เหมือนพึ่งมีภูเขาหินเมื่อไม่นานมานี้เอง

 

เลซดวงตาแวววับเดินถอยหลังมาใกล้โมลินมากขึ้น

 

“มีอะไรหรือเลซ” โมลินกวาดตามองรอบๆ ก่อนจะมีสายลมอ่อนพัดรอบตัว

 

เลซตัดสินใจโยนผลเบลิตในมือขึ้นกลางอากาศ เพื่อให้มีสว่างทั่วบริเวรพอให้ร่างที่ปรากฏเบื้องหน้าทั้งสอง

 

ภูตพฤกษา ร่างคล้ายคนกำเนิดจากการรวมตัวของเหล่าพืช

“ยินดีต้อนรับผู้มาเยือน....” ภูตพฤกษาเอ่ยอย่างเป็นมิตร

 

โมลินจึงลองเสี่ยงสนทนาด้วยคิดว่าตนคงล้ำเข้ามาในเขตแดนของภูตตรงหน้า

“หากเราเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาตต้องขออภัยเราเพียงอยากถามท่านภูตพฤกษา ไม่กี่เดือนมานี้มีเหล่าผู้เดินทางผ่านมาทางนี้หรือไม่” หญิงสาวถามขึ้น

 

“มี” ภูตซึ่งขยับตัวไปมาอย่างอยู่ไม่นิ่งเอ่ยตอบแค่นั้นแล้วเงียบไป พลางจ้องมองคนตรงหน้า

 

“แล้วไปทางไหน” เลซถามต่อ ภูตพฤกษาชี้ลงพื้นก่อนเลื่อนนิ้วไปยังทางตัน

 

โมลินกับเลซสบตากับอย่างหนักใจเหมือนภูตพฤกษากำลังกวนเบื้องล่างของทั้งสองเข้าให้แล้ว

 

โมลินเอ่ยถามอย่างลองเชิงต้องแน่ใจภูตเบื้องหน้าไม่ได้โกหก “ผู้เดินทางก่อนหน้ามีกี่คน”

 

“สามคน กับอีก...สี่คนก็ไม่ใช่...จะเป็นผู้วายชีวันก็ไม่เชิง”

คำตอบจากภูตพฤกษากระจ่าง สามคนคือมอสเวน ไนรัค โซรีลอส อีกสี่ซึ่งไม่แน่ใจว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่คือ เชรี เรียซี ไฮด้า และนาเดีย ที่ต้องพามารักษา

 

“เราจะเข้าไปได้ยังไง” เลซถามขึ้นบ้าง

 

“มีหลายวิธีที่จะเข้าไปยังอาณาจักรรัตติกาล” ภูตพฤกษาเอ่ยเสียงเรียบ

 

“คุณช่วยเราได้ไหม” โมลินย้อนถาม

 

“นักเวทอย่างพวกเจ้ามีอะไรมาแลกเปลี่ยนล่ะ” คำตอบจากภูตพฤกษา เรียกให้สองเพื่อนรักมองสบตาอีกครั้งกันอย่างปรึกษา

เลซย้อนถามกลับเสียงนิ่ง “คุณต้องการอะไร...”

 

“สิ่งมีค่าที่สุด...” คำตอบจากอมนุษย์ทำให้สองเพื่อนรักขมวดคิ้วมุ่น

 

โมลินทวนคำคำตอบนั้นในใจแล้วหรี่ตามองท่าทางภูตพฤกษา ....สิ่งมีค่าที่สุดคงไม่ได้หมายถึงชีวิตพวกเขา! แต่เจ้าหล่อนโมลินก็ยังเสี่ยงดูยกกำไลหยกชูขึ้นตรงหน้า

 

ทว่าภูตพรายส่ายหน้า

“นั้นเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เจ้ามี”

 

เลซส่ายหน้าอย่างระอาพลางเรียกอาวุธ

“เสี้ยวจันทรา!”

ยังไม่ทันที่โมลินจะเอ่ยคำใดต่อเลซก็พุ่งเข้าหาภูตพฤกษา “โมลินระวังด้วย มันต้องการชีวิตเราเป็นอาหาร!” ชายหนุ่มตะโกนลั่นเมื่อเห็นกิ่งก้านต้นไม้เลื้อยมากมายต่างพุ่งเข้าหาเพื่อนของเขา

 

โมลินบังคับสายลมพุ่งเข้าตัดกิ่งก้าน พลางเรียกดาบเพลิงวายุไว้ในมือกระโจนเข้าช่วยเลซ

 

การปะทะระหว่างนักเวทย์และภูตพฤกษาจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

รอยยิ้มเหี้ยมฉายบนดวงหน้าอมนุษย์จากการรวมตัวของพืช พลันรอบด้านเกิดการเคลื่อนไหว หมู่ไม้ต้น เถาวัลย์ต่างรุมล้อมพุ่งเข้ามา เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังมาจากรอบด้านจากเหล่าภูตพราย

 

ร่างของภูตพฤกษาเองก็ถูกฟันจนขาดโดยฝีมือของเลซแต่ กลับรวมร่างได้ใหม่ตลอด!

 

โมลินจำต้องผละมาร่ายเวทแห่งลมซัดกระหน่ำเข้าสู้เหล่าภูตพรายพฤกษาที่เข้าล้อม พรายไม้ที่กระเด็นออกไปก็มีมาใหม่เรื่อยๆ มือเรียวตวัดดาบเพลิงวายุรัศมีแห่งไฟพุ่งออกไปเผ่าพล่านทุกสิ่งหากแต่ไฟก็ดับได้อย่างรวดเร็ว

 

โมลินตะโกนปรึกษาเลซที่สารวนหลบรากไม้และสู้กับภูติพฤกษา “เลซ เอาไง!”

 

“หนีก่อน!” เลซตะโกนกลับมาอย่างร้อนรนพวกเขากำลังจะกลายเป็นอาหารอยู่ร่อมร่อ

 

“หนีไม่ได้พวกมันล้อมไว้!” โมลินตวาดตอบ พุ่งดาบไปยังทางออกที่พวกเขาเดินเข้ามาซึ่งเต็มไปด้วยรากไม้ฟันเท่าไรก็ไม่ขาด สายตาพยายามมองรอบด้านเพื่อหาทางรอด

 

มีเพียงจุดสิ้นสุดทางเดินซึ่งถูกหินภูเขาบังไว้หญิงสาวตัดสินใจฟาดดาบทำร้ายศัตรู ก่อนวิ่งไปยังหน้าภูเขาหิน พลังมหาศาลพุ่งพวยออกจากร่างโมลิน เวทแห่งลมซัดเข้าไปตรงฐานภูเขาหินอย่างแรง!

 

ปฐพีเกิดการสั่นไหวรุนแรงภูเขาใหญ่ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นไม่สูงมากนักแต่พอจะคลานเข้าไปได้ โมลินจึงใช้เวทพายุดันไว้หันหลังกลับไปช่วยเลซที่กำลังถูกรุม

 

จวบจนเข้าถึงตัวชายหนุ่มได้

“เลซ! ไปก่อนเร็ว” เลซเห็นทางที่โมลินเปิดไว้จึงผละออกจากวงต่อสู้วิ่งไปทางเข้า ก่อนจะหันกลับมาเหวี่ยงเสี้ยวจันทราในมือออกไปสังหารภูตพรายเพื่อช่วยโมลิน

 

เมื่อหลุดพ้นได้อย่างล้มลุกคลุกคลานสองเกลอรีบมุดเข้าไปใต้หินภูเขาอย่างไว

 

จนพ้นเขตใต้ภูเขาหิน! แต่เหล่ากิ่งก้านเลื่อยตามมาราวอสรพิษร้าย โมลินจึงรีบสลายเวทลมพายุที่ใช้ยกหินขนาดใหญ่นั้น พร้อมกลับเสี้ยวจันทราพุ่งกลับหาเจ้าของอย่างเร็วซึ่งเลซเร็วกว่ารับอาวุธไว้ได้ทัน

ตูม!!!!

เสียงสนั่นไหวหวั่น ก้องกังวานไปทั่วกับการกระทบพื้นดินของภูเขาหิน

 

ทั้งคู่นั่งพักหายใจหอบพิงหลังกำแพงหินภูเขา อากาศเริ่มหนาวจัดผ่านผ้าคลุมสีทองที่ทั้งคู่สวมติดมา

 

“หวังว่าพวกไนรัคคงไม่กลายเป็นอาหารพวกนี้หรอกนะ” โมลินเอ่ยพลางคิดไม่น่าเสียเวลาเจรจากับเจ้าภูตพฤกษานั้นเลย! นัยน์สีดำกวาดมองไปข้างหน้าที่มืดสลัวแต่ยังคงมองเห็นรอบด้าน คล้ายช่วงผลัดเปลี่ยนเวลาของกลางวันและกลางคืน

 

“คงไม่หรอก” ชายหนุ่มตอบพลางหายใจหอบและหลุดหัวเราะ ที่คนข้างกายดูถูกฝีมือรุ่นพี่ ก่อนจะเอ่ยถาม “โมลินฉันพึ่งเคยเห็นเธอใช้สายลมเป็นดาบ”

 

“อารีนสอนฉันว่าสิ่งรอบกายคืออาวุธ แล้วยังบอกอีกว่าเวทน้ำก็น่าสนเขาอยากให้ฉันฝึก หากพยายามจนเชี่ยวชาญเวทน้ำอาจสามารถบังคับเลือดในกายของคู่ต่อสู้ให้กลายเป็นอาวุธได้”

 

เลซคิดตามที่เพื่อนบอก “มีคนทำได้หรือใช้เลือดในกายศัตรูสังหารคู่ต่อสู้”

 

“เป็นเพียงสิ่งคาดเดา จนตอนนี้ยังไม่มีใครเก่งธาตุน้ำได้ถึงเพียงนั้น” สิ้นคำกล่าวโมลินลุกขึ้นยื่นมือดึงเลซให้ออกเดินทางกันต่อ

 

ซึ่งไม่รู้ว่ามีสิ่งใดรออยู่โมลินอดคิดไม่ได้ว่า  หากเดินทางเพียงลำพังเขาคงหวั่นใจอยู่บ้าง

แต่หากแค่มีใครสักคนร่วมเดินเธอก็ไม่กลัวอะไรแล้วต่อให้ไม่ใช่เลซแต่เป็นคนเพื่อนอื่นเธอก็ยังอุ่นใจ อาจเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ทั้งคู่มายังดินแดนแห่งนี้เพื่อช่วยใครอีกคนที่เรียกว่าสหายได้เต็มปาก

 

ใช้เวลาเดินอยู่นานจนเบื้องหน้าคือหมู่บ้านขนาดย่อม ทุกหลังล้วนสร้างขึ้นด้วยบ้านสีครึม เขาทั้งสองเดินมานานมากแล้วแต่บรรยากาศรอบด้านยังคงมืดสลัวไม่สว่างไปกว่าเดิมแต่ก็ไม่มืดมิดเช่นกัน ทำให้ไม่อาจรู้ได้ว่าเวลาผ่านล่วงเลยมากน้อยเพียงใด

 

เลซและโมลินมองผ้าคลุมซึ่งทองอร่ามเกินไปของตัวเองจึงถอดเก็บ เลซจึงในชุดรัดคลุมสีดำ โมลินในชุดเดรสยาวสีน้ำเงินเข้มระบาย

 

ทั้งสองเหมือนเดินเข้าไปในย่านการค้ามีผู้คนไม่มากนัก แต่ไม่มีใครสนใจคนแปลกหน้าอย่างพวกเธอเลย

 

โมลินจึงตัดสินใจเข้าไปหาหญิงชราครหญิงไถ่ถามเพื่อถึงเหล่ารุ่นพี่และโซรีลอส

“ไม่มีประโยชน์ที่จะตามหาคนในดินแดนแห่งนี้...” หญิงชราที่โมลินเข้าไปถามตอบกลับมาเสียงเรียบ

 

แต่โมลินไม่เข้าใจในคำตอบของหญิงชรา

“ทำไม....” นัยน์สีดำฉายแววงุนงง

 

“คนที่เข้ามาในดินแดนรัตติกาลได้คือผู้หลบหนีหรือต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ดินแดนรัตติกาลแห่งนี้มีทางเข้าทว่าไร้ซึ่งทางออก เข้ามาได้แต่กลับไม่ได้ ดังเวลาจะไม่หวนคืน” หญิงชราเอ่ยแค่นั้นพลางใช้ไม้เท้าพยุงตัวเองกำลังจะก้าวเดินแต่มีอาการเอนไปเอนมาเหมือนจะล้มโมลินจึงเข้าไปช่วยเหลือ

 

“บ้านคุณยายอยู่ไหนหนูจะไปส่ง” หญิงสาวร่างงามอาสาอย่างหวังดี

 

“เธอเป็นคนดีหรือชั่วก็สุดรู้ ฉันคงไม่กล้าบอกที่นี้ไม่มีใครถามถึงภูมิหลังหรือที่มาของใครหรอกหรอก หนูอยากเป็นใครก็ได้ในดินแดนนี้เป็นคนใหม่ซะเถอะ ที่นี่มีชีวิตได้อย่างที่อยากมี” หญิงชราว่าแล้วก็พาร่างสั่นเท้าด้วยวัยชราก้าวเดินจากไปช้า

 

เลซได้ยินทุกถ้อยคำสนทนาเขาคิดตามอย่างขมวดคิ้ว

“ฉันไม่เข้าใจ” ชายหนุ่มเอ่ยเดินเข้ามาใกล้หญิงสาว

 

โมลินเองก็ยังมีสีหน้างงงวย “ฉันก็ไม่เข้าใจ”

โมลินยังไม่ละทิ้งความตั้งใจหันไปหาคนขายขนมพื้นบ้าน เลซจึงเดินตามหญิงสาวไป

 

“พี่สาว ฉันที่นี้คือที่ไหน” โมลินเปรยขึ้นอย่างสุภาพ

 

“ดินแดนรัตติกาล” คนขายเอ่ยตอบอย่างเป็นมิตร

 

โมลินยิ้มให้กับท่าทางเป็นมิตรนั้นเอ่ยถามอย่างมีความหวัง “ไม่ทราบว่าหลายเดือนมานี่ มีชายหนุ่มสามเดินผ่านมาแถวนี้ไหม”

 

“ฉันไม่อาจตอบได้” คนเอ่ยเสียงเรียบแต่ยังคงท่าทีเป็นมิตร

 

“ทำไมล่ะ” โมลินขมวดคิ้วกับคนในหมู่บ้านนี้

 

“หากพวกคุณหนีตายมาแล้วมีคนตามล่า อยากให้ใครบอกทางแก่คนร้ายหรือ” คนขายเอ่ยถามเชิงอธิบาย

 

“แต่เราไม่ใช่คนร้าย เรามาตามหาเพื่อน” โมลินยังคงพยายามถามต่อ ยิ้มอย่างเป็นมิตร

 

“สิ่งใดจะยืนยันว่าเป็นความจริง”

 

“ได้โปรดเชื่อเราเถอะ” โมลินพยายามทำท่าทางให้ไร้พิษสง

 

“หากเป็นเรื่องจริง เพื่อนของคุณคงหนีความหลังไม่อยากให้ใครคนพบหรอก”

เมื่อได้คำตอบแบบนี้หญิงสาวกัดฟันกรอดก่อนจะยอมถอยกลับมาหันหน้าหาเลซพากันถอนหายใจกับเลซ สุดท้ายทำได้แค่เดินดูของต่างๆ ในหมู่บ้านแปลกๆ

แต่หมู่บ้านนี้ก็มีการพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาม อย่างเดียวที่ผิดคือไม่มีเด็กน้อยวิ่งซนอย่างตลาดทั่วไป ทั้งสองยังลองถามเรื่อยๆ แต่ไร้ซึ่งคำตอบที่ต้องการ

 

“ป่านี้มีความอันตรายมากหากไปผิดทาง ทว่าปลอดภัยอย่างยิ่งหากอยู่ถูกที่”

คำเตือนสุดท้ายจากคนในหมู่บ้าน

บางคนเปรยว่านี่คือดินแดนแห่งความสิ้นหวัง บางคนบอกว่าเป็นดินแดนสำหรับเริ่มต้นใหม่ บางคนพูดว่าป่านี้อันตรายแต่หากระวังตัวก็ปลอดภัยอย่างยิ่ง บางคนกล่าวว่าดินแดนรัตติกาลเป็นที่สำหรับคนทำผิดบาป

 

เลซยกมือกุมขมับบ่นด้วยอารมณ์หงุดหงิด หญิงสาวยกมือตบไหลเพื่อนเบาๆ

 

“เธอได้ยินไหมมีทางเข้าแต่ไม่มีทางออก” ชายหนุ่มเอ่ยทวนสิ่งที่รับรู้มา

 

หญิงสาวหัวเราะ “หึ เลซเป็นไปได้ยังไงเข้ามาแต่ออกไม่ได้ เราก็ย้อนกลับทางมาสิ”

 

“มันคงไม่ง่าย” เลซบ่นพลางถอนหายใจ

 

“ฉันคิดว่านายรู้แล้วว่าไม่ง่าย ไม่งั้นเราคงไม่ต้องเข้ามาตามคนของเรา” โมลินเปรยมองเพื่อน ก่อนเดินจากหมู่บ้านไป เส้นทางที่เดินผ่านตัวถนนทอดยาวมีดอกไม้แปลกตานานัปการแข่งกันชูช่อกลิ่นหอมลอยอบอวลทำให้ผ่อนคลาย ด้านทางแยกหลายสาย สองเพื่อนรักหยุดชะงักก่อนจะเดินไปมั่วๆ อย่างไม่คิด

 

สักพักได้ยินเสียงกรรโชกของลมคลื่นพายุมาจากด้านหลัง เลซเบิกตากว้าง โมลินเครียดจัดคิดถึงคนในหมู่บ้าน

 

“เลซ! เราต้องกลับไปช่วยคนในหมู่บ้าน!”

 

“ช่วยยังไง พลังเรามีไปพอ! จะหยุดมัน”

 

“ทำเท่าที่ได้ก่อน” ว่าแล้วก็วิ่งกลับไปทางเดิมเมื่อเข้าใกล้ทางเข้าหมู่บ้าน

 

โมลินและเลซเริ่มร่ายเวทป้องกันปกคลุมหมู่บ้าน จนพายุกระหน่ำซัดปะทะเข้ามาร่างโมลินจนเริ่มทรงตัวไม่อยู่

 

“โมลินส่งมือมา!” เลซถอนเวทพยายามเอื้อมมือหาหญิงสาวหากแต่ กลับถูกลมพายุซัดไปอีกทาง

 

“เลซ!” หญิงสาวเองก็พยายามคว้ามือแกร่งแต่ถูกผลักออกห่าง ร่างบางลอยขึ้นเหนือฟ้าโดยไม่สามารถบังคับสายลมได้อย่างเคย

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น