โมลิน ซินเดเรีย...การทวงแค้นของเทพีนาตีร่า

ตอนที่ 10 : บุปผามัตติกาลแค่ต้องการ การจดจำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 มิ.ย. 63

   ท่านหญิงแห่งกลอเรียมองรอบด้านซึ่งคนกำลังทยอยเก็บดาบ ก่อนจะถอยหลังเดินจากไปโดยมีลิสชาร์ตามไปด้วย

    โมลินเห็นอย่างนั้นจึงเดินตรงไปหากล่องยาสำหรับรักษาบาดแผล จากอาจารย์ริฮานมีไว้สำหรับคนเจ็บ

    “เพื่อนคงไม่ได้ตั้งใจ” ริฮานเอ่ยเมื่อยื่นขวดยาให้ลูกศิษย์ 

   โมลินพยักหน้ารับผละออกจากลานประลองหวังจะไปหาที่พักอารมณ์    โดยมีเลซและอาร์ทีมิสเดินตามมาจนถึงทะเลสาบของบ้านเดอะซัน ซึ่งเป็นที่โปรดของพวกเขา เสียงน้ำกระทบกันจากแรงลม เสียงกิ่งไม้ปลิวไสวทำให้ใครหลายคนสบายอารมณ์

    อาร์ทีมิสแย่งขวดยาจากมือโมลินอาสาจะโรยยาให้หญิงสาว

    “โอ๊ย...” คนเจ็บอุทานลั่นด้วยความเจ็บ ทว่าเลือดไหลทะลักออกจากแผลมากขึ้น

    “เจ็บมากไหม” อาร์ทีมิสมองโมลินอย่างเป็นห่วง พลางรีบห้ามเลือดก่อนจะขมวดคิ้วกับแผลหญิงสาว

    “ไม่เป็นไร” โมลินกัดฟันตอบพยายามทนกับความเจ็บปวดซึ่งทวีมากขึ้น จนแทบอย่างตัดแขนทิ้ง

    “มีอะไรอาร์ทีมิส” เลซที่นั่งลงข้างโมลินถามขึ้น มองโมลินซึ่งใบหน้าเริ่มซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด

   อาร์ทีมิสเบิกตากว้างเมื่อรู้สาเหตุ

    “ต้องรีบไปถอนพิษ! ความเจ็บจากแผลมากกว่าหลายเท่า แผลจะกัดกร่อนเนื้อไปเรื่อยๆ อาจรามไปถึงกระดูก”

เลซและอาร์ทีมิสมองหน้ากันเครียดๆ

    “นาลิน่าทำเกินไปแล้ว!” เลซสบถอย่างโมโหมองยังโมลินไม่ว่างตา หุนหันจะผละไป

    อาร์ทีมิสรีบดึงแขนแกร่งไว้ได้ทัน ดวงตางามฉายแววตระหนัก “จะทำอะไร” 

    “ฉันไม่ทำอะไรหรอก แต่ฮอรัสต้องทำ เขาต้องรับรู้เรื่องนี้” เลซเอ่ยกับอาร์ทีมิส จากสาเหตุการกระทำของนาลิน่าด้วยอารมณ์หงุดหงิด

    “เลซ...” โมลินดึงชายหนุ่มอีกคน เอ่ยเสียงเรียบ “ฉันโกรธนาลิน่า แต่ฉันเข้าใจเค้า อย่าตำหนิหรือต่อว่าเธอ บางครั้งถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกัน เราอาจตัดสินใจทำเช่นที่เค้าทำ”

   ชายหนุ่มยอมนั่งลงถอนหายใจอย่างแรง

   ความเงียบเริ่มโรยตัวกับคำอธิบายของโมลิน 

    พรึ่บ!!   

    “อยู่นี่เอง” 

    เลซรีบหันไปตามเสียงเอ่ย เป็นของราอัสที่กระโดดลงมาและก้าวเดินตรงเข้ามาหาโมลิน เปิดขวดแก้วใสราดน้ำสีเขียวหนึบที่แผลบนแขนเรียว

    โมลินจะชักมือกลับเพราะแสบแผล ทว่าราอัสไม่ยอมปล่อยรายเวทรักษาจนน้ำสีเขียวกลายเป็นสีดำกลิ่นเหม็นฟุ้ง

เลซและเจ้าหญิงอาร์ทีมิสมองอย่างไม่คาดสายตา

    “หายแล้ว” ราอัสเอ่ย ยอมปล่อยมือจากโมลิน

    “ขอบใจ” หญิงสาวเอ่ยมองแขนซึ่งหายเป็นปกติแล้ว

    “มันคือพิษอะไร ราอัส” อาร์ทีมิสถามอย่างสงสัย

    “พิษแห่งความผิดหวัง ไม่ใช่ว่าใครก็จะปรุงพิษนี้ได้”

    “ต้องเก่งมากหรือคะ”  อาร์ทีมิสโผล่ถามขึ้นอีก

   “เปล่าต้องมีความรู้สึกแค้นเป็นทุนเดิมถึงจะปรุงยาจนใช้ได้ผล” ราอัสอธิบายเสียงเรียบ มองโมลินซึ่งเอาแต่เงียบอย่างเป็นห่วง คนจ้องทำลายกับคนไม่คิดอะไร 

    หลายคนรู้ถึงเหตุผล หลายคนมองออกว่าฮอรัสรู้สึกอย่างไรกับโมลินสายตาที่เจ้าชายแห่งกลอเรียสื่อถึงหญิงสาวใครก็มองออก

   ทุกคนตกลงจะมองห้ามกระทำของนาลิน่าในครั้งนี้ โมลินกับโซรีลอสก็ไม่ติดใจอะไร

    “ผู้หญิงน่ากลัว” ราอัสทิ้งท้ายแค่นั้นก่อนจะจากไป

   “โมลินดูแลตัวเองด้วยฉันต้องไปแล้ววันนี้เวรเฝ้าหอ” อาร์ทีมิสถอนหายใจลุกขึ้นจะผละจากไป ทว่าเลซรั้งแขนไว้

    “เดี๋ยวฉันเดินไปส่ง” ชายหนุ่มเสยผมสีเงินยวง อาสาพลางลุกขึ้น

    “อยู่เป็นเพื่อนโมลินเถอะ ฉันกลับเองได้” เจ้าหญิงอาร์ทีมิสเอ่ยยิ้มๆ เขาพยายามปรับตัวเพื่อให้เลซอยู่กับเธอแล้วสบายใจ 

   “ให้เลซไปส่งเถอะฉันอยากอยู่คนเดียว เจอกันที่หอเลยนะ เลซ”  โมลินซึ่งเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้น เผยอยิ้มให้ทั้งสอง 

    เลซมองเจ้าหญิงทั้งสองคนก่อนจะพยักหน้ารับ

    สายลมอ่อนกระทบใบหน้าหวานมองรอบข้างทุกอย่างจำเจน่าเบื่อ เธอไม่ได้โกรธนาลิน่าแต่ก็ไม่ชอบใจในสิ่งที่นาลิน่ากระทำ จนคิดอะไรได้จึงลุกขึ้นเดินตรงไปยังหอรัตติกาล

   “ทำไมยังใช้ทางนี้อยู่ ชั้นปีที่สองออกนอกเอลิเวลล์ได้แล้ว” เสียงทักขึ้นเมื่อโมลินกำลังจะใช้ทางออกของหอรัตติกาล หันมามองเห็นดาร์ซี่กับเวนัสอยู่แถวนั้นพอดีเธอก้มหัวยิ้มทักทาย

    “สวัสดีคะ รุ่นพี่ดาร์ซี่ รุ่นพี่เวนัส  ชินกับทางนี้เสียแล้ว” โมลินตอบกลับ 

    “จะไปไหนล่ะ” ดาร์ซี่มองรุ่นน้องพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ

    “ออกไปเดินเล่นคะ ในเอลิเวลล์น่าเบื่อ” รุ่นพี่ส่ายหัวกับคำตอบก่อนจะชวนกันออกไป

    “ฉันยังติดค้างคำขอโทษเธออยู่”  ดาร์ซี่เดินเคียงมากับโมลิน  มีเวนัสชายหนุ่มหน้าตาคนเข้มผมดำ นัยน์ตาสีเหลืองราวหมาป่าเดินตามหลัง

    “ฉันลืมมันไปแล้ว” หญิงสาวเปรย อย่างไม่ใส่ใจนักสาวเท้าเดินต่อไป ดาร์ซี่ยิ้มให้กับคำตอบ โมลินคงมีความสุขมากไม่ต้องค่อยผูกใจเจ็บแค้นใคร บางเรื่องคนอื่นไม่คิดแต่เรากลับเอามาทำร้ายตัวเอง

    “ขอบใจ” ดาร์ซี่เอ่ยขึ้น  โมลินหันมามองงงๆ

   “ถึงจะไม่รู้ว่าเรื่องอะไร แต่ฉันกับขอรับคำขอบคุณไว้คะ” โมลินยิ้มเล็กน้อยก่อนจะขอแยกตัวจากไปเมื่อถึงทางออก

    “อย่ากลับดึกละ  โมลินห้ามเกินสองทุ่ม” เวนัสเอ่ยเตือน ถึงยังไงเธอก็เป็นรุ่นน้องของเขาที่ต้องดูแลแม้จะต่างหอ

    หญิงสาวยิ้มอ่อน พยักหน้ารับหันหลังเดินจากไป

   โมลินเดินชิมขนมร้านนั้นออกร้านนี้ไปทั่ว จนอิ่มจึงเดินเอื่อยๆ ยามอาทิตย์กำลังลับฟ้า ส่งผลให้นภากว้างเป็นสีส้มงดงามแลดูอบอุ่นทว่าดูเหงาหงอยในเวลาเดียวกัน สายตาสะดุดเข้ากับพิพิธภัณฑ์สีขาวสร้างจากหินอ่อนงดงาม...

   เท้าบางก้าวเดินอย่างระวังบนพื้นแก้วสีเขียวมรกต ผนังเป็นสีเขียวเข้มลวดลายหินอ่อน แสงดวงตะวันรำไรยามเย็นสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้าทำให้พิพิธภัณฑ์ที่เงียบยิ่งดูเศร้า

    นัยน์ตากลมโตสีแห่งราตรีหวานซึ้งกวาดสายตามอง ภาพวาดเหนือจินตนาการออกมา บางเป็นรูปปั้นของสัตว์เวทย์ซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว บางเป็นรูปปั้นของคนดังสาธยายถึงชีวประวัติและวีรกรรมของพวกเขา กลิ่นอายบางอย่างทำให้ที่แห่งนี้มีมนต์ขังแปลกๆ อย่างหน้าค้นหา

    ภาพวาดหนึ่ง เป็นดอกไม้แปลกตากลางผืนทะเลทรายทว่างดงามจับใจ จนไม่อาจละสายตาได้

    “ดอกมัตติกา บุปผาแห่งทะเลทราย” เสียงอธิบายจากด้านหลังจนโมลินต้องหันไปมองพลางขมวดคิ้ว

    “เฮย์ดิน กลับมาตั้งแต่เมื่อไร”

    “ไม่นาน สวนทางกับรุ่นพี่เวนัส เขาบอกว่าคุณออกมาคนเดียวผมเลยมาตาม” เอ่ยพร้อมกับสาวเท้ามาใกล้หญิงสาวเขามองภาพนั้น

    “ไม่เคยรู้ว่ามีพืชเติบโตได้ในทะเลทรายแห้งแล้ง” โมลินเอ่ยอย่างไม่เชื่อ

    “บุปผามัตติกาเป็นพืชที่ไม่ต้องการ การเอาใจใส่  แค่ต้องการการจดจำ ว่าทิ้งเขาไว้ตรงไหน เพราะเขาต้องใช้เวลาแสนนานกว่าจะสามารถพ้นจากผืนทรายที่คอยแผดเผา กว่าจะเติบโตอย่างงดงาม...จนกลายเป็นดอกมัตติกาทรงค่า บุปผาแห่งทะเลทราย”

    “มีตำนานเหมือนดอกเนวีร่าไหม?” หญิงสาวไต่ถามดวงหน้าเผยอยิ้มออกมา จนทำให้เฮย์ดินเผลอยิ้มตามอย่างลืมตัว

    “เท่าที่ทราบไม่มี แต่เป็นคำสอนสื่อถึงความพยายามอย่างยากลำบาก ทว่าผลของความพยายามจะงดงามเสมอ ไว้ผมหาตำนานของมันเจอจะมาเล่าให้คุณฟัง ไปหาอะไรทานกันเถอะ” ว่าแล้วมือแกร่งเอื้อมคว้ามือเรียวบางของโมลิน ร่างเล็กสวมผ้าคลุมสีทองอร่าม ร่างสูงใหญ่สวมผ้าคลุมสีดำ เดินออกไปท่ามกลางผู้คนที่ดูวุ่นวาย 

    หลายคนหยุดชะงัก รวมถึงโมลินและเฮย์ดินด้วย

    ฝนแรกโปรยปรายผ่านสายลมอ่อนร่วงลงกระทบพื้นเป็นภาพงดงาม ฤดูวัสสานะผ่านมาเยือนอีกครั้ง ท้องฟ้าเริ่มขาวหม่น

    “ฝนแรกของปีนี้จะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป...” เฮย์ดินหันมาเปรยกับคนข้างกาย ซึ่งยังมองไปยังท้องฟ้าก่อนจะเหลือบมองคนพูด พลางเผยอยิ้มบรรยากาศหนาวชวนให้คิดถึงวันวานที่เธอต้องผ่านมันอย่างยากลำบาก เหตุการณ์เหมือนหิมะแรกในความทรงจำกับพระมารดาและเป็นครั้งสุดท้าย  ต่อมาคนที่คอยเคียงข้างคืออารีน ทว่าครั้งนี้คือเฮย์ดิน ทุกช่วงเวลามันงดงามและเจ็บปวด 

    อยากลืมแต่ก็ไม่อาจทำได้อยากจำ.....

    เฮย์ดินพาหญิงสาวมาร้านประจำของงเขา ภายในร้านอาหารแสงสลัว ดวงตาคู่งามกวาดมองรอบๆ หลายโต๊ะมีคนจับจองเป็นหย่อมๆ ซึ่งหลายคนนักที่เธอคุ้นเคย เฮย์ดินเลือกนั่งใกล้กับโต๊ะของรุ่นพี่พวกเคอร์นอส ชายหนุ่มเรือนผมสีดำนัยน์สีแดงวาวมองรุ่นน้องในหอและหญิงสาว  ทั้งสองก้มหัวเป็นเชิงทักทาย ในกลุ่มมีเวนัสกับดาร์ซี่รวมด้วย

    “มาร้านนี้บ่อยหรือ” โมลินเมื่อนั่งลงเอ่ยถามคนตรงข้าม

    “ครับ”  เฮย์หนุ่มตอบแค่นั้น จนมีอาหารลอยมาวางตรงหน้าชายหนุ่ม  และมีเครื่องดื่มค็อลเทลวางด้านหน้าหญิงสาว  เฮย์ดินมองพลางขมวดคิ้ว  “คุณอยากดื่ม?”

   โมลินยิ้มหัวเราะพลางยกแก้วทรงสูงน้ำสีชมพูมีลูกเชอร์รี่ตรงกลางรวดเดียวหมดไปครึ่งแก้ว “มันมาได้ยังไง” หญิงสาวเอ่ยถามเพราะเธอยังไม่ได้สั่ง

   “แค่เดินเข้าร้านเขาจะรู้ถึงความต้องการของเรา” เฮย์ดินอธิบายลงมือทานอาหารแต่มองโมลินดุๆ เมื่อมีอีกแก้วเป็นน้ำสีขาวหม่นปากแก้วมีเกลือสีฟ้าโรยตกแต่งด้วยมะนาวแว่น  หญิงสาวยิ้มพรายยกขึ้นดื่มทันที

    “แก้วสุดท้ายแล้วนะ” เฮย์ดินเอ่ยแค่นั้นก่อนจะรีบกิน กลัวเธอจะดื่มมากไปกว่านี้ หญิงสาวหัวเราะคิกคัก พลางคิดไว้คืนนี้จะชวนเลซออกมา

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น