มังกรน้อย อยู่ชั้นประถมแล้วนะ! (จบ)

ตอนที่ 60 : 54. เรื่องราวเก่าก่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 ก.ย. 63

54. เรื่องราวเก่าก่อน
 
อาจจะเป็นเพราะเรื่องราวคาใจจากเย็นเมื่อวาน ลูกมังกรต่างพร้อมใจกันมาถึงโรงเรียนแต่เช้าแล้วรอให้ทุกคนมาครบในห้องสภานักเรียน เว้นเสียแต่โลรันท์ มังกรแห่งความมืดไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจเรื่องราวเมื่อวาน เมื่อเอรอสต้องการมาโรงเรียนแต่เช้าเขาก็ทำตามที่อีกฝ่ายต้องการโดยไม่ได้โต้แย้งใด ๆ
 
เมื่ออารมณ์ไม่ยินดียินร้ายแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน มังกรแห่งความมืดอีกผู้หนึ่งในสภาฯ ก็สังเกตเห็นเช่นกัน แม้หลายคนมีท่าทีเกรงกลัวโลรันท์แต่แรมซีย์นั้นผ่านการเผชิญต่อคนของเอเรบุสมาก่อนทำให้ชินชาต่อสายตาของโลรันท์ ยิ่งไปกว่านั้นเขารู้ตัวดีว่าไม่ได้ทำสิ่งใดให้โลรันท์ไม่พอใจ นอกจากนี้เมื่อได้ฟังจากเอรอสแล้วเขาก็เห็นว่า มังกรแห่งความมืดผู้มีอายุมากกว่าใคร แต่อยู่ในสถานะของนังเรียนรุ่นน้องอย่างโลรันท์เลี้ยงง่ายอยู่ไม่น้อย เช่น โลรันท์นั้นชอบของหวาน โดยเฉพาะขนมที่สามารถเก็บไว้ได้นาน ที่มานั้นก็เป็นเพราะญาติผู้พี่เขานั่นแหละ ยิ่งได้ฟังอดีตของโลรันท์ผ่านปากของเอรอส แรมซีย์จึงเห็นว่าสายตาของโลรันท์นั้นยังไม่นับว่าเป็นอะไรได้ เรื่องราวที่เคยผ่านมาหล่อหลอมให้โลรันท์มีสายตาเช่นนี้
 
เสียงเอิร์ดมานน์กระแอมขึ้นเรียกให้แรมซีย์กวาดตาดูแล้วพบว่าสมาชิกทุกคนมาพร้อมหน้ากันครบแล้ว เขาจึงยกมือทั้งสองข้างขึ้นประสานกันบนโต๊ะ กล่าวเปิดการประชุมทันที
“เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ฉันว่าพวกเราทุกคนก็ได้รู้เห็นกันแล้ว...” แรมซีย์กล่าวขึ้นอย่างระวัง
 
“ถึงตอนนี้เคียฮีรู้สึกยังขนลุกอยู่เลย...” เคียฮีพูดขึ้นด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
 
“นั่นสิใครจะเชื่อ...” เฟรยากล่าวเว้นช่องว่างไว้ เธอเป็นคนยืนยัน...ยืนยันว่าที่เห็นคือสเปียร์ ด้วยเธอรู้จักดีกว่าใคร
 
แรมซีย์กวาดตาดูคนอื่น นอกจากเวย์ราคนที่ไม่เปลี่ยนสีหน้าก็มีเพียงเอลโมกับโลรันท์ที่ดูจะไม่รู้สึกใดกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เมื่อคิดจากคำบอกเตือนของเออร์วิงแรมซีย์ก็เห็นว่า ต่อให้ไม่รู้สึกคนบางจำพวกก็ไม่แสดงสีหน้าออกมาอยู่แล้ว
 
“แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็เห็นสมควรให้ยุติเรื่องนี้เสีย โดยจะขอความร่วมมือไปยังคณะครูและฝ่ายดูแลอาคารสถานที่ให้รัดกุมมากกว่านี้ โดยไม่บอกความจริงตามที่พวกเราเห็น”
 
ทุกคนต่างเห็นชัดเจนว่าแรมซีย์ไม่ได้อยากเอ่ยถึงสิ่งที่ได้พบเจอนั้นจึงไม่ระบุคำเรียก เอิร์ดมานน์เองก็ผงกศีรษะเห็นด้วยตามด้วยคนอื่น ๆ อีก โดยไม่รอให้เวย์ราเห็นด้วย แรมซีย์ก็กล่าวขึ้น
“เวย์ราขอร้องนายช่วยปล่อยข่าวผ่านทางมังกรวายุที เรื่องนี้นายถนัด”
 
“ใช่ ไม่มีใครเหมาะสมเท่าจริง ๆ” เฟรยาสำทับมา
 
เวย์ราเลิกคิ้วก่อนถาม
“แล้วจะให้ปล่อยข่าวว่า?”
 
“สเปียร์ เป็นสเปียร์หาใช่อะไรอื่น” แรมซีย์เคาะนิ้วกับหลังมือเขาเบา ๆ “ถึงจะดูน่าสงสารแต่มีความเป็นไปได้ จากนั้นรอให้ทุกคนจะค่อย ๆ เลิกสงสัยกันไปเอง”
 
เอิร์ดมานน์เข้าใจทันที
“ส่วนพวกครูกับฝ่ายดูแลอาคาร ถ้าบอกว่ามีเด็กนักเรียนโดดเรียนก็พอแล้วสินะ”
 
แรมซีย์พยักหน้าให้สหาย
 
เวย์รายกมือขึ้นวางที่คาง
“นั่นก็ได้อยู่หรอกนะ แต่พูดก็พูดเถอะ ฉันยังอยาก...” เขาจงใจเว้นคำสุดท้ายเอาไว้
 
ไม่รอให้เวย์ราพูดสิ่งที่เว้นไว้ เออร์วิงจึงพูดขึ้น
“ทุกที่ย่อมมีอะไรพวกนี้อยู่ โรงเรียนเราก็สร้างมานานแล้วเวย์รา ยิ่งส่วนภายในก็ยิ่งเก่าแก่ และแน่นอนว่าฉันไม่คิดว่านายที่ได้คะแนนเต็มวิชาประวัติศาสตร์จะต้องมารอถามพวกเรา”
 
เวย์ราส่ายหน้า
“เรื่องที่บันทึกไว้น่ะฉันรู้ แต่ที่อยากรู้น่ะเป็นพวกข่าวลือ เรื่องเล่าอะไรพวกนั้นมากกว่า...”
 
เอิร์ดมานน์ฟังแล้วก็กลอกตาใส่สหายทีหนึ่ง คนที่นิ่งฟังมาแต่ต้นอย่างเอลโมจึงกล่าวขึ้น
“ข่าวลือน่ะอาจจะไม่มีความจริงเลยก็ได้”
 
เวย์รายกสองมือขึ้นกอดอก เขาพยักหน้ารับ
“ใช่ แต่มันสนุกตรงมีทั้งจริงและไม่จริงปนกัน และส่วนมากจะไม่จริงเสียมากกว่า แต่ฉันว่าคนที่ทราบเรื่องนี้ดีที่สุดก็มีอยู่นะ” สายตาของมังกรวายุเหลือบมองไปยังสหาย
 
เอรอสเห็นแววตานั้นแล้วจึงเอ่ยขึ้น
“เวย์ราหมายถึงผอ.มอราเลสหรือครับ”
 
“นายต้องไปขอร้องเฟรยาให้ลองถามมาดูแล้วล่ะ” แรมซีย์สรุป “ประชุมจบลงเท่านี้...ที่เหลือเป็นเรื่องส่วนตัว”
 
จากนั้นทุกคนต่างพุ่งสายตาไปยังมังกรพฤกษา
 
เวย์ราแกยิ้มหวานทันที “เฟรยา”
 
แน่นอนว่ามังกรพฤกษาเช่นเฟรยาไม่มีทางทำสิ่งใดให้เปล่า ๆ แม้ตัวเธอเองก็สนใจอยู่ไม่น้อย
“มีอะไรมาแลกล่ะ ของที่คุ้มพอจะให้ฉันไปถามจากผอ.มาให้”
 
เวย์รานิ่งคิดถึงสิ่งจูงก่อนจะกล่าวออกมา
“เอาเป็นรวมภาพดัสเชสแห่งลิทช์เตนชลอสที่กำลังจะออกใหม่ไหมล่ะ ฉันจะหาจองให้เธอสักเล่ม”
 
“เยี่ยม...ฉันตกลง!” เฟรยาก็ยิ้มรับในสิ่งที่เป็นค่าเสียเวลาของเธอ ลำพังเธอเองไม่มีเส้นสายจะหาจองนั้นลำบากใช่เล่น เมื่อนึกถึงรวมภาพที่กำลังจะได้มาเป็นเจ้าของแล้ว เธอยินดีทำให้อย่างเต็มที่เชียวล่ะ
-----
 
ข้ารับใช้ของปราสาทบวร์กเฮาเซ่นนำดยุกแห่งดราเค่นบวร์กไปตามทางเดินอันคุ้นเคย เพียงก้าวเข้าไปใกล้เสียงดนตรีเล็ดลอดออกมาเป็นเพลงพิณนุ่มนวลอ่อนโยน ออร์เฟอุสเผลอยกมุมปากขึ้นนึกภาพวิคเตอร์นั่งอยู่หลังฮาร์พสีเงินมีลวดลายของเทพีแห่งดวงจันทร์นิทรา
 
เป็นดังคาดเบื้องหลังประตูของห้องนั่งเล่นนั้น วิคเตอร์สบสายตาพร้อมกับก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพก่อนจะเบนสายตาไปยังชุดเก้าอี้เชื้อเชิญให้อาคันตุกะนั่งลง ข้ารับใช้ผู้นำมาหยุดลงตั้งแต่หน้าประตูแล้ว จากนั้นจึงค้อมศีรษะลงก่อนปิดประตูลงอย่างไร้เสียง ออร์เฟอุสก้าวไปนั่งลงก่อนทอดสายตามองไปยังโซฟาฝั่งตรงข้าม เจ้ากระต่ายอุ้มแอนทีรอสลูกมังกรแห่งแสงตัวน้อยอยู่ ใกล้กันนั้นก็มีเอรอสนั่งอยู่เมื่อเขานั่งลงเรียบร้อยเอรอสจึงเลื่อนตัวลงจากโซฟาที่นั่งอยู่มานั่งข้างเขา พร้อมกับส่งเสียงเรียกเบา ๆ
“ออร์เฟร...”
 
ออร์เฟอุสยกมือขึ้นลูบศีรษะเอรอสด้วยความเอ็นดู จากนั้นหันไปมองดวงตาสีแดงที่กำลังปรือปรอยของแอนทีรอส นั่นก็สมควรแล้วเพลงที่วิคเตอร์กำลังเล่นอยู่นั้นเป็นเพลงกล่อมเด็ก ออร์เฟอุสโอบแขนรอบตัวเอรอสไว้ใกล้ชิด แล้วค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงซึมซับเสียงดนตรีขับกล่อมให้จิตใจสงบ ตั้งแต่มีแอนทีรอสเขาจึงได้เห็นได้ยินวิคเตอร์เล่นฮาร์พอยู่บ่อยครั้ง นั่นคงเป็นเพราะวิคเตอร์ไม่ร้องเพลง...เขายังจดจำได้ว่าวิคเตอร์เคยบอกเขาไว้เช่นนั้น ดังนั้นมังกรขาวเลือกใช้เสียงเพลงจากเครื่องดนตรีขับกล่อมเด็กน้อยแทน
 
เมื่อเพลงกล่อมเด็กจบลงแอนทีรอสดูจะเคลิ้มหลับไปแล้ว เอรอสหันไปหาคนที่เขาอิงอยู่ก่อนจะพูดขึ้นด้วยดวงตาใสมีแววออดอ้อนอยู่ในที
“เอรอสอยากฟังออร์เฟรเล่นพิณบ้าง ได้ไหมครับ”
 
แค่น้ำเสียงออร์เฟอุสก็ใจอ่อนยวบแล้ว เมื่อเห็นแววตาอีกเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะใจร้ายไม่ทำตามคำขอไม่เหลือบ่ากว่าแรงนั้น จึงเรียกพิณยูริดิซีออกมาจากความว่างเปล่าแล้วโอบไว้ ยามทอดสายตามองไปที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็เห็นวิคเตอร์นั่งลงข้างเจ้ากระต่ายก่อนรับแอนทีรอสมาอุ้มไว้ ดวงตาสะท้อนสีรุ้งสบตากับเขา รอยยิ้มจาง ๆ บนริมฝีปากงามนั้นเร่งเร้าให้ออร์เฟอุสวาดปลายนิ้วลงบนสายพิณให้เกิดเสียงร้อยเรียงเป็นบทเพลงน่าฟัง ดวงตาของวิคเตอร์ตรึงดวงตาของเขาไว้ เช่นนั้นออร์เฟอุสจึงอดแย้มรอยยิ้มออกมาไม่ได้
 
ดวงตาสีชมพูอ่อนของเอรอสไล่ไปตามพิณสีทอง หลังบรรเลงเพลงจบออร์เฟอุสจึงวางพิณลงข้างกายพยักหน้าอนุญาตให้เด็กชายลองสัมผัสดูได้ เอรอสจึงลูบไล้ไปตามลวดลายจ้องมองความเก่าแก่ของพิณตัวนี้ด้วยความสนใจ
 
ออร์เฟอุสเห็นท่าทางของเด็กชายก็อดนึกถึงยูริดิซีไม่ได้
“วิคเตอร์” ออร์เฟอุสเอ่ยเรียกเสียงไม่ดังนัก
 
“ครับ?”
 
ออร์เฟอุสเลื่อนสายตาจากพิณยูริดิซีมายังดวงตาสีรุ้งที่จ้องมองมา
“ข้า...ลองค้นเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานแคว้นกระจกของชาวสีดำมาอ่านแล้ว หากยังมีหลายอย่างไม่เข้าใจ”
 
“คุณกำลังสงสัยเช่นเดียวกับคำถามที่ไร้คำตอบมาจนบัดนี้ครับ” วิคเตอร์ตอบตามตรง พอหันไปหาคนด้านข้างรูบี้ก็หันมองเขาด้วยสายตาคล้ายคำถาม
 
เอรอสเองก็ทำสีหน้าอยากฟังขึ้นมา ถึงจะเคยฟังวิคเตอร์เล่าให้ฟังแล้ว จะฟังอีกหลายครั้งก็ไม่เป็นไร
 
ออร์เฟอุสนึกถึงเมื่อครั้งเล่านิทานในความมืดให้มังกรน้อยฟังเมื่อครั้งยังเยาว์
“ทางตอนเหนือของอาณาจักรสีดำมีแคว้นสองแคว้นที่มีอาณาเขตติดกันอยู่ ในตำนานเล่าถึงพ่อมดผู้หนึ่งได้ทำการสาปทั้งสองแคว้น เนื่องเพราะถูกล่วงเกินเอาไว้” ออร์เฟอุสเอ่ยขึ้น แล้วจึงทอดสายตามองไปยังมังกรขาวลูกครึ่ง
 
วิคเตอร์วางมือข้างหนึ่งบนหลังมือของรูบี้ ก่อนจะลูบเบา ๆ เขาทราบดีถึงหายนะที่เกิดขึ้น
“พ่อมดชาวสีดำผู้นั้นมีนามว่า ทีลล์  ออยเลนชปีเกล ชื่อสกุลของเขามีความหมายถึง นกฮูกและกระจกจึงเป็นที่มาของวัตถุเวทมนตร์ของเขา พ่อมดทำการฝังนกฮูกไว้ใต้ดิน แล้วเสกให้กระจกกลืนหายไปในอากาศ...”
 
ออร์เฟอุสก้มลงสบตาเอรอสก่อนจะเอ่ยต่อ
“แคว้นหนึ่งถูกสาปให้หลงใหลเงาสะท้อนบนกระจก ทั้งที่เป็นเพียงภาพลวงตา อีกแคว้นถูกสาปให้เงาในกระจกไม่อาจสะท้อนเนื้อหนังของตนออกมาได้ ภาพที่ปรากฏคือภาพของโครงกระดูกไร้เนื้อหนังหุ้มห่อ”
 
“ดังนั้นแคว้นหนึ่งจึงรักชอบในกระจกเงา อีกแคว้นกลับรังเกียจกระจกและทุกสิ่งที่สามารถสะท้อนเงาได้” วิคเตอร์กุมมือรูบี้เอาไว้เบา ๆ
 
รูบี้ถึงกับพึมพำขึ้นเบา ๆ “ช่างอำมหิตเหลือ...”
 
“ที่สำคัญคือคำสาปนั้นเกิดมานานมาก และยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน” วิคเตอร์ทอดสายตามองไปยังมังกรแห่งความมืด เขานึกถึงที่เซฟิรอสกล่าวเอาไว้
“สหายชาวสีขาวของผมกล่าวว่า สองแคว้นนั้นไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว และคนปกติไม่ควรเข้าไป”
 
ออร์เฟอุสจึงโอบเอรอสไว้หลวม ๆ ไม่ให้มังกรน้อยต้องตกใจ
“หากไม่ใช่เพราะเกิดเรื่องขึ้น ทั้งเอรอสเองก็เคยได้รับผลกระทบจากพ่อมดผู้นี้ข้าคงไม่เชื่อว่า เหตุใดผู้ก่อเกิดตำนานจึงยังคงอยู่พร้อมคำสาปของสองแคว้น ที่สำคัญเขายังเป็นมนุษย์หรือไม่”
 
เอรอสกุมมือออร์เฟอุสเอาไว้เพื่อบอกว่าเขาไม่เป็นไร ถึงจะผ่านมานานแล้ววิคเตอร์ก็ย้ำเตือนให้ระวังตัวอยู่เสมอว่าเคยเกิดสิ่งใดขึ้นกับเขา
 
“มนุษย์ธรรมดาคงไม่สามารถอยู่มาได้จนบัดนี้ สังขารไม่สามารถรองรับมาได้หรอกครับ” วิคเตอร์หยุดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “ไม่เช่นนั้น...เขาคงไม่อยากได้หัวใจของมังกรไร้สี”
 
ออร์เฟอุสเลิกคิ้วขึ้นถาม “เหตุใดจึงคิดเช่นนั้นเล่า?”
 
วิคเตอร์เคยคิดถึงความเป็นไปได้ร่วมกับเซฟิรอส ว่าเหตุใดถึงได้ตั้งใจพรากชีวิตของพวกเขา...ซึ่งเป็นสโนว์  กรินญาในขณะนั้น
“การที่เขาไล่ต้อน... ไล่ต้อนสโนว์จนถึงที่สุดเขาอาจต้องการชีวิต ยิ่งกว่าชีวิตเขาอาจจะหวังไปที่หัวใจอันมีตำนานถึงชีวิตอมตะ แปลว่าเขายังหวังความเป็นอมตะ” วิคเตอร์กุมมือรูบี้เอาไว้ ทำหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“บทลงโทษที่ชายผู้นั้นเสนอคือ การเผาและการเผามังกรตัวหนึ่งให้ตายใช่จะใช้เวลาสั้น ผมคิดดูแล้ว หากชายผู้นั้นคือ ทีลล์  ออยเลนชปีเกล เมื่อเขาเป็นพ่อมดเขาย่อมสามารถเล่นกลอันใดก็ได้”
 
ดวงตาสีทองของออร์เฟอุสดูวาวโรจน์เข้าใจในทันที
 
“ทีแรกชาวสีขาวตั้งใจจะจุดไฟเผาแต่กลับไม่ระคายผิวมังกรเลย สโนว์กลับเป็นฝ่ายเสนอว่าจะเผาตัวเองตายด้วยเพลิงของมังกร นั่นย่อมผิดแผนของเขา” วิคเตอร์กล่าวคล้ายเปรยออกมา
 
“ทำไมถึงต้องยอมเช่นนั้น” ออร์เฟอุสหรี่ตามองมังกรขาวตรงหน้า
 
วิคเตอร์มองตอบสายตานั้น ตอบตามความเป็นจริง
“คนรักของเธอยังอยู่ในกำมือคนพวกนั้นครับ”
 
ออร์เฟอุสถอนใจก่อนจะถามขึ้นอีก
“แล้วที่พ่อมดตั้งความหวังต่อมังกรแห่งความมืดกับมังกรแห่งแสง”
 
“เขาไม่ได้หวังเพียงเท่านั้น เขาต้องการชาวสีดำและชาวสีขาวด้วย” เซฟิรอสบอกเขาเช่นนั้น
 
“พ่อมดชาวสีดำตั้งใจรวบรวมเพื่อสิ่งใด”
 
“ผมคิดว่าผมเดาได้...อีกชื่อหนึ่งของสิ่งที่รวมเอาสิ่งที่ตรงข้ามไว้ด้วยกันคือ สิ่งที่สมบูรณ์แบบ”
 
“หากได้ร่างที่สมบูรณ์แบบ เขาจะทำการโอนถ่ายย้ายร่างเปลี่ยนวิญญาณหรือ เช่นนั้นจะเป็นไปได้หรือ”
 
“พ่อมดผู้สามารถคงคำสาปมาจนถึงปัจจุบันอย่าได้ดูเบาเขาครับ”
 
ออร์เฟอุสผงกศีรษะ เขานิ่งไปพักใหญ่ราวกับใช้ความคิดก่อนจะช้อนสายตาขึ้น
“ข้าอยากแก้ความเข้าใจผิดเรื่องหนึ่ง ครั้งที่เราได้กลับมาพบกันอีกครั้งข้าอาจจะพูดถึงหัวใจของมังกรไร้สี ข้าแค่สนใจเรื่องราวที่เคยกล่าวถึงเมื่อเก่าก่อน ไม่ได้ต้องการนำมาใช้เพื่อชีวิตอมตะของตนเอง”
 
วิคเตอร์นิ่งฟังสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวด้วยสีหน้าสงบ แขนข้างหนึ่งอุ้มแอนทีรอสเทพผู้บันดาลความรักตอบเอาไว้ มืออีกข้างกุมมือรูบี้หลวม ๆ
 
อ้อมแขนของออร์เฟอุสโอบกอดเอรอสเทพแห่งความรักเอาไว้ ในหัวใจก็กกกอดความความรู้สึกที่สั่งสมจนเปี่ยมล้น เจ้าของดวงตาสีทองเรืองรองกล่าวออกมา
“เจ้าก็ทราบว่าข้าใช้ชีวิตโดดเดี่ยวมาตลอดจนคนเบื้องบนส่งเจ้ากลับมาพบข้าอีกครั้ง ยิ่งให้ข้าแน่ใจ....ทว่าพ่อมดชาวสีดำผู้นั้นจะทราบหรือไม่ หากต้องอยู่เพียงลำพังจะมีประโยชน์อันใดกับชีวิตอมตะแสนอ้างว้าง”
 
(จบตอนที่ 54) Day 23 (2019) ANCIENT
#FICTOBER #DrachenGrundschule #DrachenKindergärten #มังกรน้อย
 
Talk:

ถึงตอนนี้นับถอยหลัง แม้จะรู้สึกใจหายนิด ๆ แต่เราก็ยินดีเขียนให้จบ มีโปรเจคใหม่รออยู่ค่ะ ปีที่แล้วออกรวมเรื่องสั้นหนึ่งเล่ม ปีนี้ก็อยากรักษาสถิติออกปีละเล่มค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น