มังกรน้อย อยู่ชั้นประถมแล้วนะ! (จบ)

ตอนที่ 56 : 50. โยงใย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    17 ก.ค. 63

50. โยงใย
 
อากาศเย็นลงอีกแล้ว...เอิร์ดมานน์กระชับผ้าห่มก่อนจะพลิกตัวแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียงพลางมองหินที่เขาซื้อมาวันนี้นอนนิ่งอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง ตามปกติเขาไม่ใคร่สิ้นเปลืองกับของที่มีไว้ดูชมและของประดับนัก เขาสนใจต่อของประเทืองปัญญาเพิ่มพูนความรู้ อำพันก้อนหนึ่งมีซากพืชโบราณ...น่าจะเป็นดอกไม้อยู่ในนั้นส่งเสียงร้องเรียกให้เขาอดใจไม่ได้จนต้องซื้อมาไว้ในครอบครอง น่าสนใจขนาดไหนที่ดึงให้เขาตั้งใจจะค้นหาว่า ดอกไม้นั้นคือ ดอกอะไรและมีอายุมาเท่าใดแล้ว
 
ด้านหลังของอำพันขนาดอุ้งมือของเขาสามารถกำได้รอบเป็นหินอีกแผ่น ขนาดใหญ่กว่าอำพันของเขาเล็กน้อยหน้าตัดเกือบจะเป็นทรงกลม มันถูกตัดออกเป็นแว่นเหมือนเลมอนสำหรับหย่อนในน้ำชาแล้วขัดหน้าจนมันวับ เออร์วิงมอบหินแผ่นนี้ให้เขา มันคือผลึกโมราที่ไล่สีฟ้าต่างระดับกันเป็นวงตั้งแต่ชั้นในถึงชั้นนอก เอิร์ดมานน์มองลวดลายแต่ละชั้นแล้วก็นึกถึงกาลเวลายาวนานที่ก่อร่างผนึกเหล่านี้ขึ้นจนเกิดเป็นอัญมณีสีสวย
 
จากนั้นเอิร์ดมานน์มองดูอำพัน...ยางไม้ซึ่งกลายสภาพเป็นก้อนแข็งสีเหลืองบ้างมีสีน้ำตาลแซมอยู่ เอิร์ดมานน์ถืออำพันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างถือแผ่นโมรา เขานึกถึงหนังสือเกี่ยวกับแร่และหินที่อ่านหลังจากเออร์วิงเอ่ยชวนไปด้วยกัน อนาคตนั้นเขาอยากเป็นปราชญ์ประจำราชสำนักเช่นเดียวกับคนในตระกูล ถึงได้ตั้งใจหมั่นศึกษาหาความรู้ แต่กลายเป็นว่า สิ่งที่คิดว่าเขานั้นรู้มากกว่าคนอื่นก็หาได้เป็นเช่นนั้น สิ่งที่เขารู้...เจ้ามังกรวารีก็ทราบ ถามถึงเรื่องใดก็ตอบได้อย่างไม่ธรรมดา ยิ่งแสดงว่าที่เขาเคยคิดว่าตัวเองรู้มากกว่าคนในรุ่นนั้นเขาคิดไปเองคนเดียว
 
เอิร์ดมานน์มองไปยังแผ่นโมรา เออร์วิงยังแอบซ่อนความรู้ความสามารถอะไรไว้มากมายภายใต้ภาพลักษณ์ภายนอกเหมือนดรูส (ผลึกรูปดาว หมายถึง หินที่หุ้มคริสทัลอยู่ภายใน) มองจากภายนอกคล้ายหินธรรมดาก้อนหนึ่ง พอตัดดูจึงได้พบว่ามีสิ่งสวยงามซ่อนอยู่ คราวนี้เขามองไปยังก้อนอำพันในมืออีกข้าง เขาก็คงคล้ายอำพัน จากยางไม้ที่ที่บ่มเพาะมายาวนาน จึงกลายเป็นหินมูลค่าสูง เพียงคิดว่าตัวเองมีของดีซ่อนอยู่ข้างในก็แตกต่างจากผู้อื่นทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เหล่าสหายเขาต่างมีความถนัดต่างกัน ซุกซ่อนความสามารถของตนเอาไว้
 
อำพันและโมราถูกวางลงที่เดิม เอิร์ดมานน์เอนตัวลงนอน ดับไฟแล้วปิดเปลือกตาลงนึกถึงพฤติกรรมแปลก ๆ ในช่วงนี้ของเออร์วิง เขาไม่เข้าใจว่าทางเออร์วิงเป็นอะไรกันแน่ เขาไม่อยากจะลองถาม เออร์วิงก็ไม่พูดออกมาเพียงใช้สายตาบอก ในสายตาซุกซ่อนอะไรไว้มากมายจนเกินจะคาดเดา บางครั้งเขาก็สงสัยว่าตนเองนั้นมีตรงไหนที่ทำให้เจ้านั่นถึงกับยึดเขาไว้หรือ จนตอนนี้เอิร์ดมานน์ก็ยังไม่เข้าใจความรักนัก รวมถึงไม่เข้าใจว่ามันมีสาระมากพอให้คนทุ่มเทปานจะขาดใจได้เชียวหรือ
 
-----
 
เฟรยานั่งอยู่บนเตียงมองไปหินรูปทรงประหลาดบนแท่นวางตรงหน้า ตอนนี้มันตั้งอยู่บนหลังตู้ที่วางชิดติดผนังห้องด้านหนึ่ง เออร์วิงมอบให้เธอกับมือพร้อมบอกชื่อของหินนี้เพื่อจะได้จดจำเอาไว้ แล้วกำชับว่าเก็บรักษาให้ดี ในอีกหลายปีข้างหน้าจะมีราคาสูงหลายเท่าจนเป็นที่ต้องการ ตอนนี้ราคาของมันไม่เท่าไร ถึงตอนนั้นให้เธอขายไว้เป็นทุนได้เลย เมื่อประเมินคำพูดของเออร์วิงแล้วเฟรยาตั้งใจจะสั่งคนทำครอบกระจกไว้อีกด้วย
 
เออร์วิงไม่ค่อยพูดนัก มักพูดคุยกับเอิร์ดมานน์มากกว่า แต่เฟรยาเชื่อ...เธอหลับตาลงนึกถึงอนาคต วันที่เธอก้าวพ้นไปจากที่นี่ และสามารถยืนได้ด้วยตัวเองจนท่านแม่ไม่สามารถว่ากล่าวอะไรได้ หากเธอได้ครอบครองเป็นเจ้าของทรัพย์สินของตัวเอง ท่านแม่ก็ไม่ต้องมากรอกหูให้เธอหาสามีรวย ๆ อีก
 
เฟรยานึกถึงทุกสิ่งที่ไม่สามารถคว้ามาได้โดยง่ายนัก การหาคู่แต่งงานที่มีฐานะเป็นเรื่องง่ายกว่าการที่เธอจะออกไปตั้งตัวโดยเริ่มจากศูนย์เสียอีก เธอไม่อาจร้องขอเงินจากท่านพ่อหรือท่านแม่ตัวเองไปได้ ทำได้แค่เก็บเงินส่วนตัวไว้ให้มาก มาตอนนี้คนแรกที่มอบเงินทุนให้เธอคือสหายมังกรวารี นอกจากนี้สหายคนอื่นยังช่วยเหลือเธอในด้านอื่น กระทั่งผอ.มอราเลสเองยังมอบคำแนะนำให้เธอเสมอ เฟรยาเปิดเปลือกตาขึ้นแย้มรอยยิ้มออกมา อย่างน้อยโชคก็ยังเข้าข้างเธออยู่บ้างจากสหายรอบตัว ที่เหลือขึ้นอยู่กับความสามารถของเธอแล้วว่าจะทำให้สิ่งที่ทุกคนมอบให้งอกเงยได้แค่ใดกัน
 
----
 
เวย์รานอนอยู่บนเตียงมือของเขาสอดอยู่ใต้หมอน ในนั้นมีถุงผ้าบรรจุโรสควอตซ์ซึ่งนิยมใช้เป็นเครื่องรางเรื่องความรัก เขาเคยได้ยินเรื่องราวของหินชนิดนี้มา เดิมทีเขาไม่เชื่อถือโชคลางอะไร แต่เมื่อได้เห็นเอิร์ดมานน์กับเออร์วิง เขาถึงภาพความสนิทสนมของครูกรินกับท่านดยุค พอเห็นเฟรยาชี้ชวนให้เคียฮีดูผลึกโรสควอตซ์ธรรมชาติ เขาก็ตัดใจซื้อโรสควอตซ์ที่ถูกเจียเป็นเพนดูลั่มสำหรับสวมกับสร้อยห้อยคอได้ในทันที
 
เวย์ราคิดว่าเขามีความอดทนมากพอ ในสายตาของผู้ใหญ่พวกเรายังเป็นเด็ก เรื่องของความรักหรือการแต่งงานถูกปัดให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ทั้งที่หัวใจนั้นมีมาแต่กำเนิด
 
เวย์ราเชื่อสายตาแหลมคมของตน เขามองคนไม่ผิด และคนที่เขาสนใจมีเพียงเคียฮีคนเดียว ปัญหาคือต่อให้เขามีสายตาที่ประเมินดีแค่ไหน ราบกลยุทธ์ให้สามารถขายของได้ราคาสูงกว่ามูลค่ามากเท่าใด การจะบอกความรู้สึกให้คนที่เขาสนใจกลับเป็นเรื่องยากเย็นนัก มิตรภาพที่สั่งสมมานานอาจจะพังทลายลงในเวลาไม่นานก็ได้ เวย์ราได้แต่รอเวลา ถือเสียว่าเขารอเป็นเพื่อนแรมซีย์ก็ได้ เมื่อคิดได้ดังนั้น การเก็บรักไว้ในอกก็ดูไม่ย่ำแย่นัก
 
-----
 
ครูเซชส์นำลูกศิษย์คนใหม่มายังสถานที่ฝึกระดับต้นของผู้เลือกเส้นทางเป็นมือสังหาร เพียงก้าวเท้าเข้าไปโลรันท์ได้ยินเสียงดังแว่วมาเป็นระยะ โลรันท์คะเนเอาจากเสียงน่าจะมีอยู่จำนวนไม่น้อย โดยมีบลูเมนติดตามอยู่ด้านหลัง โลรันท์สังเกตว่าเขาดูอารมณ์ดีกว่าปกติ
 
“ตามที่เคยเล่าให้เธอฟังแล้วโลรันท์” ครูเซชส์กล่าวกับเด็กชายขณะเดินผ่านกลุ่มคนที่กำลังฝึกกันอยู่ เสียงโห่ร้องดังเรียกความฮึกเหิม จนเด็กชายก็รู้สึกใจเต้นแรงตามไปด้วย “เด็กที่รับเข้ามาใหม่ ก็จะส่งเข้าอบรมความรู้พื้นฐานให้อ่านออกเขียนได้ เธอเองก็คงได้เข้าไปอยู่กับรุ่นเด็กที่อายุใกล้เคียงกันในเบื้องต้น จากนั้นก็จะอบรมเรื่องต่าง ๆ พวกเธอจะมีสิทธิ์เลือกว่าจะเดินทางสายใด บางคนอาจจะเป็นข้ารับใช้ เป็นครู เป็นอะไรหลาย ๆ อย่างตามที่เราจะสนับสนุนได้”
 
ครูเซชส์ก้มลงสบตากับลูกมังกรแห่งความมืด “คุณชายน้อยกล่าวไว้ว่าเธอได้เลือกไปแล้ว… จะมีการทดสอบหลังจบหลักสูตรเพื่อเลื่อนระดับขั้นต่อ”
 
“แล้วถ้าไม่ผ่านล่ะครับ” โลรันท์ถามขึ้น
 
“ขึ้นอยู่กับว่า หากไม่ผ่านในระดับที่พอยอมรับได้ อาจจะเรียนซ้ำแล้วเข้ารับการทดสอบใหม่ หรือหากหลายครั้งไม่ผ่านอาจต้องตัดใจไปเสีย ถึงเลือกทางนี้ปลายทางก็ยังมีแยกย่อยออกไปตามความสามารถ” ครูเซชส์มองไปยังบลูเมน “อย่างบลูเมน ตอนนี้คุณชายน้อยย้ายเขามาเป็นผู้คุ้มกันส่วนตัว ก่อนหน้าเขาเป็นสายสืบมือดีเลยเชียว การรวบรวมข้อมูลต้องใช้ไหวพริบและความสามารถเฉพาะตัว แต่มันเป็นงานที่เปลืองตัวไม่น้อย พอเขามีคนรักแล้วคุณชายน้อยก็ทราบดีจึงอนุญาตให้โยกย้ายตำแหน่ง”
 
ครูเซชส์มองตามสายตาของบลูเมนไปก่อนจะอมยิ้มเล็กน้อย เมื่อเห็นอดีตลูกศิษย์กำลังก้าวเข้ามาหา ชไตนน์สามารถเดินได้ด้วยตัวเองโดยอาศัยไม้เท้าช่วย
 
“ได้เห็นเธอสามารถเดินได้ด้วยตัวเองแล้ว ฉันก็ดีใจ” ครูเซชส์ว่าหลังกล่าวคำทักทายกัน
 
“ยังต้องมีไม้เท้าช่วยด้วยครับ” ชไตนน์ตอบก่อนหันไปมองคนรักที่อยู่ด้านหลังครู
 
“อย่างน้อยก็ดีกว่าช่วงที่เธอต้องนั่งรถเข็นอยู่นาน” ครูเซชส์ยกมือขึ้นวางบนบ่าชไตนน์ ก่อนหันไปหาโลรันท์กล่าวแนะนำ
“นี่ชไตนน์คนรักของบลูเมน เขากับบลูเมน และซาสเกียบุตรชายฉันต่างเป็นสหายร่วมรุ่นเดียวกับคุณชายน้อย”
 
โลรันท์มองไปยังชไตนน์ ตอนนี้มีบลูเมนก้าวไปยืนเคียงข้าง เขาเห็นแววตาสีฟ้าของบลูเมนเป็นประกาย คำว่า รอยยิ้มที่ส่งขึ้นไปถึงดวงตาคงเป็นเช่นนี้
 
“นี่คือลูกมังกรแห่งความมืดที่จะมาอยู่กับเราสินะครับ บลูเมนเล่าให้ฟังแล้ว เขาช่างโชคดีได้ครูดูแลตัวต่อตัว” ชไตนน์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม เขาเลื่อนสายตาจากครูไปยังลูกมังกรแห่งความมืด
“ทราบไหมว่าทำไมครูถึงพาเธอมาที่นี่?” ชไตนน์ส่งยิ้มจาง ๆ ให้เด็กชาย “เพราะคนที่อาศัยอยู่ที่นี่อาจจะเป็นอนาคตของเธอ...
 
ฉันเคยเป็นมือดีในบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นเลยนะ แต่ก็ยังล้มเหลวบาดเจ็บจนปางตาย ต้องให้ครูช่วยปิดภารกิจให้ ก่อนหน้านี้ฉันต้องนั่งอยู่บนรถเข็นอยู่นานจนคิดว่าคงไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก
นอกจากนี้ในบรรดาสหายร่วมรุ่นเหลือมาแค่ คุณชายน้อย ซาสเกีย บลูเมนและฉัน นั่นเห็นเด็กหญิงคนนั้นไหม ลูกบุญธรรมของฉันเธอเป็นบุตรสาวของสหายผู้ล่วงลับ” ชไตนน์พยักพเยิดไปยังทิศทางที่เด๊บบี้เล่นอยู่กับเด็กชายคนอื่น
 
“ตอนนี้ชไตนน์เป็นครูสอนเหล่านักเรียน ไม่ใช่แค่ชไตนน์ยังมีครูอีกหลายคนที่ตอนนี้พิการจากการปฏิบัติภารกิจ แต่ถึงอย่างนั้นประสบการณ์ของพวกเขาต่างมีค่ามากทีเดียว” ครูเซชส์บอกเล่าให้โลรันท์ฟัง
 
ลูกมังกรแห่งความมืดมองชายที่ต้องอาศัยไม้เท้าพยุงกายเพื่อให้สามารถเดินได้ด้วยสองขาของตน เขานึกถึงสมัยอยู่กับนายเก่า ถูกกล่อมว่าหากยอมทำตามที่บอกเขาจะเก่งกาจเหนือใคร เขาต้องสวมตรวนรอบคอ ทนถูกล่ามโคนปีกในร่างมังกร ไปไหนมาไหนในร่างเดิม ซ้ำถูกใช้งานราวสัตว์ที่เลี้ยงไว้ใช้แรงงาน โลรันท์คาดว่าหากในอนาคตจะต้องมีสภาพเช่นนี้ก็เป็นเพราะตัวเองนั้นด้อยความสามารถเอง
 
ครูเซชส์ยังคงพาโลรันท์ไปชมสถานที่ให้ถ้วนทั่ว โดยทิ้งบลูเมนไว้กับชไตนน์
“ข้ารับใช้อย่างเราก็มีภาระของเรา เจ้านายเองก็มีภาระของตน เธอก็เห็นคุณชายเอรอสแล้วยิ่งใช้ชื่อว่าลาเมียซีก็ยิ่งแบกรับความคาดหวัง ท่านเคออสเป็นมือวางอันดับต้น ๆ ความคาดหวังต่อคุณชายเอรอสจึงมีไม่น้อย ไม่ต้องพูดถึงคุณชายน้อยในฐานะผู้กุมชะตาชีวิต”
 
โลรันท์จดจำได้ว่าครูเคยเล่าให้ฟังถึงสถานะบางอย่าง
“ซาสเกียบุตรชายของครูเป็นเงาของคุณชายน้อย แล้วครูล่ะครับ”
 
ครูเซชส์สบตากับลูกมังกรด้วยความอารี
“ฉันเป็นเงาของคุณชายเทเนอร์บิดาคุณชายน้อย พอท่านเสียไป จึงติดตามดัสเชสต่อ บางครั้งก็มาทำหน้าที่ครู”
 
โลรันท์สังเกตเห็นว่า ในดวงตาสีสตาร์ลิ่งเกรย์ของครูคล้ายมีความเศร้าสายหนึ่งแทรกอยู่ แต่ก็เป็นแค่ชั่วแวบ เพียงกะพริบตาก็ไม่เห็นอีก
 
-----
 
วิคเตอร์ตั้งใจจะแวะมาดูซัลลิแวน ยานอนหลับสมควรหมดฤทธิ์ไปนานแล้ว ควรจะตื่นขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่ ทั้งลองใช้วิธีการถ่ายพลังเวทรักษาร่างกายดูแล้ว วิคเตอร์จึงคิดไปถึงสภาพจิตใจของซัลลิแวนจากการคุยกับเมเมนโต้ก่อนหน้านี้ จะมีวิธีใดปลุกเขาขึ้นมาได้หรือไม่ หลังผ่านเวลาที่สมควรตื่นขึ้นมาแต่กลับไม่ตื่นวิคเตอร์ให้ปลดเชือกที่มัดร่างอีกฝ่ายติดกับเตียงไว้ออก แต่ให้คนเฝ้าให้ดีแทน พร้อมทั้งหาวิธีปลุกซัลลิแวนขึ้นมาถามไถ่
 
ทันใดนั้นกระแสความคิดจากเซฟิรอสก็ถูกส่งมา พร้อมกับภาพซ้อนขึ้นมาในหัวเป็นทรงของแจกันแก้วเจียระไนและนาฬิกาทราย วิคเตอร์จึงโบกมือให้ซาสเกียถอยห่างออกไปอยู่หน้าประตู โดยที่ด้านนอกยังมีคนที่เตรียมพร้อมไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน
 
ฉันตั้งใจจะลองย้อนทางดู แม้สงสัยว่าสามารถทำได้หรือไม่ ฉันคาดว่าเขาต้องควบคุมสองสิ่งนี้อยู่ห่าง ๆ เซฟิรอสส่งกระแสความคิดมา
 
ระวังเซฟ มันอาจจะทำลายตัวเองแบบเดียวกับจดหมายที่นายเคยส่งถึงฉัน ถึงตอนนั้นเราก็ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ วิคเตอร์เตือนอีกฝ่าย พลางดึงเก้าอี้มานั่งลงข้างเตียงของซัลลิแวน
 
ถึงอย่างนั้นก็จำเป็นต้องทำ หากทิ้งเอาไว้มันอาจก่อเกิดอันตรายต่อผู้อื่นอยู่ดี เก็บเอาไว้เกิดมีอำนาจเหนือใครแล้วไปสะกดคนอื่นได้อีก เซฟิรอสคิดอย่างถ้วนถี่
 
นั่นสินะ ว่าแต่เซฟตอนนี้ฉันอยู่กับซัลลิแวน ฉันสามารถย้อนทางแบบเดียวกับนายได้ไหมเมื่อเขาถูกแฝงร่างเช่นนี้ วิคเตอร์ลองถามอีกฝ่ายเผื่อว่าจะสามารถปลุกซัลลิแวนขึ้นมาได้ อาจจะเพราะส่วนหนึ่งซัลลิแวนมองว่าโลกนี้โหดร้ายต่อเขาก็เป็นได้จึงเลือกหลีกหนีไปเสีย
 
เซฟิรอสนิ่งเงียบไปครู่ก่อนจะตอบกลับ
เช่นนั้นนายทำตามที่ฉันบอก ร่ายคาถาไปพร้อมกับฉัน
 
วิคเตอร์ปิดเปลือกตาลงตั้งสมาธิ ทำตามที่เซฟิรอสบอก ในหัวได้ยินเสียงเซฟิรอสร่ายคาถาช้า ๆ ออกอักขระชัดเจนทีละวรรคเขาก็ร่ายตาม ภาพซ้อนของวัตถุสองชิ้นในหัวของเขาดูมีปฏิกิริยา วิคเตอร์สัมผัสได้เช่นกันเขาจึงลืมตาขึ้นมองไปยังผู้นอนอยู่ตรงหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นคือร่างกายของซัลลิแวนสั่นเบา ๆ ก่อนจะค่อยรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ
 
ทันใดนั้นเสียงปริแตกดังขึ้นมาจากฝั่งเซฟิรอส แต่พวกเขายังคงร่ายเวทต่อไม่หยุด ไม่เว้นกระทั่งจะส่งกระแสความคิดตอบโต้กันเนื่องจากต้องใช้สมาธิ ภาพเงาร่างของแจกันแก้วและนาฬิกาทรายปรากฏรอยปริอย่างชัดเจน ร่างกายของซัลลิแวนก็กระตุกขึ้น
 
เสียงหนึ่งดังก้องในหัว คล้ายเสียงกรีดร้องแหลม เสียงแตกของแก้วชั้นดีดังกังวานใสที่แตกละเอียด หลังปรับลมหายใจเป็นปกติ เซฟิรอสบอกเขาว่านั่นคือ เสียงคำสาปสลายตัว แจกันกับนาฬิกาทรายแหลกจนไม่อาจเดาเค้าเดิมได้ วิคเตอร์ห่วงก็แต่ผู้ที่ถูกแฝงร่างจะได้รับอันตรายหรือไม่
 
วิคเตอร์มองไปยังซัลลิแวนอีกฝ่ายเริ่มขยับตัว เขาจึงยื่นมือไปตบแก้มซัลลิแวนเบา ๆ เรียกพอให้ได้ยิน ซัลลิแวนมีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ก่อนที่เขาจะค่อยลืมตาขึ้นช้า ๆ เป็นดวงตาที่ว่างเปล่า
 
“คุณ...ได้ยินผมไหม?” วิคเตอร์ถามอีกฝ่าย “จำอะไรได้บ้างหรือเปล่า?”
 
ซัลลิแวนกะพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมสติและความทรงจำกระจัดกระจาย เขายันตัวขึ้นนั่งมองไปรอบตัว มองไปยังหน้าประตูที่เปิดอยู่ มีกลุ่มคนยืนจ้องมองเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล ความทรงจำค่อยแล่นขึ้นมาช้า ๆ
 
เนื่องจากยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปรบกวน และซาสเกียก็ยังเฝ้าระวังอยู่หน้าประตู พวกเขาต่างส่งสายตาให้กัน ดูท่าทางคนบนเตียงแล้วพวกเขาพูดคุยกันเบา ๆ ว่าสภาพเหมือนกับช่วงแรก ที่ถูกพามากักตัวเอาไว้
 
“จำได้ตอนเข้ามาในห้องนี้ จากนั้น…” ซัลลิแวนรู้สึกสับสนไปหมด เหมือนมีเมฆหมอกปกคลุมในความทรงจำ ตอนถูกพามามีคนอธิบายว่า ขอความร่วมมือให้เขาอดทนกักตัวอยู่ก่อนหากไม่มีอะไรผิดสังเกตก็จะปล่อยเขาไป เขาเอาแต่ครุ่นคิดทั้งเรื่องก่อนหน้า ทั้งความสามารถในการอ่านใจของตัวเองว่าได้ชักนำปัญหาเข้ามาหาเสียแล้ว ถึงตรงนี้หางคิ้วของซัลลิแวนก็ตกลง
 
วิคเตอร์สังเกตอาการนั้นได้ จึงเอ่ยขึ้น
“ก่อนหน้านี้คุณคิดจะทำให้ตัวเองหายไปจากโลกนี้หรือ”
 
คำนั้นทำให้ซัลลิแวนเบิกตาโตจ้องมองมังกรตรงหน้าด้วยความพิศวง
“คุณพูดอะไร? เราเพิ่งพบกันครั้งแรกไม่ใช่หรือ”
 
วิคเตอร์ตอบอีกฝ่ายด้วยอาการสงบ
“คุณจำไม่ได้หรือ ว่าผมไปพบคุณที่ห้องทำงานในโรงเรียนก่อนจะเป็นคนเชิญคุณมาที่นี่”
 
ดวงตาของซัลลิแวนฉายแววตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด
 
วิคเตอร์กล่าวสืบไปช้า ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายได้ทำความเข้าใจด้วย
“ผอ.มอราเลสเป็นคนนำผมไปพบคุณเอง ส่วนเรื่องที่ผมทราบ ขออภัยที่เราต้องไปตรวจสอบห้องพักของคุณ...ผมได้เห็นสิ่งที่อยู่ใต้เตียง ได้คุยกับแพทย์แล้วจะให้คนมาดูแลรักษาอาการป่วยทางใจของคุณ”
 
ซัลลิแวนหลุบตาลง เหมือนมีคนมองเห็นจิตใจกลวงโบ๋ของเขา แต่คนตรงหน้ากลับกล่าวขึ้น
 
“ผอ.มอราเลสเป็นห่วงคุณ ระหว่างคุณอยู่ที่นี่ เขาสอบถามถึงคุณมาโดยตลอด” จากนั้นวิคเตอร์จึงได้เล่าถึงเหตุซึ่งทำให้ต้องถูกเชิญตัวมา
 
ซัลลิแวนได้ยินเรื่องที่เกิดในห้องสอบเขาก็หลุดปากออกมาทันที
“ผมพูดกับเด็ก ๆ แบบนั้นหรือ โอ! แย่ที่สุด...”
 
วิคเตอร์ดูแล้ว อย่างน้อยชายตรงหน้าก็มีสามัญสำนึกมากกว่าพ่อมดชาวสีดำ
“หากเป็นไปได้ผมอยากให้คุณได้รักษาตัวก่อน กับพวกอดีตลูกศิษย์ของผม จะอธิบายให้พวกเขาฟังอีกที”
 
“ผม...อยากขอโทษเด็ก ๆ ผมคอยระวังตัวเสมอ...” ซัลลิแวนกล่าวด้วยท่าทางเสียใจ
 
“ไม่เป็นไร ผอ.มอราเลสจัดการไปแล้ว” วิคเตอร์สอบถามถึงได้ทราบถึงสาเหตุของอาการป่วยของซัลลิแวนจนถูกแทรกแซงจิตใจ มันมาจากความสามารถในการอ่านใจนั่นเอง...ล่วงรู้จิตใจคนอื่น จนต้องหวั่นใจ หวาดกลัว
 
-----
 
วิคเตอร์รู้สึกว่าวันนี้ช่างยาวนาน เขายังไม่มีเวลาได้คุยกับเซฟิรอสอีกเพราะต้องจัดการเรื่องของซัลลิแวน จนเมื่อกลับถึงปราสาทบวร์กเฮาเซ่นอีกครั้งในช่วงบ่ายแก่ ข้ารับใช้ต่างต้อนรับด้วยการเชื้อเชิญให้นั่งพัก พร้อมน้ำชาร้อนหอมกรุ่นกับขนมกลิ่นหอม บรูโนและเอลโม  ฟารามุนด์รีบเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นท่าทางเหนื่อยล้าของเขา
 
บลูเมนเห็นฟารามุนด์สองพี่น้องก็เกิดข้อสงสัยขึ้น หันไปถามลูกมังกรแห่งความมืดผู้นั่งทานขนมที่คุณชายน้อยเลื่อนให้เด็กชายกับเอรอสต่อหน้าสองพี่น้องมังกรขาว
“ฉันสงสัยอย่างหนึ่ง ทำไมครั้งเธอมาที่นี่แรก ๆ ถึงไม่คุยกับมังกรขาว?”
 
โลรันท์ยกชาขึ้นดื่มล้างปาก หลังคอโล่งแล้วเขาจึงตอบบลูเมนหน้าตาเฉยว่า
“พวกเขามีกลิ่นไม่สะอาด”
 
ฟารามุนด์คนพี่จำได้ว่าวันนั้นวิคเตอร์ปรุงยาให้มีกลิ่นยาติดตัวมาก่อนจะมาพบเด็กคนนี้ นั่นใช่จงใจหรือไม่
 
วิคเตอร์เห็นสีหน้าแล้วก็ตัดบทด้วยการสอบถามโลรันท์
“ได้ไปชมสถานที่ฝึกมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง” วิคเตอร์มองไปยังเอรอสที่กำลังทานขนมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ถ้าอนาคตเอรอสดูแลตัวเองได้ เขาก็ต้องเข้ารับการฝึกตามความถนัดเช่นกัน อาจจะช้ากว่าเด็กคนอื่นสักหน่อยด้วยปัญหาสุขภาพ” ประโยคสุดท้ายวิคเตอร์ทอดสายตาไปยังโลรันท์
 
ลูกมังกรแห่งความมืดตีความสายตานั้นว่า ตัวเขาที่ต้องปรับพื้นฐาน ปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นโดยมีครูพิเศษนั้น อาจเพื่อให้เขารอฝึกพร้อมเอรอส โลรันท์จึงถามออกไปเรื่อยเปื่อยทั้งที่คาดเดาได้
“คุณก็ผ่านการฝึกมาเช่นเด็กคนอื่นหรือ”
 
รอยยิ้มส่งไปถึงดวงตาสีสวย
“ฉันก็เข้ารับการฝึกช้าเลยได้รับหลักสูตรพิเศษ แต่ดีที่มีซาสเกียอยู่ด้วย” วิคเตอร์เอียงศีรษะเล็กน้อยสบตากับซาสเกียผู้อยู่ไม่ไกล
 
คำตอบนั้นสร้างความประหลาดใจให้กับเด็กชาย
“ทำไมคุณถึงเข้าฝึกช้า ร่างกายไม่สมบูรณ์เหมือนเอรอสหรือ” โลรันท์ถามออกไปด้วยความสงสัย
 
“เพราะฉันเป็นมังกรพิการ” วิคเตอร์ตอบพร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ มิได้เฉลยออกไปว่าเพราะเขาตาบอดแต่กำเนิด
 
โลรันท์ไม่ได้ซักไซ้หากจดมันไว้ในใจ เขามองไปยังซาสเกียบุตรชายของครู บลูเมน และมังกรขาวสองพี่น้อง ผู้ได้รับเลือกให้อยู่ข้างคุณย่อมไม่ใช่ธรรมดา...
“ผมจะเป็นที่หนึ่งของรุ่นให้ได้ แล้วมาอยู่ข้างคุณปกป้องเอรอส”
 
เอรอสวางส้อมลงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“รันท์ไม่ต้องปกป้องเอรอสหรอก วันหนึ่งเอรอสจะเป็นผู้คุ้มกันของวิค”
 
-----
 
วิคเตอร์ให้ซาสเกียและบลูเมนไปส่งซัลลิแวนกลับที่พักหลังได้รับการบำบัดรักษาอาการทางใจจนดีขึ้น เขาอยากทราบปฏิกิริยาของซัลลิแวนเป็นอย่างไรบ้าง

บลูเมนบอกต่อซัลลิแวนตามที่ถูกสั่งมา
“นอกจากเชือกใต้เตียงที่คุณชายสั่งให้เอาไปทิ้ง เราไม่ได้แตะต้องของอื่นใดอีก” บลูเมนกล่าวพร้อมกับแจ้งให้ซัลลิแวนตรวจดูข้าวของของตน
 
เจ้าของห้องตกใจไม่น้อย เขาไม่คิดว่าห้องของเขาจะรกเช่นนี้ ไหนจะของประดับพวกนั้นที่ไม่เข้าใจว่าตัวเองคิดอย่างไรในตอนนั้น เขาจึงขอร้องบลูเมนกับซาสเกียให้ช่วยเขาเก็บกวาดห้องจนสะอาดโล่งตาผิดกับในตอนแรก
 
สิ่งที่ถูกรายงานต่อวิคเตอร์คือ ซัลลิแวนบอกว่าในห้องเขามีบางอย่างไม่น่าจะมี ได้แก่ แจกันแก้วเจียระไนซึ่งมีดอกไม้เหี่ยวแห้งปักอยู่ กับนาฬิกาทรายใต้กองหนังสือ...ซัลลิแวนไม่ชอบกลิ่นดอกไม้
 
(จบตอนที่ 50) Day 19 (2019) SLING
#FICTOBER #DrachenGrundschule #DrachenKindergärten #มังกรน้อย
Talk:
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น