มังกรน้อย อยู่ชั้นประถมแล้วนะ!

ตอนที่ 9 : 8. ดาราพราย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    18 พ.ค. 62

ดาราพราย
 
เอิร์ดมานน์  อิสเมเนอเป็นมังกรปฐพี มังกรที่ได้ชื่อว่ามังกรแห่งความรู้ด้วยสั่งสมความรอบรู้ในหลายศาสตร์เอาไว้ ตระกูลอิสเมเนอของเอิร์ดมานน์เป็นราชครูแห่งราชสำนัก เขาจึงถูกอบรมสั่งสอนมาอย่างเข้มงวด กิริยามารยาททุกอย่างต้องเรียบร้อยงดงามไม่มีที่ติ เช้าวันนี้ก็เช่นกันหลังท่านแม่ส่งเขาที่หน้าโรงเรียนแล้ว เอิร์ดมานน์ก้าวเดินไปสู่ห้องเรียนโดยมิได้เสียกิริยาเลยสักนิด กระทั่งการเลื่อนเก้าอี้ก่อนนั่งลงก็เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกอบรมมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน เขาได้ยินเสียงใครบางคนในห้องพูดว่า ตรงตามเวลาเดิมกระทั่งองศาของเก้าอี้ยังไม่ผิดไปสักองศาเดียว แต่เสียงนั้นก็เงียบลงทันทีก่อนที่เออร์วิงจะหันเก้าอี้มาเผชิญหน้ากับเขาพร้อมกล่าวอรุณสวัสดิ์เช่นทุกครา
 
หลังเรื่องวุ่นวายในโรงเรียนจบลงดูเหมือนบางเรื่องจะไม่ได้จบลงด้วย ไม่ว่าเจ้ามังกรวารีที่เคยแสดงท่าเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเขาเพื่อปกป้องเขาในตอนที่ยังวุ่นวายหรือเพื่ออะไรก็ตาม หากนั่นทำให้เพื่อนร่วมห้องมองเขากับเจ้ามังกรวารีนี่ต่างออกไป ยามเขาไปไหนมาไหนโดยมีเจ้ามังกรวารีนี้อยู่เคียงข้างก็มักได้รับสายตาคล้ายอิจฉาคนมีคู่ติดตามมาทั้งที่เขาก็ยังมีสหายอีกสี่คนอยู่ด้วยนะ
 
ในยามรับอาหารเที่ยงวันนี้เจ้ามังกรวารีผู้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็จ้องมองเขาด้วยดวงตาพราวระยับไม่ต่างจากดวงดาว เอิร์ดมานน์คิดว่าตัวเองพลาด...พลาดอย่างใหญ่หลวงสมัยเรียนอนุบาล แรกเริ่มก็แค่สนใจมังกรวารีที่ปกติไม่สนโลกยิ่งกว่าแรมซีย์ บางทีอยู่ตัวคนเดียวคุยกับกระบองเพชรของครูกริน บางทีก็นั่งวาดรูปเล่นอยู่คนเดียว ถ้าไม่มีใครไปชวนก็จะอยู่แบบนั้น เอิร์ดมานน์จึงเป็นฝ่ายเข้าหา แค่อยากจะหยอกเล่นเท่านั้น นึกไม่ถึงว่า จะก่อเป็นภาระผูกพันมาจนถึงตอนนี้
 
เอิร์ดมานน์คิดว่าตัวเองนั้นรอบคอบไม่เคยทำอะไรผิดพลาดก็มาพลาดเพราะเจ้าของดวงตาพราวระยับนั้น เพียงแค่เห็นมันงอนเขาเท่านั้นเอง เมื่อคนง่ายๆ เกิดงอนขึ้นมาเอิร์ดมานน์ก็ไม่รู้จะง้ออย่างไร ความรอบรู้ไม่ได้ช่วยอะไรสักนิด ยามครูกรินสะกิดเตือนยื่นความช่วยเหลือมา จนถึงตอนนี้เอิร์ดมานน์คิดว่าอะไรทำให้เขาทำลงไปเช่นนั้น ของแทนใจ ที่เออร์วิงใช้ตอกย้ำเขาอย่างไรนั่นราวกับสิ่งผูกมัดไปเสียแล้ว
 
ถึงจะคิดสะระตะเช่นนั้นเมื่อคาบบ่ายใกล้จะเริ่มด้วยการเข้าชุมนุมตามเผ่าพันธุ์ เอิร์ดมานน์ก็มิวายหันไปหาเจ้ามังกรวารีอยู่ดี
“เออร์วิง เวลาเข้าชุมนุมเคยคุยกับคนอื่นบ้างไหม”
 
เจ้ามังกรวารีแย้มรอยยิ้มจางๆ “คุยสิ ไม่ต้องห่วงฉันหรอกเอิร์ดมานน์”
 
“ใครห่วงนายกัน ฉันแค่สงสัยว่าเวลาเข้าชุมนุมนายได้เคยปริปากพูดอะไรนอกจากตอบรับเวลามีคนถามความเห็นบ้างไหม”
 
เออร์วิงหัวเราะหึ “ฉันไม่ได้ไปนั่งนิ่งฟังอย่างเดียวเหมือนมังกรปฐพีที่ไปเข้าชุมนุมเพื่อแยกย้ายไปหาหนังสือที่ตัวเองอยากอ่านหรอกน่า”
 
“สู่รู้!” เอิร์ดมานน์กระชากเสียงตอบ เขาถามด้วยความเป็นห่วงตอนนี้เลิกห่วงแล้ว ก่อนจะหันกายเดินแยกไปโดยไม่สนใจเจ้ามังกรวารีอีก
 
“เออร์วิงอย่าแกล้งเอิร์ดมานน์นักเลย” เฟรยาที่อยู่ข้างๆ เตือน แต่หางเธอกลับมองเห็นรอยยิ้มฉาบบนใบหน้าเรียบนิ่งนั้น
 
“เราไปกันเถอะเดี๋ยวจะสาย” เออร์วิงชวนก่อนจะก้าวเดินไปด้วยกัน ชุมนุมของมังกรวารีและมังกรพฤกษาไปทางเดียวกัน
 
สถานที่ชุมนุมของมังกรปฐพีคือห้องสมุด อันที่จริงเออร์วิงจะว่าเช่นนั้นคงไม่ผิด มังกรปฐพีเจอหน้ากันแทบไม่ทักทายก็แยกกันไป สิ่งที่ถามหรืออวดกันก็คงมีเพียงว่าอ่านหนังสือไปจำนวนเท่าใดหรือ มีหนังสือเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่น่าสนใจบ้างหรือไม่
 
เมื่อเป็นเช่นนี้นักเรียนที่เป็นกรรมการดูแลห้องสมุดจึงเป็นมังกรปฐพี เวลาชุมนุมกลายเป็นช่วงเวลาที่มังกรปฐพีมาช่วยกันจัดเรียงหนังสือที่รับคืนหรือหนังสือที่ถูกหยิบออกมาอ่านขึ้นชั้น แต่ก็ไม่มีใครบ่นเรื่องนี้ซ้ำยังคิดว่าดีที่อาจจะพบเจอหนังสือที่น่าสนใจจากหนังสือเหล่านั้น พอเด็กโตสุด ทาลล็อคผู้เป็นหัวหน้าชุมนุมเช็กชื่อทุกคนแล้วซึ่งก็ครบถ้วนดีทุกคน ดูเหมือนมังกรปฐพีจะไม่มีใครได้รับผลจากเรื่องวุ่นวายที่ผ่านมาเลย หลังพูดคุยกันเล็กน้อยแน่นอนว่าต้องมียกเรื่องยาเสน่ห์ขึ้นมาพูดเสร็จแล้วต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่
 
ด้วยความที่เป็นสุภาพบุรุษเอิร์ดมานน์จึงช่วยเด็กหญิงที่โตกว่าเข็นรถเข็นหนังสือแทน เมื่อเข็นหนังสือไปถึงชั้น ก็ช่วยกันเรียงหนังสือขึ้นชั้น
 
ขณะเรียงหนังสือขึ้นบนชั้น ไอลาก็ชวนเอิร์ดมานน์คุยเรื่องหนังสือไปด้วย
“ได้ยินว่าตอนเกิดเรื่องเอิร์ดมานน์ก็เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยหรือ”
 
เอิร์ดมานน์เลิกคิ้วก่อนหันไปมองหน้าเด็กหญิงที่โตกว่า ก่อนจะตอบรับ
“อืม เพื่อนที่ร่วมเรียนอนุบาลมาด้วยกันเป็นมังกรแห่งความมืดและมังกรวายุ ที่ดันรู้เรื่องเข้าก็เลยพยายามไปห้ามน่ะ”
 
“ได้ยินมาจากทาลล็อคว่า เอิร์ดมานน์กับสหายไปพบผอ.เพื่อให้ตามคนมาช่วย” ไอลากล่าวต่อ
 
เอิร์ดมานน์ระบายลมหายใจ ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่แรมซีย์หรือเวย์ราแล้วเขาเองก็จะเป็นหนึ่งในคนที่ถูกจับตามองด้วยสายตาหลายคู่นับจากนี้จนกว่าเรื่องจะเงียบสินะ
“ใช่ ผมกับสหาย...ถ้าพูดตามตรงคือ (ถูกลาก) ไปด้วยกันเพื่อขอให้ผอ.ตามครูที่สอนสมัยอนุบาลมาช่วย ครูน่าจะเหมาะสมที่สุด ทั้งเป็นผู้ปรุงยาและมังกรแห่งแสง”
 
ไอลาพยักหน้ารับ “เอิร์ดมานน์โชคดีจังที่ได้รับการสั่งสอนจากมังกรแห่งแสง”
 
เอิร์ดมานน์หันไปสบตาไอลา ตอนแรกเขายังไม่เข้าใจความหมาย ก็ครูกรินเปิดโรงเรียน พวกเขาไปเข้าเรียนมันแปลกตรงไหน หลังหยุดคิดไปพักหนึ่ง เอิร์ดมานน์ค่อยรำพึงออกมา
“...นั่นสินะ” ใช่สิ พวกเขาลืมนึกไป ที่โรงเรียนนี้ไม่มีมังกรแห่งแสงมาเข้าร่วมเลย สมัยเรียนอนุบาลก็ไม่มี เพราะมังกรแห่งแสงจะจัดการเป็นการภายในอยู่ในพงษ์พันธ์เท่านั้น ทั้งที่เคยได้ยินว่าในตระกูลลาเมียซีของครูกรินก็มีญาติผู้น้องครูที่อายุใกล้เคียงกับพวกเขาอยู่ ยังมิได้ถูกส่งมาเลย จะมีก็แต่มังกรน้อยเอรอสที่ถูกส่งมาให้อยู่ในสายตาครูกรินด้วยเหตุผลที่อาจจะมากกว่าที่ครูกรินบอก ปกติมังกรแห่งแสงค่อนข้างเก็บตัวมักอยู่รวมกันในที่ของตน
 
“แล้วก็...เอิร์ดมานน์มีคนที่ชอบแล้วใช่ไหมล่ะ” ไอลาถามต่อ
 
“หา?” คราวนี้เอิร์ดมานน์ร้องเสียงหลง ก่อนจะหันซ้ายหันขวาว่าเขาเผลอส่งเสียงดังหรือเปล่า ทำไมจึงวกมาเรื่องนี้ได้เล่า
 
“ไม่ใช่หรือคนที่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ น่ะ” คราวนี้เป็นไอลาที่เอียงคอด้วยความสงสัย
 
“ไม่ใช่นะ ไม่ใช่...” เอิร์ดมานน์พยายามเบาเสียงตัวเองเพื่อปฏิเสธ
 
“อ้าว ไม่ใช่หรืองั้นไอลาคงเข้าใจผิดไปเอง”
 
“จะเป็นเช่นนั้นได้ไงล่ะ ที่ไปมาด้วยกันก็สหายที่เรียนอนุบาลมาด้วยกันทั้งนั้น อีกอย่างนะ...ฉันยังเด็กอยู่เลยนะไอลา”
 
“ไม่เกี่ยวว่าเด็กหรือผู้ใหญ่หรอก ไอลาว่าการได้เจอคนที่ชอบตั้งแต่เล็กก็ดีนะ”
 
“ทำไมล่ะ ไม่คิดว่าพอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะเปลี่ยนใจหรือเพิ่มโอกาสให้ตัวเองไปเจอคนอื่นบ้างหรือ”
 
“ไอลาว่า ได้เจอคนที่ถูกใจตั้งแต่เล็กแล้วก็ไม่คิดจะต้องไปมองหาใครอีกแล้วล่ะ”
 
“ฉันไม่คิดแบบนั้นนะ ฉันไม่ค่อยแน่ใจว่าโตขึ้นแล้วมันจะยังเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า เวลาผ่านไปอะไรก็เปลี่ยนไปนี่นา”
 
“แต่บางอย่างก็เปลี่ยนไม่ได้หรอกเอิร์ดมานน์ บางเรื่องไม่มีทางเปลี่ยน...”
 
คำพูดของไอลาทำให้เอิร์ดมานน์นึกถึงแรมซีย์ขึ้นมา แรมซีย์พูดเสมอว่าจะอดทนจนโตเป็นผู้ใหญ่แล้วไปขอครูกริน แรมซีย์ไม่เคยคิดเป็นอื่นเลยสักนิดยังคงมุ่งมั่นเช่นนั้นอยู่ เอิร์ดมานน์ก็อยากทราบว่าในอนาคตที่พวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่ แรมซีย์จะยังยืนยันคำเดิมหรือไม่นะ
 
หลังเอิร์ดมานน์ออกจากชุมนุมของมังกรปฐพีก็ตรงกลับห้องเรียน เมื่อมาถึงหน้าห้องเสียงเพลงจากในห้องทำให้เขาชะงักอยู่ตรงนั้น มือที่เอื้อมไปเปิดประตูก็ถูกยกค้างไว้เช่นนั้น
 
เอิร์ดมานน์จำได้ว่านั่นเป็นเสียงของมังกรวารีคู่กรณีของเขา เออร์วิงเคยร้องเพลงให้ฟังออกจะบ่อย
 
เมื่อความรักเพรียกหา
เธอนั้นอยู่ที่ใด
ผู้ที่ฉันฝากดวงใจไว้
อย่าหลีกหนีฉันเลย
ฉันนำรักมาให้
ด้วยความสัตย์จริง
 
เมื่อเสียงเพลงหยุดลงเอิร์ดมานน์ตัดสินใจเปิดประตูห้องเข้าไป แสงอ่อนๆ ยามบ่ายสาดส่องหน้าต่างเข้ามาอาบไล้เจ้ามังกรวารีที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างเพียงลำพังให้ดูแปลกตา แต่เสียใจด้วยนะเอิร์ดมานน์คิด เขาไม่เคลิบเคลิ้มไปกับรูปลักษณ์เหล่านี้หรอก อยู่กับครูกรินมา 2 ปี มีภูมิคุ้มกันดีเยี่ยม
 
“นายยืนอยู่หน้าห้องตั้งนานทำไมไม่เข้ามาเล่า” เออร์วิงหันมาทักเอิร์ดมานน์ด้วยรอยยิ้มอ่อนจาง
 
“ไม่อยากขัดจังหวะ” เอิร์ดมานน์ตอบสั้นๆ เมื่อก้าวเข้ามาในห้องแล้วไม่พบเพื่อนร่วมห้องคนอื่นเลย
 
“ตอนกลับมาฉันผ่านชุมนุมของมังกรพฤกษา เห็นพวกเขาปลูกต้นไม้ใส่กระถางใบเล็กใบน้อยแล้วก็อดนึกถึงไม่ได้เลยเอิร์ดมานน์ สิ่งเดียวที่ฉันนึกเสียดายที่เลื่อนชั้นมาอยู่ประถม ที่นี่ไม่มีกระบองเพชรเลยสักต้น คิดถึงกระบองเพชรของครูกรินจังเลย"
 
กระบองเพชรที่เป็นจุดเริ่มต้นของพวกเขาทั้งคู่
 
------------------------
 
ออร์เฟอุสส่งยิ้มให้มารดาหลังถูกดึงไปกอด เป็นรอยยิ้มที่เขาเต็มใจมอบให้ หากพอมองไปยังบิดาที่ยืนอยู่อีกทางรอยยิ้มนั้นก็หายวับไปราวไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
 
วิเรยาส์แองกุสต์เรียกภรรยาพร้อมกับส่งสายตาอันเป็นสัญญาณว่า เขาจะขอคุยกับบุตรชายตามลำพัง วิเรยาส์กอดบุตรชายอีกครั้งก่อนจะก้าวออกจากห้อง ทิ้งบุตรชายคนโตไว้กับสามี
 
หลังประตูห้องรับรองปิดลง ออร์เฟอุสก็ไม่ใส่ใจอะไรอีกเขาก้าวไปนั่งลงยังโซฟาหรูหรา ก่อนจะหันกลับไปสบตาบิดา
 ท่านพ่อมีสิ่งใดอยากจะกล่าวเป็นการส่วนตัวหรือ จึงได้ให้ท่านแม่ออกไปออร์เฟอุสกล่าวด้วยสีหน้าเรียบนิ่งอย่างคุ้นชินกับการกระทำของบิดา
 
แองกุสต์ เอเรบุสพิจารณาบุตรชายก่อนจะกล่าว
เจ้าไปเยือนปราสาทบวร์กเฮาเซ่นบ่อยแค่ใดกัน ออร์เฟอุส
 
ออร์เฟอุสมิได้แปลกใจนักกับคำถามนั้น เขามิได้ตอบเพราะบิดาคงไม่อยากได้คำตอบจากปากเขา ออร์เฟอุสเดาว่าบิดาคงจะนึกตำหนิเขาอยู่ในใจที่สอนไม่จำเสียที คำเดิมที่ถูกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผู้พิทักษ์เช่นเขาไม่ควรรับใครเข้ามาอยู่ในหัวใจ
 
หากแองกุสต์ก้าวมานั่งลงยังโซฟาฝั่งตรงข้ามบุตรชาย เขาระบายลมหายใจยาวก่อนจึงกล่าวออกมา
บางที...คงห้ามไม่ได้แล้วกระมัง ครั้งนั้นก็ได้พบ ตั้งแต่เมื่อนานมาแล้วแองกุสต์มองหน้าบุตรชายที่แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง แล้วกล่าวอย่างเลื่อนลอย
คงเพราะคนเบื้องบนกำหนดมาให้เป็นเช่นนี้
 
ท่านหมายความเช่นไร ท่านพ่อ?” ออร์เฟอุสยังคงไม่เข้าใจความหมายของบิดา เคยพบ? ก่อนหน้าจะได้พบกับวิคเตอร์ยังปราสาทบวร์กเฮาเซ่น ซึ่งเขาเป็นฝ่ายสนใจเมื่อได้ยินคำร่ำลือจากเนฟฟ์เขาเคยพบวิคเตอร์ที่ใดกัน หากเคยพบคงมิอาจลืมเลือนได้หรอก...
 
แองกุสต์ก็มิได้ตอบคำถามบุตรชาย ประโยคต่อมายิ่งเพิ่มเชื้อความสงสัยให้ออร์เฟอุสหนักขึ้นอีก
อีกฝ่ายเป็นหลานชายของออกุสต์ คงยากจะละสายตา ตอนเด็กก็เหมือนออกุสต์อยู่มากแล้ว
 
ออกุสต์? ผู้ใดกัน?” เมื่อได้ยินคำเอ่ยเรียกนาม ยิ่งเพิ่มความสงสัยให้ออร์เฟอุส
 
นี่ลูกไม่ทราบนามเขาหรือ ออกุสต์ กรินญาสามีของอิซิเนียอย่างไร
 
ออร์เฟอุสค่อยร้องอ้อก่อนจะย้อนถามแล้วท่านรู้จัก?”
 
รู้จักดีเลยล่ะ รู้จักผ่านอิซิเนียนั่นแหละแองกุสต์ตอบบุตรชายเขาเป็นมังกรที่น่านับถือ
 
ออร์เฟอุสแทบไม่เชื่อหู ที่บิดาเขาที่เป็นมังกรแห่งความมืดบอกว่ามังกรขาวนั้นน่านับถือ
ว่าแต่ท่านเคยเจอวิคเตอร์ด้วยหรือออร์เฟอุสถามความสงสัยแรกออกไป
 
เคยสิ ตั้งแต่ยังเด็กอยู่เลยแองกุสต์เพ่งมองบุตรชายด้วยความสงสัยนี่ลูกจำไม่ได้หรือ
 
จำอะไร?” ออร์เฟอุสยิ่งงุนงงยิ่งขึ้น
 
หรือตอนนั้นจะฟาดแรงไป ก็ที่ผาเอื้อมตะวันแองกุสต์เสริม
 
ออร์เฟอุสครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ไล่เรียงจำได้ว่าจู่ๆ ท่านมาปรากฎตัว จากนั้นก็สลบไปพอตื่นมาก็ปวดหัวไปหมด แล้วถูกท่านบังคับเขียนจดหมายขอโทษให้เลดี้ลาเมียซี แต่เดี๋ยวก่อน!!?” พอเขาเริ่มนึกอะไรได้เขาก็เบิกตามองบิดาที่นั่งอยู่ตรงหน้าก่อนจะโพล่งออกมา
ท่านบอกว่า ข้าพบเจอวิคเตอร์ เด็กคนนั้นคือวิคเตอร์?”
 
แองกุสต์มองบุตรชายที่เพิ่งระลึกขึ้นได้ จึงตอกย้ำความจริงลงไปอีก
ที่ตรงนั้น...ผาเอื้อมตะวันเป็นของมังกรแห่งแสง...ของลาเมียซี
 
ออร์เฟอุสจำได้เพียงว่าหลังจากนั้นบิดาพูดเกี่ยวกับหลานชายชายของลาเมียซี ซึ่งมิได้สลักสำคัญอันใดนัก ก่อนที่บิดาจะก้าวออกจากห้องไป อาจจะเป็นเพราะออร์เฟอุสมัวแต่ทบทวนสิ่งที่เขาเพิ่งนึกขึ้นมาได้
 
ยิ่งได้รับคำยืนยันจากบิดาเช่นนั้น ออร์เฟอุสจึงปะติดปะต่อความทรงจำเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว ความทรงจำอันรางเลือน...
 
--------------------
 
ออร์เฟอุสมิได้สนใจในวันเทศกาลซาวอิน เขาทราบว่าบางครอบครัวก็คล้ายวันรวมญาติที่จะได้พบหน้ากัน หากออร์เฟอุสอยู่ในคฤหาสน์เอเรบุสกับเหล่าน้องชายที่เพิ่งจะได้มาอยู่ร่วมกันตอนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถึงจะเคยห่างเหินแต่ความเป็นพี่น้องก็ดึงมันให้ใกล้เข้า เขามิได้มีอคติกับน้องๆ เช่นที่เขามีกับบิดา ไม่ยากหรอกที่เขาจะให้ความสนิทสนมกับน้อง ในขณะที่บิดาและมารดาเขาแยกไปอยู่ที่ปราสาทเก่าของเอเรบุส แต่สำหรับบ้านของเขาวันซาวอินมิใช่วันรวมญาติ และเหล่าน้องชายก็ต่างไปเยี่ยมเยือนบ้านของภรรยาและว่าที่ภรรยากัน ส่วนตัวเขาผู้โดดเดี่ยวจึงได้โอบกอดพาสตรีผู้หนึ่ง (?) ไปหาที่ดีๆ
 
มังกรแห่งความมืดจำได้ว่าเขาเคยบินผ่านเห็นยอดผาสูงลิบ เขาคาดว่าหากเป็นยามราตรีคงเหมือนประหนึ่งจะเอื้อมคว้าดาวมาได้กระมัง ออร์เฟอุสร่อนลงที่ยอดผานั้นแล้วแปลงร่างเป็นมนุษย์ จากนั้นจึงเรียกเอ่ยเรียกสตรีอย่างอ่อนหวานเมื่อนำเธอออกมาจากความว่างเปล่า
 
“...ยูริดิซี
 
เสียงของสตรีดังขึ้นโดยตรงในหัวของออร์เฟอุส คล้ายกับว่าเธอเพิ่งจะตื่นจากภวังค์
หืม? ที่นี่เองหรือที่เจ้าบอกว่าจะพาข้ามา
 
ใช่แล้วล่ะ งามหรือไม่ออร์เฟอุสเอ่ยตอบประคองเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม
 
งาม... เจ้าคงไม่ได้พาข้ามาเพื่อชมอย่างเดียวใช่หรือไม่เธอเอ่ยหยอกล้อ
 
แน่นอน...เช่นที่เจ้าเคยบอก สตรีเป็นดั่งเครื่องดนตรีที่จะเปล่งเสียงได้ไพเราะที่สุดเมื่อได้บรรเลงโดยบุรุษที่คู่ควรออร์เฟอุสเองก็ตอบโต้ไปไม่แพ้กัน
 
ทำให้ข้าเปล่งเสียงสิ...ออร์เฟอุสยูริดิซีเอ่ยคล้ายท้าทาย
 
ดยุคแห่งบวร์กเฮาเซ่นผู้สูงศักดิ์แหงนหน้ามองดาราพร่างพรายบนท้องฟ้าก่อนนั่งลงพร้อมประคองพิณยูริดิซีวางบนตัก เขาสูดลมหายใจเข้ากรีดนิ้วไปบนสายพิณ ยูริดีซีเปล่งเสียงออกเป็นท่วงทำนองตามที่ออร์เฟอุสบรรจงเล่น
 
ยามที่ใกล้เล่นจวนจะจบนั้น ยูริดิซีบอกกับออร์เฟอุสว่า
ดูสิ ผู้ชมของเจ้ามานั่นแล้ว...
 
คราแรกออร์เฟอุสคิดว่าเหลวไหลเขามิได้ยินเสียงฝีเท้าเลยสักนิด หากเขาก็ยังเหลียวหลังไปก็พบเด็กชายผู้หนึ่งก้าวเข้ามาใกล้เกือบจะถึงตัวเขา แต่เหตุใดเขาจึงไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
 
ออร์เฟอุสเลิกคิ้ว พิจารณาเด็กชายที่ก้าวมายืนด้านข้างเขา และน่าจะมองเขาอย่างประหลาดใจเช่นเดียวกัน แต่เขามองไม่เห็นสายตาของเด็กชายหรอก คงเพราะกระแสลมบนนี้แรง เด็กชายจึงได้สวมเสื้อคลุมซ้ำยังดึงฮู้ดปิดหน้าปิดตาไปกว่าครึ่ง เมื่อออร์เฟอุสเล่นจนจบเพลงเขาจึงหันไปพยักหน้าให้เด็กชายพร้อมกับกล่าวชวน
นั่งสิ
 
เด็กชายจึงได้นั่งลงด้านข้าง ออร์เฟอุสไม่แน่ใจอายุของเด็กชายนัก แต่คะเนจากความสูงน่าจะราวๆ 10-12 ขวบปีได้
 
ออร์เฟอุสจึงเริ่มบรรเลงเพลงต่อไป พอเล่นไปได้ไม่นานเขาก็ชะงักพร้อมกับบ่นตัวเอง
อา บ้าจริงข้าลืมโน้ต!
 
เด็กชายที่นั่งฟังอยู่จึงท่องโน้ตออกมาเป็นทำนองสูงต่ำ ออร์เฟอุสจึงเล่นตามที่เด็กชายบอก เสียงของเด็กชายใสกังวานคล้ายระฆังแก้วชั้นดี จนเขาอดพูดตามที่คิดออกมาไม่ได้
เจ้าน่าจะร้องเพลงได้ไพเราะนะ
 
เด็กชายส่ายหน้าผมไม่ร้องเพลงแล้วล่ะ
 
คำตอบนั้นชวนให้สงสัย แต่ออร์เฟอุสก็ยั้งตัวเองว่าอย่าถามอะไรละลาบละล้วงเช่นนั้น เขาจึงเลี่ยงไปถามอย่างอื่นแทนเจ้าเล่นพิณเป็นหรือ
 
เปล่าครับ มารดาเล่นฮาร์ฟจึงทราบ
 
มังกรแห่งความมืดพยักหน้ารับเป็นเช่นนั้นเอง... เดิมทีข้าคิดว่าจะมานั่งเล่นแต่ผู้เดียวกับยูริดิซี
ออร์เฟอุสลูบไปบนพิณสีทองอย่างทะนุถนอมพิณตัวนี้นามว่ายูริดิซี เธอก็เหมือน...สตรีผู้หนึ่ง
ฉันดูแลเธอเหมือนสุภาพสตรี เป็นเหมือนสหายสนิท
 
เด็กชายมองมายังยูริดิซี แล้วเอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ
เอ๋? ชื่อยูริดิซีสินะ เธอพูดว่า คุณน่ะน่าสงสารที่ต้องอยู่คนเดียว แถมยังไม่ยอมเปิดรับใครอีก ทั้งที่เธอยอมให้คุณมีคนอื่นแล้วเด็กชายพูดทวนสิ่งที่ได้ยินแต่ดูท่าเขาจะไม่เข้าใจความหมาย
 
ครานี้เป็นออร์เฟอุสที่ประหลาดใจ
เจ้าได้ยินเสียงของยูริดิซีด้วยหรือ
 
ได้ยินครับเด็กชายตอบอย่างชัดเจน
 
ออร์เฟอุสจ้องมองเด็กชายตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
ข้าเพิ่งเคยพบ...ผู้ที่ได้ยินเสียงยูริดิซี ท่านพ่อ...ผู้ที่ให้พิณข้ามายังไม่เคยได้ยินเสียงเธอเลย
 
ท่านดยุคหัวเราะหึ ก่อนจะตัดพ้อตัวเองเบาๆยอมให้ข้ามีคนอื่นหรือ? ข้าจะมีใครได้กัน? คนเช่นข้านี่นะ
 
เมื่อเห็นเด็กชายนั่งนิ่ง ดูท่าจะยังจับต้นชนปลายไม่ถูกออร์เฟอุสจึงตัดบท พร้อมส่งยิ้มให้
ขอโทษทีนะ ข้าคงเผลอพูดอะไรที่เข้าใจยากไป ข้ามาที่นี่เพื่อหาที่นั่งเล่นแท้ๆ จะวกกลับไปพูดเรื่องนั้นทำไมกันนะ
 
ออร์เฟอุสจึงบอกว่าเขาขอเล่นพิณต่อก็แล้วกัน เมื่อเด็กชายผงกศีรษะรับ ออร์เฟอุสจึงหรี่ตาลงกรีดนิ้วบนสายพิณพร้อมกับเอื้อนเอ่ยบทกวี
 
ขอสัมผัสจากนิ้วเธอให้สั่นสะเทือนสายชีวิตข้า
แล้วบรรเลงดนตรีของเราสอง
 
หือ ยูริดิซีบอกว่าคุณทะลึ่ง?” เด็กชายกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เจือความสงสัย
 
ออร์เฟอุสชะงักมือที่กำลังดีดพิณ เขายกมือขึ้นใช้หลังมือปาดจมูกแก้เขิน
ข้ามิได้ตั้งใจกล่าวส่อความหมายเช่นนั้นต่อหน้าเด็กเสียหน่อยออร์เฟอุสพึมพำบอกยูริดิซีที่ทักขึ้นเช่นนั้น
 
ออร์เฟอุสยืดตัวขึ้นเต็มความสูง สูดลมหายใจเข้าแล้วกล่าวออกมา
ดึกมากแล้วข้าไปก่อนดีกว่า แล้วค่อยพบกันใหม่มังกรน้อย
 
มังกรแห่งความมืดเก็บพิณไว้ในความว่างเปล่า คืนร่างเป็นมังกรเกล็ดสีรัตติกาลแล้วทะยานออกไปบนท้องฟ้าราวกับแหวกว่ายกลางแม่น้ำแห่งดวงดาวนั้น
 
คืนนี้ดวงดาวในใจของออร์เฟอุสสุกสกาวยิ่งกว่าที่เคย
 
(จบตอนที่ 8) Day 8 STAR
#INKTOBER2018 #FICTOBER #DrachenGrundschule #DrachenKindergärten #มังกรน้อย
 
Talk :
 
ขออภัยที่ตอนนี้ช้าค่ะ พอสอบเสร็จเมื่อวันอาทิตย์แล้วหมดแรงค่ะ
เรานี่เปิดเพลงปริศนาฟังเพื่อบิวท์อารมณ์เขียนตอนนี้เลยนะ (ฮา)


เรื่องกระบองเพชรแสนรักต้นนั้น มันมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ตอนเรียนอนุบาลค่ะ พอเด็กสองคนนี้แต่งงานกันครูกรินเลยมอบให้เป็นของขวัญแต่งงาน (ฮา) ให้รักอึด อดทน ยาวนานเหมือนกระบองเพชรที่เลี้ยงยากค่ะ จากต้นเล็กๆ ที่วางไว้ในห้องพอเด็กๆ โต กระบองเพชรก็โตขึ้นเช่นกัน
 
จากที่แง้มไว้ตอนพิเศษวันฮัลโลวีนสองคนนี้เคยเจอกันครั้งแรกตอนกรินยังเด็กอยู่เลย จริงๆ กรินยังไม่เต็ม 10 ขวบเลย ท่านดยุคหลอกเด็กมากค่ะตอนนั้น แซวอยู่ว่าเป็นหมีหรือมังกร
 
เอาจริงๆ ยูริดิซีก็ชอบใช้คำพูดกำกวมกับท่านดยุคเหมือนกันนะ ถ้าเธอมีร่างจริงๆ คงเป็นสาวสวยที่ชอบพูดจาลุ่นๆ
 

ป.ล. ตอนพิเศษวันพ่อจะมาคืนนี้ค่ะ ขอเรียบเรียงแปป


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น