โมลิน ซินเดเรีย...การทวงแค้นของเทพีนาตีร่า

ตอนที่ 12 : คำสาปราชินีเหมันต์2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 ก.ค. 63

 

   ร่างงามของโมลินค่อยๆ เลือนหายด้วยเวทพรางตา

 

    “เลซ...” โมลินอยากหาเพื่อนคุย ผลักประตูที่ไม่ได้ล็อคเข้าไป ว่างเปล่า...เลซไม่อยู่ห้อง

   จึงตรงไปยังห้องหนังสือของบ้าน

 

   “ฟาร์...เกิดอะไรขึ้นกับฉัน”  โมลินพูดขึ้นหวังว่าผู้พิทักษ์แห่งคัมภีร์จะให้ความกระจ่างแก่เธอ

 

    “อย่ากังวลไป” ฟาร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “เป็นคำสาปจากราชินีเหมันต์ ให้ทุกข์ทนกับความเยือกเย็น”

 

    “แล้วจะแก้คำสาปยังไง” หญิงสาวถามหาทางแก้

 

   “คำสาปบางอย่างถ้าอยู่กับมันได้ก็เป็นผลดีแก่เจ้า  ใครหลายคนบอกว่าเป็นคำสาปหรือเจ้าจะให้เป็นพรสวรรค์ก็ย่อมได้”  ฟาร์อธิบาย หากแต่โมลินยังไม่เข้าใจนัก

 

    “ยังไง”

 

    “ควบคุมคำสาปให้ได้  แล้วมันจะกลายเป็นพลังมหาศาลแก่เจ้า  เจ้าเก่งเวทไฟกับลม  ใยจะเอาดีธาตุน้ำแข็งอีกไม่ได้  ขอเพียงจิตใจมั่นคง  ซึ่งข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้...และจะใช้มันต่อกรกับราชินีเหมันต์อย่างเท่าเทียม”

 

    “จริงหรือ...” โมลินยังมีท่าทีลังเล

 

   จนผงสีทองเรืองรองเข้าปกคลุมร่างเลือนรางของหญิงสาวหายเข้าไปในคัมภีร์

 

    “ฟาร์...” โมลินอุทานขมวดคิ้วมองชายหนุ่มที่กำลังทำสมาธิตรงหน้ากวาดตามองรอบกาย สถานที่ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด

 

    “ยังไม่รีบทำสมาธิอีก ...นั่งลง” เสียงจากฟาร์ซึ่งยังไม่ลืมตามามองเธอ ทว่าโมลินนั่งลงไม่ห่างจากเขาพลางเริ่มตั้งจิตและสัมผผัสธาตุในกาย ได้ยินการไหลเวียนของโลหิต เสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะ ความหนาวเยือกเย็นในอกราวกับจะทำให้เธอกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง...

 

 

    ระเบียงชั้นเจ็ด แฉกสองของบ้านเดอะซัน คริส ราอัส โซรีลอส หลังจากเฝ้าเวรยามมาทั้งคืน ก็ยกอาหารเช้าขึ้นมากินข้างบนรวมถึงเอามาเสริฟ์โมลินด้วย หากแต่เคาะเท่าไหร่ห้องของเธอกลับไม่เปิดออกมาเลย ทั้งที่ปกติโมลินชอบออกมานั่งเล่นตรงระเบียง

 

    “เค้าคงอยากพักผ่อน” คริสตบบ่าเจ้าชายโซรีลอสซึ่งเอาแต่มองยังบานประตูในห้องเงียบสนิท “เราเองก็ต้องกินและพักไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องร้ายอะไรอีก”

 

    “อืม...”

 

    “ทำไมเทพีนาตีร่า ถึงไม่โจมตีเอลิเวลล์ทันที” ราอัสเปรยขึ้น

 

    “ฉันอ่านเจอในคัมภีร์เวทย์ไซดาลอน เทพีนาตีร่าโจมตีเอลิเวลล์ไม่ได้เพราะหัวใจแห่งมหาเทพเพน็อต  ซึ่งแบ่งเป็นสามส่วน 

 

หนึ่ง...ใจที่เที่ยงตรงต่อสรรพสิ่ง

สอง...ใจที่ซื่อตรงต่อพระนางโซฮา

สาม...ใจที่อาวรต่อเผ่าพันธุ์เทพ...ของพระองค์

 

    “หึ...เพียงแค่ เหล่าเทพยอมละทิ้งความเหมาะสม อาจไม่เกิดการสูญเสีย หนึ่งละเทพเพน็อตยังคงอยู่และครองรักกับหญิงอันเป็นที่รักยิ่ง  เทพีนาตีร่าไม่ต้องถูกจ้องจำ เทวีคีภีร่าไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดียว มหาเวทย์รอสเกียร์ไม่ต้องมีชีวิตอย่างทุกข์ทน” คริสเปรยพลางหยุดมือในการทานอาหาร

 

    “พูดง่าย แต่จะทำได้สักกี่คน” ราอัสเสริมวางมือจากอาหารเช่นกัน

 

   จนมีเสียงเรียกโมลินจากหน้าห้อง พวกเขาจำได้ว่าเป็นเสียงเลซ คริสจึงร่ายเวทเปิดประตูห้องของเขาพลางตะโกนเรียกชายหนุ่ม

 

    “โมลินละ” เลซถามขึ้น ราอัสเลื่อนอาหารส่วนของโมลินให้แก่เลซเป็นเชิงยกให้

 

    “เรียกแล้วไม่ออกมา” โซรีลอสตอบ  เลซขมวดคิ้วอย่างกังวลเดินไปเคาะห้องหญิงสาวอีกหลายที  ก่อนทั้งสี่จจะช่วยกันพังประตู   ....ว่างเปล่า....

 

    “โมลิน!” พวกเขาช่วยกันหาจนทั่วด้วยสีหน้ากังวล

 

    แกร๊ก! ประตูถูกเปิดออกโดยเจ้าของห้องมองพวกเขาอย่างสงสัยว่าเข้ามาทำอะไรในห้องเธอ

 

    “เธอไปไหนมา”  โซรีลอสเอ่ยถามเพราะจำได้ว่าไม่มีใครออกจากหอ นอกชะจากเวทพรางตา

 

    “ไปอ่านหนังสือ” โมลินตอบเสียงเรียบ 

 

    เลซสังเกตหญิงสาว เธอเคยมีผิวขาวละเอียด หากแต่ตอนนี้กลับขาวดุจหิมะ คล้ายราชินีเหมันต์ จนเลซต้องเข้าไปจับผิวกายของเธอเพื่อพิสูจน์ 

 

    “งั้นก็พักผ่อนเถอะ คงยังไม่มีการเรียนการสอนไปอีกสักพัก” คริสกล่าวก่อนจะชวนคนอื่นๆ ออกไป 

 

   เหลือเพียงที่ไปยกอาหารเข้ามากินกับโมลินสองคน พลางจ้องมองคนตรงหน้า จนโมลินกระตุกยิ้มเอ่ยเล่า

 

    “ฉันไปหาฟาร์มา  เขาบอกว่าฉันถูกคำสาปราชินีเหมันต์” หญิงสาวเปรยเสียงเนิบๆ

 

    “แล้วต้องถอนคำสาปยังไง” เลซโผล่ขึ้นทั้งที่โมลินยังพูดไม่จบ

 

   “ฟาร์ไม่ได้บอกวิธีถอนคำสาป แต่บอกให้ฉันเปลี่ยนคำสาปเป็นพลัง อย่าง...” ว่าแล้วหญิงสาววางมือบนโต๊ะเกร็ดน้ำแข็งพุ่งไปกับโต๊ะจนถึงมือเลซให้แช่แข็ง  ชายหนุ่มพยายามขยับมือเท่าไหร่ก็ไม่ได้ จนโมลินถอนเวทเกร็ดน้ำแข็งย้อนกลับ “และ....” โมลินเป่าปากลมที่ออกมากลายเป็นเกร็ดน้ำแข็งพุ่งปักผนัง

 

    “เยี่ยม! แต่จะไม่เป็นผลร้ายกับเธอใช่ไหม” เลซยังกังวล “เพราะเชียวชาญธาตุไฟ”

 

   “เท่าที่ฟาร์บอก ไม่มีปัญหาหากควบคุมได้” โมลินเล่าพลางถอนหายใจ

 

    “เธอทำได้ใช่ไหม”  เลซถามต่อ

 

    “ได้...ฉันทำได้” โมลินเอ่ยอย่างมั่นใจ

 

    ก๊อกๆๆ   เสียงเคาะดังมาจากประตูระเบียง เลซเปิดด้วยเวท ก่อนจะมีร่างเล็กจิ๋วแฟรี่บินตรงเข้ามาหาโมลิน

 

    “สวัสดี ท่านโมลิน” เสียงเอ่ยพลางยื่นจดหมายพร้อมดอกกุหลาบสีน้ำเงินซึ่งใหญ่เกินตัว แก่หญิงสาว

 

    “ยินดีที่ได้พบ กัส” โมลินมองดูของสิ่งของในมือ “อะไร”

 

   “มีคนวานผมให้เอามาส่งแก่ท่าน” ว่าแล้วเหลือบมองเลซพลางส่ายหัวอย่างระอา

 

    “แกทำท่าทางแบบนี้ หมายความว่าไง” เลซเอ่ยอย่างหาเรื่อง

 

    “โตอีกปีก็ยังไม่รู้ความ ว่าสิ่งไหนควรสิ่งไหนไม่ควร โตในราชสำนักมีกฏเคร่งคัดแท้ๆ” กัสกล่าวอย่างสั่งสอน  เลซทำเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่ใส่ใจ ภูติแฟรี่จิ๋วหันมาทางหญิงสาวพูดต่อ “ท่านไม่ควรให้ผู้ชายเข้ามาในห้องท่านโมลิน ถึงจะสนิทกันแค่ไหนก็ยังมีเส้นขอบเขตของคำว่าชายหญิง” เมื่อสั่งสอนเสร็จกัสก็บินจากไป ไม่วานปริตาใส่เลซอีก จนเลซต้องร่ายเวทตามไล่

 

  โมลินมองพลางส่ายหัว แต่ไม่ใส่ใจกับคำเตือนของกัสนัก เธอทำอะไรย่อมรู้แก่ใจดี เธอจะไม่อยู่ในกรอบความคิดใคร

 

    “จากหนุ่มไหนอีกแล้วละ” เลซเอ่ยยิ้มๆ อย่างหยอกเย้า “กุหลาบสีน้ำเงิน...รัก..ที่ไม่มีทางเป็นจริง”

 

  โมลินยิ้มกับคำกล่าวของเพื่อน “นาลิน่าเคยบอกอย่างนั้น แต่เธอก็พูดต่อเช่นกัน ว่าเราจะให้เป็นรักที่อยากลำบากทว่าสมหวัง หรือรักซึ่งเป็นไปไม่ได้”

 

    “ใครให้เธอ...” เลซถามอย่างสงสัย แต่เดาได้มีไม่กี่คนที่จะกล้า

 

   โมลินเปิดดูเนื้อความในจดหมาย และยิ้มออกมา “เฮย์ดิน...”  หญิงสาวกวาดตาอ่านเนื้อความ 

 

         ออกมาหาผมได้ไหม...ทะเลสาบ.....เฮย์ดิน

 

    “ฉันออกไปหาเฮย์ดินนะ” โมลินเอ่ยแค่นั้น ลุกขึ้นเอากุหลาบสีน้ำเงินไปวางไว้หัวเตียง 

 

    “โมลิน... “ เลซเรียกเธอไว้ก่อนเอ่ยอย่างไม่จริงจัง “โซรีลอสคือคู่หมั้นของเธอ...”  ทว่าหญิงสาวหยุดฟังและเดินออกจากห้องไป

 

   โดยมีสายตาเลซมองตามอย่างหนักใจ ทำไมความรู้สึกของคนเราถึงได้ผิดที่ผิดทางนัก

   

 

   

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น