มังกรน้อย อยู่ชั้นประถมแล้วนะ! (จบ)

ตอนที่ 61 : 55. หลงใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    14 ก.ย. 63

55. หลงใจ
 
หลังเปลี่ยนห้องเรียนเสร็จนักเรียนร่วมห้องต่างเดินกลับห้องเดิมของพวกเขา ระหว่างเดินไปตามทางเดินเชื่อมอาคาร ผ่านสนามซึ่งเด็กชั้นโตกว่ากำลังใช้สนาม โดยไม่มีใครคาดถึงอันตรายในฉับพลันนั้นด้วยต่างกำลังเดินไปพลางพูดคุยกับเพื่อนร่วมชั้นไปพลาง
 
เอรอสผู้ถูกฝึกให้ระแวดระวังตัวย่อมสำเหนียกได้ถึงอันตรายยามลูกบอลพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในพริบตานั้นมังกรแห่งแสงรีบเข้าไปปัดป้องลูกบอลออกให้พ้นจากเพื่อนร่วมชั้นในทันที แต่ด้วยอารามตกใจและไม่ทันระวัง บางคนบางคนจึงผงะถอยหลังทันที เมื่อเป็นเช่นนั้นคนที่อยู่ด้านหลังจึงไปชนอีกคนและเมื่อคนหนึ่งเซ อีกคนก็ล้มลงทับกัน ดีที่โลรันท์ไวพอตัวจึงเข้าไปประคองคนที่กำลังจะล้มลงไว้ได้คนหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่เมเซอร์  เอเซอร์นั้นล้มลงไปกับพื้นแล้วถูกนักเรียนหญิงอีกคนเซมาทับ เอรอสจึงรีบพุ่งไปประคองคนที่ทับขึ้นก่อนย่อตัวลงถามอาการของเมซ
 
เด็กชายชั้นโตกว่าสองคนวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาเช่นกัน คนหนึ่งจึงชิงพูดก่อน แล้วลากเพื่อนให้ขอโทษตาม
“ขอโทษแทนเพื่อนฉันด้วยนะ เป็นอะไรบ้างหรือไม่”
 
เอรอสได้ยินแล้วจึงหันไปถามเมซทันที โลรันท์ก็เอ่ยปากถามเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ เช่นกัน ปรากฏว่าคนที่ล้มทับเมเซอร์ข้อเท้าแพลง
 
“เมซมึนหัวอยู่หน่อย คงเพราะโดนทับเมื่อครู่” เมเซอร์บอกตามตรงมือข้างหนึ่งกุมแน่นอยู่บนบ่าเอรอส
 
“งั้นไปห้องพยาบาลกันก่อน รันท์” เอรอสว่าพร้อมกับอุ้มเมซขึ้นในอ้อมแขนเรียกสายตาเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นไม่น้อย ด้วยความที่เอรอสดูเป็นเด็กตัวเล็กกว่าคนอื่น
 
ในขณะที่โลรันท์ตัวโตกว่าใคร อุ้มเพื่อนร่วมชั้นคนที่ขาแพลงขึ้นเช่นกัน
 
“หัวหน้าห้องฝากด้วยนะ” เอรอสหันไปบอกให้หัวหน้าห้องรับทราบไว้
 
นักเรียนชั้นโตกว่าเห็นเอรอสกับโลรันท์ต่างอุ้มเพื่อนร่วมชั้นแยกไปห้องพยาบาลจึงตามไปดูแลด้วยความสำนึกผิด อีกใจก็เกรงว่าเผื่อเจ้าเด็กตัวเล็กนี่จะอุ้มเพื่อนไปไม่ถึงห้องพยาบาล แต่จนแล้วจนรอด เอรอสก็อุ้มเมเซอร์ไปถึงห้องพยาบาลด้วยตัวเอง เมื่อถึงมือหมอแล้วเอรอสและโลรันท์จึงถอยออกมาห่าง ๆ
 
เด็กนักเรียนชั้นโตกว่าก็ยืนพิจารณาเอรอสและโลรันท์อยู่ข้าง ๆ คนที่เข้ามาขอโทษก็เปิดปากทักขึ้นในที่สุด
“มังกรแห่งแสงกับมังกรแห่งความมืด ฉันนึกออกแล้ว...เธอเป็นลาเมียซีสินะ”
 
เอรอสสบตาคนพูดด้วยดวงตาใสแจ๋วก่อนผงกศีรษะรับโดยไม่ตอบคำ
 
“ท่าตอนนายปัดลูกบอลน่ะยอดไปเลยนะ” เด็กคนนั้นยังกล่าวต่ออีก “งั้นฉันคงไม่แปลกใจแล้ว...” เด็กโตพยายามจะชวนคุย
 
เอรอสทำทีเป็นสนใจเพื่อนร่วมชั้นเขามากกว่าจึงตอบรับบ้างเป็นบางครั้ง ดีที่เมซขานเรียกเขากับโลรันท์ขึ้นมาเสียก่อน เอรอสจึงโล่งใจแล้วรีบส่งเสียงตอบรับก่อนก้าวเข้าไปหาเมซทันทีพร้อมดึงเอาโลรันท์เข้าไปด้วย
 
แรมซีย์  บาคเฮาเซ่นนั่นอยู่หลังโต๊ะทำงานในห้องสภานักเรียน มุมปากเขายกขึ้นมองไปยังมังกรแห่งตัวน้อย เป็นไปตามที่เอิร์ดมานน์ว่า อย่าได้ดูเบาเอรอสไปเชียวอย่างไรนี่ก็เป็น ลาเมียซี ผู้หนึ่ง
 
“ได้ยินมาว่าตอนนี้มีแต่คนอยากให้สมบัติประจำโรงเรียนอุ้ม” แรมซีย์เปรยขึ้นก่อนมองไปยังมังกรแห่งความมืดข้างกายเอรอส เขาไม่ได้เติมว่า เสียแต่ข้างกายสมบัติย่อมมีมังกรผู้เฝ้าสมบัติอย่างหวงแหน แถมยังน่ากลัวอีก...
 
“ฉันได้ยินมาเช่นกัน เอรอสเยี่ยมไปเลย” เคียฮีว่าก่อนหันไปพยักหน้าให้กับเฟรยาที่เห็นด้วยเช่นกัน
 
“หลายคนว่า เอรอสดูผิดจากที่เห็นภายนอกไปเยอะเลย” เฟรยายังคงเข้าไปลูบศีรษะมังกรน้อยด้วยความเอ็นดู
 
“แต่ก็มีบางส่วนหวังอยากให้นายเป็นลมจะได้เข้าไปอุ้ม” เวย์รากล่าวด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
 
เอิร์ดมานน์ได้ยินแล้วรู้สึกว่าช่างไร้สาระจริงเชียว เออร์วิงเองก็หรี่ตามองเงียบ ๆ โดยไม่ออกความเห็น
 
ส่วนผู้ถูกกล่าวถึงกลับส่ายหน้า
“ไม่เอาหรอก ให้ท่านพี่อุ้มคนเดียวพอ!” แต่เมื่อมีสายตาของเอลโมมองมา เอรอสจึงค่อย ๆ ไล่เรียง  “ออร์เฟรอีกคน...แล้วก็มี ซาสเกีย พ่อแม่ ครูรูบี้...” คิดแล้วก็มีไม่น้อย
 
แรมซีย์ได้ยินว่ามีชื่อของญาติผู้พี่เขาอยู่ด้วยก็พยายามมองข้ามจุดนี้ไป
“อย่าได้ห่วงเลยเอรอส หากนายเป็นอะไรคนแรกที่เข้าถึงตัว ย่อมเป็นโลรันท์อยู่แล้วละ” ใช่แล้ว...หากหวังจะได้อุ้มสมบัติประจำโรงเรียนอย่างเอรอสน่ะ ฝันไปเถิด...แค่ผ่านโลรันท์มาให้ได้ก่อน
 
“ครูกรินคิดถูกแล้วที่ให้โลรันท์มาเรียนด้วย” เวย์ราว่า คิดแล้วคิดอีกก็คงเป็นเช่นนั้น
 
พวกเขาเคยคุยกันอยู่ว่า การที่เอรอสซึ่งเป็นมังกรแห่งแสงตระกูลใหญ่ได้เข้ารับการศึกษาอบรมในโรงเรียนนี้ก็นับว่าไม่ธรรมดา เพียงแต่ไม่ทราบว่ามีเหตุใดเป็นพิเศษรวมถึงอาจจะไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษก็ได้ ครูกรินเองยังเติบโตมาจากอาณาจักรสีขาวเลย แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่มีเอ่ยปากถามแน่นอน
 
-----
 
ดวงจันทร์ขึ้นสู่ท้องฟ้าล่วงเลยมาจนวิคเตอร์ส่งลูกมังกรเข้านอนไปพร้อมกับรูบี้เรียบร้อยแล้ว ข้ารับใช้ก้าวเข้ามาเรียนให้เขาทราบว่า แขกประจำของปราสาทบวร์กเฮาเซ่นรออยู่ศาลารับลมด้านนอก จึงได้ก้าวไปตามทาง
 
คืนนี้แสงจันทร์กระจ่างทอแสงนุ่มนวลทอดลงมา ศาลาสีขาวจึงโดดเด่นท่ามกลางแสงจันทร์กลางแมกไม้ ยามวิคเตอร์ก้าวเข้าไปใกล้ ออร์เฟอุส  เอเรบุสผายมือไปยังที่นั่งฝั่งตรงข้าม วิคเตอร์จึงตรงไปนั่งที่ตรงนั้น ข้ารับใช้ผู้ยืนรออยู่เปิดไวน์แช่เย็นได้ที่ก่อนเสิร์ฟให้ผู้สูงศักดิ์และเจ้านายของพวกเขา
 
“ข้าได้ไวน์ดีมา ดื่มกับข้าเสียหน่อยเถิด” ออร์เฟอุสเอ่ยชวน
 
สำหรับวิคเตอร์คำชวนนั้นแลดูแกมบังคับเสียมาก มาถึงนี่แล้ว นั่งลงก็แล้วจะปฏิเสธได้หรือ เขาจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“คุณถึงได้จงใจมาเวลานี้ รอให้พวกเด็ก ๆ เข้านอนเสียก่อน”
 
“ย่อมเป็นเช่นนั้น” ออร์เฟอุสฉีกยิ้ม จับก้านแก้วไวน์ขึ้นแกว่งเบา ๆ ชมสีสันสวยงามของไวน์ ยกขึ้นสูดกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ก่อนจิบเข้าไปครู่หนึ่งจึงเปิดปากชม
 
วิคเตอร์ทอดสายตามองอีกฝ่ายก่อนยกขึ้นจิบบ้าง ตามปกติเวลาเช่นนี้หากผู้ร่วมดื่มเป็นแรมเซย์ เจ.ที. และเวอร์เนอร์ พวกเขาคงพูดคุยสัพเพเหระกันไป ถ้ามีเพียงแรมซีย์ก็คงจะร่วมต่อบทกวีอย่างสนุกสนาน ยามนึกถึงเรื่องราวในอดีตดวงตาเขาคล้ายมีประกายอ่อนลงพาให้คนตรงหน้าหัวใจอ่อนยวบ
 
“ท่านอาจารย์ของผมไม่เคยกล่าวให้ได้ยินเลยว่า มีท่านแองกุสต์เป็นสหายร่วมดื่ม ฟังแล้วช่างน่าเสียดายจริง” วิคเตอร์กล่าวออกมา
 
“ไม่มีสิ่งใดน่าเสียดายทั้งสิ้น กับท่านพ่อของข้าอยู่ให้ห่างได้มากเป็นดี” ยามได้ยินนามบิดาตนเองเขาก็รู้สึกเกรี้ยวกราดขึ้นเล็กน้อยจากที่อารมณ์ดีอยู่
 
วิคเตอร์ยกมือขึ้นวางบนหลังมือของออร์เฟอุส
“คุณไม่ต้องอารมณ์เสียหรอกครับ ที่จริงท่านแองกุสต์รักคุณมากนะครับ” วิคเตอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
 
ออร์เฟอุสส่งเสียงเฮอะในลำคอก่อนยกไวน์ขึ้นจิบอีก
“ข้าทราบ... แต่มันจะดีกว่านี้ในการเข้มงวดต่อบุตรชาย หากเขาจะมองข้าด้วยสายตาเช่นเดียวกับน้องชายของข้า” ใช่ว่าออร์เฟอุสจะไม่เข้าใจ ยามได้กลับบ้านของตน ได้พูดคุยอยู่ร่วมกับน้องชายเขาจึงได้สังเกตเห็น หากสิ่งที่หยั่งรากในใจเขาก็ส่วนหนึ่ง...ยากจะถอดถอนเสียแล้ว
 
วิคเตอร์เห็นสีหน้านั้นแล้วจึงยิ้มออกมาจาง ๆ
 
มังกรแห่งความมืดมองรอยยิ้มอันขับให้ใบหน้านั้นงามกระจ่างยิ่งขึ้น เขาหรี่ตาพลิกมือขึ้นเป็นฝ่ายกุมมือวิคเตอร์เอาไว้บ้าง
“ข้าอยากฟัง...เรื่องของเจ้าบ้าง...เรื่องใดก็ได้ เล่าให้ข้าฟังสิ ข้าจะได้รู้จักเจ้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น...”
 
วิคเตอร์มองมือที่กอบกุมมือเขาอยู่ก่อนเอ่ย
“ทิวากระจ่างจ้าด้วยใคร่รู้เห็น
ส่งดาวหนีกระเจิง*”
 
ออร์เฟอุสแย้มรอยยิ้มก่อนตอบ
“แสงสูรย์เผยทวารโลกให้ข้า
แสงรักสิเผยขุมทรัพย์แห่งมัน*”
 
“ตามที่คุณทราบ การต่อบทกวีมักเป็นการละเล่นฆ่าเวลาของผมและสหาย”
 
แม้วิคเตอร์จะไม่เอ่ยนาม ออร์เฟอุสก็ทราบว่ามังกรขาวลูกครึ่งหมายถึงผู้ใด เมื่อวิคเตอร์ยอมเปิดปากเล่าเขาก็มิอยากขัด ตั้งใจฟังพลางจิบไวน์ไปเรื่อย ๆ
 
ดวงจันทร์เคลื่อนไปกลางฟ้าแล้ว ใบหน้าของมังกรแห่งความมืดซับสีเลือดด้วยฤทธิ์เมรัย น้ำเสียงไม่กระจ่างดังเคย กระนั้นทุกคำที่เอ่ยออกมาล้วนชัดเจน
“ข้าผูกมัดตัวเองไว้กับหน้าที่
หากใจข้าเปี่ยมอิสระ
อิสระในการรับเอาใครผู้หนึ่งเข้ามา
ข้ายึดติดในเจ้า เพราะข้ารักเจ้า
แลข้าอยากให้เจ้ายึดติดในข้า เพราะเจ้ารักข้า”
 
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะด้นกวีสดด้วยเค้นสมองฝ่าฤทธิ์ไวน์มาจนหมดแล้ว สองตาจึงปรือลงจนปิด
 
“หากอยากพักผ่อนก็พักเถิดครับ คุณเหนื่อยมามากแล้ว” วิคเตอร์กล่าวด้วยความอ่อนโยน
 
ดยุคแห่งดราเค่นบวร์กฝืนเปิดเปลือกตาขึ้นเพ่งมองคนพูดด้วยแววตาหวานซึ้งไม่รู้ด้วยฤทธิ์เมรัยหรือฤทธิ์รัก
 
วิคเตอร์จึงถามขึ้นอีกคำ
“คุณจะค้างหรือจะกลับครับ”
 
“...กลับ...” ออร์เฟอุสยังตัดสินใจได้ในวินาทีนั้นก่อนจะปิดเปลือกตาลง
 
เมื่อนั่นเป็นคำตัดสินใจ วิคเตอร์เลื่อนแก้วไวน์ออกจากมืออีกฝ่ายให้เบามือที่สุดไม่ให้รบกวน ก่อนเรียกข้ารับใช้พาท่านดยุคไปส่งให้ผู้ติดตามจัดการ เขาสั่งข้ารับใช้ที่ยืนรอรับคำสั่งอีกสองสามคำ
 
ขวดไวน์ว่างเปล่าถูกเก็บไปแทนที่ด้วยไวน์ขวดใหม่ แก้วใช้แล้วของท่านดยุคถูกแทนด้วยแก้วใบใหม่
 
วิคเตอร์เอ่ยขึ้นมาโดยไม่ได้หันไป
“นั่งสิซาสเกีย ดื่มกับฉันหน่อยจะเป็นไร”
 
บุรุษผู้แฝงกายในเงาก้าวออกมาก่อนนั่งลงบนที่นั่งด้านข้างวิคเตอร์ ดวงตาสีสตาร์ลิ่งเกรย์ของซาสเกียทอดมองไปยังนายน้อยของเขา
 
วิคเตอร์ดูเข้าใจสายตานั้นได้กระจ่างแจ้ง เขารินไวน์ในแก้วใบใหม่ก่อนเลื่อนไปข้างมือซาสเกีย ก่อนรินเติมให้ตน
“ชิมดูเสียหน่อย ของดีเช่นนี้...” ไวน์ที่ท่านดยุคนำมายังเหลืออีกหลายขวด
 
ซาสเกียไม่ปฏิเสธก่อนจะยกไวน์ขึ้นลิ้มรส
“กล่าวอย่างไม่ละอายคือ ผมทราบดีว่าคุณชายน้อยคอแข็ง ดื่มกับท่านดยุคไปแล้ว ยังมาดื่มกับผมต่ออีกได้อย่างสบาย”
 
วิคเตอร์ยิ้มออกมา กิริยาท่านั่งยังคงสง่างามราวฤทธิ์ไวน์ไม่อาจกระทบกระเทือน
“ก็คงเป็นเช่นนั้น เมื่อก่อนท่านอาจารย์ถึงเป็นเพื่อนดื่มให้ท่านแองกุสต์” แม้ในความทรงจำของเขาจะไม่เห็นท่านอาจารย์ดื่ม หากผู้ฝึกฝนให้เขาดื่มได้ทนก็เป็นท่านอาจารย์
 
ซาสเกียได้รับมอบหมายให้อยู่เคียงข้างคุณชายน้อยของเขามานาน ได้เป็นเพื่อนดื่มของคุณชายน้อยตามแต่โอกาส
 
เราต่างก็รู้...
เหล้ามอมเรายากนัก...
ยิ่งเวลาเช่นนี้ต่างเป็นโอกาส...
ร่วมร่ำเมรัย พูดคุยโดยไร้ความเป็นนายบ่าว...
 
ทว่าซาสเกียทราบดีว่าเขามิได้เมามายเพราะไวน์ แต่เมาใจเพราะลุ่มหลง ขณะมองคนข้างกายก็พบว่าใบหน้างดงามของคุณชายน้อยเคลื่อนเข้ามาใกล้ มิหนำซ้ำแขนทั้งสองข้างยังรวบเอาตัวเขาเข้าไปกอดเอาไว้ หากไม่ใช่ว่าเคยชินต่อกิริยาเช่นนี้หัวใจเขาคงหยุดเต้นไปแล้ว วิคเตอร์เกยคางบนบ่าซาสเกีย ซาสเกียเองก็รีบฉวยโอกาสใกล้ชิดนี้โอบกอดอีกฝ่ายไว้เช่นกัน จมูกของเขาสูดกลิ่นกายอ่อนจางจนแทบไม่มีของอีกฝ่ายเข้าเต็มปอด
 
วิคเตอร์กล่าวอยู่ข้างหู
“ฉันอุ่นใจ เพราะมีเธออยู่เบื้องหลังเสมอ แต่ถ้าเธอจับคู่ คงไม่มีโอกาสได้กอดเธอแล้ว”
 
ซาสเกียจึงเอียงใบหน้าใช้ปลายจมูกคลอเคลียกับเส้นผมราวเส้นไหมของคุณชายน้อยกล่าวข้างหูอีกฝ่ายเช่นกัน
“ไม่เป็นไร หากเป็นคุณชายน้อยผมยินดีและไม่รู้สึกว่าต้องละอายต่อสิ่งใด”
 
“ไม่ดีต่อคู่ของเธอ...” วิคเตอร์ตอบ
 
“ผมหาคนมาเป็นคู่ แต่จะไม่หาคนรักครับ” ซาสเกียวางมือแนบแผ่นหลังของวิคเตอร์ บนตำแหน่งของหัวใจ “ผู้ที่เป็น เงา ของคุณชายน้อยแบบผม ไม่สมควรรักใคร ไม่ว่าจะเป็นใคร จะได้ไม่ต้องละอายใจ...”
 
“เธอกำลังจะดำเนินรอยตามครูเซชส์” วิคเตอร์ลดเสียงลงแทบเป็นกระซิบ
 
“เช่นนี้ดีที่สุดแล้ว หากเป็นไปได้ผมจะเลือกคนที่ยินดีไม่ผูกพันครับ” ซาสเกียตอบอีกฝ่าย “ถึงใครต่อใครจะบอกว่าผมควรมองเฟลอร์เป็นตัวเลือก แต่เธอเป็นยูนิคอร์น ผมเป็นมังกร...เธออุ้มท้องบุตรของมังกรไม่ได้หรอกครับ” มังกรสาวโตเต็มวัยในความดูแลของลาเมียซียินดีจับคู่ต่อมังกรผู้มีความปรารถนาร่วมกันมากมาย ไม่ว่าจะเพื่อการมีสัมพันธ์ชั่วครั้งคราวหรือเพื่อมีบุตรก็ตาม
 
“ทำไมจึงคิดว่าเป็นไปไม่ได้เล่า เฟลอร์คงเต็มใจอุ้มท้องลูกให้เธอ แล้วก็เทิดทูนเธอขนาดนั้น” วิคเตอร์คลายอ้อมแขนออกหันไปสบตาซาสเกีย
 
“ถึงไม่รักก็ยังให้เกียรติ ผมเกรงว่าเฟลอร์จะมีอันตรายครับ...” ซาสเกียตอบตามตรง
 
“อันที่จริงเธอก็กลัวเฟลอร์จะเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาสินะ ถึงได้ให้ยาคุมกำเนิดเธออย่างลับ ๆ” วิคเตอร์บีบไหล่ซาสเกียเบา ๆ เขาทราบว่าซาสเกียมีสัมพันธ์กับเฟลอร์มาพักใหญ่ เฟลอร์มองว่าซาสเกียเป็นผู้มีพระคุณ และยึดในตัวเขามากจนแทบจะมอบทั้งชีวิตให้
 
“ผมไม่แปลกใจที่คุณชายน้อยจะทราบเรื่องนี้หรอก” ซาสเกียเปรยขึ้นมาลอย ๆ เรื่องเขาแอบขอให้สหายปรุงยาคุมให้เขา
 
“ฉันไม่ทราบหรอกนะว่าระหว่างเธอกับเฟลอร์เป็นเช่นไร ฉันคงไม่อาจเข้าไปก้าวก่าย ฉันหวังแค่...” ท้ายประโยคนั้นหายไป เขาแนบฝ่ามือกับใบหน้าของซาสเกีย วิคเตอร์ทราบดีว่าเขาเป็นความสุขให้ซาสเกียไม่ได้
 
ซาสเกียใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมของวิคเตอร์ไปทัดไว้หลังใบหู ยิ้มออกมาจาง ๆ
“เฟลอร์ทราบดีครับ ผมบอกเธอว่า ผมไม่คิดจะรักใครเพราะหัวใจดวงนี้ถูกมอบให้ผู้อื่นแล้ว”
 
วิคเตอร์มองเข้าไปในดวงตาสีสตาร์ลิ่งเกรย์ ก่อนจะกอดซาสเกียอีกครั้ง แล้วกระซิบข้างหู
“มีเรื่องหนึ่งที่ฉันต้องบอกเธอ...ให้ทราบเอาไว้บ้าง” วิคเตอร์ตัดสินใจเล่าเรื่องเซฟิรอสให้ซาสเกียฟัง
“ฉันอยากบอก เพราะฉันเชื่อใจเธอ ฉันเคยให้นำของที่พบในห้องของซัลลิแวนไปส่งให้เขา ด้วยฉันเชื่ออีกครึ่งหนึ่งของวิญญาณตัวเอง”
 
วิคเตอร์ปล่อยซาสเกียให้เป็นอิสระ เขาพิจารณาสีหน้าที่พยายามกดให้นิ่งเรียบที่สุดของอีกฝ่ายแล้วกล่าว
“ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร หากเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ถึงตอนนั้นเมื่อไม่มีใครคุ้มครองเธอ หากอยู่ลาเมียซีไม่ได้จงไปหาเขา บอกเซฟิรอสว่าเธอเป็นเงาของฉัน เขาจะยินดีช่วยเหลือเธอเต็มที่”
 
แค่ซาสเกียทราบว่าคุณชายน้อยเป็นห่วงเขาก็มากเกินพอแล้ว
“มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากบอกให้คุณชายน้อยทราบเช่นกัน” รอยยิ้มแต้มบนมุมปากของซาสเกีย “สิ่งที่ผมวางไว้บนมือคุณชายน้อยเป็นของคุณเพียงคนเดียว ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมไม่เปลี่ยนใจนำไปให้ใครอื่น ความสุขของผมคือการได้อยู่เคียงข้างคุณ” ซาสเกียเติมคำที่วิคเตอร์ไม่กล้าเอ่ยออกมาเมื่อครู่
 
(จบตอนที่ 55) Day 24 (2019) DIZZY
#FICTOBER #DrachenGrundschule #DrachenKindergärten #มังกรน้อย
Talk:
 
รอบนี้ตั้งใจว่าจะเขียนไม่ให้เศร้าตามภาคแรกนะ น่าจะแค่อึน ๆ เขียนกรินกับซาสเกียทีไรก็อึนทุกที ซาสเกียเคยบอกไว้แล้วว่าวางหัวใจไว้ในมือกรินค่ะ (ตอนที่ 20)
 
ที่จริงเมื่อลงตอนก่อน เจ็บตาไปข้างน่าจะเป็นตากุ้งยิง ผ่านมา 2-3 วัน จนตัดสินใจนอนเร็วหลับให้เต็มอิ่มรู้สึกหายปวดไปพอควร คงเพราะก่อนหน้านอนดึกไปหลายวันเลยปรับเวลานอนใหม่
 
*,** จาก หิ่งห้อยของ คาริล  ยิบราล
 

เขียนไปฟังเพลง ลงใจ ของ Bowky Lion ไปด้วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น