มังกรน้อย อยู่ชั้นประถมแล้วนะ! (จบ)

ตอนที่ 58 : 52. สิ่งล้ำค่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 ก.ย. 63

52. สิ่งล้ำค่า
 
ในโรงเรียนประถมแห่งนี้มีคำร่ำลือถึงเด็กชายผู้งดงาม น่ารัก ทั้งยังนิสัยดีจนเป็นที่รักของคนรอบข้างเป็นดังแสงสว่างสมกับที่เป็นมังกรแห่งแสง...เพียงแต่ว่า เบื้องหลังของเขากลับมีความมืดสายหนึ่ง กล่าวให้เจาะจงลงไปคือ มังกรแห่งความมืดผู้หนึ่งตามติดอยู่ไม่ห่าง แต่ถึงอย่างนั้นประกายความสดใสของเขาก็สามารถกลบความมืดหม่นนั้นลงได้ หรือจะพูดอีกอย่างว่า เมื่อมีสมบัติล้ำค่าเปล่งประกายอยู่ตรงหน้าก็กลบเกลื่อนเงามืดนั้นไปหมดจนเผลอไผลไม่ระมัดระวังในสัตว์ร้ายอันตรายเฝ้าสมบัตินั้น
 
เมเซอร์  เอเซอร์ มังกรแห่งความมืดมองไปยังผู้ถูกยกให้เป็นสมบัติประจำโรงเรียน เขาเป็นเด็กชายที่มีใบหน้าชวนฝันตามแบบที่เธอชอบ ทั้งเส้นผมสีเงิน ดวงตาชมพูอ่อนสวยราวอัญมณี ตัวเล็กน่าทะนุถนอม มีกลิ่นกายหอมตรงกันข้ามกับพี่ชายของเธอผู้สมองมีแต่กล้ามแล้วยังเหม็นเหงื่อเป็นประจำ สำหรับเมซ...เอรอสดูน่ารักน่าทะนุถนอม แล้วยังอ่อนโยนใจดีต้องเข้าใจผู้หญิงอย่างเธอแน่
 
มีโอกาสได้มาอยู่โรงเรียนประถมเดียวกัน ห้องเดียวกันทั้งทีแต่ก็ยังมีก้างชิ้นใหญ่ คราวนี้เมซเลื่อนสายตาไปมองยังโลรันท์แวบหนึ่ง เธอไม่กล้าจ้องเขานานนักหรอก เจ้ามังกรแห่งความมืดผู้นั้น ถึงจะไม่ใช่มังกรแห่งความมืดระดับสูงแต่มีสายตาที่ทรงพลัง เมื่อปีที่แล้วตอนเธอได้พบโลรันท์ครั้งแรก สายตาเขามองมาทำเอาเมเซอร์รู้สึกเย็นวาบไปทั่วสันหลังทั้งที่เป็นมังกรแห่งความมืดเหมือนกัน แต่ยามมองเอรอสกลับมองด้วยสายตาอีกแบบแท้ ๆ เจ้าชายของเธอก็ไม่กลัวเขาเสียด้วย 
 
เรื่องโลรันท์ผู้เป็นมังกรแห่งความมืดมาติดตามเอรอสนั้นเมเซอร์เคยถามพี่ชายเช่นกัน คำตอบนั้นคือ ลาเมียซีรับเด็กกำพร้ามาดูแล นอกจากมังกรแห่งแสงยังมีเผ่าพันธุ์อื่นด้วย โลรันท์อาจจะเป็นหนึ่งในนั้น เมื่อดูจากท่าทางราวกับทาสผู้จงรักภักดีแล้วเมซก็เห็นด้วยกับพี่ชายทันที อีกอย่างเมื่อรู้จักกันมาปีหนึ่งแล้วเธอจึงรู้วิธีรับมือกับโลรันท์
 
เมเซอร์ส่งเสียงไปล่วงหน้าก่อนก้าวไปหาเอรอสกับโลรันท์ซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่างเปิดกว้างให้ลมพัดเข้ามา
“เอรอส โลรันท์ เมซทำขนมมาฝาก” เมเซอร์เปิดถุงกระดาษยื่นออกไปตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มกว้าง
 
เอรอสยื่นมือไปรับคุกกี้ก่อนส่งต่อให้โลรันท์ก่อนจะหยิบให้ตัวเอง
“อืม ไม่เลวนี่” เอรอสกล่าวหลังกลืนลงท้องไปแล้ว
 
“เปลี่ยนสูตรใหม่หรือเปล่านี่ รสชาติดีขึ้นนะ” โลรันท์ทักขึ้น
 
“ใช่ปรับสูตรกับเปลี่ยนวิธีอบด้วย โลรันท์นี่ประสาทรับรสดีจังเลย” เมเซอร์ดีใจที่เขาทัก ก่อนจะคะยั้นคะยอ วิธีเข้าหามังกรแห่งความมืดแสนน่ากลัวผู้นี้ง่ายดายกว่าที่คาด ใช้ขนมผูกมิตรกับเขาก็ได้แล้ว... “ทานอีกสิฉันทำมาให้เยอะเลย”
 
โลรันท์ยกมุมปากขึ้น กระทั่งวิคเตอร์ก็ชมเขาเช่นนั้น ประสาทรับกลิ่นและรสของเขาละเอียดยิ่ง นั่นเป็นข้อได้เปรียบที่จำเป็นต่อเขาในอนาคต
 
เมเซอร์นำขนมอีกถุงยัดใส่มือเอรอส
“หลังทานอาหารกลางวันเอรอสจะไปที่ห้องสภานักเรียนใช่ไหม เอาไปฝากพวกเขาด้วยสิ”
 
“ขอบใจนะ พวกเขาต้องดีใจแน่เลย” เอรอสส่งยิ้มให้ก่อนรับถุงคุกกี้มาส่งให้โลรันท์
 
“เอรอสกับโลรันท์คงไม่ทราบ ในชุมนุมมังกรแห่งความมืดเด็กที่โตกว่าเล่าให้ฟังว่าสภานักเรียนชุดนี้น่ะยอดไปเลย! โดยเฉพาะประธานนักเรียน” เมเซอร์เล่าให้ฟังอย่างตื่นเต้น

แน่นอนว่าโลรันท์ย่อมไม่ทราบเพราะเขาไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมของมังกรแห่งความมืดแต่มาติดตามเอรอสในห้องสภานักเรียน ส่วนสมาชิกสภาฯคนอื่นนั้น ได้รับอนุญาตให้งดเว้นไม่ต้องเข้าร่วมชุมนุมอีก ช่วงเวลาเข้าชุมนุมจึงเป็นช่วงเวลาทำงาน และปรึกษาหารือของสมาชิกสภานักเรียน
 
เมซเล่าต่อเมื่อเห็นทั้งคู่ดูกำลังสนใจ
“เคยมีคดี ยาเสน่ห์ในโรงเรียนน่ะ เรื่องเริ่มมาจากชุมนุมมังกรวายุที่ใช้ห้องเดียวกับมังกรแห่งความมืดแอบฟังแล้วนึกเล่นสนุกปรุงยาเสน่ห์ขึ้นมา ตอนนั้นวุ่นวายกันไม่น้อย พวกสภานักเรียนชุดนี้นี่แหละที่จัดการเรื่องทั้งหมด” เมซเล่าออกมาเสียเป็นเรื่องเป็นราว
 
เอรอสนิ่งฟังเรื่องที่เขาทราบมาก่อนแล้ว ดูท่าจะลือกันเกินจริงไปหลายเรื่อง เมซกลับรู้มามากกว่าที่ญาติผู้พี่และพวกแรมซีย์เคยเล่าให้ฟังเสียอีก เขาทำได้เพียงแสดงท่าทางว่าสนใจฟังเป็นอย่างดี เอรอสนึกถึงเมื่อปีก่อนซึ่งเขาได้เข้ามาเป็นนักเรียนใหม่ของโรงเรียน หลังเปิดเทอมไม่นาน ก็ได้ยินว่าจะมีการหาเสียงของผู้สมัครเป็นประธานนักเรียน
 
วันนั้นนักเรียนทั้งหมดต่างนั่งอยู่ในหอประชุมใหญ่ฟังผู้สมัครแต่ละคนขึ้นมาพูดแนะนำตัวเองจนแทบจะหลับหรือไม่เช่นนั้นก็ชวนคนข้าง ๆ คุย หากทันทีที่แรมซีย์ก้าวขึ้นมา พวกนักเรียนที่โตกว่ารวมถึงพวกที่นั่งติดเวทีอย่างเด็กเกรดหนึ่งเช่นพวกเขา พวกคุยกันก็หยุดพูดในทันที พวกหลับก็ลืมตาตื่นเมื่อแรมซีย์เริ่มพูด
 
เขามาทราบในภายหลังว่า ผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะของแรมซีย์ทั้งที่ตอนนั้นอยู่เกรดห้าไม่ใช่ใครอื่น ล้วนเป็นสหายทั้งหกคนต่างช่วยกันตระเตรียมวางแผนเพื่อให้ได้ตำแหน่งประธานนักเรียนมา แรมซีย์บอกว่า เขาต้องชนะเพื่อเป็นก้าวแรกให้ท่านลุงของเขาเห็นว่าเขานั้นสามารถโน้มน้าวคนหมู่มากได้ นอกจากนี้การวางแผนประชาสัมพันธ์หาเสียงเป็นฝีมือของเออร์วิง การร่างสุนทรพจน์เป็นหน้าที่ของเอิร์ดมานน์ ผู้ที่คอยวิเคราะห์ฝ่ายตรงข้ามเป็นเวย์รา โดยมีเฟรยากับเคียฮีคอยรวบรวมข้อมูลรวมถึงแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า ส่วนเอลโมคอยสนับสนุนทุกคนให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี... ดีจนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
 
เดิมทีในช่วงเวลาเข้าชุมนุมของมังกรแต่ละเผ่าพันธุ์นั้นเอรอสผู้เป็นมังกรแห่งแสงคนเดียวไม่รู้จะไปร่วมกับใคร โลรันท์ก็ไม่ยอมปล่อยเขาไว้ลำพัง จนครูประจำชั้นแจ้งว่าให้เขาไปที่ห้องของผอ.มอราเลส ผอ.ผู้เป็นมังกรสีน้ำตาลแดงทำราวกับได้รับเกียรติอย่างสูงเมื่อเขามาเยือนก็ทำให้ตกใจไม่น้อย ก่อนจะค่อย ๆ ทำตัวให้ชินหลังปรึกษากับญาติผู้พี่ของเขา เมื่อพวกแรมซีย์ได้เป็นสมาชิกสภานักเรียนจึงได้ชวนเขาและโลรันท์ให้ไปร่วมด้วย เอรอสก็แจ้งผอ.ตามตรงว่าพวกเขาจะขอไปช่วยงานสภานักเรียน
 
หลังรับอาหารเที่ยงแล้ว เอรอสก้าวขึ้นไปยังห้องของสภานักเรียนโดยมีโลรันท์ติดตามอยู่ ไม่ห่าง ยามถึงหน้าห้องโลรันท์รีบก้าวนำมาเคาะประตูก่อนเลื่อนเปิดออกแล้วเบี่ยงตัวให้เอรอสเข้าไป
 
ประธานนักเรียนแรมซีย์  บาคเฮาเซ่น เงยหน้ามองผู้มาใหม่แวบหนึ่งก่อนจะก้มหน้าลงอ่านเอกสารในมือ
 
เอรอสเข้าไปยังที่นั่งประจำตำแหน่งของเขา มองดูงานในส่วนของเขา ล้วนเป็นงานง่าย ๆ เช่นแยกเอกสารเพื่อจัดส่งออกไปยังส่วนต่าง ๆ เอรอสนึกถึงเมื่อปีก่อน เขาเคยถามแรมซีย์ว่าเหตุใดจึงได้เอาจริงเอาจังที่จะได้เป็นประธานนักเรียนเช่นนั้น
 
เป็นเอิร์ดมานน์ชิงตอบขึ้นแทน รอยยิ้มบนมุมปากราวเข้าใจทุกอย่าง
“หากเขาเอาชนะเรื่องนี้ไม่ได้ เขาคงไม่อาจพิชิตเป้าหมายที่ยากกว่านี้”
 
เอรอสเอียงคอด้วยความสงสัย เวย์ราก็สำทับมาอีก
“คือการไปขอญาติผู้พี่นายนั่นแหละ”
 
เอรอสเลิกคิ้วมองแรมซีย์ เขาเคยชินกับการเห็นแรมซีย์มาพบญาติผู้พี่ของเขา เป็นเช่นนี้เองหรือ
“แต่...ออร์เฟร...” เอรอสกล่าวออกไปเพียงแค่นั้น แรมซีย์ก็ยกยิ้มคล้ายเหนือกว่าแล้วส่ายหน้าน้อย ๆ เป็นเชิงปฏิเสธ
 
แรมซีย์ทราบดีว่าญาติผู้พี่ของเขาแต่งงานไม่ได้ จึงหาใช่อุปสรรคของเขา
“ไม่เกี่ยวกับเขา”
 
เอรอสนึกถึงเรื่องราวซึ่งเคยได้ยินจากพ่อกับครูรูบี้มาบ้าง เขาจึงกล่าวออกไป
“ส่วนยากที่สุดคือ...ท่านพี่” เมื่อกล่าวออกไป รอยยิ้มมั่นใจของแรมซีย์ก็เลือนหายไป เปลี่ยนเป็นดวงตาจริงจัง
 
แล้วตอนนี้ประธานนักเรียนผู้นั้นกำลังจ้องมองมาทางเขา
 
“ได้ยินว่า เป็นถึงสมบัติประจำโรงเรียน...” แรมซีย์เพิ่งวางเอกสารในมือลง ตวัดปากกาขนนกลงไป แล้วนำไปวางไว้ด้านหนึ่งของโต๊ะกล่าว เหลือบมองไปยังมังกรแห่งความมืดอีกผู้หนึ่งในห้อง
 
โลรันท์ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า เขาไม่สนใจหรอก อย่างไรเอรอสก็เป็นสมบัติของเขา
 
เฟรยาที่นั่งอยู่ไม่ไกลกลับลุกขึ้นมากอดเอรอสไว้ด้วยความเอ็นดู
“ก็เอรอสน่ารักแบบนี้ไงเล่า”
 
เอิร์ดมานน์มองพลางคิดในใจว่า จะน่ารักอย่างไรนั่นก็ ลาเมียซี หากเฟรยากลับหันไปหาเวย์รา
“ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร”
 
“อย่างน้อยช่วยเกรงใจครูกรินก็ยังดี” เวย์ราเลี่ยงที่จะพูดออกมาตรง ๆ

“พูดราวกับพวกเราไม่เคยเล่นกับเอรอสตั้งแต่ตอนที่ยังเล็กกว่านี้” เฟรยาว่า
 
“กลับไปพบครูก็ได้เจอเอรอสอยู่ทุกครั้งนี่นะ” เคียฮีพูดขึ้นบ้าง “ตอนนั้นครูกรินต้องอุ้มไว้ตลอดเลย”

ได้ยินเคียฮีพูดถึงตรงนี้เออร์วิงก็นึกถึงตอนที่พวกเขากลับไปถามครูกรินเรื่องวัตถุเวท เอรอสที่อายุน้อยกว่าก็ทำได้เทียบเท่าพวกเขาในตอนนั้นแล้ว จึงเผลอหันไปสบตาเอิร์ดมานน์ไม่ได้ เจ้ามังกรปฐพีส่งสายตาตอบมาว่า ก็รู้อยู่แล้ว...
 
มังกรแห่งแสงส่ายหน้า เขานึกถึงเรื่องที่คุยกันในห้องนี้เมื่อปีก่อนและสาเหตุที่แรมซีย์พยายามเพื่อตำแหน่งประธานนักเรียน เขาเหลือบมองโลรันท์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“แรมซีย์น่าจะเข้าใจ ผมอยากเป็น สมบัติ ของคนที่รักเพียงคนเดียว”
 
แรมซีย์ทำเสียงเฮอะในลำคอแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ คนอื่น ๆ จึงเลิกสนใจเช่นเดียวกัน
 
ระหว่างนั้นเอรอสแยกเอกสารที่ต้องส่งออก ทบทวนถึงสาเหตุที่พ่อแม่ตัดสินใจให้เขามาเรียนที่นี่แทนที่จะกลับไปเรียนร่วมกับลาเมียซีทำให้อดจะหยิบเอานาฬิกาพกฝังหินสีชมพูขึ้นดูไม่ได้ หากเป็นคนในสายตระกูลหลักบรรดาครูฝึกมักจะคอยระมัดระวังมากที่สุด คนในตระกูลรองลงมาก็ไม่เว้น แต่พ่อของเขาเกรงว่าทุกคนจะพากันประคบประหงมมากจนเกินไป ทั้งพ่อแม่และวิคเตอร์ต่างพยายามให้เขาดูแลตัวเองได้ หลายปีนี้ร่างกายเขาแข็งแรงขึ้น อาการพร่องธาตุไฟก็ดีขึ้น เว้นเพียงบางครั้งที่มีอาการเอรอสก็จะปฏิบัติตามที่ญาติผู้พี่สอนมา จะมีก็บางครั้งที่เผลอไปก็เป็นโลรันท์สังเกตได้จนเตือนเขาขึ้นก่อน เช่นนั้นวิคเตอร์จึงวางใจให้รันท์มาคอยติดตามอยู่ ดวงตาสีชมพูเลื่อนไปมองนาฬิกาพกข้างมืออีกครั้ง
 
“เป็นอะไรเอรอส ทำไมดูนาฬิกาบ่อยนัก” เอลโม  ฟารามุนด์เป็นผู้ทักขึ้น
 
“วันนี้พ่อกับแม่จะพาแอนทีรอสมาฝากที่บวร์กเฮาเซ่น” เอรอสตอบออกไป ไม่ได้กังวลเรื่องมังกรขาวผู้นี้แต่อย่างใด
 
เวย์รากลับทักขึ้นเมื่อมองไปยังนาฬิกาข้างมือเอรอสที่ยังไม่เก็บเข้ากระเป๋า
“นาฬิกาของเอรอสกับโลรันท์เหมือนกันเลยนะ”
 
“ออร์เฟรซื้อให้พวกเราน่ะ” เอรอสตอบตามความเป็นจริง แล้วจึงหันไปสบตาแรมซีย์
 
แค่ได้ยินเอ่ยนามท่านดยุค แรมซีย์ก็ลอบร้องเฮอะในคอเบา ๆ จนได้ยินเอรอสถามขึ้น
 
“ว่าแต่แรมซีย์ เย็นนี้ไม่ไปพบท่านพี่หรือ นี่ก็เปิดเทอมมาได้หลายวันแล้วนะ”
 
แรมซีย์มองไปยังนาฬิกาพกบนโต๊ะของเอรอส ก่อนจะกล่าว
“วันนี้พ่อแม่นายมาฉันไม่ไปดีกว่า”
 
“ไม่เห็นเป็นไร พวกเขาแค่พาแอนทีสมาส่ง”
 
“นายอยากอวดน้องชายนายมากกว่า” แรมซีย์กล่าวอย่างรู้ดี เขาพยายามอดทน ทิ้งเวลาไปพบญาญ่าให้นานที่สุด
 
ใช่แล้วจะทำไม เอรอสยกมุมปากขึ้นนึกภาพเมื่อกลับไปยังปราสาทบวร์กเฮาเซ่นจะได้พบหน้าพ่อแม่กับแอนทีรอส เขาจะเข้าไปกอดพ่อแม่รับแอนทีสเอาไว้ แล้วจะได้เล่นกับน้องชาย ช่วงนี้แอนทีสเดินได้คล่องแล้วบางทีเขาอาจจะวิ่งตามจนเหนื่อยก็ได้
 
“จะหมดเวลาพักแล้วเตรียมกลับห้องเถอะ” เป็นเอิร์ดมานน์เตือนขึ้น พวกเขาใช้เวลาว่างมาจัดการงานของสภาฯ แต่หน้าที่หลักคือการเรียนก็ยังสำคัญที่สุด
 
-----
 
ขณะนี้เป็นช่วงปลายฤดูร้อนอีกไม่นานจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงและอากาศเย็นลง ออร์เฟอุสนึกภาพการได้อยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของใครบางคน และภาพนั้นก็ดูจะเป็นจริงอยู่ตรงหน้าเมื่อเขาก้าวเท้าแผ่วเบาเข้าไปในห้องนั่งเล่น ทว่าไม่ใช่เขาที่อยู่ในอ้อมกอดของวิคเตอร์ เป็นแอนทีรอส...ลูกมังกรแห่งแสงตัวน้อยกำลังเคลิ้มหลับหลังท้องอิ่มและได้เล่นมาจนเหนื่อย ใกล้กันนั้นเอรอสนั่งพิงศีรษะกับต้นแขนของวิคเตอร์พริ้มเปลือกตาลง ในห้องนั้นหรี่แสงลงเหลือเพียงแสงนวลตา
 
วิคเตอร์ทอดสายตามองไปยังแขกผู้มาใหม่ถามขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
“ให้ผมตามพี่เลี้ยงมารับไปก่อนไหมครับ”
 
ออร์เฟอุสตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง ในใจรู้สึกอบอุ่นนัก เอ่ยตอบเสียงเบาว่า
“ไม่เป็นไรให้พวกเขาอยู่นี่เถอะ ข้าจะไม่พูดเสียงดัง คงไม่รบกวนนัก” จากนั้นจึงนั่งลงบนอีกฟากของโซฟาตัวเดียวกับวิคเตอร์พยายามทิ้งน้ำหนักให้เบาที่สุด
 
มังกรน้อยเอรอสเปิดเปลือกตาข้างหนึ่งขึ้นเล็กน้อยจ้องมองมา ออร์เฟอุสสังเกตประกายยินดีในดวงตาสีชมพูอ่อนราวอัญมณีล้ำค่า เห็นมุมปากที่ยกขึ้นก่อนที่เด็กน้อยจะขยับตัวเบา ๆ คล้ายกลัวน้องชายจะสะดุ้ง เอนกายไปหาออร์เฟอุสวางศีรษะของตนบนตักของมังกรแห่งความมืดช้า ๆ 
 
ออร์เฟอุสวางมือข้างหนึ่งบนศีรษะปกคลุมด้วยเส้นไหมนุ่มสีเงิน อีกข้างวางบนบ่าของเอรอส
“เอรอส...” เขาเอ่ยเรียกเสียงเบา ทั้งยังนุ่มนวล ทำให้เด็กน้อยไม่รู้สึกว่ารบกวน กลับทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น ดวงตาสีทองเรื่อเรืองทอดมองลูกมังกรแห่งแสงในอ้อมแขนของวิคเตอร์
 
เขาเอ่ยออกมาจากใจ ด้วยความอ่อนโยน
“จำได้ไหม ครั้งหนึ่งข้าเคยกล่าวว่าหากมีบุตรกับเจ้าได้คงงามนัก...เห็นเจ้าเลี้ยงดูเด็กทั้งสองคนแล้วก็อดนึกถึงไม่ได้”
 
วิคเตอร์หันไปสบตาอีกฝ่ายคล้ายดังคำถาม
 
“คงเพราะพวกเขาคล้ายเจ้าเราจึงรู้สึกเอ็นดูมากก็ได้” รอยยิ้มนุ่มนวลวาบขึ้น
 
“หลานของคุณไม่เหมือนคุณยิ่งกว่าหรือ”
 
“ต่างกันนักพวกเขาอาจจะคล้ายข้า หากมีบุตรกับเจ้าได้จริง ข้าปรารถนาให้งดงามเช่นเจ้า วิคเตอร์”
 
“ออร์เฟอุส...” วิคเตอร์เอ่ยเสียงเบาแทบเป็นกระซิบ
 
“ข้าเป็นผู้พิทักษ์ฯ ไม่อาจสมรสหรือมีบุตร ข้าได้แต่รู้สึกราวกับเขาเป็นบุตรของเจ้ากับข้า ไม่นับบุรุษไม่อาจมีบุตรด้วยกันได้ มังกรแห่งความมืดกับมังกรแห่งแสงไม่สามารถมีบุตรด้วยกันได้อยู่แล้ว การจะรู้สึกรักใครสักคนที่เหมือนเจ้ามันคงไม่ยากนักหรอก”
 
ออร์เฟอุสรู้สึกอิ่มเอมเมื่อในอ้อมกอดเขาคือ เอรอส...เทพแห่งความรัก
ในอ้อมกอดของวิคเตอร์คือ แอนทีรอส นามของเทพผู้บันดาลให้เกิดความรักตอบ
 
เสียงลมหายใจของเด็กน้อยสม่ำเสมอไปนานแล้ว รอยยิ้มราวเทวดาตัวน้อยทำให้เขาเคลิบเคลิ้มตาม ยามวิคเตอร์อยู่กับเด็ก ๆ เป็นภาพที่ทำให้ออร์เฟอุสประทับใจ ท่าทางสีหน้าจะอ่อนโยนลงกว่ายามอยู่กับเขาตามลำพัง เด็กน้อยถึงได้แทบจะหลงรักครูผู้นี้แต่แรกพบ
 
ส่วนตัวเขาเองนั้น มอบหัวใจให้แต่แรกพบแล้ว
ความรัก (เอรอส) นอนแนบชิดอยู่กับเขา ส่วนการตอบรับ (แอนทีรอส) วิคเตอร์กอดไว้อย่างหวงแหน 
ไม่เป็นไร...ออร์เฟอุสคิด
 
เขายินดีจะได้อยู่เคียงข้างอีกฝ่ายเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ มองเอรอสและแอนทีรอสเติบโตขึ้น ตอนนั้นทั้งเขาทั้งวิคเตอร์ไม่อาจโอบอุ้มพวกเด็กน้อยในวันนี้ได้อีก หากระหว่างเราจะเปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกที่พอกพูน
 
วิคเตอร์หรุบตามองเด็กน้อยที่เขาอุ้มอยู่ เขาไม่เคยคิดถึงบุตรของตนเองมาก่อน ไม่เคยมีความคิดเช่นนั้นอยู่ในสมอง ไม่มีเลย...
 
เขาทอดสายตามองใบหน้าอาบด้วยความปีติสุขของออร์เฟอุสก็ไม่อาจขัด แม้จะคาดเดาความคิดของออร์เฟอุสในขณะนี้ได้ หากเขาทราบดีว่าไม่มีทางเป็นจริง นึกถึงสัญญาที่ให้ไว้กับท่านแองกุสต์ยิ่งไม่อาจพูดถึง
 
เขาไม่อาจมีความรักตอบให้ใคร ความรู้สึกนั้นตายไปพร้อม ๆ กับ...[โรสเรด] น้องสาวของเขาผู้หลับในอยู่หลุมฝังศพเล็ก ๆ กลางกอกุหลาบสีแดง
 
วิคเตอร์มองไปยังดวงตาสีทองเรื่อเรืองในแสงนวลตา...คล้ายกับดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้นที่จ้องมองมายังเขาด้วยความหวัง
 
หลังจากเสียน้องสาวไป วิคเตอร์ตระหนักดีว่าสิ่งใดที่เขางดเว้นไป ย่อมทราบว่าแรมเซย์เป็นห่วงเขา ดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้นสะท้อนความรู้สึกทุกอย่างออกมา บางครั้งแรมเซย์เปิดปากแต่ก็คล้ายพูดไม่ออก คงอยากเอ่ยถามว่า เขาเป็นอะไร ทำไมจึงไม่ร้องเพลงอีก ปกติเขาไม่ร้องเพลงต่อหน้าแรมเซย์ แต่เขาทราบว่าแรมเซย์จะรอฟังอยู่นอกประตูบานนั้น...
 
เมื่อนึกถึงตรงนี้วิคเตอร์กระชับแอนทีรอสในอ้อมแขน เขาให้ไม่ได้...ความรู้สึกที่ให้ไม่ได้ ทั้งที่สัมผัสได้ถึงความรู้สึกจากแรมเซย์ แต่ไม่เคยคิดจะคว้าไว้ ถึงอย่างนั้นแรมเซย์ก็ยังพยายามทำให้เขารู้สึกดีขึ้นด้วยการอยู่เคียงข้าง พยายามทำอะไรเพื่อเขา
 
เขามองดูอีกฝ่ายตั้งแต่ต้น จนกระทั่งแรมเซย์เปิดสมุด เงี่ยหูฟังบทกวีที่แรมเซย์อ่านออกเสียงออกมา
 
หวานล้ำ ใช่…มันหวานจนเลี่ยนเหมือนกลิ่นอายความรักระหว่างบิดามารดาของเขา วิคเตอร์ไม่เคยนึกรังเกียจ เดิมทีไม่ว่าจะมีเรื่องทุกข์ยากลำบากใจจะมีบิดามารดาคอยอ้าแขนโอบรัด ปลอบใจเขา
 
ยามน้องสาวเขาจากไป วิคเตอร์ต้องพรากจากมารดาไปอีกคน ถึงจะเป็นเช่นนั้นบิดาบอกว่า มารดาอยู่ในตัวเขา เขาก็อยู่ในตัวมารดาเช่นกัน สีผมสีตาของเขาเป็นไปตามแบบฉบับกรินญาเช่นเดียวกับท่านอาจารย์และบิดา
 
เขามีท่านอาจารย์เป็นบุรุษรูปงาม เขาเหมือนท่านอาจารย์มาก ใช่...เพราะเขาได้รูปโฉมจากมารดาที่เหมือนท่านอาจารย์
 
วิคเตอร์รับรู้ได้ว่าช่วงนั้นแรมเซย์พยายามปลอบเขา เขาจึงก้าวอย่างเงียบกริบไปนั่งลงตรงหน้าแรมเซย์โดยที่เจ้าตัวไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสนใจเขาเลย วิคเตอร์ซึมซาบน้ำเสียงของแรมเซย์ อันที่จริงแล้วบทกวีเหล่านั้นเขาเคยอ่าน เคยฟังบิดาร่ายให้ฟังมาก่อน ตอนนั้นเขาเพียงฟังอย่างเพลิดเพลินไม่ได้สนใจถึงความไพเราะของมันเพราะมัวแต่ฟังเสียงไพเราะของบิดา
 
ที่สุดแรมเซย์ก็รู้สึกตัวว่าเขากำลังจ้องมองอยู่ เขาจึงเอ่ยเรียกอีกฝ่าย ขอดูบทกวีบนสมุดเล่มนั้น วิคเตอร์นึกถึงยามบิดาร่ายบทกวีจึงใช้ทำนอง ใช้น้ำเสียงที่เขาพยายามเลียนให้คล้ายบิดาอ่านออกเสียงกวีบทนั้นออกมา
 
ยามปีกขี้ผึ้งข้าสลาย เมื่อเข้าใกล้ดวงตะวัน
ข้าร่วงหล่นจมลง ในมหาสมุทรน้ำตาของตัวเอง
 
มหาสมุทรน้ำตา...ที่เขาไม่มี มันแห้งเหือดไปนานแล้ว
ตอนรักษาดวงตาหายใหม่ ๆ ถูกกำชับว่า อย่าร้องไห้นักจะกระเทือน เขาจึงกลั้นน้ำตาเอาไว้ นานไปก็ไม่มีอีก เขาจดจำได้ว่ามารดาพยายามเช่นไรเพื่อดวงตาของเขา 
 
ในดวงตาที่เห็นแสงสว่างเพียงรำไร สองมือเขาสัมผัสหยาดน้ำตาข้างแก้มมารดา สัมผัสยามมันหยดซึมผ่านเนื้อผ้ายามท่านร่ำไห้ ยามเขาได้เห็นใบหน้างดงามที่บิดาเคยบอกเล่าว่าเหมือนเขา วิคเตอร์ยกสองมือขึ้นสัมผัสใบหน้าเปื้อนน้ำตา บอกมารดาว่า เขามองเห็นแล้ว อย่าร้องไห้อีกเลย...
 
เขาไม่เคยเห็นใบหน้ายามตนเองร้องไห้ แต่วิคเตอร์จำภาพมารดาร่ำไห้ได้ เมื่อเขาเหมือนมารดาก็คิดว่าคงไม่ต่างกันเท่าไร ดังนั้นเขาจึงไม่อยากเห็นน้ำตาของมารดาอีก 
 
ยามเขาอ่านบทกวีของแรมเซย์จบ อีกฝ่ายก็กล่าวขึ้น
นี่วิค ฉันชอบเสียงนายเวลาอ่านบทกวีนะ”
 
ตอนนั้นเขาแสดงสีหน้าอะไรออกไปก็จำไม่ได้แล้ว เพียงปิดสมุดก่อนส่งคืนมาให้เจ้าของ โดยไม่ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก...
 
วิคเตอร์ดึงตัวเองกลับมายังปัจจุบันเขาหันมองมังกรแห่งความมืดผู้นั่งอยู่เคียงข้าง เขาวางมือข้างหนึ่งบนมือของอีกฝ่ายซึ่งวางอยู่บนบ่าของเอรอส เอ่ยช้า ๆ จ้องมองเข้าไปยังดวงตาสีทองเรืองรอง
“ขอบคุณที่ยังมีคุณอยู่ตรงนี้”
 
ดวงตาสีทองเต็มไปด้วยประกายยินดี เขาไม่ทราบว่าวิคเตอร์นึกถึงอะไรอยู่ก่อนหน้า แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็มีกัน ออร์เฟอุสเปิดปากกล่าว
“วิคเตอร์ข้ารัก...จนเกินจะหักใจเสียแล้ว”
 
เจ้าของนามเทพแห่งความรักหลับใหลไปนานแล้ว โดยไม่ได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย

(จบตอนที่ 52) Day 21 (2019) TREASURE

#FICTOBER #DrachenGrundschule #DrachenKindergärten #มังกรน้อย

Talk:

เสียงคุยเบา ๆ นี่เป็น White noise ที่ทำให้หลับสบายสำหรับบางคนและหนวกหูสำหรับบางคนเช่นกัน (ฮา)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น