มังกรน้อย อยู่ชั้นประถมแล้วนะ!

ตอนที่ 32 : 28. รักฟ้าประทาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 ก.ค. 62

รักฟ้าประทาน
 
หลังจบเรื่องเล่าของเคียฮีฝนฟ้าคะนองด้านนอกยังไม่คลายลงสักนิด ไม่ว่าจะเสียงคำรามของท้องฟ้าดังแข่งกับเสียงฝนเป็นระยะ เวย์ราจึงเสนอตัวว่าเขาจะเล่าต่อจากเคียฮีเอง
 
เวย์รากระแอมเบาๆ ให้คอโล่งจากนั้นจึงเริ่มต้นเล่านิทานของเขา
 
เด็กชายแห่งเผ่าสายลมนั้นช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย เขาสนใจแต่ตัวเองไม่เคยสังเกตหรือสนใจสิ่งรอบตัวสักนิด ไม่สนใจจะฝึกฝนเพื่อว่าวันหนึ่งจะได้เป็นผู้ควบคุมสายลมประจำทิศหรืออะไร อาจจะเพราะเขายังเด็กเกินกว่าจะสนใจอะไรนอกจากเรื่องสนุกที่ได้ทำ เขารู้ว่าสร้างสายลมทำเช่นไร แล้วก็ใช้มันหาความสนุกให้ตัวเอง บางครั้งก็แกล้งมนุษย์เล่นเล็กๆ น้อยๆ
 
ไม่เห็นจะเป็นไรเลย เด็กชายมักจะพูดเช่นนี้จนเมื่อเขาเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นเด็กหนุ่ม แม้จะถูกตักเตือนในการเล่นซนที่เริ่มเกินขอบเขตเด็กหนุ่มก็มักจะย้ำคำเดิม ไม่เป็นไรหรอกน่า แม้ผู้ใหญ่จะทำหน้าระอาก่อนจะกำชับว่า การเล่นซนเกินขอบเขตของเจ้า วันหนึ่งจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน
 
ล่าสุดที่เขาโดนตักเตือนเรื่องไปเพิ่มลมหนาวมากกว่าปกติ ทั้งที่มีผู้ควบคุมสายลมประจำทิศดูแลอยู่แล้ว ใช่...เด็กหนุ่มได้สนุกที่เห็นมนุษย์ต้องวิ่งหนีเข้าหาอะไรอุ่นๆ
 
ตลอดทั้งหน้าหนาวนี้เขาโดนเตือนไปหลายครั้ง แล้วเขาก็รู้สึกเซ็งขึ้นมาเมื่อสัญญาณการสิ้นสุดฤดูหนาวมาถึง นั่นหมายถึงฤดูใบไม้ผลิกำลังมาเยือน เด็กหนุ่มเห็นต้นไม้พยายามแข่งกันแตกยอดสร้างติ่งดอก จึงสร้างลมแรงพอจะพัดให้ดอกหลุดร่วงไป เด็กหนุ่มเที่ยวทำเช่นนี้จนวันหนึ่งเขาได้กลิ่นหอมของดอกไม้โชยมาตามลม เขาตามกลิ่นนั้นไปจนได้พบหญิงสาวชาวมนุษย์พยายามกอบดอกตูมของดอกไม้พร้อมกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
 
หญิงสาวบ่นอย่างเสียดาย “โธ่! ยังไม่ทันบานก็ร่วงอีกแล้ว ทำไมช่วงนี้ลมถึงได้แรงนักนะ แล้วแบบนี้จะทำอย่างไรล่ะ”
 
เด็กหนุ่มเกิดความสงสัยจึงส่งเสียงถามว่า “เธอจะเก็บดอกไม้ไปทำอะไรหรือ”
 
หญิงสาวเงยหน้ามองเด็กหนุ่มแปลกหน้าทั้งที่ยังไม่คลายปมคิ้วออกจากกัน ถึงจะแปลกใจแต่เธอก็ตอบออกไป
“พอฤดูใบไม้ผลิฉันจะเก็บดอกไม้ที่ปลูกไว้ไปขาย ถ้าดอกไม้ร่วงตั้งแต่เพิ่งจะแตกแบบนี้จะทำอย่างไรดีล่ะ”
 
เด็กหนุ่มเริ่มเป็นฝ่ายขมวดคิ้วพลางคิดในใจ...คราวนี้ดูจะไม่เป็นไรไม่ได้แล้ว แล้วเขาก็เข้าใจว่าเหตุใดหญิงสาวผู้นี้จึงมีกลิ่นหอมติดตัวมา
 
เด็กหนุ่มจึงไม่กล้าเล่นซนอีกด้วยความสำนึกผิดน้อยๆ เขาจึงมาคอยช่วยหญิงสาวดูแลดอกไม้ที่เธอปลูก จนในที่สุดดอกไม้ที่เหลือรอดก็เติบโตออกดอกตูมเตรียมจะบาน หญิงสาวจึงได้ตัดดอกไม้ไปขาย เด็กหนุ่มก็ช่วยเธอ
 
หลังหมดหน้าดอกไม้ที่ปลูกไว้ เด็กหนุ่มเพิ่งเห็นว่าหลังตัดดอกไปแล้วหญิงสาวจะขุดหัวพร้อมก้านที่เหลือออกมาเอาไปผึ่งในที่แห้ง เด็กหนุ่มเพิ่งจะทราบว่าปลูกดอกไม้นั้นยุ่งยากเพียงนี้ หลังตัดดอกออกไปต้องขุดหัวออกเพื่อกันสุนัขมาขุดไปกิน พอถึงฤดูใบไม้ร่วงจะนำมาปลูกใหม่ได้ 
 
เด็กหนุ่มมาคอยช่วยหญิงสาวปลูกดอกไม้หลายชนิด อันมีวิธีการปลูกแตกต่างกันไป หญิงสาวชวนเด็กหนุ่มคุยระหว่างทำงานไปด้วย
“หากฟ้าประทานต้นไม้ให้ผืนดิน ดอกไม้คือสิ่งแสดงความรักของพวกเขา สิ่งที่ดอกไม้อยากส่งต่อถึงสายลมคงเป็นกลิ่นหอม”
 
เด็กหนุ่มพยังหน้าเห็นด้วย เมื่อได้ลงมือทำเขาจึงกล่าวว่า “ฉันเพิ่งสังเกตว่าดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลินั้นงดงาม”
 
“หากดอกไม้ที่งดงามที่สุดไม่ได้เบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเด็กหนุ่มก่อนกล่าวต่อว่า “ดอกไม้ที่บานในยามยากต่างหาก ในฤดูหนาวก็มีดอกไม้...ความพยายามที่จะเบ่งบานทำให้งดงามที่สุด”
 
เด็กหนุ่มเพิ่งเข้าใจ เขาพลาดเองที่ไม่เคยสังเกตสิ่งรอบตัว
 
เรื่องราวของเวย์ราจบลงเพียงเท่านั้น เขากวาดสายตามองสหายคนอื่นๆ ว่ามีใครจะอาสาเล่าต่อจากเขา เอิร์ดมานน์ยกมือขึ้นอาสาเล่าต่อจากเวย์รา เขากระชับผ้าห่มเหลียวมองไปทางหน้าต่างที่มืดมิดเพราะฝนตกหนักก่อนจะหันกลับมามองสหาย เขาอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะค่อยเล่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
 
โกเลมเป็นแค่หุ่นดินปั้นซึ่งผู้ใช้อาคมสร้างมันขึ้นมาใช้งาน เจ้าโกเลมหมายเลขสามก็เป็นเพียงหนึ่งในโกเลมหลายตัวที่ถูกสร้างขึ้น อาจจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้ากว่าลำดับอื่นไม่เท่าไร ผู้ใช้อาคมปั้นมันขึ้นจากดินสลักถ้อยคำอาคมอันหมายถึงชีวิตไว้บนตัวมันก่อนจะเป่าลมหายใจรดเพื่อมอบ ชีวิต ให้ จากกองดินเล็กก็ขยายร่างขึ้น จากนั้นมันเองก็มีชีวิตเพื่อรับใช้นายของมัน นายของมันรับค่าจ้างเป็บกอบเป็นกำแล้วสั่งการโกเลมที่เป็นเพียงหุ่นดินปั้นขนาดมหึมาเพื่อทำงานแทนมนุษย์ธรรมดา ทั้งการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ขนของหนักๆ อย่างก้อนหินใหญ่ ต้นไม้ทั้งต้น ทุกเช้าผู้ใช้อาคมจะเอ่ยเรียกพวกมันเรียงแถว สั่งการให้หมายเลขหนึ่งย่อตัวสูงกว่า 3 เมตรลงมา ผู้ใช้อาคมจะปีนขึ้นไปนั่งกลางฝ่ามือนั้นก่อนบอกทิศทางเพื่อไปทำงานตามที่ผู้ว่าจ้างสั่งมา บ่อยครั้งที่ต้องเดินเลี่ยงเมืองเหล่าโกเลมจึงเดินเลียบแม่น้ำไป สายน้ำมองดูเหล่าโกเลมเดินเลียบผ่านไปในตอนเช้า บางครั้งก็กลับมาในเวลาย่ำเย็นของอีกวัน เป็นเช่นนี้อยู่บ่อยครั้งสายน้ำอดไม่ได้จึงลองส่งเสียงทักเหล่าโกเลม
“วันนี้จะไปไหนหรือ”
 
โกเลมต่างเดินทางต่อราวไม่ได้ยินเสียงของสายน้ำที่ทัก
 
หมายเลขสามจึงส่งเสียงตอบเบาๆ “นั่นเสียงใครหรือ” โดยที่ยังคงเดินตามหมายเลขสองที่อยู่ด้านหน้า
 
“ฉันเอง ฉันคือสายน้ำที่อยู่ข้างทางที่พวกเธอผ่าน”
 
โกเลมหมายเลขสามเพียงเหลือบมองแต่มิได้ลดฝีเท้าลง แล้วจึงตอบคำถามแรก
“ไม่ทราบหรอก เราได้แต่ไปตามคำสั่งผู้เป็นนาย เอาเป็นว่าถ้างานเสร็จจะมาเล่าให้ฟัง”
 
หมายเลขสามทำตามคำพูด เมื่อขากลับและผ่านแม่น้ำมันจะส่งเสียงเบาๆ บอกต่อสายน้ำว่ามันไปไหนมา บางครั้งมันไม่ทราบชื่อเรียกก็ได้แต่เพียงบอกเล่าว่าไปทำอะไรมา
 
หากโกเลมก็เป็นเพียงดินปั้น เวลาที่ผันผ่านไปรวมกับการใช้งานอย่างหนัก ผู้ใช้อาคมจะคอยพิจารณาสภาพโกเลมก่อนจะดึงเอาชีวิตออกตรงริมแม่น้ำโกลมที่ถูกดึงชีวิตออกกลับเป็นหุ่นปั้นตัวเล็ก แล้วจึงถูกโยนลงแม่น้ำให้สายน้ำพัดพาหายไป
 
สายน้ำเห็นเช่นนั้นจึงถามหมายเลขสาม “วันหนึ่งเธอต้องถูกทำลายเช่นนี้หรือ”
 
“ใช่ เมื่อผุพังลงนายย่อมต้องทำลายเรา...” หมายเลขสามตอบ
 
“ตกกลางคืน ย้อนกลับมาหาฉันนะ” สายน้ำบอก
 
ในตอนกลางคืนหมายเลขสามก็มาจริงๆ สายน้ำจึงบอกให้โกเลมเดินลงน้ำมาเถิด
 
โกเลมเป็นดินเกรงว่าลงไปในน้ำจะละลาย
 
สายน้ำบอก “เธอจะไม่เป็นไร เธอเปรอะเปื้อนฉันจะช่วยล้างให้ เธอจะได้ดูใหม่เสมอ จะได้อยู่ต่อไปนานๆ”
 
โกเลมชั่งใจอยู่นานสุดท้ายลองแหย่ปลายเท้าลงไปในน้ำแช่ดูสักครู่เมื่อเห็นว่าไม่ละลายจึงค่อยก้าวลงน้ำ
 
“เธอเป็นดินเผาไม่ละลายเพราะแช่น้ำหรอก” สายน้ำบอก
 
โกเลมหมายเลขอื่นค่อยๆ ผุพังไป ตัวหมายเลขสามเองก็ถึงเวลานั้นเช่นกันแม้สายน้ำจะช่วยเหลือวันหนึ่งผู้ใช้อาคมสั่งให้มันมายืนอยู่ริมน้ำ หมายเลขสามทราบดีหมดเวลาของมันแล้ว อักษรในปากถูกลบตัว e ออก จากอักษรศักดิ์สิทธิ์ emuth จึงเหลือเพียง mute อันหมายถึงความตาย หมายเลขสามที่ไร้ชีวิตแล้วถูกโยนลงแม่น้ำไป
 
สายน้ำเคยได้ยินเรื่องอักษรอาคมจากหมายเลขสาม ทุกวันจึงพยายามกัดเซาะสร้างตัวอักษรขึ้นเพื่อมอบชีวิตให้หมายเลขสามอีกครั้ง หากสายน้ำมิได้มีอาคม มิได้มีลมหายใจมีแต่ความตั้งใจที่จะมอบชีวิตให้แก่หมายเลขสามอีกครั้ง
 
วันเวลาผ่านไปตัวอักษรถูกสร้างขึ้นใหม่สำเร็จแล้วสายน้ำคอยเฝ้าดู หวังว่าวันหนึ่งเจ้าโกเลมจะลืมตาขึ้น อาจเป็นเพราะเบื้องบนเห็นใจ หรือเพราะความตั้งใจของสายน้ำ เจ้าโกเลมจึงลืมตาขึ้นในที่สุด
“นายท่านมีสิ่งใดให้รับใช้?”
 
สายน้ำเพิ่งเข้าใจ วิญญาณอันถูกพรากออกจากร่างไปแล้วครั้งหนึ่ง ไม่อาจกลับเป็นเช่นเดิม ถึงจะเป็นเช่นนั้นสายน้ำก็ยินดีที่เจ้าโกเลมลืมตา  
 
สายน้ำจึงตอบว่า “ฉันอยากให้เธอมีชีวิตเพื่อตัวเธอเองไม่ต้องอยู่ใต้คำสั่งใคร”
 
“ท่านสร้างขึ้นมาให้มีชีวิตเท่านั้นเองหรือ” เจ้าโกเลมถาม
 
สายน้ำหยุดคิดเพียงชั่วครู่ก่อนจะกล่าวออกมา “ระลึกถึงฉันก็เพียงพอ”
 
“แค่นั้นเองหรือ”
 
“พอแล้วล่ะ ไม่ใช่ฉันหรอกแต่เพราะฟ้าได้เลือกให้เธอมีชีวิต ฉันก็อยากให้เธอมีชีวิตต่อไป”
 
หลังเล่าจบเอิร์ดมานน์จึงได้ยกถ้วยโกโก้ขึ้นจิบ เขารู้สึกถึงสายตาที่มองมาเป็นสายตาของเจ้ามังกรวารีขี้อ้อน เออร์วิงคลายมือที่กอดแขนครูโอเบอรอนออกเหยียดหลังตรงก่อนจะกล่าว
“ผมจะขอเล่าเป็นคนต่อไปนะ”
 
-----------------------
 
วิคเตอร์อุ้มเอรอสด้วยแขนข้างหนึ่งอีกข้างวางอยู่บนท่อนแขนของซาสเกีย หลังสั่งงานแล้วเขาละมือจากซาสเกียก่อนก้าวออกจากห้องโดยมีซาสเกียตามติดอยู่ไม่ห่าง ออร์เฟอุสจึงก้าวตามออกมาด้วยเช่นกัน
 
“วิคเตอร์” มังกรแห่งความมืดเอ่ยเรียก           
 
วิคเตอร์จึงหันมาตามเสียงเรียกก่อนยื่นมือข้างที่ว่างออกมาตรงหน้า ออร์เฟอุสก้าวเข้าไปกอบกุมมือข้างนั้นไว้มั่น เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาสะท้อนสีรุ้งก่อนจะกล่าวอย่างหนักแน่น
“ข้า...ถึงเราจะไม่ได้จับมือกันอยู่ ถึงไม่ได้เป็นอะไรกัน ข้าหวังว่าเราจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อย่าคิดว่าเจ้าเอาเปรียบข้า...เจ้าเป็นดั่งของขวัญที่ฟ้าประทานให้ข้า” กล่าวจบออร์เฟอุสช้อนมือของวิคเตอร์ขึ้นแล้วโน้มลงจุมพิตบนหลังมือ หากเขารู้สึกได้ว่ามือที่เขากอบกุมอยู่กำลังสั่น พอเงยหน้าขึ้นสีหน้าวิคเตอร์ก็ไม่ปกติเสียแล้ว
“เจ้าเป็นอะไร?” ออร์เฟรอุสเอ่ยถามด้วยความตกใจ
 
ซาสกียนึกในใจว่าแย่แล้ว...ด้วยความที่เป็นเงา เขาย่อมทราบว่าคุณชายน้อยของเขาเป็นอย่างไรและกลัวสิ่งใด นี่เป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งจะค้นพบเลยทีเดียว
 
วิคเตอร์หันมองไปยังระเบียงทางเดิน แม้จะลาดด้วยพรมเสียงฝีเท้าก็เบากริบ หากวิคเตอร์ยังทราบดีว่าเป็นใครเขาดึงมือออกแล้วเอ่ยเรียก
“เคออส!
 
เคออสเลี้ยวหัวมุมทางเดินก่อนก้าวเข้ามาหา สายตากวาดไปทั่วอย่างรวดเร็ว “คุณชายน้อยปลอดภัยใช่ไหม หน้าท่านซีดมากแล้วใช้พลังเกินตัวหรือ”
 
“แค่เหนื่อยนิดหน่อยอย่าได้กังวล เอรอสก็ปลอดภัยดีแต่ขวัญเสีย ขอโทษด้วยนะ” วิคเตอร์มองสบตาเคออสที่มองเขาด้วยความเป็นห่วง
 
“ผมสิต้องขอบคุณ คุณชายน้อยที่ช่วยปกป้องเอรอส” เคออสเข้าไปรับบุตรชายจากวิคเตอร์ เอรอสร้องเรียกก่อนโผเข้าไปกอดบิดาแน่น เคออสลูบหลังบุตรชาย แล้วเข้าไปกอดวิคเตอร์
“คุณชายน้อยเติบโตขึ้นมาได้ยอดเยี่ยมมากครับ ผมภูมิใจในตัวคุณชายน้อย”
 
วิคเตอร์ระบายรอยยิ้ม
“เพราะคุณเชื่อและสนับสนุนผมแต่เล็กเคออส มังกรที่ดูไร้ค่าสำหรับลาเมียซีจึงได้มีคุณค่า”
 
วิคเตอร์กล่าวอะไรอีกสองสามคำเคออสจึงค้อมศีรษะลงแล้วพาเอรอสจากไป จากนั้นเขาจึงหันไปสบตาซาสเกียแล้วมองไปยังท่านดยุคผู้ขมวดคิ้วกับคำกล่าวเมื่อครู่หากก็มิได้ถามอะไรออกมา
ซาสเกียยกมือขึ้นกุมข้อมือที่ยังคงสั่นน้อยๆ ของคุณชายน้อยเอาไว้ วิคเตอร์จึงเอ่ยแก้ขึ้นว่า
“ฉันคงเหนื่อยมากไป พักสักหน่อยก็คงหาย” วิคเตอร์สบตาสีทองที่ยังคงนิ่งงันอยู่นั้น “ออร์เฟอุส...ไม่ต้องกังวลหรอก นี่ไม่ได้เป็นเพราะคุณ ผมอยากบอกให้คุณทราบไว้ คุณเองก็ควรพักผ่อนได้แล้วเช่นกัน”
 
ออร์เฟอุสมองมือข้างนั้นของวิคเตอร์ก่อนจะผงกศีรษะ แล้วเดินจากไปโดยไม่กล่าวคำใดอีก
 
หลังชำระร่างกายแล้ววิคเตอร์ก้าวไปยังเตียงนอน รูบี้วางช่อดอกไม้ที่ทำขึ้นง่ายๆ ไว้ข้างหัวเตียง ทำให้วิคเตอร์อดยิ้มออกมาไม่ได้ มีทั้งลาเวนเดอร์ของท่านอาจารย์ ฟอร์เก็ตมีน็อตของท่านย่า กุหลาบทราเดสเซนส์ของโรสเรด คาโมมายล์ของรูบี้ แล้วยังมีลิลี่ภูเขาของแรมเซย์
 
“ผมเก็บมาฝาก หวังว่าจะทำให้พี่หลับสบาย” รูบี้ยิ้มอย่างสดใส
 
วิคเตอร์จึงเข้าไปกอดน้องชายเอาไว้ ลูบศีรษะ จูบหน้าผาก “ขอบใจนะ พี่ขอนอนก่อนนะ”
 
หลังเขาล้มตัวลงนอนห่มผ้าเรียบร้อย รูบี้นั่งลงข้างเตียงตั้งใจจะอยู่จนกว่าพี่ชายจะหลับ เขาก้มลงจูบแก้มพี่ชาย
“ผมจะอยู่ด้วยจนกว่าพี่จะหลับ แล้วจะแวะมาดูบ่อยๆ มีอะไรก็เรียกนะ”
 
“อืม” วิคเตอร์ยิ้มให้ก่อนปิดเปลือกตาลง
 
-------------------
 
ออร์เฟอุสลืมตาขึ้นก่อนกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับภาพรอบตัว เมื่อหันมองนาฬิกาตั้งอยู่บนโต๊ะไม่ไกล เขาสั่นกระดิ่งหัวเตียงเพื่อเรียกหญิงรับใช้ ไม่นานประตูห้องก็เปิดออก หญิงรับใช้ 2-3 คน ก้าวเข้ามาในทันที เขาออกคำสั่งสั้นๆ เหล่าหญิงรับใช้ก็ตระเตรียมให้เขาทันที
 
ระหว่างหญิงรับใช้ช่วยเปลี่ยนชุด ออร์เฟอุสเอ่ยถามถึงเจ้าของบ้านได้ความว่าอีกฝ่ายตื่นก่อนหน้าเขาไปนานแล้ว หญิงรับใช้สอบถามเพิ่มเติมว่าจะรับอาหารที่ห้องพักหรือห้องรับประทานอาหารเนื่องจากนายท่านแจ้งว่าจะไม่มาทานด้วย เมื่อได้ฟังเสร็จเขาก็เลิกคิ้วก่อนถามต่อว่าแล้วตอนนี้วิคเตอร์อยู่ที่ไหน
 
ดังนั้นหลังตื่นพักใหญ่และรับอาหารเย็นแล้วออร์เฟอุสจึงตรงมายังห้องทำงาน พบผู้ติดตามประจำตัวของวิคเตอร์ที่เขาคุ้นหน้าดียืนอยู่หน้าประตู หากจำไม่ผิดมังกรแห่งแสงผู้นี้มีนามว่าซาสเกีย บุรุษผู้นั้นค้อมศีรษะให้เขา
 
เป็นเขาที่ชิงกล่าวขึ้นว่า “เหตุใดไม่เตือนให้เขาพักให้นานกว่านี้เล่า หญิงรับใช้บอกว่าเขาตื่นก่อนข้าหลายชั่วโมงแล้ว!
 
“เรียนท่านดยุค อย่าได้กังวลครับ พวกเราถูกฝึกมาให้อดทนมากกว่าคนธรรมดาพักเพียงเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว” ซาสเกียตอบ “ตอนนี้คุณชายน้อยอยู่ในห้องทำงานและสั่งไม่ให้ใครรบกวนมีอะไรจะเรียกเองครับ”
 
ออร์เฟอุสอดขมอดคิ้วไม่ได้หากก็ต้องยอมรับ “ข้าไม่รบกวนหรอก ให้ข้าเข้าไป” ไม่พูดเปล่าเขายังผลักประตูก้าวเข้าไปในห้อง
 
เจ้าของคฤหาสน์ดูจะได้ยินเสียงพูดคุยก่อนหน้าจึงมิได้แปลกใจ เพียงเงยหน้าจากหนังสือในมือขึ้นมอง ก่อนจะเลื่อนสายตาลงจดจ่อกับหนังสือในมือ วิคเตอร์ยืนอยู่หน้าตู้หนังสือขนาดใหญ่ด้วยกำลังค้นหาหนังสือบางอย่าง หนังสืออันเคยผ่านตาจากความทรงจำเก่าก่อน
 
ออร์เฟอุสมองเจ้าของคฤหาสน์ก่อนก้าวมาหยุดหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ บนโต๊ะมีถาดอาหารอันว่างเปล่าอยู่ ดูท่าเขาคงไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว
“ข้าแค่มาดูให้แน่ใจว่าเจ้ามิได้เป็นอะไร เช่นนั้นข้าไม่รบกวนแล้ว” ออร์เฟอุสกล่าวเตรียมจะหันกายออกไปจากห้อง
 
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็นรูบี้ยกถาดน้ำชาเข้ามาเปลี่ยนให้
“...พี่” รูบี้เอ่ยเรียกก่อนหันไปหามังกรแห่งความมืด “ท่านดยุค” แล้วจึงเดินผ่านไปยังโต๊ะทำงานวาดถาดใหม่ลง รูบี้หันกลับไปมองพี่ชายก่อนจะสาวเท้าเร็วๆ เข้าไปหา
 
รูบี้ยกมือกุมมือทั้งสองของพี่ชายที่รองรับหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง เขาสังเกตว่าพี่ชายจ้องมองมันอยู่นานโดยไม่เปิดหน้าต่อไปอยู่นาน
 
รูบี้รีบส่งเสียงเรียกผู้ที่เฝ้าอยู่หน้าห้อง แล้วเอ่ยเรียกพี่ชายอีกหลายครั้ง จนรูบี้ตัดสินใจดึงหนังสือออกจากมือพี่แล้วกอดพี่ชายเอาไว้
“พี่ยังมีผมอยู่ตรงนี้นะ”
 
วิคเตอร์ยกแขนขึ้นกอดน้องชายก่อนซบหน้าลงบนบ่า
 
ออร์เฟอุสรีบก้าวเข้าไปหยิบหนังสือที่ถูกวางทิ้งไว้เมื่อครู่ขึ้นพลิกดูหน้าปก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที
วิคเตอร์คลายอ้อมแขนออกก่อนจะหันไปมองหนังสือที่อยู่ในมือของออร์เฟอุส
 
มังกรแห่งความมืดจ้องมองเข้าไปในดวงตาสะท้อนสีรุ้งเพื่อค้นหา เขาอยากทราบว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่ เมื่อครู่นี้ในแววตาคู่นั้นคือความตกตะลึง ตอนนี้แววตาคู่นั้นสงบลงหากเจือด้วยความเศร้าสายหนึ่ง
 
“นี่เป็นหนังสือรวบรวมตำนานการก่อร่างสร้างอาณาจักรสีดำ ตอนพวกเด็กๆ มาพบผมพวกแกพูดถึงบางเรื่องให้ผมเกิดสงสัยขึ้นมา หากหนังสือเล่มนี้ที่ลาเมียซีก็ไม่มี ผมจำได้ว่ามันน่าจะอยู่ที่นี่จึงมาค้นหา...บางที เรื่องบางเรื่องไม่น่าเกิดขึ้นหรือเชื่อมโยงกันได้เลย”
 
“หากเจ้าไม่อยากเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร...” ออร์เฟอุสสัมผัสว่ามีบางอย่างที่เขาไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว
 
“หากเรื่องหนึ่งที่คุณควรทราบครับ พ่อมดชาวสีดำที่สังหารยูริดิซีแล้วสาปวิญญาณเธอไว้ในพิณเป็นผู้เดียวกับพ่อมดผู้สาปแคว้นกระจกนามว่า ทีลล์  ออยเลนชปีเกลครับ”
 
ดวงตาสีทองเบิกกว้างอย่างตกตะลึงหันไปจ้องมองหนังสือในมือ
“จะเป็นไปได้อย่างไร? มันผ่านมาเนิ่นนานหลายชั่วอายุเช่นนั้น”
 
“เป็น...ไปได้สิครับ เมื่อครั้งที่คุณมาพบผมครั้งแรกที่ปราสาทบวร์กเฮาเซ่น คุณก็ทราบเรื่องของ มังกรไร้สี ดี”
 
ออร์เฟอุสถึงกับสะอึก เขาลืมไปได้อย่างไรเรื่องของ ชีวิตอมตะ ซึ่งเคยอยู่ในบันทึกของเอคฮาร์ท  เอเรบุส
 
 (จบตอนที่ 28) Day 28 GIFT
#INKTOBER2018 #FICTOBER #DrachenGrundschule #DrachenKindergärten #มังกรน้อย
 
Talk :
 

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ตอนล่าสุดลงไปเมื่อวันที่ 10/06/19 เกือบ 2 เดือนเชียว ขออภัยด้วยค่ะที่ช้ามากเลย ตอนต่อไปจะพยายามให้เร็วกว่านี้ค่ะ ไม่ได้หยุดเพราะเขียนมาม่าไม่ได้แต่บังเอิญจังหวะลงพอดี สารภาพว่าตั้งตอนใหม่ยังไม่เผยแพร่ทิ้งไว้ตั้งแต่ 1 อาทิตย์หลังจากลงตอนที่ 27 (คาดว่าจะพยายามลงให้ได้) แต่แล้วทุกอย่างก็มีเหตุติดขัดไปหมดเลย มาถึงบ้านใหม่ก็ไม่จบไม่สิ้น ฮา ยังดีวันทานาบาตะยังได้เขียนตอนพิเศษเล็กน้อย ยิ่งได้เขียนตอนนี้จบรู้สึกกำลังใจมามากค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น