มังกรน้อย อยู่ชั้นประถมแล้วนะ! (จบ)

ตอนที่ 55 : 49. ไม่เคยเข้ากัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 ก.ย. 63

49. ไม่เคยเข้ากัน
 
วันหยุดสุดสัปดาห์เคียฮี เฟรยา และเวย์ราก้าวออกจากร้านขายของโบราณก่อนช่วงเวลาเปิดร้านของย่านการค้าเพียงเล็กน้อยมีผู้ติดตามของเวย์ราติดตามอยู่เบื้องหลัง
 
“เคียฮีไม่เคยเข้าร้านแบบนี้มาก่อนเลย” สาวน้อยมังกรอัคคีพูดด้วยน้ำเสียงเริงร่า
 
“เฟรยาก็เพิ่งมาเป็นครั้งแรก ปกติคนที่สนใจของพวกนี้มีแต่ท่านแม่เท่านั้น แต่พอได้เรียนรู้การประเมินราคาก็ทำให้ต้องมาสนใจบ้าง”
 
“ต้องขอบคุณเวย์ราที่พามาดูร้านนะ” เคียฮีหันไปหาเวย์ราซึ่งยิ้มรับเต็มที่
 
เฟรยาส่งสายตาให้เวย์รา ที่มีโอกาสได้มาเพราะเวย์ราขอให้ชวนเคียฮีมาด้วยนั่นแหละ ถึงได้สามารถเข้าร้านขายของโบราณ แล้วยังได้ชมของในโกดังที่ลูกค้าทั่วไปไม่มีโอกาสได้เข้าชมอีก
 
“มีอะไรหรือเปล่า” เวย์ราเป็นฝ่ายทักเฟรยา เขาสังเกตสีหน้ามังกรพฤกษามาตั้งแต่เช้าแล้ว
 
“เมื่อเช้าท่านแม่พูดเรื่องเดิมขึ้นมาก็เลยต้องทนฟัง ฉันเป็นมังกรพฤกษาคนเดียวหรือเปล่าที่รับมันไม่ได้” เฟรยาบ่น “ตอนนี้ถึงได้พยายามอยู่ เตรียมตัวไว้เพื่ออนาคต”
 
เวย์ราระบายลมหายใจยาวไม่รู้จะปลอบอย่างไร เรื่องวงศ์มังกรแต่ละเผ่าไม่ควรก้าวก่ายกัน เขาจึงถามขึ้น
“แล้วจากนี้จะไปไหนต่อ”
 
“เฟรยาว่าจะไปที่หอสมุด แต่มาย่านการค้าทั้งที ขอเดินเล่นสักหน่อยดีกว่า” เฟรยาเก็บความไม่พอใจไว้แล้วคิดหาอะไรผ่อนคลายทำแทน
 
“งั้นเคียฮีจะอยู่เป็นเพื่อนนะ” เคียฮีว่าพร้อมกับจับมือเฟรยาไว้ก้าวเดินไปด้วยกัน
 
เมื่อเป็นเช่นนี้เวย์ราจึงต้องอยู่ด้วย ในขณะที่เดินอยู่นั้นเองเคียฮีก็ร้องขึ้น พลางมองตรงไปด้านหน้า
“นั่นเออร์วิงกับเอิร์ดมานน์ใช่ไหม”
 
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นทางฝ่ายคนถูกทักเองก็หันมาพบเช่นกัน เอิร์ดมานน์กำลังเริ่มหงุดหงิดเจ้ามังกรวารี ตอนทำท่าเฉยชายังพอว่า เวลาทำอะไรผิดแผกขึ้นมาก็แปลกไป วันนี้ก็มาชวนเขาไปชม หินแปลก อีก ถ้าไม่แปลกจริงดังว่าเขาจะกลับไปอ่านหนังสือต่อไม่อยู่ให้เสียเวลา ขณะกำลังไปก็พบกับสหายร่วมชั้นสามคน
 
“เวย์รา เคียฮี เฟรยามาเดินย่านการค้าเหมือนกันหรือ” เออร์วิงเป็นฝ่ายทักขึ้น
 
“เห พวกนายมาทำอะไรน่ะ” เวย์ราทักสหายอีกสองคนด้วยความแปลกใจในความบังเอิญ
 
“เออร์วิงชวนฉันมาดูหินแปลกน่ะ ร้านตรงนั้นจัดแสดงและจำหน่าย มีออกใบปลิวด้วยนี่ไง” เอิร์ดมานน์ชูใบปลิวของร้านขายหินและอัญมณีที่เจ้ามังกรวารีใช้ล่อตาล่อใจให้ดู
 
“เมื่อครู่เราเพิ่งออกมาจากร้านของโบราณของเวย์รามา งั้นเราไปชมด้วยกันดีไหม” เคียฮีหันไปถามเฟรยา
 
“ไปด้วยกันสิ” เออร์วิงชวน เขาไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ทันใดนั้นเองสายตาเขาก็เห็นสหายร่วมชั้นอีกคน...แรมซีย์  บาคเฮาเซ่นกับเลดี้อะเซเลีย
 
เอิร์ดมานน์มองตามสายตาเจ้ามังกรวารีไปแล้วก็ระบายลมหายใจยาว ก่อนเอ่ยเรียกเสียงไม่ดังไม่ค่อย
“...แรมซีย์...”
 
แรมซีย์ผู้จูงมือมารดาอยู่ถึงกับปล่อยมือก่อนสาวเท้าเร็ว ๆ เข้ามาหาสหายทั้งห้า
“ทำไมถึงมาอยู่กันครบได้เล่า”
 
เวย์ราจึงเป็นฝ่ายตอบ “ฉันพาเคียฮีกับเฟรยามาดูร้านของคุณพ่อ...แล้วนายล่ะ”
 
เออร์วิงจึงตอบบ้าง
“ฉันชวนเอิร์ดมานน์มาดูอันนี้” ก่อนชี้ไปยังใบปลิวในมือมังกรปฐพี
 
“ฉันกำลังจะไปร้านขายต้นไม้ จะไปรับหัวพันธุ์สโนว์ดรอบที่รับปากเฟรยาไว้กับท่านแม่” แรมซีย์ตอบ
 
เด็กทั้งหกคนมาอยู่รวมกันก็คุยกันเสียงขรม ทันใดนั้นเองเลดี้อะเซเลียก็กล่าวขึ้น
“ตายจริง นั่นออร์ฟี่ไม่ใช่หรือ กับคุณครู...”
 
แรมซีย์หันไปดูตามสายตาของมารดาทันทีก่อนจะพบว่า ญาติผู้พี่ของเขาทำท่าทางราวกระซิบบางอย่างกับญาญ่าอยู่ จากนั้นญาญ่าก็กระซิบตอบ
 
ทั้งหมดนั้นอยู่ในสายตาของลูกมังกรทั้งหก และเลดี้อะเซเลีย
 
“นั่นญาติผู้น้องของคุณครูสินะ แล้วเด็กคนนั้น” อะเซเลียหมายถึงลูกมังกรแห่งความมืด
 
“ก็เด็กที่มังกรขาวพบไงละครับ” แรมซีย์ตอบมารดา
 
เลดี้อะเซเลียผงกศีรษะเข้าใจกล่าว
“งั้นเราไปทำธุระของเราเถิด อย่าไปรบกวนเขาเลยนะ” ก่อนจะระบายรอยยิ้ม บอกลาเด็ก ๆ แล้วจูงมือบุตรชายไปร้านขายต้นไม้ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก
 
ลูกมังกรทั้งห้าตามครูกรินอยู่ครู่ก็ตัดสินใจพากันไปชมหินแปลกด้วยกัน
 
-----
 
สาเหตุที่อดีตนักเรียนทั้งหกรวมไปถึงเลดี้อะเซเลียได้มาเห็นภาพนี้ เป็นเพราะวันก่อนท่านดยุคมาเยี่ยมเยือนปราสาทบวร์กเฮาเซ่นก่อนถามถึงลูกมังกรแห่งความมืดที่รับไว้ในความดูแลของลาเมียซี
 
“ตอนนี้ครูกำลังปรับพื้นฐานให้แกอยู่ จะได้เรียนร่วมกับผู้อื่นได้” วิคเตอร์อธิบายขณะให้ข้ารับใช้ไปนำโลรันท์มายังห้องรับรอง
 
“มีครูเฉพาะให้เขาก็ดี” ออร์เฟอุสได้ยินแล้วก็ยกมุมปากขึ้นอย่างพึงพอใจ มองดูเอรอสซึ่งนั่งอยู่บนตักของวิคเตอร์
 
“ครับ เขาเคยเป็นครูของผมด้วยจึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
 
ออร์เฟอุสเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น
 
“เขายังต้องอยู่กับลาเมียซีซึ่งส่วนใหญ่เป็นมังกรแห่งแสงครับ ครูจะให้คำแนะนำแก่เขาได้” วิคเตอร์กล่าวพลางเบนสายตาไปทางซาสเกียแวบหนึ่ง
 
ยังไม่ทันที่ท่านดยุคจะสังเกตเห็นกิริยานั้นประตูห้องก็ถูกเคาะเบา ๆ ตามด้วยเสียงแจ้งว่าได้พาตัวโลรันท์มาถึงแล้ว
 
ออร์เฟอุสใช้ดวงตาสีทองมองลูกมังกรแห่งความมืดผู้ก้าวเข้ามาแสดงความเคารพเขา สีหน้าบ่งบอกความพอใจไม่น้อยก่อนจะมองไปยังโซฟาเดี่ยวที่ว่างอยู่ แล้วเอ่ยคำอนุญาต
“นั่งก่อนสิ”
 
โลรันท์จึงนั่งลงที่ตรงนั้น เขานั่งหลังตรงประสานมือไว้บนตักตามที่ครูเซชส์สอน แม้จะยังดูไม่ชินอยู่บ้าง
 
“อยู่ที่นี่มีสิ่งใดขาดเหลือหรือไม่ มีเครื่องกันหนาวเพียงพอไหมขณะนี้ลมหนาวก็มาแล้ว” ออร์เฟอุสถามเด็กชาย
 
โลรันท์เคยได้แต่ใส่ชุดเก่าจากคนอื่น ย่อมไม่เกี่ยงอยู่แล้วแค่ได้ใส่ชุดใหม่ก็ดีถมไป ที่เขาได้รับมายังเป็นของดีกว่าที่เขาใช้มาทั้งชีวิต ยังไม่ทันเปิดปากตอบคนถามก็ขัดขึ้นด้วยอีกคำถาม ให้เขาต้องตาโต
 
“ไม่สิ...เอาอย่างนี้ดีกว่า เจ้าเคยไปย่านการค้าของเมืองหลวงหรือไม่โลรันท์”
 
โลรันท์สบสายตามีอำนาจ ดวงตาสีทองอันเป็นเครื่องหมายของมังกรแห่งความมืดชั้นสูงก่อนตอบ
“ไม่เคยครับ” เขาเคยแต่ติดตามนายเก่าไปตลาดเพื่อค้าขายเท่านั้น
 
“งั้นฉันจะพาไป เผื่อมีสิ่งใดที่เธออยากได้” ออร์เฟอุสกล่าวราวกับเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
 
“วิค...” เอรอสเรียกญาติผู้พี่ พร้อมกับกระตุกแขนเสื้อเบา ๆ “เอรอสอยากไปด้วย ได้ไหม?” เด็กน้อยหูผึ่งแต่แรกแล้ว
 
วิคเตอร์สบตาเอรอสก่อนมองไปยังออร์เฟอุส
“ได้สิ” ซึ่งหมายถึงเขาต้องไปด้วย วิคเตอร์คงไม่ปล่อยให้ท่านดยุคพาเอรอสไปเพียงลำพัง
 
นั่นจึงเป็นเหตุให้ทั้งคู่มาอยู่ในย่านการค้านี้ วิคเตอร์ปล่อยให้เอรอสเดินเองโดยจูงมือเอาไว้ให้อยู่ระหว่างเขาและรูบี้ มีโลรันท์เดินตามมาอยู่ไม่ไกล
 
ออร์เฟอุสสังเกตว่ามาเดินในเมืองทีไรเจ้ากระต่ายจะไม่ค่อยยอมปล่อยมือ คราวที่แล้วก็เกาะแขนวิคเตอร์เอาไว้ตลอด ด้วยความที่รอบข้างมีเสียงมากมาย เขาจึงยื่นหน้าเข้าไปพูดใกล้ ๆ วิคเตอร์ให้ได้ยินชัดเจน ฃเพื่อถามในสิ่งที่เขาสงสัย
 
วิคเตอร์เองก็ขยับไปตอบริมหูท่านดยุคด้วยเสียงดีงพอให้ได้ยิน
“สมัยอยู่สีขาว รูบี้เคยถูกลักพาตัวจากคฤหาสน์ครับ เวลาอยู่ในที่มีคนมากหากได้จับมือไว้เขาจะอุ่นใจ”
 
ออร์เฟอุสจึงผงกศีรษะว่าเขาเข้าใจแล้ว แล้วมองไปยังลูกมังกรแห่งความมืดที่แหงนหน้ามองรอบตัวด้วยความสนใจ
“เป็นอย่างไร โลรันท์”
 
“ย่านการค้านี่ ไม่เหมือนกับตลาดเวลาไปค้าขายเลย” โลรันท์กล่าวพลางหันซ้ายแลขวา ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย มีแต่ของที่เขาไม่น่าจะซื้อได้เลย สมัยอยู่กับนายเขาไม่เคยได้ซื้ออะไรที่ชอบอยู่แล้ว ดูของในตู้กระจกนั้นน่าจะราคาสูงจนถ้าเขามองนานคงโดนเจ้าของร้านตะเพิดแน่จึงได้แต่มองอยู่ไกล ๆ
 
“เอรอสอยากดูอันนั้น” เมื่อคุณชายตัวน้อยตระกูลลาเมียซีเอ่ยเช่นนั้นพลางชี้ไปยังสิ่งที่โลรันท์ก็สนใจเช่นกัน ลูกมังกรแห่งความมืดจึงได้อาศัยเข้าไปดูด้วย
 
“ชอบก็เข้าไปชมด้านในสิ” ออร์เฟอุสกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เมื่อเห็นเด็กน้อยเกากระจกดู
 
เอรอสรีบปฏิเสธทันที ก่อนจะอธิบายช้า ๆ
“เปล่าครับ เอรอสอยากดูใกล้ ๆ เพราะเห็นว่าแปลกดี”
 
“แล้วเจ้าอยากได้อะไรหรือไม่” ออร์เฟอุสก้มลงถามเด็กน้อย
 
“พ่อเคยบอกว่า ของที่ขายในย่านการค้าสู้ของในคลังไม่ได้” เอรอสเงยขึ้นสบตาญาติผู้พี่ “แล้วพ่อว่าตอนนี้ยังเด็กไป ยังให้เอรอสไม่ได้” ท้ายประโยคมีแววของความเสียดาย
 
ออร์เฟอุสเลิกคิ้วด้วยไม่เข้าใจ จึงหันไปขอคำอธิบายจากวิคเตอร์
 
วิคเตอร์ยกมือข้างที่ว่างขึ้นลูบศีรษะเอรอส
“เธอต้องเรียนรู้วิธีการใช้งานอย่างปลอดภัยกับตัวเองและคนรอบข้างก่อนนะ” วิคเตอร์หยุดเล็กน้อยจึงค่อยตอบท่านดยุค “เอรอสหมายถึงอาวุธประจำตัวน่ะครับ”
 
“เอรอสเคยเห็นอันที่มีลาย...สวย” ขณะพูดไปเด็กน้อยก็ทำตาเป็นประกาย
 
“นั่นถือเป็นงานฝีมือเลย เอรอสคงชอบมากสินะครับ” วิคเตอร์เข้าใจว่าเอรอสหมายถึงอาวุธทำจากโลหะสองชนิดมาตีรวมกันเป็นเนื้อเดียว
 
“มากกว่าอัญมณีอีก” เอรอสตอบ “พ่อบอกว่าโตแล้วจะให้ไปเลือกเอง”
 
“ตอนนี้อดทนไว้ก่อนนะครับ” วิคเคอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
 
ออร์เฟอุสหันไปมองหน้าผู้ปกครองเด็กน้อยที่พูดเรื่องเหล่านั้นหน้าตาระรื่น เห็นอย่างนี้เอรอสก็โตมากับลาเมียซี จะว่าไปเขาก็ไม่ได้เติบโตมาแบบธรรมดาเช่นกัน
“ตอนเด็กท่านพ่อก็พาข้าไปดูการฝึกคนของเราบ่อยครั้ง หากข้าไม่ค่อยชอบอาวุธเท่าใดนัก”
 
วิคเตอร์มองไปยังโลรันท์ก่อนจะกล่าวออกมา
“พวกเราถูกฝึกให้สามารถใช้ทุกสิ่งเป็นอาวุธครับ มันไวกว่าเวทและไม่ต้องกล่าวสิ่งใดให้มากความ”
 
“ไปดูอย่างอื่นต่อกันนะ” เอรอสหันไปหาโลรันท์ อีกฝ่ายก็ผงกศีรษะให้ แล้วก้าวตามไป
 
หลังจากนั้นพวกเขาแวะเข้าอีกหลายร้านทั้งร้านเครื่องกันหนาว ร้านเครื่องเขียน ร้านของใช้วิคเตอร์ต้องคอยเตือนท่านดยุคว่าไม่จำเป็นต้องมอบของให้โลรันท์มากขนาดนั้น ไหนจะเรื่องที่เด็ก ๆ น่ะโตเร็ว ถึงตอนนี้โลรันท์จะโตช้าแต่อีกไม่นานก็คงจะมีร่างกายเป็นปกติแล้ว
 
เจ้าของร้านนาฬิกาเงยหน้าขึ้นมองไปยังประตูร้าน หลังได้ยินเสียงกระดิ่งซึ่งแขวนไว้ด้านบนของบานประตูร้านส่งเสียง เขาส่งยิ้มต้อนรับลูกค้าประจำก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมทำความเคารพ
“ยินดีที่ได้รับใช้ท่านในวันนี้ ท่านดยุค ท่านเอิร์ล” ท้ายประโยคนั้นเขาหันไปหาวิคเตอร์ เมื่อเห็นเด็กน้อยที่พามาด้วยกันจึงถามขึ้นแม้จะค่อนข้างมั่นใจอยู่แล้ว “แล้วท่านนี้คือ...”
 
“ญาติผู้น้องทางฝั่งลาเมียซี” วิคเตอร์ตอบเจ้าของร้านที่เขาคุ้นเคยจากการมาร้านนี้กับท่านดยุคหลายครั้ง
 
เอรอสจึงเอ่ยแนะนำตัวก่อนจะหันไปแนะนำโลรันท์ให้เจ้าของร้านด้วย
 
ออร์เฟอุสมองไปยังนาฬิกาที่แสดงอยู่ในตู้ก็เรียกให้เอรอสเข้ามาดู เขาชี้ไปยังนาฬิกาพก
“มาดูนี่สิ นาฬิกาอันนี้สวยไหม จากแบบและลวดลายน่าจะมีเพียงเรือนเดียว” เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของร้านด้วยความชื่นชม
 
หากเอรอสบอกกับออร์เฟอุสด้วยน้ำเสียงดังพอให้ได้ยิน
“ของที่มีชิ้นเดียว ไม่ดีหรอก...มันเจาะจงเกินไป แล้วเอรอสก็ยังดูเวลาไม่เป็นเลย”
 
ได้ยินเช่นนั้นออร์เฟอุสก็นึกถึงเรื่องที่คุยกันไปไม่นาน แล้ววิคเตอร์จึงเสริมขึ้นเพื่อเพิ่มความกระจ่าง
“ครับ มันจะชี้บ่งตัวตนเกินไป ปกติเราจะเลี่ยงกัน”
 
ออร์เฟอุสรู้สึกว่าตระกูลนี้ปลูกฝังมาให้เป็นเรื่องที่ต้องระวังไปเสียทุกสิ่ง เขาจึงหันไปหาเจ้าของร้าน แจ้งความต้องการของเขาแทน
 
เจ้าของร้านจึงยกถาดนาฬิกาพกราคาไม่แพงออกมา เป็นรุ่นที่ผลิตจำนวนมากและดูไม่โดดเด่นเท่าไร
“ถ้าเป็นแบบนี้ก็ได้ใช่ไหม” ออร์เฟอุสหันไปถามวิคเตอร์ จากนั้นจึงหันไปหาเอรอสกับโลรันท์ “ตอนนี้ยังอ่านเวลาไม่เป็นก็ไม่เป็นไร อนาคตเธอต้องอ่านได้แน่นอน”
 
เอรอสจึงหันไปขอความเห็นจากญาติผู้พี่
 
วิคเตอร์คิดอย่างรวดเร็วก่อนเอ่ยปาก
“เลือกเรือนที่ชอบสิครับ”
 
เอรอสจึงเรียกโลรันท์มาเลือกดูนาฬิกาพกด้วยกัน เอรอสชี้ไปยังนาฬิกาที่ฝังหินสีชมพูเอาไว้
“เอรอสชอบเรือนนี้มีหินที่เหมือนกับสีตาของแม่”
 
ออร์เฟอุสยิ้มสีตาของเด็กน้อยได้มาจากมารดานี่เองจะว่าไปเขาก็เคยพบบิดาของเด็กน้อยแล้วหากตอนนั้นอดหลับอดนอนข้ามคืนจึงเลือนรางในความทรงจำ ก่อนจะหันไปทางโลรันท์
“แล้วเธอเล่าชอบอันไหน โลรันท์”
 
“ผมอยากได้แบบเดียวกับเอรอส” โลรันท์ตอบโดยไม่ต้องคิดพร้อมกับรอยยิ้ม
 
หลังเลือกได้เรียบร้อย ออร์เฟอุสจึงพูดคุยกับเจ้าของร้านขณะห่อนาฬิกาใส่กล่องให้ วิคเตอร์ผู้ยืนอยู่ข้างกันนั้นกำลังก้มมองนาฬิกาในตู้ตามที่รูบี้ชี้ชวนให้ดู เสียงพูดคุยดังเข้ามากระทบโสตประสาทของออร์เฟอุสไม่ทันไรเขาก็รู้สึกว่าคนด้านข้างกำลังขยับตัว ก่อนที่จะรู้สึกได้ว่ามือของวิคเตอร์กระทบถูกมือของเขาเบา ๆ เขารีบมองไปทันทีแต่ก็ไม่ทันที่อีกฝ่ายเก็บมือของตนไปเสียก่อน ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังมือขาวราวหิมะของอีกฝ่ายไม่วางตาจวบจนเจ้าของร้านเรียกเพื่อมอบกล่องบรรจุนาฬิกาให้
 
เมื่อออกจากร้านนาฬิกาออร์เฟอุสก็นำเข้าร้านขนมที่อยู่ไม่ไกลกัน
“หากเป็นขนมเจ้าคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม?” ออร์เฟอุสทราบดีว่า วิคเตอร์คอยห้ามไม่ให้เขาตามใจเด็ก หรือซื้อของราคาแพงเกินไปให้
 
วิคเตอร์หมดคำแย้งจึงหันไปย้ำรูบี้แทนว่าห้ามทานช็อกโกแลตเด็ดขาด
 
ออร์เฟอุสทักทายเจ้าของร้านก็ออกปากสั่งขนมหลายอย่างก่อนหันไปบอกโลรันท์
“ของพวกนี้เก็บได้นานอยู่ แต่อย่าทานครั้งละมาก ๆ ล่ะ”
 
ระหว่างรอนั้นเอง เจ้าของร้านนำขนมทั้งลูกอมและช็อกโกแลตมาให้ลูกค้าชิมระหว่างรอ เมื่อก่อนโลรันท์ไม่เคยได้ทานขนมหรอกแค่ได้กินจนอิ่มก็ยังหายากเลย จนมาอยู่ปราสาทบวร์กเฮาเซ่นถึงได้มีทั้งของหวานหลังอาหาร ทั้งขนมเวลาน้ำชา พอเขาจะได้เป็นเจ้าของขนมที่จะทานเมื่อไรก็ได้จึงอดยิ้มออกมาไม่ได้
 
ออร์เฟอุสเห็นแล้วก็พอใจ เขาฟังประวัติของเด็กคนนี้แล้วอดนึกไปถึงหลานและญาติผู้น้องเขาไม่ได้ ถึงจะเลือกไปอยู่กับลาเมียซี อย่างน้อยเขาก็อยากให้มีช่วงเวลาที่ดีบ้าง เมื่อเห็นวิคเตอร์ซื้อขนมไปกล่องใหญ่เขาก็เลิกคิ้ว
“หลังจากนี้จะพาเอรอสไปส่งให้คุณพ่อคุณแม่เขา จะมีของฝากติดมือไปบ้างคงไม่เป็นไร”
 
ออร์เฟอุสไม่คิดจะไถ่ถามอะไรอีก หลังจากออกจากร้านนี้ไปก็ได้จะเวลาแยกย้ายกันแล้ว ช่วงเวลาที่ใช้ด้วยกันนั้นไม่อาจลากยาวไปกว่านี้ วิคเตอร์แจ้งเขาไว้แต่ต้นแล้วว่าจะไปยังปราสาทแห่งแสง เขาจึงใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากไปกับการชื่นชมอีกฝ่าย ซึมซับทุกกิริยาและการกระทำนั้นไว้ในความทรงจำ เมื่อก้าวเท้าออกจากร้านขนมเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่เขาต้องกลับไปใช้ชีวิตตามลำพังอีกแล้ว แต่อย่างน้อยในตอนนี้...นับแต่รับวิคเตอร์เข้ามา เขาก็ไม่ต้องเหงาใจดังเดิม
 
ขณะรอข้ารับใช้ไปนำรถม้ามานั้นออร์เฟอุสเตรียมจะกล่าวคำลาสักเล็กน้อย พลันสายตาเขาเหลือบไปเห็นบางอย่าง
“สุดท้ายแล้ว...วิคเตอร์ ขออีกสักนิด” เขาเรียกเด็กสาวขายดอกไม้ที่กำลังเดินอยู่ให้หยุด ส่งเหรียญทองให้แล้วหยิบเอาดอกกุหลาบสีแดงสดจากตะกร้าดอกไม้ยื่นให้วิคเตอร์
“วันนี้คนอื่นได้กันไปหมดแล้ว ข้ายังไม่ได้ให้อะไรเจ้าเลย” ใช่กระทั่งเจ้ากระต่ายเขาก็เลี้ยงขนมตอนทานอาหารกลางวัน
 
วิคเตอร์จึงรับไว้โดยไม่อาจปฏิเสธ
“กุหลาบแดงคงมีความหมายสำหรับเจ้า อันที่จริงข้าอยากมอบกุหลาบโอสิเรียให้มากกว่า ทว่าตอนนี้หาได้เท่านี้”
 
วิคเตอร์สบตาคนตรงหน้า แล้วจึงกวาดสายตามองไปยังดอกไม้ในตะกร้าของเด็กสาวขายดอกไม้ มอบเหรียญทองให้ก่อนจะหยิบช่อดอกไม้เล็ก ๆ ขึ้นมาสองช่อ เด็กสาวยิ้มแย้มที่ได้เงินมากกว่าค่าดอกไม้หลายเท่าก้มศีรษะขอบคุณก่อนจะจากไป
 
วิคเตอร์ยื่นช่อดอกไม้สีขาวให้เอรอส
“เอาไว้ให้คุณแม่พร้อมของฝากนะครับ”
 
เอรอสยิ้มก่อนรับไปถือด้วยความยินดี
 
ช่างพอเหมาะกับรถม้าของลาเมียซีมาเทียบพอดี
“แล้วมาเที่ยวด้วยกันอีกนะ ออร์เฟร” เอรอสกล่าวลา พร้อมกับก้าวเข้าไปจับมืออีกฝ่าย โลรันท์กล่าวขอบคุณ รูบี้ก็เช่นกัน
 
“แล้วพบกันครับ” วิคเตอร์มอบช่อดอกไอริสสีน้ำเงินอมม่วงให้ออร์เฟอุสก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าเป็นคนสุดท้าย
 
ออร์เฟอุสมองรถม้าจากไปก่อนจะมองดอกไม้ในมืออย่างพิจารณา อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้หากวาเซอีอยู่ตรงนี้คงล้อเขาไปแล้ว เขาจะเฝ้ารอวันที่น้ำกับน้ำมันเข้ากันได้
 
“เหนื่อยไหมเอรอส” วิคเตอร์ถามญาติผู้น้อง
 
“เหนื่อย แต่เอรอสมีความสุข” เอรอสตอบ อันที่จริงเขาไม่เหนื่อยเท่าไร พอเดินได้ไม่นานวิคก็จะอุ้มเขาไว้เพราะเกรงจะเหนื่อย “เอรอสเคยมากับพ่อแม่ แต่เดินไม่นานแม่ก็เหนื่อยเสียก่อน”
 
เอรอสเอียงคอมองญาติผู้พี่ของตน
“วันนี้จึงสนุกมากเลย”
 
วิคเตอร์ตอบรับด้วยรอยยิ้ม
“ไว้วันหลังจะพามาอีกนะ”
 
เอรอสยิ้มกว้างเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“อืม แล้วออร์เฟรจะมาด้วยกันอีกไหมครับ”
 
“ขึ้นอยู่กับว่าเขาว่างหรือไม่” วิคเตอร์ตอบตามตรง
 
-----
 
เมื่อมาถึงปราสาทแห่งแสงข้ารับใช้รายงานเขาทันทีว่าเคออสอยู่ที่ลานฝึก วิคเตอร์จึงหันไปสั่งข้ารับใช้ให้นำขนมของฝากและดอกไม้ไปส่งให้ถึงมือไรซ่าภรรยาของเคออส ก่อนจะอุ้มเอรอสไปยังลานฝึก
 
ด้วยเวลานี้เป็นยามบ่าย จึงไม่ค่อยมีคนอยู่ในลานฝึกมากนัก และยังมีเคออสกับครูเซชส์อยู่ที่นั่น
 
วิคเตอร์ทักทายครูกับเคออส แล้วจะส่งเอรอสในอ้อมแขนให้
 
เคออสรีบห้ามไว้ทันที
“รบกวนคุณชายอุ้มไว้ก่อน ตอนนี้กำลังเหม็นเหงื่อน่าดูเลย” จากนั้นเคออสจึงส่งยิ้มให้บุตรชาย “วันนี้สนุกไหมเอรอส”
 
โลรันท์เห็นครูก็กล่าวทักทายก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“อนาคตผมต้องมาฝึกที่นี่หรือครับ”
 
ครูเซชส์ตอบ “ไม่หรอกโลรันท์ ที่นี่เรียกได้ว่าเป็นลานสำหรับออกกำลังกายมากกว่า สำหรับคนที่อยู่ในช่วงพักหรือไม่ได้ออกปฏิบัติภารกิจ ของจริงสำหรับเธอไม่ใช่ที่นี่ เรามีสถานที่ฝึกหลายแห่ง กระจายกันไป สำหรับระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับสูง”
 
โลรันท์ทำความเข้าใจตามที่ครูพูดก่อนจะเห็น เด็กหญิงคนหนึ่งก้าวมาหาวิคเตอร์พร้อมถอนสายบัวให้ ดูจากท่าทางแล้วโลรันท์เดาได้เลยว่ามีสถานะไม่ธรรมดา
 
“ท่านพี่” บลูซัลเวียกล่าวทักทาย
 
“โลรันท์นั่นบลูซัลเวีย ผู้สืบทอดของลาเมียซีลำดับที่สอง” วิคเตอร์แนะนำ “เท่ากับตอนนี้มีศักดิ์เป็นผู้น้องของฉัน บลูซัลเวียนี่คือโลรันท์มังกรแห่งความมืดที่จะมาอยู่กับเรา”
 
โลรันท์ได้แต่ยิ้มมองมังกรแห่งแสงตรงหน้าทักทายเขาตามมารยาท เป็นถึงผู้สืบทอดของลาเมียซีเลยหรือ ครูเคยบอกว่าที่นี่จะมีคนในตระกูลอาศัยอยู่มากมาย รวมถึงผู้นำของลาเมียซีเองก็พำนักอยู่ที่นี่ด้วย มาแล้วก็ได้แต่ทำใจว่าจะได้พบเจอญาติหลายคนของวิคเตอร์ เขาเป็นผู้เลือกเองว่าจะมาอยู่กับมังกรแห่งแสง ไม่ว่าจะเข้ากันไม่ได้อย่างไรเขาก็เลือกไปแล้ว ได้แต่ทำตัวให้ชินตามที่ครูสอน
 
วิคเตอร์อยู่ค้างที่ปราสาทแห่งแสงในคืนนั้น เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องพักส่วนตัว บนตักมีรูบี้ในร่างเดิมนอนหลับอยู่ เขาตั้งใจจะสอบถามความคืบหน้าจากเซฟิรอส แต่อีกฝ่ายกลับทักมาพอดี
 
วิคเตอร์เสียงเซฟิรอสดังขึ้น
 
ว่าอย่างไรเซฟิรอส วิคเตอร์ตอบรับทันที
 
ขอบคุณในความเชื่อใจของนาย ฉันลองตรวจดูของที่นายส่งมอบให้แล้วพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับพ่อมดชาวสีดำผู้นั้นจริง
 
หากวิคเตอร์สัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่แฝงมา
มีอะไรหรือไม่
 
ด้วยสิ่งที่บิดามารดาของฉันเหลือไว้ให้ มันพิสูจน์ได้เช่นนั้น... เซฟิรอสขยายความ ความรู้สึกของเซฟิรอสรุนแรงยิ่งขึ้น ฉันไม่ทราบเลยว่าเขาต้องการสิ่งใดกันแน่
 
มีแค่สองทางไม่สร้างก็คงทำลาย วิคเตอร์ตอบ
 
เป็นไปได้ อย่างหลังเขาได้พยายามทำไปแล้ว.... ท้ายประโยคนั้นกระแสความคิดค่อยเบาลง ราวต้องการกักเก็บบางสิ่งไว้ ไม่ว่าอย่างไรฉันก็ไม่สามารถให้อภัยคนผู้นี้ ยิ่งไม่สามารถปล่อยให้คนผู้นี้อยู่สร้างปัญหาต่อไปได้
 
จากที่นายเคยเล่า เขาคงสร้างปัญหากับนายไม่น้อย วิคเตอร์จำได้ว่าเซฟิรอสเคยบอกเช่นนั้น
 
มากจนไม่อาจประเมิน รวมถึงปั่นป่วนทุกสิ่งที่ครอบครัวของฉันดูแล ฉันสูญเสียไปมาก...ยิ่งกว่ามาก
 
คำตอบนั้นทำให้เข้าใจได้ถึงสิ่งที่ไม่อาจให้อภัย
 
(จบตอนที่ 49) Day 18 (2019) MISFIT
#FICTOBER #DrachenGrundschule #DrachenKindergärten #มังกรน้อย
Talk:
 
แค่นิ้วก้อยชนกันค่ะท่านดยุคอย่าคิดมาก และเขาไม่ได้ตั้งใจ (ฮา)
 
อีกสิบสามตอนก็จบแล้ว จบจริง ๆ แจ้งไว้ก่อนว่าเรื่องทีลล์  ออยเล่ชปีเกลยังไม่เฉลยในส่วนของกริน จะไปเฉลยที่ภาคของเซฟิรอสค่ะ ทางนั้นโดนมาหนักกว่ากรินอีก ซึ่งมีสองภาค ภาคแรกเขียนจบไปตั้งแต่ก่อนมาเขียนครูกริน ภาคสองกำลังกระดึ๊บอยู่
 

กุหลาบพันธุ์โอสิเรีย (osiria rose) เป็นกุหลาบที่กลีบด้านในเป็นสีขาวด้านนอกเป็นสีแดงหรือเรียกว่าขลิบแดงก็ได้ มีความหมายในภาษาดอกไม้ว่า เสน่ห์อันลึกลับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น