โมลิน ซินเดเรีย...การทวงแค้นของเทพีนาตีร่า

ตอนที่ 13 : ตระกูลแกร็นดิโอสคนสุดท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 ก.ค. 63

ชายหนุ่มผมดำนัยน์สีนิลกาฬมองไปยังทะเลสาบกว้างไกล เขายืนตรงนี้นานแล้วเพื่อรอใครบางคน จนได้ยินเสียงเดินมาแต่ใกล้จึงหันไปมอง เห็นร่างงามเข้ามาใกล้จนมายืนตรงหน้า เฮย์ดินกวาดสายตาคมสำรวจเธออย่างเป็นห่วง

 

“มีอะไรเหรอ” โมลินหัวเราะกับท่าทางชายหนุ่ม

 

“ผมอยากเข้าไปหาคุณ มีคนบอกว่าคุณ.....” เฮย์ดินเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ แฝงความลังเล

 

“ช่างมันเถอะ” โมลินพูดเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย เบือนหน้ามองไปยังทะเลสาบพลันสายตาเห็นเรือไม้ ดวงหน้าหวานเผยอยิ้ม “เราไม่เคยพายเรือเล่นตอนเช้าเลย”

 

เฮย์ดินหัวเราะออกมา ได้ยินดังนั้นก็ก้าวลงเรือส่งมือมาให้หญิงสาวเป็นเชิงชวน ทว่าโมลินต้องชะงัก เพราะเฮย์ดินยื่นมือซ้ายซึ่งเป็นข้างไว้สำหรับยื่นแก่คนรักหรือคู่ชีวิตเท่านั้น ปกติตามมารยาทและทุกครั้งเฮย์ดินยื่นมือขวาให้เธอ การกระทำครั้งนี้คือการขอเป็นคนรักกลายๆ ของเฮย์ดิน ชายหนุ่มยิ้มอ่อนไม่มีแววกดดัน หากเธอยื่นมือซ้ายเท่ากับตอบตกลง หากยื่นมือขวาเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น

 

 

ดวงหน้างามเผยรอยยิ้มบางยื่นมือให้แก่เขาด้วย......มือซ้าย..... อารีนจะว่าอะไรไหมนะ หญิงสาวคิดหากอารีนรู้จะเป็นยังไงโดยไม่ทันเห็นพลังเวทสีดำวิ่งผ่านมือแกร่งของเฮย์ดินเข้าสู่ร่างกายของตน

 

ต่อไปคือเฮย์ดินต้องมีของกำนันแก่หญิงสาว ทว่าโมลินยังขอไม่รับ ชายหนุ่มไม่ขัดข้องขอแค่เธอสบายใจเขายอมทุกอย่าง

 

ยามเช้าไม่สดใสอย่างเคยด้วยท้องฟ้าไม่เห็นดวงตะวันอย่างเช่นทุกวัน โมลินเลือกจะละทิ้งความกังวลเรื่องเทพีนาตีร่าไป และซึมซับบรรยากาศยามเช้ามีกลิ่นอายน้ำ เสียงนกร้อง เสียงใบไม้หยอกล้อกันกับสายลมอ่อนที่พัดมาเยือน

 

“คุณยังอยากฟังตำนาน มัตติกาแห่งทะเลทรายอยู่ไหม” เฮย์ดินเอ่ยทำลายความเงียบ

 

“มีหรือ”

 

“ครับ อัคบาร์มาจากดินแดนนั้น” เฮย์ดินเอ่ยชื่อของเพื่อนร่วมชั้นจากหอรัตติกาลซึ่งโมลินก็รู้จักเขาเป็นคนเงียบๆ “เขาบอกว่ามี และดอกมัตติกาเป็นสัญลักษณ์การมีชีวิตอยู่ที่ยากลำบากกลางผืนทะเลทราย ทว่าผงาดได้อย่างสง่างาม สื่อถึงการสร้างบ้านเมืองและคนที่แข็งแกร่ง ความงดงามของมัตติกาบ่งบอกถึงชีวิตสงบสุขกลางความแห้งแล้ง”

 

“ฉันอยากฟัง” โมลินเอ่ยอย่างยินดีละคนตื่นเต้นเล็กน้อย

 

“....เคยมีตำนานกล่าวไว้ หญิงสาวนามมัตติกา นางต้องเดินทางข้ามทะเลทรายเพื่อไปแต่งงานกับคนรักอีกฟากหนึ่ง เรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อขบวนถูกพายุทรายถล่มนางถูกกลบด้วยทรายจนสิ้นใจ ทว่าจิตสุดท้ายนางรู้ดีว่าคนรักต้องรอและออกตามหานางชั่วชีวิต ..และเป็นจริงดังนั้น คนรักของนางออกแสวงหาเจ้าสาวอย่างบ้าคลั่ง ผ่านดินทรายที่กลบนางไปหลายครั้งเพราะเขาไม่เคยหยุดตามหา มัตติกาเองก็พยายามเช่นกันที่จะบอกว่านางอยู่ตรงนี้ จนความพยายามส่งผลดอกมัตติกาจึงถือกำเนิด คนรักจำกลิ่นกายหอมกรุ่นของว่าที่เจ้าสาวได้ จึงรู้ทันทีว่านี้คือนาง ทุกวันครบรอบวันตายของนางมัตติกา คนรักจะมาหานางเสมอค่อยเล่าเรื่องราวภายนอกแก่ดอกมัตติกา เป็นอย่างนั้นตราบสิ้นอายุขัยของชายคนรัก หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีใครเห็นดอกมัตติกาอีกเลย จึงเหลือเพียงภาพวาดในจิตนการ”

 

“น่าสงสาร ชายคนรักไม่ยอมปล่อย... มัตติกาก็ไม่ยอมจาก...” โมลินออกความเห็น

 

“เขาคงไม่ยอมปล่อย หรือมัตติกาคงไม่ยอมจาก ความสุขเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่” เฮย์ดินเห็นต่างออกไป

 

“ทำไมแต่ละตำนานถึงไม่มีสมหวังเลย ทั้งเนวีร่า และมัตติกา” โมลินเปรยขึ้น “หรือมันจะเป็นความจริงของชีวิต”

 

“แต่มันก็สื่อถึงรักแท้ รักมั่นคง และยังคงดำรงรักไว้ในใจ ไม่หวั่นไหวแก่โชคชะตา หรือแม้แต่กาลเวลาก็ทำอะไรหัวใจรักพวกเขาไม่ได้” ชายหนุ่มกล่าวพลางพายเรือไม่ยอมหยุด

 

“หึ จริงสิฉันลืมเรื่องนี้ไป ทั้งเนวีร่าและมัตติกา หรืออาจรวมไปถึง...พระนางโซฮา เทวีคีภีร่าตำนานที่ยังมีชีวิต พวกเขาน่าอิจฉาได้รับความรักแท้จริง รักที่ไม่มีเงื่อนไข” หญิงสาวเอ่ยมือเรียวกวาดผืนน้ำเล่น

 

“คุณไม่จำเป็นต้องอิจฉาเลย” เฮย์ดินทิ้งท้ายแค่นั้นก่อนจะส่งหญิงสาวขึ้นฝั่งอย่างอ้อยอิ่ง

 

โมลินรอจนเฮย์ดินพายเรือหายไปเธอก้าวเดินไปตามเถาวัลย์ยื่นออกไปเหนือน้ำ ดึงใบไม้แถวนั้นมานั่งเป่าเล่นเป็นท่วงทำนองสับสนทว่าไพเราะจับใจ

 

...เธอกำลังวางตัวสบายอารมณ์ได้ แต่หลายคนกำลังวุ่นวายวางแผนรับมือกับเทพนาตีร่า แต่โมลินเธอก็พร้อมรับมือกับทุกเหตุการณ์ ทว่าเหตุการณ์พึ่งผ่านความตายมา ทำให้ห้วงคำนึงตอนนี้ความหวังส่วนลึกในใจของเธอ ....อยากจะพบพระบิดาสักครั้งโมลินจำไม่ได้แล้วว่าพ่อหน้าตาเป็นยังไง อ้อมกอดจากเขาจะอบอุ่นเหมือนอ้อมแขนจากพระมารดาไหมนะ....

 

ร่างบางถอนหายใจก่อนจะโดดลงน้ำว่ายวนลงลึกจนผ่านอุโมงค์ไปยังฝั่งของปราสาทรอสเกียร์ ก่อนจะรีบหันตัวกลับเมื่ออากาศหายใจเริ่มหมด

 

“เลซ...” โมลินระหว่างเดินกลับบ้านเดอะซันเห็นเพื่อนกำลังจะเดินสวนทางกัน ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย

 

“ฉันจะไปหารอสเกียร์” ชายหนุ่มตอบสองสหายเดินไปด้วยกัน ทั้งอากาศชื้น

 

“ฉันเห็นดอกเนวีร่า และดอกไม้อีกหลายชนิด รวมถึงปลาเรือนแสงทางฝั่งปราสาทรอสเกียร์” โมลินเอ่ยเล่าในสิ่งที่เห็น

 

“เธอไปมาเหรอ”

 

“อืม...”

 

“ฉันเป็นคนทำเอง ...อย่างที่เราเห็นมองออกนอกหน้าต่างมีเพียงความมืดมิด” เลซเอ่ยเสียงเนิบๆ

 

“มันเป็นฟ้ารัตติกาลซึ่งมีดาวเคลื่อนย้ายได้ แห่งธาราให้รอสเกียร์” โมลินเอ่ยพลางตบบ่าเพื่อน

 

เลซเดินนำโมลินไปยังบ้านพักหลังใหญ่ถัดจากบ้านพักของมหาเวทเนมิส เลซเคาะประตูไม้ก่อนจะเปิดเข้าไป เดินขึ้นบันไดวนไปยังชั้นสอง เห็นรอสเกียร์นักมองเอลิเวลล์อยู่ตรงระเบียง สายลมเย็นพัดเอาสายฝนตีมาเป็นระยะ

 

“เดี๋ยวไม่สบายได้นะคะ” โมลินเอ่ยทักเดินไปนั่งร่วมโต๊ะ มหาเวทหนุ่มซึ่งกำลังยื่นมือสัมผัสสายฝน มีเก้าอี้ยื่นออกมาให้หญิงสาวกับเลซนั่ง

 

“เอลิเวลล์เปลี่ยนไปมาก ยิ่งใหญ่...” รอสเกียร์เปรยหันมามองเด็กทั้งสอง

 

“เพราะพวกคุณเริ่ม ถึงมีเอลิเวลล์” หญิงสาวเสริม รอสเกียร์สะบัดมือนิดหน่อยบนโต๊ะว่างเปล่าปรากฏถ้วยชาสำหรับคนทั้งสาม

 

“อารีนนับวันฝีมือยิ่งน่ากลัวรักษาชีวิตคนได้” มหาเวทเอ่ยมองทางโมลิน

 

“เค้าไม่ได้รักษา เค้าย้อนเวลาด้วยดาบเหนือกาล” หญิงสาวพูดอธิบาย

 

“มีดาบเกิดขึ้นมากมาย บางอย่างก็กลายเป็นตำนานทั้งที่เกิดขึ้นหลังข้า” รอสเกียร์หยุดครู่มองเลซ “ขอบใจสำหรับทุ่งดอกไม้กลางความมืด เป็นแสงสว่างเดียวในความมืดมนอนธการ”

 

เลซเพียงพยักหน้ารับ โมลินยกน้ำชาขึ้นดื่ม กลิ่นหอมอย่างที่ไม่เคยพบเจอ รสชาติดี

 

“ชาโบราณ โซฮาโปรดรสชาตินี้มาก” รอสเกียร์อธิบายพลางยกถ้วยชาขึ้นดื่ม กับเสียงฝนมีเพื่อนพูดคุย ช่างดีจริงๆ

 

โมลินยิ้มอ่อนเมื่อรอสเกียร์เอ่ยถึงคนรัก กาลเวลาแตะต้องโซฮา...ในความทรงจำรอสเกียร์ไม่ได้เลย

 

“คุณหายดีแล้วจริงๆ หรือ” เลซเอ่ยถามหลังจากลองดื่มชา ที่เพื่อนเขาชอบนักชอบหนา

 

“ไม่สำคัญถึงข้าต้องตายลง ไม่มีสิ่งใดให้อาวรณ์ข้าทำทุกอย่างเท่าที่นักเวทพึ่งจะทำได้แล้ว”

 

“อารีนเราจะรับมือกับเทพีนาตีร่าและเทพบริวารอย่างไร” โมลินเอ่ยถาม เลซพยักหน้าเห็นด้วย

 

“พวกเจ้ารู้เรื่องหัวใจเพน็อตหรือไม่” รอสเกียร์ถามกลับ

 

“พอรู้อยู่บ้าง”

 

“หนึ่ง ใจที่เที่ยงตรงต่อสรรพสิ่ง สอง ใจที่ซื่อตรงต่อโซฮา สาม ใจที่อาวรณ์ต่อเผ่าพันธุ์เทพ หากเทพีนาตีร่าถูกปลดปล่อยเมื่อไหร่ ใจส่วนที่เที่ยงตรงจะแพ่งฤทธิ์ทันที ซึ่งมันอยู่ในเอลิเวลล์ ทำให้เทพีโจมตีเอลิเวลล์และอาณาจักรใกล้ๆ ไม่ได้ ตอนนี้เทพีนาตีร่าอาจหาทางขโมยมัน”

 

“หากเราได้หัวใจทั้งหมด เท่ากับเราอยู่เหนือเทพีนาตีร่า” เลซเอ่ยขึ้น

 

แต่รอสเกียร์ส่ายหน้า “คนที่ใช้พลังแห่งเทพได้ มีเพียงสายเลือดแห่งมหาเทพเพน็อตเท่านั้น”

 

โมลินกับเลซถอนหายใจอย่างเริ่มท้อกับสิ่งที่รู้ สายเลือดเทพ คนมีตั้งเท่าไหร่! หาชั่วชีวิตจะเจอรึเปล่า

 

“เวลาผ่านมาตั้งนาน ไม่แน่เทพีนาตีร่าอาจคลายความแค้นแล้วก็เป็นได้” โมลินพยายามหาเรื่องดีๆ

 

“สาบานว่าเธอคิดอย่างนั้นจริงๆ” เลซกระตุกยิ้มหยอกเย้าเพื่อน

 

โมลินส่ายหน้าหลุดหัวเราะเล็กน้อย มองรอสเกียร์ซึ่งมีสีหน้าครุ่นคิด

 

“คุณกำลังกังวลอะไรหรือ รอสเกียร์” หญิงสาวถามขึ้นกับท่าทางของมหาเวท

 

“การที่เทพเพน็อตแยกหัวใจย่อมง่ายแก่การทำลาย และดวงใจที่เทพีนาตีร่าหวังจะกำจัดอันแรกคือใจที่ซื่อตรงต่อโซฮา หากเมื่อใดนางทำสำเร็จวิธีจะต่อกรกับเทพีนาตีร่าแทบไม่มี”

 

“แล้วใจที่ซื่อตรงต่อพระนางโซฮาอยู่ที่ไหน” เลซเอ่ยถาม

 

“ไม่แน่ใจ แต่ข้าเดาคงอยู่ใกล้กับสุสานตระกูลแกร็นดิโอส เดิมทีโซฮามีเพื่อนรักคือ ราเบล แกร็นดิโอส” รอสเกียร์เอ่ยอย่างไม่มั่นใจนัก

 

“แกร็นดิโอส/แกร็นดิโอส” สองเพื่อนรักประสานเสียงกัน พลางมองหน้ากัน

 

“พวกเจ้ารู้จักกับคนตระกูลนี้หรือ” รอสเกียร์เอ่ยถามหรี่ตามองทั้งสอง

 

“ยิ่งกว่ารู้จัก” เลซเอ่ยเหลือบตามองไปยังโมลิน “และสายเลือดคนสุดท้ายก็นั่งอยู่กับเราที่นี่”

 

“จริงหรือ” รอสเกียร์พึมพำอย่างไม่เชื่อ มองโมลินอย่างพินิจ “เจ้ามีนิสัยคล้ายราเบลมาก เช่นจิตใจบริสุทธิ์ไม่เคยเคียดแค้นใครได้นาน แต่รูปลักษณ์ของเจ้าไม่คล้ายนางเลยและข้าติดค้างนางมากเหลือเกิน...” รอสเกียร์เปรยด้วยความรู้สึกผิดและเศร้าอย่างเห็นได้ชัด

 

โมลินยิ้มอ่อน “หากบรรพบุรุษราเบลนิสัยเหมือนฉันจริง เธอคงยกโทษให้คุณทุกอย่าง และไม่ต้องการให้ใครเศร้าหมองยามหวนคะนึงหาท่านหรอก”

 

“ใช่...” รอสเกียร์มองชาในถ้วยอยู่นานพลางเผยอยิ้มอ่อน “ชาตรงหน้าเจ้า... ราเบลนางเป็นคนคิดสูตรขึ้นมาให้ชื่อว่า ชารอสเบลฮา” รอสเกียร์หัวเราะออกมาอย่างที่โมลินและเลซไม่เคยเห็น จนทั้งสองยิ้มตาม แม้แต่รอสเกียร์เองก็พึ่งรู้ตัวว่าตนกำลังหัวเราะ

 

เขาไม่เคยได้หัวเราะมาแสนนาน

 

“เตรียมตัวเดินทางเถอะ เราจะไปยังสุสานแกร็นดิโอส ออกเดินทางในคืนนี้ ข้าอยากไปหานางทั้งสองอีกครั้ง”

 

โมลินใจพองโตกับคำกล่าวจากปากรอสเกียร์ เธอจะได้กลับบ้านและอาจได้พบ...พระบิดาอีกครั้ง...

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น