มังกรน้อย อยู่ชั้นประถมแล้วนะ!

ตอนที่ 8 : 7. เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    19 เม.ย. 62

เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า 
 
แรมซีย์รู้สึกหมดแรง...จากวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการเคี่ยวกรำของท่านลุงเอเรบุสอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเมื่อมาถึงโรงเรียนในเช้านี้ วางกระเป๋าลากเก้าอี้ออกมานั่งได้เขาก็ฟุบลงกับโต๊ะ ทำเอาสหายที่เหลือมองตากันว่าเกิดอะไรขึ้นกับแรมซีย์
 
เวย์ราเห็นท่าทางหมดแรงของแรมซีย์แล้วจึงหันไปหาสหายคนอื่นๆ ก่อนจะกลับมาที่แรมซีย์อีกครั้ง
“แรมซีย์...จะนั่งอยู่ตรงนั้นก็ได้ แต่ช่วยฟังด้วยล่ะ”
 
แรมซีย์ยกมือขึ้นโบกเป็นสัญญาณว่ารับทราบแล้ว
 
“ผอ.มอราเลสตัดสินให้ลงทัณฑ์บนทั้งพอล พีท แล้วก็โพ แต่พีทกับโพโดนหนักกว่าจึงโดนควบคุมความประพฤติ ต้องร่วมกิจกรรมตามคำสั่งโรงเรียน” เวย์ราบอกเล่าให้เหล่าสหายฟัง เขามองแรมซีย์อีกครั้ง ลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกมา
“แต่นาย...แรมซีย์ ระวังตัวเอาไว้หน่อยก็ดี พีทกับโพคงจะเขม่นนายพอดู”
 
แรมซีย์ได้ยินดังนั้นจึงเหยียดกายขึ้นนั่งหลังตรงก่อนหันไปหาเวย์รา รอยยิ้มที่มุมปากนั้นทำเอาอดีตลูกศิษย์ของครูกรินอดนึกถึงใครอีกคนไปไม่ได้นอกจากท่านดยุค
 
แรมซีย์กล่าวออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“อย่าห่วงฉันเลยเวย์ราท่านลุงเอเรบุสสั่งสอนมาว่า ผู้ยิ่งใหญ่มินำพาความเห็นของเศษธุลี”
 
คำพูดนั้นทำเอาลูกมังกรมองตากัน มังกรแห่งความมืดนี่มันสมกับเป็นมังกรแห่งความมืดเหลือเกิน
 
“แต่นายควรห่วงตัวเองมากกว่าเวย์รา พีทคงมองว่านายทรยศชุมนุมของมังกรวายุบ้างไม่มากก็น้อย” แรมซีย์เตือน
 
เวย์ราสะดุ้งด้วยเพิ่งนึกขึ้นได้
 
แรมซีย์จึงกล่าวต่อ “หากไม่ต้องกังวลไปหรอกเพราะอย่างไร ชุมนุมมังกรวายุก็ใช้ห้องเดียวกับชุมนุมมังกรแห่งความมืด ฉันว่าต่อจากนี้พอลคงไม่ปล่อยให้พวกนายทำอะไรแผลงๆ อย่างแอบฟังพวกเราหรืออะไรอีก”
 
เวย์ราคิดว่า พีทไม่ต้องหวาดกลัวมังกรแห่งความมืดทั้งชุมนุมหรอก แค่แรมซีย์คนเดียวก็เหลือเกินแล้ว ถ้าพีทได้ทราบว่าใครที่สั่งสอนแรมซีย์มา และแรมซีย์เป็นอะไร หากเวย์ราก็คิดเลยเถิดว่า อย่างท่านดยุคคงไม่มาเยือนที่โรงเรียนประถมแห่งนี้หรอก
 
เออร์วิงเป็นผู้ตั้งข้อสังเกต ว่าวันนี้แรมซีย์ดูแปลกไปกว่าทุกครา
“เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหรือ”
 
แรมซีย์ยิ้มจางๆ ให้ “มากมาย...จนเกินจะรับเลยล่ะ”
 
เอิร์ดมานน์คิดเชื่อมโยงไปกับท่าทางเหน็ดเหนื่อยของแรมซีย์
“ท่านลุงของนายอบรมอะไรมาอีกหรือแรมซีย์”
 
แรมซีย์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น กลับเปลี่ยนเรื่องไป
“เย็นนี้ฉันจะไปปราสาทบวร์กเฮาเซ่นจะไปหาญาญ่า ใครจะไปด้วยกันบ้าง?”
 
--------------------------
 
หลังเหตุวุ่นวายภายในโรงเรียนจบลง หากภายในครอบครัวของแรมซีย์มิได้จบลงกลับเป็นจุดเริ่มต้น
 
ท่านพ่อและท่านแม่ของเขาได้รับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยจดหมายแจ้งจากทางโรงเรียน รวมถึงจดหมายจากทางญาญ่าด้วย ท่านพ่อ ท่านแม่ของเขามิได้ว่ากล่าวอะไร ท่านพ่อเพียงตักเตือนให้ระวังตัว บางเรื่องควรพึ่งผู้ใหญ่บ้าง ท่านแม่เสริมอีกว่า ถ้าหากบอกครูแล้วนิ่งเฉยให้มาบอกแม่ แม่จะจัดการให้ ตอนแรกแรมซีย์ก็ไม่เข้าใจนัก
 
สิ่งที่ตามมาหลังจากที่ท่านลุงเอเรบุสทราบเรื่อง...จากองค์ชายตามรายงานของญาญ่า ท่านลุงพาท่านป้ามาที่คฤหาสน์บาคเฮาเซ่น จากนั้นก็เรียกแรมซีย์เข้าไปหา ท่านลุงใช้ดวงตาสีทองจ้องมองเขา กุมมือน้อยทั้งสองของเขาไว้
“แรมซีย์เอ๋ย หลานไม่น่าต้องลำบาก หลานแค่สั่ง สั่งการคำเดียวทุกอย่างจะจบลง”
 
แรมซีย์คิดว่านั่นควรจะเป็นสิ่งที่ท่านดยุค บุตรชายของท่านลุงมิใช่หรือที่จะมีอำนาจเช่นนั้น เขาเหลือบมองท่านแม่ ท่านก็ส่งสายตาบอกเขาว่า ให้เฉยเสีย
 
แรมซีย์จึงนิ่งฟังท่านลุงพูดต่อ
“เซลี่คงไม่เคยบอกหลาน ว่าหลานสั่งคนของเอเรบุสให้จัดการได้ โดยที่หลานไม่ต้องเปลืองแรงเลย”
 
แองกุสต์  เอเรบุสหันไปหาสามีภรรยาบาคเฮาเซ่น ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ไปเตรียมตัวเสียแรมซีย์ ลุงจะพาหลานไปเปิดหูเปิดตาบ้าง”
 
แรมซีย์จึงก้าวไปหาท่านแม่ที่ลุกขึ้นยืนรอเขา แล้วจูงมือออกจากห้องรับรอง ท่านแม่พาเขาไปเปลี่ยนชุดสำหรับออกข้างนอกไปพลางก็อธิบายเขาไปพลาง
 
“แรมซีย์ลูกรัก...แม่ไม่อยากให้ลูกเป็นเหมือนออร์ฟี่” แรมซีย์พยักหน้าเข้าใจ เขาเห็นทุกท่าทางการกระทำของญาติผู้พี่ตัวเองมาตลอด 2 ปีที่อยู่โรงเรียนอนุบาล ที่ท่านดยุคไปตามเกี้ยวญาญ่า
 
“แม่ทราบว่าพี่เขยทิ้งคนไว้ให้ แม่ไม่เคยบอกลูกเพราะแม่อยากให้ลูกรู้จักพยายามด้วยตัวเองก่อน ท้ายที่สุดถ้าเกินกำลัง แม่ถึงได้บอกว่าแม่จะช่วยลูก และการใช้งานผู้อื่นมันไม่ใช่แค่สั่งก็จบ เราต้องรับผิดชอบคำสั่งของเราด้วยแรมซีย์” เลดี้อะเซเลียจูบหน้าผากบุตรชายก่อนพามาส่งให้พี่เขย
 
แล้วสุดสัปดาห์นั้นก็หมดไปกับการที่ท่านลุงพาแรมซีย์ไปอบรมสั่งสอนให้ทราบว่า ความสามารถของข้ารับใช้แห่งเอเรบุสเป็นอย่างไร ซึ่งการรับข้อมูลเหล่านั้นในคราเดียวก็กินแรงเด็กเกรดสองอย่างเขาไปมาก
 
--------------------------
 
เย็นวันนั้นแรมซีย์และสหายกลับไปยังโรงเรียนอนุบาลของพวกเขา กรินญาที่อุ้มเอรอสอยู่เห็นอดีตลูกศิษย์มาก็ฝากฝังคุณครูท่านอื่นให้ดูแลเด็กที่รอผู้ปกครองมารับก่อนจะปลีกตัวมาหากับรูบี้
 
แรมซีย์เงยหน้าใช้ดวงตาสีทองกลมโตสบตาครูญาญ่า
“ครูญาญ่าขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมครับ”
 
กรินญาเห็นท่าทางแรมซีย์แล้วจึงส่งเอรอสที่อุ้มอยู่ให้กับรูบี้ จากนั้นจึงเดินนำแรมซีย์ห่างออกมา เขาย่อตัวลงเพื่อให้อยู่ระดับเดียวกัน
 
“มีอะไรหรือครับ แรมซีย์?” กรินญาเอ่ยถามด้วยเดาว่าจากเรื่องก่อนหน้านี้เจ้าตัวคงมีระแคะระคายถึงบางอย่างบ้างแล้วตามที่ท่านดยุคได้กล่าวไว้
 
แรมซีย์ก้าวเข้าไปหาครูญาญ่าที่เขารักสุดหัวใจ ยกสองแขนขึ้นโอบรอบคอแน่น แรมซีย์คลายอ้อมแขนออกก่อนกล่าว
“ท่านลุง ท่านลุงน่ะ พาผมไปรู้จักกับข้ารับใช้ของเอเรบุสมากมาย... บอกเล่าว่าพวกเขาทำอะไรได้ และสอนให้ผมออกคำสั่งพวกเขา... ผม...” แรมซีย์พรั่งพรูสิ่งที่ได้รับรู้มาให้กรินญาฟัง
 
“ตอนยังเล็ก เล็กกว่าเธอตอนนี้ครูทราบว่า ครูมีข้ารับใช้อยู่รอบตัว แค่กระหายน้ำ ไม่ต้องเปิดปากสั่ง น้ำก็มาถึงปากแล้ว แต่ไม่ใช่อย่างนั้นบิดา-มารดาครูไม่ได้สอนให้เป็นเช่นนั้น” กรินญาเข้าใจดีเขาลูบศีรษะเด็กน้อย
 
“แล้วก็นะแรมซีย์ถึงเธอจะมีข้ารับใช้เป็นแขนขาแทนเธอแต่จงจำไว้ เธอเป็นสมองของพวกเขา ข้ารับใช้จะทำตามที่เราสั่ง ในขณะเดียวกันเราก็ต้องมอง วิเคราะห์และตัดสินใจในการออกคำสั่งให้ดี มันไม่มีสิ่งใดง่ายดายหรอก เธอมีอำนาจแต่ใช่จะส่งคนไปทำตามอำเภอใจโดยไม่สนใจผลที่ตามมา  ชีวิตพวกเขาอยู่ในมือเธอ”
 
“ผมเข้าใจ ท่านแม่ก็สอนแบบเดียวกัน ถ้าท่านลุงสอนแบบเดียวกับครูญาญ่าก็ดีสิ ท่านลุงสอนเสียผมกลัว...ครูคงไม่ทราบว่าท่านลุงน่ะน่ากลัวแค่ใด”
 
“ครูทราบ ถ้าเป็นท่านผู้นั้นแล้วละก็”
 
“เอ๋? ครูญาญ่าเคยพบท่านลุงด้วยหรือ?”
 
“เคยครับ ตอนยังเด็กแต่โตกว่าเธอในตอนนี้ ได้พบทั้งท่านแองกุสต์ และออร์เฟอุสพร้อมกันนั่นแหละ”
 
วิคเตอร์มาระลึกได้หลังจากที่ท่านดยุคมาพบเขาที่ปราสาทบวรก์เฮาเซ่นอยู่พักใหญ่ๆ ตอนนั้นเขาค่อนข้างระแวง...ยิ่งท่านดยุคประกาศว่ารู้จัก มังกรไร้สี ถึงจะเป็นเอเรบุสผู้มีพระคุณในอดีต การประกาศว่าอยากได้หัวใจเขานั้นมันเกินจะเชื่อ เชื่อว่าไม่คิดร้ายต่อเขา...ต่อกรินญา
 
คนที่สะกิดเตือนให้เขาจดจำได้คือซาสเกียนั่นเอง เพราะซาสเกียติดตามเขามาเนิ่นนานแล้ว
 
กรินญาอุ้มแรมซีย์ขึ้น
“ถ้าเธอตัวโตกว่านี้ฉันคงอุ้มไม่ถนัดนัก”
 
แรมซีย์โอบแขนรอบคอครูญาญ่าอิงศีรษะซบบ่าก่อนจะเปรยขึ้น
“ทีอุ้มครูรูบี้ยังได้เลย”
 
กรินญาได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะเบาๆ
“อันนั้นมันต่างกันนิดหน่อย”
 
กรินญาเดินกลับมาหาอดีตลูกศิษย์คนอื่นๆ แล้ววางแรมซีย์ลง ก่อนจะส่งเด็กๆ ให้กับเลดี้อะเซเลีย
 
----------------------------
 
ออร์เฟอุสในวันนี้ต้องเปลี่ยนการแต่งกายจากเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นดีมาสวมเสื้อผ้าฝ้ายที่ถูกทำให้มันดูไม่ใหม่เกินไปนัก พอหันไปมองคนข้างกายที่เคยสวมใส่ชุดตามแบบของชาวสีขาวต้องมาใส่ชุดตามสมัยนิยมของอาณาจักรมังกรที่ดูกลางเก่ากลางใหม่ เพิ่มเติมด้วยแว่นสีชาเพื่อปกปิดดวงตา ซึ่งออร์เฟอุสพอเข้าใจดวงตาคู่นั้นโดดเด่นเกินไป
 
หลังวิคเตอร์นำออร์เฟอุสก้าวลงจากรถม้ารับจ้าง ถนนสายนั้นเป็นย่านการค้าธรรมดาที่ดูไม่มีอะไรพิเศษนัก วิคเตอร์ก็เป็นฝ่ายก้าวนำท่านดยุคเข้าไปยังตรอกเล็กอย่างคุ้นเคย หลังเดินไปตามทาง เลี้ยวทางนั้น ออกทางนี้ ออร์เฟอุสก็อดทึ่งไม่ได้ว่าด้านในนั้นมีลานการค้าและตลาดที่ราวกับยกย่านการค้ากลางเมืองหลวงมาย่อส่วน เมื่อเดินผ่านแผงขายของแค่เหลือบมองก็พอเข้าใจกับคำว่าตลาดใต้ดิน ของบางอย่างไม่อาจขายได้อย่างเปิดเผยนัก ก้ำกึ่งระหว่างผิดและไม่ผิดกฎหมาย
 
วิคเตอร์เหลียวหลังมองผู้ที่ตามมา ว่ายังทิ้งระยะห่างไม่มากนัก ก็นำไปยังแหล่งที่ตั้งร้านหนังสือเก่าตามที่ได้รับคำแนะนำมา มองดูเผินๆ ทั้งแถบนั้นมีร้านหนังสือมือสองและร้านหนังสือเก่าเรียงรายกันอยู่ วิคเตอร์เข้าไปสอบถามกับเจ้าของร้านหนึ่ง ออร์เฟอุสจึงมองไปยังหนังสือที่อัดแน่นกันอยู่บนชั้น ขนาดหนังสือที่แสดงบนหน้าร้านนะ ถ้าข้างในจะขนาดไหนกันเชียว
 
“เล่มนี้น่ะหรือ” เจ้าของร้านก้มลงอ่านชื่อหนังสือในกระดาษแผ่นเล็กที่วิคเตอร์ยื่นให้ดู “ที่ร้านนี้หมดนานแล้วล่ะ หนังสือเก่าและหายาก” แล้วเจ้าของร้านจึงชี้ให้วิคเตอร์ไปถามเอาจากอีกร้าน
 
วิคเตอร์และออร์เฟอุสเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ซึ่งมักจะได้คำตอบว่าไม่มี หายาก บางร้านบอกว่าวางมัดจำไว้แล้วจะหามาให้ด้วยจำนวนเงินที่สูง
 
อันที่จริงตำราปรุงยาเล่มนั้นสอดอยู่ในกระเป๋าเสื้อนอกของออร์เฟอุส พวกเขามิได้ต้องการตำราเล่มนั้นแต่อยากเสาะหาที่มา
 
จนร้านหนึ่ง มังกรเฒ่าเจ้าของร้านหยักยิ้มมองออร์เฟอุส
“มังกรแห่งความมืดใช่ไหม?”
 
ออร์เฟอุสพยักหน้ารับแกนๆ ไม่ได้สนใจมารยาทมากนัก
 
“ได้ยินมาว่าตำราเล่มนั้นสร้างปัญหาขึ้นน่ะ จะมาโด่งดังเอาตอนนี้คงไม่แปลกแต่มันคงหายากหน่อย เพิ่งมีคนมาถามหาไปอยู่ ถ้ายัยนั่นรู้ว่ามีคนสนใจขนาดนี้คงดีใจ”
วิคเตอร์ดูให้ความสนใจ “ที่จริงก็ใช่ที่สนใจเพราะเกิดเรื่อง แต่ที่ผมอยากรู้มากกว่า คุณรู้จักผู้เขียนตำราเล่มนั้นหรือ”
 
“แค่คนฝากขายหนังสือคนหนึ่ง ไม่ได้จดจำมากนักหรอก แต่ที่จำได้เพราะใช้วิธีขายขาด แล้วกระจายไปหลายร้านในย่านนี้ มีคนซื้อไปบ้าง มีคนกลับมาขายบ้าง นานมากแล้ว”
 
“ผมสังเกตว่าร้านคุณขายตำราเรียนเก่า คุณคิดว่าผู้เขียนนั้น...”
 
เจ้าของร้านหัวเราะเบาๆ
“พวกไร้สังกัดที่หัดปรุงยาเอง อาจจะเคยมาซื้อตำราที่ร้านนี้ก็ได้ แต่โทษทีข้าคงจำไม่ได้”
 
“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณสำหรับคำตอบ” วิคเตอร์หย่อนเหรียญทองเป็นค่าตอบคำถามใส่กระเป๋าเสื้อชายคนนั้นก่อนเดินออกจากร้าน เขาหันไปหาออร์เฟอุสเอ่ยเสียงเบา
“ข้อสันนิษฐานผมตรงกับที่เจ้าของร้านหนังสือว่า คงตามตัวยากจริงๆ”
 
ระหว่างก้าวเดินไปด้วยกันวิคเตอร์ถ้าขึ้น “คุณจะดูอะไรเพิ่มเติมไหม”
 
อันที่จริงมีหลายสิ่งดูน่าสนใจไม่น้อย เขาเข้าใจแล้วว่าที่เคยสั่งข้ารับใช้ให้หาของหายากนั้นได้มาจากที่นี่นั่นเอง พอได้มาเห็นด้วยตาตนเองก็รู้สึกไม่เลว
“ไม่ล่ะ ข้ารู้จักที่นี่แล้วคงไม่ยากหากจะมาเอง”
 
วิคเตอร์เอ่ยขึ้นมาลอยๆ “ถ้าจะกรุณาไม่พังร้านเขาเสียก่อน”
 
“เจ้ามองข้าเช่นไรกัน หืม?”
 
วิคเตอร์มิได้ต่อล้อต่อเถียงต่อ เขาหันไปแจ้งอีกฝ่ายว่า “เราไปนั่งพักที่ร้านนั้นก็แล้วกัน” วิคเตอร์ชี้ไปที่ร้านน้ำชาเล็กๆ ข้างทาง
 
ออร์เฟอุสผงกศีรษะรับแล้วก้าวขึ้นเดินเคียงกันไป
 
วิคเตอร์ผลักประตูไม้กรุกระจกเข้าไป กระดิ่งที่แขวนอยู่ด้านบนส่งเสียงกรุ๋งกริ๋ง หญิงชราที่นั่งถักไหมพรมอยู่ในร้านส่งเสียงเชื้อเชิญให้นั่ง ก่อนหญิงที่อายุน้อยกว่าก้าวออกมารับรายการ
 
วิคเตอร์และออร์เฟอุสนั่งลงที่โต๊ะทางด้านหนึ่ง พวกเขาสั่งชาร้อนหนึ่งกากับของว่างเล็กน้อย เมื่อน้ำชาร้อนถูกรินใส่ถ้วยกระเบื้องและเลื่อนมาตรงหน้า กรุ่นกลิ่นอายของชาร้อนไม่ได้ทำให้ออเฟรอุสแสดงท่าทางใดออกมา แม้จะไม่ใช่ชาชั้นดีแต่ก็ไม่เลวนัก วิคเตอร์ยังเลื่อนจานของว่างมาให้อีก
 
“ผมเล่าให้ฟังแล้วศิษย์ของสำนักปรุงยาจะได้รับการบันทึกชื่อเอาไว้ซึ่งผมได้ตรวจสอบจากสำนักต่างๆ ทั้งในอาณาจักรมังกร และอาณาจักรสีขาวแล้วไม่พบ” วิคเตอร์กล่าวหลังยกชาขึ้นจิบ
 
“สำหรับสำนักปรุงยาในอาณาจักรสีขาวข้าไม่แปลกใจ หากสำนักปรุงยาในอาณาจักรมังกรนั้นมีการติดต่อกับเจ้าด้วยหรือ” ออร์เฟอุสถามในข้อสงสัย
 
วิคเตอร์ยิ้มจางๆ “สำนักของกรินญาได้รับเชิญมาเป็นประจำครับ ผมหมายถึงตั้งแต่รุ่นก่อนหน้าท่านอาจารย์ หลังจากเรื่องนั้นเงียบไปพักใหญ่ และเริ่มมีการจัดประชุมของสำนักปรุงยากันระหว่างฝั่งสีขาวและสีดำ ทางอาณาจักรมังกรเองจึงจัดด้วยเช่นกันแล้วเชิญกรินญามาร่วมด้วย
ทุกปีจะมีการเสนอชื่อเพื่อเลื่อนระดับของบุคลากรและศิษย์ในสำนัก ท่านอาจารย์เข้าร่วมจนท่านประกาศปิดสำนัก
ทางฝั่งมนุษย์จะมีการตกลงล่วงหน้าว่าจะจัดที่ใดระหว่างสีขาวหรือสีดำ หลังจากปิดสำนักกรินญาไป ก็เพิ่มเป็นสำนักใหม่ของศิษย์เอกที่แยกกันไปตั้งใหม่ 3 ที่”
 
“แปลว่าหลังจากนั้นเจ้าคงไม่ได้เข้าร่วม”
 
“ผมได้รับเชิญในฐานะแขกกิตติมศักดิ์ทุกปีหลังจากนั้นครับ”
 
ออร์เฟอุสรับทราบข้อมูลนั้นก่อนจะถามออกมา
“ถ้าไม่ใช่ศิษย์ของสำนัก แล้วหมายถึง”
 
“ผู้ที่หัดปรุงยาด้วยตนเอง ไร้สังกัดครับ บางสำนักอาจจะรับทดสอบความสามารถเพื่อจัดระดับให้เพื่อการยอมรับในสาธารณะ แต่ผู้นี้ไร้นามที่บันทึก”
 
“เช่นนั้นคงเป็นผู้ปรุงยาเถื่อน เจ้าเห็นว่าอย่างไร?” ออร์เฟอุสเคานิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ
 
“ตามที่มายากครับ ผมลองตามจากคนขายหนังสือเพราะอาจจะมีบันทึกหรือจดจำที่มาของคนผู้นั้นได้บ้าง แต่ดูท่าจะเลือนราง”  วิคเตอร์ตอบตามความจริง
 
หญิงชรานั่งอยู่ไม่ห่างมองทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มอยู่หลายครา จนอดจะเปรยขึ้นมาไม่ได้
“พวกเจ้าเป็นมังกรแห่งความมืดและมังกรขาวสินะ เห็นแบบนี้แล้วคิดถึงจังเลย ย่าทวดเคยเล่าให้ยายฟังล่ะ”
 
“คุณยายอย่ารบกวนลูกค้านะ” หญิงเจ้าของร้านกล่าวเตือนมาจากด้านใน
 
“ไม่เป็นไรครับ” ออร์เฟอุสรู้สึกสนใจเรื่องราวของหญิงชรา “ข้าอยากฟัง ท่านยายเล่าให้ฟังได้ไหมครับ”
 
หญิงชราวางไหมพรมลงบนตักนางระบายรอยยิ้ม จ้องมองบุรุษทั้งสองตรงหน้าด้วยดวงตาฝ้าฟาง แต่ภาพจากเรื่องราวที่เคยได้ยินมายังคงแจ่มชัด
 
“คุณย่าทวดเล่าให้ฟังจากบันทึกเก่า เก่ามาก...ผู้เขียนนามว่า เดซี่ น่าจะเป็นบรรพบุรุษของข้า และเคยเป็นสาวใช้ในคฤหาสน์มังกรขาวหลังใหญ่แห่งหนึ่ง ตอนนั้นเดซี่ยังอายุน้อย รับใช้นายหญิงผู้อารีของนางในคฤหาสน์หลังนั้น รวมถึงเฝ้ามองมังกรแห่งความมืดแวะเวียนมาพบนายหญิงผู้งดงาม เดซี่เขียนเอาไว้ว่ามังกรแห่งความมืดรักนายหญิงมาก มากเหลือเกิน...”
 
“งั้นหรือครับ” ออร์เฟอุสระบายรอยยิ้มโดยมิได้หันมองผู้ที่นั่งตรงข้าม
 
“แต่ยายจำตอนจบไม่ค่อยได้ มันนานมาแล้ว คงไม่ทำให้น่าเบื่อใช่ไหม” หญิงชราจบเรื่องเล่าลงด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า หากในดวงตากลับมีแววของความเศร้า
 
นิทานจบลง น้ำชาก็หมดเช่นกัน พวกเขาชำระเงินก่อนออกจากร้านมา วิคเตอร์ส่งท่านดยุคขึ้นรถม้าที่มารับตามเวลานัดหมายไปแล้ว มังกรผมทองเกือบขาวตาสีฟ้าก้าวเข้ามาอยู่ในคลองสายตา
 
“อยู่ตรงนี้ครับคุณชายน้อย” บลูเมนรายงานตัว
 
วิคเตอร์ออกคำสั่งกับบลูเมนโดยมิได้หันไปมอง “ตามเขาไป ให้แน่ใจว่าเขาไม่หวนกลับมา”
 
“ครับ” บลูเมนรับคำ ก่อนค้อมศีรษะให้
 
กรินญาหันกายก้าวไปในทิศตรงข้ามเขากลับไปที่ร้านน้ำชานั้น
 
หญิงชราก้มหน้าก้มตาถักไหมพรมอยู่เมื่อได้ยินกระดิ่งที่ประตูดังอีกครั้ง นางเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นร่างที่คุ้นตา “อ้าว เจ้าเองหรือ ลืมอะไรไว้กัน?”
 
วิคเตอร์ก้าวมานั่งลงหน้าหญิงชรา
“คุณยายเป็นมังกรขาว มีชื่อสกุลว่า เบลลิสใช่ไหมครับ”
 
“ใช่! ใช่! เจ้าทราบ…”
 
วิคเตอร์ขยับแว่นลงให้หญิงชราเห็นดวงตา
 
หญิงชราโผเข้าหา แม้ดวงตาจะฝ้าฟางแต่ประกายในดวงตาตรงหน้านางยังมองเห็น นางยกมือขึ้นประคองใบหน้าของมังกรหนุ่มตรงหน้า “อา...ใช่ มีจริงๆ ในบันทึกเขียนว่า นายหญิงเป็นมังกรขาวที่งดงามมาก มีดวงตาสีรุ้ง”
 
“คุณยายทราบตอนจบจริงๆ ใช่ไหมครับ” วิคเตอร์ถามต่อ
 
“อืม เห็นสายตาที่เขามองเจ้าแล้วมิกล้าเล่า สงสารเหลือ” หญิงชราตอบด้วยเสียงเครือ
“เดซี่เขียนว่า หลังตาบอดคุณสโนว์ย้ายไปสีขาว เดซี่อายุยังน้อยนายหญิงจึงไม่ได้พาไปด้วย ให้อยู่รับใช้คฤหาสน์ต่อ แล้วเดซี่ก็ได้ยินข่าว...ว่านายหญิงรักชาวสีขาว แล้วเสียชีวิตลงที่นั่นไม่ได้กลับมาอีก เดซี่ทำงานที่คฤหาสน์จนชราจึงลาออกมา หลังจากนั้นไม่นานได้ข่าวว่า คฤหาสน์ถูกล่าล้าง ดีใจจังที่มาพบทายาทท่านอีก” 
 
“นามของผมคือ วิคเตอร์  กรินญาครับ ตอนนี้ในตระกูลเหลือผมคนเดียว” วิคเตอร์หยิบเอานามบัตรตนออกมาส่งให้ “นี่นามบัตรผม มีอะไรให้ช่วยติดต่อหาผมได้นะครับ ผมย้ายจากสีขาวกลับมาอยู่ที่นี่ และเป็นข้ารับใช้องค์ชายครับ”
 
หญิงชรารับนามบัตรสีขาวมาไว้ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างตื้นตัน “ยินดีที่ได้พบเหลือเกิน”
 
วิคเตอร์ยิ้มให้หญิงชราตรงหน้า “ผมก็ยินดีที่ได้พบผู้ที่รู้จักอดีตของผม”
 
กรินญาก้าวออกจากที่นั่น เมื่อถึงถนนใหญ่รถม้าก็เคลื่อนมารับกลับปราสาทบวร์กเฮาเซ่นทันที รถม้าเคลื่อนตัวออกหลังประตูปิดลง บนรถม้านั้น วิคเตอร์ดึงคนที่นั่งอยู่ก่อนเข้ามากอด
 
“แปลกจังนะซาสเกีย ที่ได้พบเจอคนที่รู้จักตระกูลของฉัน ตระกูลที่ครั้งหนึ่งเราปรารถนาให้ผู้คนลืมเลือนมันไป จนเหลือเพียงตำนานและคำเล่าขาน”
 
ซาสเกียกอดตอบ เขาเข้าใจว่าคุณชายน้อยคงดีใจไม่น้อยไม่เช่นนั้นคงไม่ย้อนกลับไปอีกครั้ง
 
“คุณยายที่ร้านนั้น เป็นลูกหลานของอดีตคนในคฤหาสน์กรินญาฝั่งนี้ รู้จักกับสโนว์...ที่อยู่ในเรื่องเล่าขาน” วิคเตอร์เรียบเรียงคำพูด เล่าให้ซาสเกียฟังอย่างระวัง
 
ซาสเกียพยักหน้ารับ คุณชายน้อยเคยเล่าให้ฟังเรื่องของมังกรที่รักมนุษย์ จากบันทึกของตระกูลกรินญา รักของมนุษย์และมังกรที่ไม่ได้จบลงด้วยดี ซาสเกียติดตามนายน้อยมานาน เติบโตมาด้วยกัน ได้รับการอบรมมาด้วยกัน ใช่ว่าซาสเกียจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณชายน้อยมิพึงใจต่อลูกมนุษย์ที่ใกล้ชิดคุณชายน้อยกว่าใคร เขาทราบดี ทราบมากกว่าท่านดยุค หากเป็นเขาจะมิอิจฉาหรอก ที่ตรงนี้ของเขาก็เป็นของเขา ระหว่างเขากับคุณชายน้อยนั้นเป็นเช่นเดียวกับที่หากมีแสงย่อมมีเงา
 
วิคเตอร์คลายอ้อมแขนออกจากซาสเกีย เขากลับมานั่งนิ่งจมดิ่งในห้วงความคิด วิคเตอร์ไม่เคยเล่าให้ซาสเกียฟังเช่นเคยเล่าให้ท่านดยุคฟัง ว่าตัวเขานั่นเองที่เคยเกิดเป็นสโนว์  กรินญา และตอนนี้เขาก็มีความทรงจำของสโนว์อยู่ครบถ้วน
 
สโนว์เลือกตายลงที่อาณาจักรสีขาว ใช้เลือด ใช้ชีวิต และพลังของตนสร้างอาณาเขตเอาไว้ เพื่อรองรับการอพยพของกริญญาในเวลาต่อมา พวกเขาคาดว่าความสามารถของตระกูลอาจจะเป็นภัย  แต่ไม่คาดว่าจะร้ายแรงถึงกับถูกล่าล้างในแผ่นดินเกิด
 
วิคเตอร์นึกถึงเดซี่  เบลลิสในความทรงจำของสโนว์เธอรักและเอ็นดูข้ารับใช้ผู้นั้น จากความทรงจำในอดีตที่วิคเตอร์ได้รับรู้ จะว่าเช่นนั้นคงไม่ผิด ในสายตาของเดซี่ที่เป็นสาวรุ่น คงเห็นมังกรแห่งความมืดผู้แวะเวียนมาหาสโนว์อยู่บ่อยครั้ง มังกรที่อยู่เคียงข้างสโนว์ในทุกยามแม้กระทั่งยามที่เธอตาบอด เป็นความรักที่โรแมนติก
 
มังกรแห่งความมืดลั่นวาจาไว้ จิตวิญญาณต่อจิตวิญญาณ จะตามรักทุกชาติไป
 
บางทีวิคเตอร์ไม่ควรสงสัยในรักนั้นเลย จนตอนนี้ควรจะแน่ใจได้แล้ว การกลับมาพบกันของเขาและออร์เฟอุสไม่น่าพิสมัยนัก เพียงเอ่ยคำว่ามังกรไร้สีก็ทำเอาเขาหวาดระแวง ถึงจะเป็นเอเรบุสผู้เคยช่วยเหลือไว้ ลูกหลานของผู้ให้ความช่วยเหลือจะกรุณาเช่นเดิมอีกหรือ
 
เวลาผ่านมาเนิ่นนาน ในตอนนี้เขาจดจำได้ว่า ระหว่างกันสิ่งซึ่งผูกเอาไว้ด้วยกันคือสิ่งใด คำมั่นที่เคยให้ไว้ เช่น ที่สโนว์กับโรสผูกกันมา ผลแห่งความผูกพันข้ามภพชาติ คำมั่นสัญญานั้นเหนียวแน่นเหลือ
 
ผู้เป็นมังกรแห่งความมืดมาถึง 3 ชาติ เช่นเดียวกับที่เขาเกิดเป็นกรินญาถึง 3 ครั้ง 3 ครา ใครบางคนบอกเขาเอาไว้ เรามักจะได้เกิดอยู่ไม่ไกลกับผู้ที่เรารักในชาติก่อน เช่นนั้นคงไม่ผิดหรอก
ในความทรงจำของสโนว์ ความรู้สึกที่เธอมีต่อมังกรแห่งความมืดอาจมิใช่ความรัก แต่เป็นสิ่งมีค่า
 
วิคเตอร์  กรินญาก้าวลงจากรถม้าก็พบว่าครูฝึกเซชส์มารออยู่แล้วที่หน้าทางขึ้นปราสาทบวร์กเฮาเซ่น
 
“วันนี้ครูมาเยือนคงมีเรื่องอะไรกระมัง” วิคเตอร์กล่าวทักครูฝึกของเขา
 
เซชส์มองซาสเกียบุตรชายของตนที่ก้าวลงมาติดๆ ก่อนจะหันกลับมาหาคุณชายน้อยแล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะอย่างเอ็นดู
 
ซาสเกียมองแผ่นหลังของบิดาและคุณชายน้อยที่ก้าวห่างออกไป ซาสเกียไม่รักคุณชายน้อยหรอก เขาไม่อยากเป็นเช่นบิดาของตน รักเขาข้างเดียวและทรมานอยู่ฝ่ายเดียว เป็นคนที่อยู่เคียงข้างคุณชายน้อยแบบนี้ยังดีเสียกว่า
 
“เก็บอาการหน่อยก็ดีนะ” บลูเมนทักก่อนจะก้าวมายืนอยู่ไม่ไกล “ในรถม้า...ฉันเห็น”
 
“ไม่มีเรื่องใดที่ฉันต้องละอาย บลูเมน” เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ซาสเกียไม่ละอายใจแม้แต่นิด
 
(จบตอนที่ 7) Day 7 EXHAUST
#INKTOBER2018 #FICTOBER #DrachenGrundschule #DrachenKindergärten #มังกรน้อย
 
Talk :
 
ตอนกรินบอกว่าอุ้มแรมซีย์ไม่ถนัด...เอาเข้าจริงนอกจากอุ้มรูบี้ กรินก็เคยอุ้มออร์เฟอุสมาแล้ว  ทีตอนอุ้มเข้าหอยังไหวอยู่เลยนะ (ฮา)
 
คำว่า exhaust พอใช้ในทางความรัก มีความรู้สึกว่ามันเป็นความรักลึกซึ้งมากค่ะ เหมือนความผูกพันหมดหัวใจที่เขามีต่อกันมา 3 ชาติ แง~ เขาได้สิทธิ์ที่จะรักค่ะ
 
ตย.  ตอนต่อไป ตอนที่ 8 ดาราพราย
ขอสัมผัสจากนิ้วเธอให้สั่นสะเทือนสายชีวิตข้า
แล้วบรรเลงดนตรีของเราสอง
ว่าแต่...ติดเรตหรือไม่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น