มังกรน้อย อยู่ชั้นประถมแล้วนะ! (จบ)

ตอนที่ 54 : 48. รักประดับใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 ก.ค. 63

48. รักประดับใจ
 
เย็นวันนั้นเลดี้อะเซเลียไปรับบุตรชายจากโรงเรียน ระหว่างทางกลับบ้านบุตรชายเล่าให้มารดาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ฟังว่าวันนี้ทำอะไรในโรงเรียนบ้างก่อนจะร้องขอ
“เราก็เลยคุยกันก่อนจะสรุปว่า เราจะปลูกสโนว์ดรอบ ผมเลยอาสาว่าจะหาหัวพันธุ์มาให้” แรมซีย์ร้องขอ
 
“ได้สิ เดี๋ยวแม่ให้คนไปจัดการให้” เลดี้อะเซเลียยกมือขึ้นลูบศีรษะบุตรชายอย่างเอ็นดู
 
แรมซีย์คิดว่าท่านแม่จะแวะย่านร้านค้าเสียวันนี้เลย ด้วยความแปลกใจจึงหันไปสบตามารดาแทนคำถาม
 
“วันนี้เราต้องตรงกลับก่อนโดยไม่แวะที่ใด” เลดี้อะเซเลียบอกกล่าวต่อบุตรชายพร้อมรอยยิ้ม
 
แรมซีย์เดาความหมายได้ทันที
“วันนี้ท่านลุงกับท่านป้ามาทานอาหารเย็นด้วยหรือครับ”
 
“ใช่จ้ะ ท่านพี่กับพี่เขยจะมา รวมถึงท่านพี่เทอร์กับวาเซอีด้วย” อะเซเลียอธิบายบุตรชาย
 
แรมซีย์เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ พี่น้องแบล็ควิงค์มากันครบเช่นนี้จะมีเรื่องอันใดหรือไม่
“คิดถึงเฉย ๆ หรือเกี่ยวกับท่านดยุคด้วยล่ะครับ” แรมซีย์เดา
 
“เรียกออร์ฟี่ว่าพี่ก็ได้นี่ลูก” อะเซเลียโน้มน้าวบุตรชาย
 
“เฮอะ” แรมซีย์ส่งเสียในลำคอ ในใจยังไม่อยากเรียก
 
อะเซเลียเห็นท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายจึงกล่าวต่อ
“แค่บังเอิญว่าท่านพี่วิเรยาส์จะมา แม่เลยถามไปทางท่านพี่เทอร์ด้วยน่ะ” อะเซเลียส่งยิ้มให้บุตรชายก่อนจะกล่าวตามที่นางรู้สึก “เสียดายที่ออร์ฟี่ไม่มาร่วมด้วย”
 
แรมซีย์ไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ เขาทราบว่าท่านแม่เลี้ยงดูญาติผู้พี่ของเขาท่านดยุคกับวาเซอีมาพร้อมกัน แต่จะว่าอย่างไรได้อีกฝ่ายคงมีกิจธุระไม่น้อยด้วยภาระหน้าที่สำคัญตามที่ท่านลุงเอเรบุสว่าไว้
 
สามพี่น้องแบล็ควิงค์ผูกพันกันเหลือล้น ดังนั้นยามพบหน้าก็ยินดีนัก ต่างถามไถ่ด้วยความห่วงใย
 
เทอร์โอโรดิออนกล่าวขึ้นหลังทักทายน้องสาวน้องเขยและหลานชายแล้ว
“แวะมาหากันก่อน หากหิมะตกแล้วคงเดินทางลำบากจนอาจไม่ได้มาพบ”
 
ปกติอาหารค่ำของบ้านบาคเฮาเซ่นไม่เคยเงียบอยู่แล้วพอมีแขกมาเพิ่มก็ยิ่งครึกครื้นเหล่าผู้ใหญ่สนทนากันไป ทางฝ่ายเด็กก็ทานอาหารกันไปเงียบ ๆ แต่แล้ววาเซอีหันก็ไปหาแรมซีย์ผู้นั่งอยู่ด้านข้าง เอ่ยถามราวถามดินฟ้าอากาศ
“เป็นอย่างไรบ้าง”
 
“ก็เรื่อย ๆ ครับ” แรมซีย์ตอบอย่างขอไปที
 
“พี่หมายถึง...เรากับครู หลานชายของลาเมียซีผู้นั้น” วาเซอีลดเสียงลงให้พอได้ยิน
 
แรมซีย์ไม่ได้ทำกระโตกกระตากเพียงหันไปสบตาญาติผู้พี่
 
วาเซอีจึงเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา
“ดูแต่รุ่นพ่อแม่เราถึงจะแยกย้ายออกเรือนกันไปก็ยังสนิทสนมกันอยู่มาก แต่ดูรุ่นเราสิ” วาเซอียิ้มเจื่อนยามนึกถึงความเป็นจริง “ข้ากับน้องสาวก็ไม่ได้โตมาด้วยกัน เจ้าก็เป็นลูกคนเดียว ส่วนออร์เฟรมีน้องชายก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน กลับมาสนิทกับข้าแทน”
 
“อย่างน้อยก็นับเป็นข้อดีที่ท่านแม่เป็นผู้เลี้ยงพวกพี่มาด้วยกัน” แรมซีย์ยิ้ม ก็ใช่ว่าท่านพ่อท่านแม่อยากมีเขาเป็นลูกคนเดียวเสียเมื่อไร แต่ความพยายามของทั้งคู่ยังไม่สำเร็จเสียที
 
“ที่เจ้าว่ามานั้นถูกต้องเลย ต้องขอบคุณท่านอาเซลี่ ออร์เฟรกับพี่จึงโตมาดั่งพี่น้อง แต่ว่านะพี่เริ่มกังวลอยู่เรื่องหนึ่ง”
 
“เรื่องญาญ่าใช่ไหมครับ” แรมซีย์กล่าวตามตรง
 
วาเซอีระบายลมหายใจก่อนกล่าว
“ตั้งแต่เป็นผู้ใหญ่ก็มีเพียงผู้เดียวที่ออร์เฟรให้ความสนใจ”
 
“สุดท้ายญาญ่าเป็นผู้เลือกใครสักคนหรืออาจจะไม่ใช่สักคนก็ได้” แรมซีย์ตอบออกไป “อีกประการ ผมยังเด็กอย่างไรก็เสียเปรียบกว่า” แรมซีย์ว่าตามตรง อย่างไรเขาก็ดูนอกสายตากว่ามาก ไม่นับที่เขาได้ยินมาจากครูรูบี้
 
“หากหลานชายของลาเมียซีเลือกคนอื่น พี่ไม่กังวลหรอกแต่ถ้าเป็นออร์เฟรหรือเราต่อไปจะมองหน้ากันติดไหมเล่า” วาเซอีมองญาติผู้น้องด้วยความกังวล
 
แรมซีย์กลับส่ายหน้าช้า ๆ
“ไม่หรอกครับ ท่านดยุคเป็นผู้ใหญ่พอ เขาทราบดีว่ารักไม่ใช่มีไว้เพียงประดับให้สวยหรู และความเป็นพี่น้องของพวกเราใช่จะทำลายได้เพียงเพราะรักคนเดียวกัน”
 
“สมแล้วที่เป็นบุตรของท่านอาเซลี่” วาเซอียิ้มออกมาได้ กับแรมซีย์คงไม่มีปัญหา แต่ออร์เฟรเล่าในอนาคตหากไม่ใช่คนที่ถูกเลือก ให้ตาบอดวาเซอีก็ทราบว่าออร์เฟรหลงใหลหลานชายของลาเมียซีมาก
 
ทางฝ่ายเออร์วิง กลับถึงคฤหาสน์ก็มุ่งตรงไปยังห้องหนังสือทันที หนังสือมากมายเรียงรายอยู่บนชั้น เขามั่นใจว่าหนังสือในคฤหาสน์ของเขาไม่น้อยไปกว่าคฤหาสน์ของเจ้ามังกรปฐพีแน่ จากนั้นเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาค้นหาสิ่งที่เก็บความสงสัยไว้ตั้งแต่ที่โรงเรียน
 
ทิมข้ารับใช้คนสนิทมองดูท่าทางนายน้อยแล้วก็ลอบถอนใจ ได้แต่ไปเรียนนายท่านและจัดเตรียมสำรับอาหารมาให้ถึงในห้องหนังสือ ส่งเสียงเรียนนายน้อยให้หยุดพักดื่มน้ำบ้าง ทานอาหารเย็นบ้าง ดูจากดวงตาของคุณชายแล้วดูท่าหากไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการคงไม่เลิกง่ายดายแน่ ทิมทำได้เพียงยืนรอรับใช้อยู่ห่าง ๆ
 
จนดึกแล้วไอแซค แกรนด์คอนวีย์ผู้เป็นบิดาเห็นว่าสมควรแก่เวลาเข้านอนของบุตรชาย เขาก้าวเข้าห้องหนังสือเพื่อพบว่าบุตรชายยังคงคร่ำเคร่งกับหนังสือตรงหน้า จึงเอ่ยเรียก
“เออร์วิงลูกรัก เวลานี้ก็ดึกมากแล้วลูกควรพักผ่อนก่อน”
 
เออร์วิงเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่กางอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าผิดหวัง
“คุณพ่อ ห้องหนังสือบ้านเรารวบรวมข้อมูลไว้ก็ไม่น้อยแล้วแต่ยังไม่มีสิ่งที่ผมต้องการเลย”
 
“พ่อเคยบอกแล้วอย่างไร นั่นขึ้นกับระดับความลับของข้อมูลที่ลูกต้องการด้วย” ไอแซคก้าวไปยืนข้างเก้าอี้ที่บุตรชายนั่ง ยื่นมือไปนวดหว่างคิ้วบุตรชายให้คลายความเครียดขึง
 
เออร์วิงระบายลมหายใจ กล่าวขึ้นด้วยเขาก็ทราบดี
“เช่นข้อมูลของลาเมียซี สิ่งที่พวกเขาเปิดเผยย่อมมีเพียงผิวเผิน”
 
“ถูกแล้วล่ะ ครูสมัยอนุบาลของลูกก็เป็นหลานชายของลาเมียใช่ไหมเล่า” ไอแซคลูบหลังบุตรชายเบา ๆ
 
“ใช่ครับคุณพ่อ ก็เพราะครูนั่นแหละผมจึงได้สงสัย” เออร์วิงตอบตามตรง
 
ไอแซคก้มศีรษะลงมองไปยังหนังสือที่บุตรชายอ่านค้างอยู่ก่อนถามออกมา
“ลูกค้นข้อมูลของมังกรขาวต้องการทราบประวัติตระกูลใด”
 
“ตระกูลฟารามุนด์ครับ”
 
ไอแซคได้ยินนามของฟารามุนด์เขาก็นิ่งไป ดีที่เขาก้มหน้าอยู่บุตรชายจึงไม่ทันสังเกตเพียงคิดว่าเขาจ้องมองอักษรบนหน้าหนังสือ ไอแซคสูดหายใจเข้าปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนเอ่ยถาม
“เขาก่อความสงสัยต่อลูกอย่างไร”
 
“ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า นักเรียนใหม่ซึ่งเข้ามากลางเทอมมีนามว่าฟารามุนด์” เออร์วิงเล่า
 
ไอแซคผงกศีรษะรับ เรื่องนี้เขาจำได้
 
“แต่ตอนไปพบครูกริน ผมพบฟารามุนด์อีกคน อยู่ที่ปราสาทบวร์กเฮาเซ่นกับพวกลาเมียซี” เออร์วิงอธิบาย “จะว่าไม่แปลกก็ใช่ จะว่าแปลกก็ไม่เชิง ครูเองก็เป็นลูกครึ่งมังกรขาว พอมาค้นดูประวัติตระกูลที่มีบันทึกไว้ก็ธรรมดาไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แต่...บางทีหากมันเป็นข้อมูลปกปิดผมหาไปคงไม่พบ” ท้ายประโยคนั้นเป็นความรู้สึกสงสัยของเขา นักเรียนใหม่ดูไม่ใช่ธรรมดา
 
“ลูกอาจยังไม่ต้องรีบสรุป แต่ตอนนี้ลูกควรไปพักนะ” ไอแซคยิ้มให้บุตรชาย หากในใจกลับทวนนามที่บุตรชายเอ่ยถึง
 
หลานชายของลาเมียซีทำให้ฟารามุนด์เคลื่อนไหว ครูของบุตรชายเขาไม่ธรรมดาจริง
 
-----
 
เมื่อวิคเตอร์ไปถึงความวุ่นวายตรงหน้าทำให้เดาสถานการณ์ได้ทันทีว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว
“บลูเมนไปช่วยซาสเกีย เผื่อว่าคนเดียวเอาไม่อยู่” วิคเตอร์รีบหันไปออกคำสั่งทันที
 
มังกรผมทองรีบพุ่งไปล่วงหน้าโดยมิวายส่งสายตาเตือนผู้ติดตามคนอื่นให้ระวังคุณชายน้อยแทน
 
ห้องคุมตัวซัลลิแวนเป็นห้องพักธรรมดาห้องหนึ่ง มีทางเข้าออกประตูเดียวกับหน้าต่างที่เปิดไม่ได้  ถึงซัลลิแวนจะถูกแฝงร่างแต่เขาก็หาใช่นักโทษเพียงควบคุมตัวไว้เพื่อความปลอดภัย ในตอนพามาที่นี่มีการแจ้งให้เขารับทราบแล้ว เดิมทีเจ้าตัวก็เพียงนิ่งอยู่ในห้องโดยมีคนผู้หนึ่งคอยเฝ้าอยู่นอกหน้าต่างเพื่อมอบความเป็นส่วนตัวให้ จนกระทั่งเมื่อคืนเซฟิรอสส่งข่าวมาถึง วิคเตอร์จึงให้ซาสเกียมาเตรียมพร้อมก่อน
 
วิคเตอร์สังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ การกำราบจอมเวทผู้หนึ่งกลับต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง ด้วยร่างของซัลลิแวนนั้นเปี่ยมด้วยพละกำลังเกินกว่าปกติ ถึงกับต้องใช้ทั้งบลูเมนและมังกรอื่นอีกหลายคนช่วยกันจับ จนซาสเกียได้จังหวะเมื่อมีบลูเมนมาช่วยด้วยจึงจัดการให้ซัลลิแวนสิ้นฤทธิ์ลงได้ด้วยผ้าชุบยาสลบ
 
“เกิดอะไรขึ้นบ้างซาสเกีย” วิคเตอร์ผู้อยู่นอกประตูถามขึ้น
 
บลูเมนปาดเหงื่อก่อนถอยออกมา แล้วจึงรับเชือกที่ถูกส่งมามัดซัลลิแวนติดเตียงเพื่อป้องกันไว้ก่อน
 
“ผมมาเฝ้าดูแต่เช้า พอเห็นท่าไม่ดีจึงได้แจ้งคุณชายน้อยไป กับเตรียมยาสลบและคนรอไว้ หากคุณชายน้อยยังมาไม่ถึงเขาก็อาละวาดเสียก่อน” ซาสเกียส่งสายตาไปยังคุณชายน้อย คล้ายคำถามว่าคาดได้อย่างไร ถึงมอบคำสั่งให้มาระวังไว้ก่อน
 
วิคเตอร์ทราบมาจากเซฟิรอสแต่ก็ไม่อาจบอกออกไปได้ เขาสบตาซาสเกียกล่าวออกไปตามข้อสันนิษฐานตน
“ฉันสังหรณ์ใจว่า ตั้งแต่คุมตัวเขามาก็หลายวันแล้ว บางทีไม่ตัวซัลลิแวนก็พ่อมดผู้นั้นอาจจะไม่อดทนได้นาน”
 
จากยาสลบที่ซาสเกียใช้วิคเตอร์คำนวณเวลาตื่นของซัลลิแวนในใจ แล้วยังให้ยาที่ทำให้อ่อนแรงเพิ่มก่อนสั่งคนเฝ้าให้ดี จากนั้นจึงสั่งซาสเกียและบลูเมนให้เตรียมตัว เขาอยากสำรวจอะไรบางอย่างเพิ่ม พอดีกับข้ารับใช้มาแจ้งการมาถึงของเมเมนโต้  ลาเมียซี
 
วิคเตอร์ให้เชิญเมเมนโต้มายังห้องคุมตัวซัลลิแวน แล้วกล่าวทักทายตามมารยาทก่อนจะเข้าธุระ
“ผมอยากให้คุณช่วย” วิคเตอร์นึกถึงมังกรกินสมองอย่างบาสเก้  โอรอยซ์ มังกรสีขาบผู้นั้นอ่านความจำจากสมองคนตาย ส่วนเมเมนโต้ผู้มีพลังผนึกความทรงจำนั้นสามารถอ่านความทรงจำคนเป็นได้
 
วิคเตอร์ทอดสายตามองไปยังร่างบนเตียง
“คุณคงทราบว่าเขาถูกแฝงร่าง เมื่อครู่เพิ่งอาละวาดถึงได้ทำให้สลบไป” เขาดึงสายตากลับมาสบตาเมเมนโต้ด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย หากไม่จำเป็นเขาไม่อยาก ละลาบละล้วงเรื่องสำคัญของผู้อื่น “ผมอยากรบกวนให้คุณอ่านความจำของเขา”
 
เมเมนโต้สังเกตได้ถึงสีหน้าลำบากใจนั้น จึงระบายลมหายใจช้า ๆ ก่อนจะรับปากช่วย
 
“ผมจะไปสำรวจที่พักของเขาก่อน แล้วจะกลับมาอีกทีครับ” วิคเตอร์แจ้งเมเมนโต้ให้ทราบไว้
 
“ไปเถอะไม่ต้องห่วงทางนี้” เมเมนโต้ตอบรับ แล้วมองตามร่างของวิคเตอร์ที่ก้าวห่างออกไปก่อนจะหันกลับไปหามังกรผู้นอนนิ่งอยู่บนเตียงซึ่งเป็นธุระของเขา
 
-----
 
วิคเตอร์ได้สอบถามเกี่ยวกับซัลลิแวนมาจากผอ.มอราเลสว่าเขาเป็นคนเช่นไรกัน ก่อนพบว่าปกติเขาเป็นคนค่อนข้างเก็บตัวและสงวนคำพูด การที่เขาไล่ทักเด็ก ๆ ในห้องสอบเป็นเรื่องแปลก และปกติเขาจะเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ไม่สนิทด้วย ตัวซัลลิแวนนั้นอาศัยอยู่ลำพังคนเดียวในห้องเช่า ไม่มีกระทั่งข้ารับใช้ ทางวิคเตอร์ต้องการหลีกเลี่ยงการปรากฏต่อสายตาผู้อื่นจึงได้ลอบเข้าไปอย่างไม่ยากเย็นนัก พวกเขาสำรวจห้องพักซึ่งกว้างขวางพอสมควร แล้วอาศัยแสงสว่างจากลูกแก้วแสงแทนการเปิดผ้าม่านซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นจับ
 
“ดูท่าเขาจะไม่ได้เปิดผ้าม่านเลย” ซาสเกียตั้งข้อสังเกต ความหนาของฝุ่นและสภาพของผ้าม่านหนาซึ่งปิดทึบจนไม่มีแสงลอดเข้ามาแม้แต่น้อย
 
“ทำไมถึงได้ประดับอะไรแปลก ๆ เช่นนั้น” บลูเมนทักขึ้นเมื่อเห็นว่าในห้องนั้นระโยงระยางด้วยแถบผ้ายาว ๆ หลายผืนเต็มเพดานจากด้านนี้ไปด้านนั้นอย่างแปลกตา
 
นอกจากนี้ในห้องนอนนั้นดูรก ด้วยมีทั้งเศษกระดาษที่ถูกขยำทิ้งตกเกลื่อนพื้น เสื้อผ้าที่กองไว้ตรงมุมนั้นมุมนี้ ของที่น่าจะถูกจัดเป็นขยะถูกกองไว้ตรงนั้นตรงนี้ วิคเตอร์นึกภาพห้องทำงานของซัลลิแวนซึ่งเคยเห็นที่โรงเรียนของลูกมังกรนั้นถึงบนโต๊ะจะรกแต่ รอบด้านก็ยังเรียบร้อยกว่าห้องพักนี้มากนัก
 
ทั้งซาสเกียและบลูเมนต่างแยกไปสังเกตหาสิ่งผิดปกติ บลูเมนถึงกับตลบผ้าคลุมเตียงขึ้นดูใต้เตียง แล้วพบของมากมายซุกไว้เหมือนนำของมาโยนกองไว้อย่างไม่สนใจ บนโต๊ะเขียนหนังสือมีกองหนังสือ ถาดหมึกและเครื่องเขียนวางอย่างระเกะระกะ มีดอกไม้เหี่ยวแห้งจนกลีบดอกร่วงโรยอยู่บนโต๊ะในแจกันแก้ว
 
หลังตรวจทั้งหมดแล้ววิคเตอร์สั่งให้ดับแสงลูกแก้วลงและให้ซาสเกียกับบลูเมนถอยออกไป เขานึกถึงคำบอกเล่าเซฟิรอสว่า มีเพียงผู้ที่มองไม่เห็นถึงจะอยู่ในแคว้นกระจกได้อย่างปกติ เขาจึงปิดเปลือกตาลงแล้วลองจับสัมผัสดู เขาเคยมองไม่เห็นมาก่อนจึงไม่ใช่เรื่องยาก จากนั้นลองนึกภาพห้องที่อยู่ในคลองสายตาเมื่อครู่ น่าแปลก...วิคเตอร์รู้สึกได้ ในบรรดาของหลายสิ่งซึ่งมีปฏิกิริยากับแสง เขาสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่าง จึงลืมตาขึ้นช้า ๆ ในความมืดของห้องก่อนจะเดินตรงไป ยังตำแหน่งที่จับสัมผัสได้
 
“ซาสเกีย บลูเมน” วิคเตอร์เอ่ยเรียกข้ารับใช้คนสนิทด้วยแทบไม่อยากเชื่อเช่นกัน
 
“ครับ คุณชายน้อย” ทั้งสองตอบรับพร้อมรอรับคำสั่ง
 
“เรื่องหลังจากนี้ต้องไม่ปรากฏในรายงาน...” วิคเตอร์สั่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง อย่างไรทั้งคู่ก็เป็นคนสนิทที่เขาไว้ในได้ “จดจำตำแหน่งและรูปลักษณ์ไว้ให้ดี...”
 
ทั้งสองผงกศีรษะรับ จับตาคุณชายน้อย
 
“นี่กับนี่” วิคเตอร์ชี้ไปยังแจกันแก้วเจียระไนบนโต๊ะซึ่งมีดอกไม้เหี่ยวแห้งปักอยู่นั้น กับนาฬิกาทรายที่นอนเอียงจมอยู่ใต้กองหนังสือ “นำมันกลับไปแล้วหาของที่เหมือนกันมาเปลี่ยนเสีย”
 
ทั้งสองตอบรับพร้อมกันโดยไม่ถามหรือทักท้วง
 
“หวังว่ากลับไปถึง จะได้ทราบอะไรจากเมเมนโต้บ้าง” วิคเตอร์รำพึงก่อนจะมองข้ารับใช้จัดการตามคำสั่ง
 
ยามเมื่อกลับไปถึงที่กักตัวซัลลิแวนอีกครั้งวิคเตอร์ก็ต้องผิดหวังเมื่อเมเมนโต้แจ้งว่า ในความทรงจำที่เห็นนั้นหม่นมัวจนมองไม่เห็นสิ่งใด
 
“ฉันคาดว่า อาจจะเพราะเขาถูกแฝงร่างอยู่ ขณะนี้กระทั่งยามมีสติยังไม่อาจยืนยันว่าเป็นการรู้ตัวของเจ้าตัวหรือไม่ แต่ใช่ว่าจะเพิ่งเคยพบแบบนี้ครั้งแรก” เมเมนโต้อธิบาย เขานั่งอยู่ข้างเตียงของซัลลิแวนซึ่งหลับอยู่ “ผู้จมในความทุกข์บางครั้งก็เป็นเช่นนี้วิคเตอร์”
 
ขณะกำลังครุ่นคิดถึงห้องที่เขาเพิ่งไปมา วิคเตอร์คาดว่าทั้งกองขยะนั้นอาจจะเป็นสภาพจิตใจของคนผู้นี้
 
“หากเขาเป็นคนป่วยอาจจะใช้การบำบัดรักษาจิตใจและยาช่วย ทว่าตอนนี้มันคลุมเครือ” เมเมนโต้กล่าวพร้อมจดบางอย่างลงสมุดบันทึก
 
“เขาคงทุกข์ใจจนอยากฆ่าตัวตายครับ เมเมนโต้” วิคเตอร์ให้ข้อสรุปจากสิ่งที่เขาพบเห็นมา
 
ชายตรงหน้าเบิกตามองลูกเลี้ยงในทันที “ว่าไงนะ!
 
“เขากำลังหมกมุ่นกับการอยากฆ่าตัวตายครับ ในห้องของเขาใต้เตียงมีขดเชือก ยังมีผ้ายาว ๆ โยงไปมา ดอกไม้ที่ไร้การดูแล เป็นห้องที่คล้ายกับบ่งบอกว่าจิตใจอยู่ในอาการผิดปกติ”
 
เมเมนโต้ระบายลมหายใจก่อนจะกล่าว
“วิคเตอร์เช่นนั้นเขากำลังป่วยด้วยโรคทางจิตใจ หากคลายจากการควบคุม ควรต้องรักษาเขาก่อน”
 
“ผมเข้าใจ เป็นไปได้ไหมผมอยากเห็นภาพในหัวของเขาครับ เมเมนโต้” วิคเตอร์มองตามตัวอักษรบนบันทึกการรักษา
 
“ฉันทำไม่ได้ถึงขั้นนั้นวิคเตอร์เสียใจด้วยนะ” เมเมนโต้ปฏิเสธก่อนหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้ “แต่หากเธออยากทราบว่าฉันเห็นภาพเช่นไร ก็คงคล้ายเช่นนี้”
 
วิคเตอร์พิจารณารูปภาพในมือซึ่งถูกวาดด้วยแท่งถ่านปาดไปมา บ้างก็ถูกฝนเป็นขยุ้มดำ แลดูขมุกขมัว แต่ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า สภาพห้องกับสิ่งที่อยู่ในหัวของซัลลิแวนนั้นคล้ายกันมาก เขาเอ่ยออกมา
“คุณวาดรูปได้ไม่เลว”
 
เมเมนโต้มองสีหน้าวิคเตอร์ที่เพ่งมองรูปนั้นอย่างละเอียด
“มีแต่คนว่าฉันวาดรูปสยอง เพราะมีแต่ภาพของร่างกายและอวัยวะ เทเนอร์สิวาดกระทั่งใบไม้หรือเปลือกไม้”
 
หลังพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งวิคเตอร์จึงส่งรูปคืนให้เมเมนโต้ ก่อนตั้งคำถาม
“เช่นนั้นการถูกแฝงเช่นนี้จะมีอันตรายกับเขาไหม หากเป็นดังว่าเขาป่วยด้วยโรคทางจิตใจอยู่แล้ว”
 
เมเมนโต้มองภาพที่เขาวาด ภาพในความทรงจำของชายผู้นอนอยู่ตรงหน้า รู้สึกเวทนาไม่น้อย “ขึ้นอยู่กับว่า เขาถูกกดไว้แค่ใดวิคเตอร์ ถูกกดไว้ในใจจนไม่รับรู้ก็จะไม่มีผล หากยังสามารถรับรู้คงกระเทือนจิตใจไม่น้อย”
 
“ผมจะลองหาคนแทรกแซงจิตใจเขาดู ให้เจ้าตัวเขาตื่นขึ้นมาก่อนค่อยรักษา”
 
ในคืนนั้นวิคเตอร์เรียกหาเซฟิรอส เล่าให้อีกฝ่ายฟังถึงเรื่องราวที่ประสบพบเจอมาในวันนี้ รวมถึงเรื่องของสองสิ่งที่นำออกมาจากห้องพักของซัลลิแวน
เซฟฉันไว้ใจนาย ถึงได้มอบของให้ ช่วยตรวจสอบให้ที วิคเตอร์หวังว่าชาวสีขาวผู้ศึกษาถึงคำสาปของชาวสีดำอาจมีวิธีตรวจสอบอะไรได้ ของสองชิ้นที่เขานำออกมา และยอมเสี่ยงกระทั่งไม่ให้รายงานต่อท่านย่าหรือองค์ชาย
 
เซฟิรอสจึงรับปากอย่างหนักแน่น เข้าใจในสถานการณ์อีกฝ่ายเช่นกัน
นายไว้ใจฉันได้ จะให้คนไปรับตามที่ตกลง
 
หวังว่ามันจะเป็นเบาะแสที่ดี ของเราทั้งคู่ วิคเตอร์คาดคะเน เขาอยากหาทางหยุดพ่อมดชาวสีดำเสียที
 
เราคงได้เบาะแสเพิ่มเติมแน่ เซฟิรอสยืนยันเช่นนั้น ก่อนที่เขาจะกล่าวต่อ การรับรู้สัมผัสนายดีนะ สินค้าขึ้นชื่อของแคว้นกระจกน่ะมีเครื่องแก้วเจียระไนกับนาฬิกาทรายรวมอยู่ด้วย
 
ฉันไม่ได้นึกถึงในตอนแรกหรอกเซฟ วิคเตอร์ก็คาดไม่ถึงเช่นกันจนมีเวลามาได้ไตร่ตรองภายหลัง ตอนที่จับสัมผัสเขาพยายามนึกถึงดวงตาคู่นั้นของทีลล์ ออยเล่ชปีเกลเท่านั้น
 
(จบตอนที่ 48) Day 17 (2019) ORNAMENT
#FICTOBER #DrachenGrundschule #DrachenKindergärten #มังกรน้อย
Talk:
 
ในตอนพิเศษของอนุบาลฯ กล่าวถึงแรมซีย์ตอนโตกับท่านดยุค ทั้งคู่ก็คุยกันดีอยู่นะ ถึงจะมีเรื่องกรินก็ตาม แถมน้องยอมเรียกท่านดยุคว่าพี่ด้วย (ฮา)
 
ตอนนี้ยาว เขียนไปปาดเหงื่อไป ช่วง 14 ตอนหลังนี้ แต่ละตอนอาจจะยาวสักหน่อยค่ะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น