มังกรน้อย อยู่ชั้นประถมแล้วนะ!

ตอนที่ 31 : 27. เกรี้ยวกราด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 มิ.ย. 62

เกรี้ยวกราด
 
เสียงฟ้าร้องดังจนปราสาทบวร์กเฮาเซ่นซึ่งก่อสร้างด้วยหินยังสั่นสะเทือน ลูกมังกรทั้ง 6 มองหน้ากันก่อนจะมองไปทางผู้ใหญ่คนเดียวที่เหลืออยู่...ครูโอเบอรอน
 
สาเหตุที่ทั้ง 7 ชีวิตมารวมกันเป็นเพราะ...แรมซีย์มีจดหมายไปถึงเวย์ราว่า ครูญาญ่ากับครูรูบี้ไม่อยู่ล่ะตอนนี้ เฟรยาผู้อาศัยไปร่ำเรียนวิชากับเวย์ราทราบเข้าก็ชักชวนเคียฮีว่า งั้นเราไปเยี่ยมครูโอเบอรอนกันเถอะ ครูอยู่คนเดียว พอเป็นแบบนั้นเคียฮีจึงชวนเออร์วิงกับเอิร์ดมานน์มาด้วย
 
อย่างไม่คาดคิดพายุเข้ากะทันหัน ปิดกั้นทางกลับของพวกเขาหมด โอเบอรอนส่งเจตภูตไปแจ้งข่าวผู้ปกครองของเด็กๆ ว่าเขาจะดูแลลูกมังกรให้จนกว่าพายุภายนอกจะสงบ เมื่อทั้งหมดต่างรวมกันอยู่ในห้องนั่งเล่นอันอบอุ่น มีโกโก้ร้อนอยู่ในมือ มีเสียงฝนตกฟ้าคะนองดังอยู่ภายนอก
 
“ถ้าเช่นนั้นเรามาหาอะไรทำฆ่าเวลากันดีกว่า” โอเบอรอนเสนอขึ้นเพื่อให้เด็กๆ เลิกกังวลกับลมฟ้าอากาศ “เรามาเล่าเรื่องกันคนละเรื่องดีไหมครับ ถ้าพายุยังไม่หยุดพรุ่งนี้เรามาเล่ากันต่อ”
 
แรมซีย์ตาโตทันที เขาชอบนิทานหรือเรื่องเล่าจึงสนับสนุนเต็มที่
 
“ถ้างั้นใครจะเริ่มก่อนดีล่ะ” เวย์ราถามขึ้นก่อนหันไปมองสหายทีละคน แน่นอนว่าทั้งเออร์วิงกับเอิร์ดมานน์ต่างไม่มีใครเสนอตัว
 
“งั้นเฟรยาจะเล่าก่อนนะ เฟรยานึกออกเรื่องหนึ่งพอดี” สาวน้อยมังกรพฤกษารีบเสนอตัว
 
“เคียฮีขอเล่าต่อจากเฟรยา” มังกรอัคคีเองก็เสนอขึ้นเช่นกัน แล้วหันไปหาเฟรยา “เฟรยาเริ่มเลยจ้ะ”
 
ลูกมังกรทั้งหกนั่งล้อมวงบนพื้นห้องอันปูลาดด้วยพรมมีขนแกะวางทับอีกชั้น ตรงกลางมีโต๊ะเตี้ยวางกาโกโก้ร้อน และขนมอบอยู่ล้อมรอบ บางคนคีบขนมใส่จานแบ่งนำมาไว้ใกล้ตัวเพื่อความสะดวก เออร์วิงนั่งกอดแขนครูโอเบอรอนเอาไว้เช่นครั้งสมัยเรียนอนุบาลเขาจะนั่งตักครูรูบี้เป็นประจำ หากตอนนี้เติบใหญ่ขึ้นทำเช่นเดิมไม่ได้แล้ว เอิร์ดมานน์ออกจะหมั่นไส้เจ้ามังกรวารีขี้อ้อนจึงหันไปหยิบมาการองใส่ปากแทน แรมซีย์กระชับผ้าห่มรอคอยด้วยความตื่นเต้น เวย์ราเป่าลมไล่ความร้อนโกโก้ในถ้วยที่ใช้สองมือประคองอยู่ เคียฮีถือจานขนมในมือใช้ดวงตาสีเพลิงมองไปยังผู้เล่าเรื่อง
 
เฟรยาหยิบมาชเมลโลสีขาวหย่อนลงในแก้วโกโก้ร้อนของตัวเอง หรี่เปลือกตาลงมองไอร้อนเหนือถ้วยกระเบื้อง แล้วจึงเริ่มต้นเล่า
 
หญิงสาวผู้หนึ่งเดินทางไปยังหมู่บ้านริมเชิงเขาห่างไกลมีชาวบ้านอาศัยอยู่ประปราย เธอถามทางขึ้นเขาจากชาวบ้านแล้วก็มุ่งหน้าไปทางนั้นแม้ว่าจะมีบางคนทักว่านี่เย็นแล้ว การขึ้นเขาในเวลานี้นั้นอันตรายแต่เธอก็ยังยืนยันจะไป
 
เมื่อหญิงสาวผู้นั้นไปถึงเชิงเขาฟ้าก็มืดลงเรื่อยๆ หญิงสาวกวาดตาดูความมืดที่ค่อยๆ ปกคลุมอาณาบริเวณ จนมีเสียงของชายหนุ่มทักขึ้น
 
“คุณจะขึ้นเขาตอนนี้หรือ มันอันตรายยังไงไปพักบ้านผมก่อนไหม พรุ่งนี้ค่อยไปดีกว่าไหม” ชายหนุ่มถามอย่างอารีแล้วเชิญหญิงสาวไปยังบ้านริมเขาอันห่างไกลจากคนในหมู่บ้าน
 
ชายหนุ่มมิได้เอะใจเลยสักนิดว่าหญิงสาวคนเดียวเดินทางตัวเปล่าไร้สัมภาระ จะมีจุดประสงค์ใดแอบแฝงไหม
 
ชายหนุ่มก็จัดแจงเตรียมอาหารมาต้อนรับหญิงสาวให้เธอพักในห้องนอนที่เคยปิดเอาไว้เสมอ ไม่มีแขกมาเยี่ยมเยือนบ้านหลังนี้มานานแล้ว
 
หญิงสาวจึงถามว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงมาอาศัยห่างไกลจากคนอื่นเช่นนี้
ชายหนุ่มตอบเพียงเขาป่วยด้วยโรคประหลาด หลายคนกลัวเขาจึงแยกตัวมาอยู่เพียงลำพัง
 
เมื่อยามเช้ามาเยือน ชายหนุ่มออกมาส่งหญิงสาว กล่าวลากันเสร็จหญิงสาวก็หายเข้าป่าไป เย็นนั้นหญิงสาวมาปรากฏตัวที่บ้านริมเขาของชายหนุ่มอีกพร้อมกับไก่ป่า เธอบอกว่ามาทำอาหารให้เป็นการตอบแทน
ชายหนุ่มบอกว่าเขาไม่ได้ทานเนื้อมานานแล้วเพราะอ่อนแอเกินกว่าจะล่าสัตว์ ได้แต่อาศัยเก็บผักที่ปลูกไว้กับผลไม้กินเท่านั้น
 
หญิงสาวบอกว่าเพราะแบบนี้เขาจึงอ่อนแอ นับจากนั้นหญิงสาวก็มาทำอาหารให้เขาทานทุกวันบางครั้งก็เป็นกระต่ายป่า บางทีก็กวาง แม้ว่าเขาจะสงสัยว่าหญิงสาวจับสัตว์พวกนี้มาอย่างไร ชายหนุ่มก็ไม่เคยปริปากถาม เพราะหลังทำอาหารให้เขาเธอก็จากไป แล้วมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น
 
นอกจากนี้ชายหนุ่มยังพบว่า ต่อให้หญิงสาวหันหลังให้เขา เธอก็ยังทราบว่าเขาทำอะไรราวกับมีตาหลัง ชายหนุ่มเริ่มเคยชินกับการที่มีหญิงสาวมาทำอาหารให้ เหมือนร่างกายเขาจะแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม ทว่าโรคของเขานั้นก็หมดทางเยียวยาเช่นกัน
 
วันหนึ่งชาวบ้านจับตัวหญิงสาวมาร้องตะโกนอยู่หน้าบ้าน ชายหนุ่มรีบออกมาดูแล้วถามไถ่ว่ามีเรื่องอันใดกัน ชาวบ้านที่เป็นพรานป่ามองหน้ากันก่อนเล่าว่า พวกเขาจับตาดูหญิงผู้นี้อยู่นานแล้ว เธอเป็นปีศาจแมงมุมแปลงกายมา พวกเขาเห็นเธอปล่อยใยแมงมุมออกมาดักสัตว์ในป่า
 
ชายหนุ่มมองหญิงสาวก่อนร้องขอว่า
“ปล่อยเธอเถิด...ถ้าเธอจะฆ่าฉัน เธอคงทำไปนานแล้ว...” เขาหลับตานึกถึงว่าครั้งหนึ่งเขาเคยช่วยเหลือแมงมุมน้อยตัวหนึ่งเอาไว้ในวันที่ฝนตกเมื่อนานมาแล้ว
 
“ยังจำได้หรือ ยังจำฉันได้ด้วยหรือ” แมงมุมสาวเอ่ยเสียงสั่น
 
ชายหนุ่มขอร้องให้ชาวบ้านปล่อยแมงมุมสาวเอาไว้กับเขาเถิด ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นเขาจะรับไว้เอง...เพราะเขาเองคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน
 
เมื่อชาวบ้านจากไปแล้ว ชายหนุ่มวางมือบนบ่าแมงมุมสาว บอกด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“แมงมุมดูดเลือดของสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหารใช่ไหม ถ้าใกล้ตายเมื่อไรฉันจะให้ดูดเลือดของฉันนะ”
 
ชายผู้นั้นใช้ชีวิตต่อมาอีกหลายปี
คืนหนึ่งชาวบ้านได้ยินเสียงเพลงมาจากบ้านที่อยู่ริมเขา วนซ้ำไปมาอยู่พักหนึ่ง
 

แมงมุมลายตัวนั้น ฉันเห็นมันซมซานเหลือทน

วันหนึ่งมันถูกฝน ไหลหล่นจากบนหลังคา

พระอาทิตย์ส่องแสง น้ำแห้งเหือดไปลับตา

มันรีบไต่ขึ้นฝา หันหลังมาทำตาลุกวาว

 
ไม่มีใครพบชายเจ้าของบ้านอีก แมงมุมสาวเองก็หายไปเช่นกัน
 
เฟรยายกโกโก้ขึ้นจิบหลังเล่าจบ
 
แรมซีย์อ้าปากค้างเมื่อเรื่องเล่าจบลง เวย์รากล่าวว่า “จะบอกว่าตายด้วยกันคงเป็นไปไม่ได้สินะ ปีศาจแมงมุมคงมีอายุขัยมากกว่ามนุษย์ธรรมดาอยู่แล้ว”
 
“เศร้าจังเลยเนอะ เคียฮีผมไม่อยากฟังเรื่องเศร้าๆ เลย” เออร์วิงซบศีรษะลงกับต้นแขนของครูโอเบอรอนกล่าวออกมา
 
เคียฮีส่ายหน้าพร้อมกับบอกด้วยรอยยิ้มสดใสว่า
“เรื่องที่เคียฮีจะเล่ามันไม่เศร้าหรอก”
 
เคียฮีจึงเริ่มต้นเล่าเรื่องให้ทุกคนฟัง
 
สิงโตตัวหนึ่งอาศัยรวมฝูงกับพี่น้องและหากินอยู่ในป่า วันหนึ่งที่แยกออกไปเพียงลำพังเกิดไปเจอเจ้าหนูช่างจ้อที่น่าสนใจก็เลยไม่สนใจจะกินมัน อย่างไรเจ้าตัวเล็กนี่ก็กินไม่อิ่มอยู่แล้วเก็บไว้ดูเล่นแก้เบื่อก็ได้ วันหนึ่งๆ เจ้าสิงโตนอกจากนอนกับกินก็ได้เจ้าหนูตัวนี้แก้เบื่อ ส่วนหน้าที่ล่าเหยื่อนั้นเป็นของสิงโตเพศเมีย
 
เจ้าหนูมักตั้งคำถามกับเจ้าสิงโตเช่นว่า ได้ยินว่าสิงโตอยู่รวมกันเป็นฝูง ผู้แข็งแกร่งสุดจะได้เป็นจ่าฝูง
ข้าเป็นแค่สิงโตตัวหนึ่งในฝูงหาใช่จ่าฝูงไม่ เจ้าสิงโตตอบ
เจ้าหนูก็ตั้งคำถามอีก
ทำไมต้องอยากเป็นจ่าฝูงด้วยล่ะ ผู้เป็นจ่าฝูงนี้ก็ทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว พอล่าเหยื่อมาได้เราก็ได้กินกันตามลำดับ เขาไม่บังคับว่าเราจะต้องอยู่รวมกันเป็นฝูงตลอดเวลา มันถึงมีเวลามาฟังเจ้าหนูปากเก่งพูดอยู่นี่อย่างไร
 
วันหนึ่งเจ้าหนูบอกว่าให้ระวังหน้าแล้งแบบนี้อาจจะเกิดไฟไหม้ขึ้นได้ง่ายๆ เจ้าสิงโตมองเจ้าหนูช่างพูดอย่างไม่เชื่อถือแล้วตั้งคำถามขึ้นบ้าง งั้นหรือ แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะถ้าเกิดไฟป่าขึ้น
เจ้าหนูตอบอย่างทรงภูมิ ท่านต้องดูทิศทางลมสิ แล้วพากันหนีไปยังที่ปลอดภัย
ถ้าไฟไหม้เราจะอยู่กันอย่างไร ต้องย้ายถิ่นกันไปหากินที่อื่นสินะ เจ้าสิงโตรำพึง
 
เจ้าหนูนั่นเตือนไม่ผิด วันหนึ่งเกิดไฟป่าจริงๆ สัตว์น้อยใหญ่ต่างวิ่งหนีหลบไป จ่าฝูงสิงโตส่งเสียงคำรามร้องเรียกให้ไปรวมตัวเพื่อหนี เจ้าสิงโตกลับไม่เห็นเจ้าหนูน้อยที่ส่งเสียงน่ารำคาญจึงทำใจกล้าวิ่งฝ่าเพลิงไป จนได้พบเจ้าหนูเกาะแน่นบนต้นไม้ที่ไฟกำลังลุกลามกินสูงขึ้นไปทุกที จะเสี่ยงกระโดดลงมาก็ไม่ได้
 
โดดลงมาสิ ข้าจะรับไว้! สิงโตว่า พอเจ้าหนูทำใจกล้ากะจังหวะกระโดดลงมาเจ้าสิงโตก็กระโจนไปรับไว้แล้วให้เจ้าหนูเกาะหลัง จากนั้นรีบพากันเผ่นแผล็วออกไปจากทะเลเพลิง จนถึงจุดที่พ้นอันตรายเจ้าสิงโตจึงส่งเสียงคำรามก้องบอกจ่าฝูงให้รู้ว่าตนปลอดภัยแล้ว แม้สัตว์อื่นจะไม่ได้ยินแต่สิงโตด้วยกันเองย่อมรับรู้ เจ้าสิงโตได้รับเสียงตอบรับนั้นเช่นกัน สิงโตมองดูป้าที่เคยอาศัยไหม้ไฟความร้อนแผ่มาให้รู้สึกถึงความน่ากลัว  มันปล่อยเจ้าหนูลงหลังร่ำลากันแล้วจึงกลับเข้าฝูง แม้ขนจะไหม้ไปบ้างสิงโตตัวอื่นในฝูงถามไถ่ว่าเจ้าไปทำอะไรมา ในฝูงของเขาล้วนเป็นพี่น้องเขาจึงมิได้ปิดบังอะไรนัก
 
ข้าไปช่วยเหลือสหายผู้หนึ่งเอาไว้ เจ้าสิงโตตอบเพียงเท่านั้น
 
ได้เวลาที่จะต้องย้ายถิ่นแล้ว อีกหลายปีป่าที่ไหม้ไปจะกลับฟื้นตัวเหมือนเดิม สิงโตไม่ชอบเดินทางนัก ยามเมื่อจำเป็นก็ต้องทำ
 
------------------
 
มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไรนะ? เอรอสพยายามนึกเรียบเรียงสิ่งที่เกิดขึ้น ว่ามันเริ่มจากอะไร?
 
วันนั้น...มังกรแห่งความมืดมาหาวิค เขากับรูบี้โดนไล่ออกไปเล่นข้างนอกห้อง
 
จนเขาเกิดไม่สบายตัวจนรูบี้ต้องพาเข้ามาหาวิค ญาติผู้พี่กอดเขาไว้อย่างอ่อนโยนเหมือนทุกทีจนรู้สึกดีขึ้น แล้วเอรอสหันไปเห็นกระดาษวางอยู่ตรงหน้าพอเขาทักขึ้น วิคก็ร้องห้ามว่าไว้ เขาไม่ได้ตั้งใจแต่ควบคุมตัวเองไม่ได้ปากเขาเหมือนขยับไปเองวิคเองก็ตกใจไม่แพ้กัน ไฟลุกขึ้นไหม้กระดาษของวิคหมดเลย นอกจากวิคจะไม่โกรธยังบอกว่าทำให้เอรอสเดือดร้อนแล้วยังปลอบเขาอยู่นาน วันนี้ก็อีกวิคพาเขาไปพบสหายชาวสีขาว เอรอสได้ไปเล่นอย่างเต็มที่กับพี่สาวชาวสีขาว ทว่าพอตกกลางคืนก็ฝันน่ากลัวอีก น่ากลัวจนต้องวิ่งหนีอย่างที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะวิ่งได้เร็วถึงเพียงนั้น
 
ดังนั้น...เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นใบหน้าของวิคอยู่ตรงหน้า เอรอสจึงโผเข้ากอดอีกฝ่ายแน่น วิคเองก็ลูบหลังปลอบเขา เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นทุกครั้ง
“ดีแล้วล่ะเอรอส ในที่สุดเธอก็ตื่นขึ้นเสียที”
 
เอรอสจับความเหนื่อยล้าในน้ำเสียงนั้นได้ จึงตอบออกไป
“เอรอสทำเรื่องอีกแล้วใช่ไหม? ขอโทษนะวิค...”
 
“ไม่ใช่ความผิดของเธอ...เอรอส เธอแค่ถูกดึงมาเกี่ยวข้องเท่านั้น ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วคงจะกลัวมากสินะ” วิคเตอร์นึกถึงสิ่งที่ญาติผู้น้องเขาพบเจอในฝันก่อนหน้านี้
 
ในนั้นมีสิ่งมีชีวิตรูปร่างแปลกประหลาด ดุร้ายและน่ากลัวมากหน้าหลายตาคอยขวางทางอยู่ ยามที่เขาพยายามใช้จิตแทรกเข้าไปในฝันของญาติผู้น้องโดยอาศัยพลังของผู้อื่นชักนำ ด้วยวิคเตอร์เกรงว่าเจ้าของความฝันจะมีอันตรายจึงได้ทำแค่ไล่ให้ออกห่างเท่านั้น เขาพยายามตามหาจิตของเอรอสในฝันนั้น หากแปลกประหลาดที่เจ้าพวกนั้นกลับละลายหายไปต่อหน้าต่อตา เขาไม่ได้หลับและกายหยาบของเขายังไม่รู้สึกว่าเอรอสตื่นขึ้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเพราะเหตุผลดังกล่าว
 
วิคเตอร์พยายามตั้งสมาธิจับหาจิตของมังกรน้อย กลับมีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นในหัว
 
ไม่เป็นไรแล้ว ฉันยึดความฝันนี้ไว้แล้ว มาสิมารับเด็กน้อยที่กำลังสั่นกลัว
ณ ใจกลางความฝันนี้ มาสิ มา...
 
วิคเตอร์จึงลองไปตามคำบอกของเสียงนั้น และได้พบจิตของเอรอสจนปลุกเด็กน้อยขึ้นมาได้
 
ระหว่างที่ปลอบเอรอสไปด้วยตาสะท้อนสีรุ้งกวาดมองไปรอบห้อง ซาสเกียยังคงยืนอยู่ไม่ห่าง ถัดจากซาสเกียคือท่านดยุคผู้ยืนขมวดคิ้วเข้าหากัน ดูจากสีหน้าแล้วคงจะอยู่ในอารมณ์เคร่งเครียดไม่น้อย ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาส่งคำถามให้ผู้เป็นเงาของเขา
“ตอนนี้ยามใดแล้วซาสเกีย?”
 
“จวนจะเที่ยงวันแล้วครับ”
 
เวลาผ่านไปไวถึงปานนี้เชียว อันที่จริงน่าจะมองเห็นรอยคล้ำของผู้ที่อดนอนได้อยู่หรอก เขาเดาได้ว่าท่านผู้สูงศักดิ์คงจะดื้อดึงไม่ยอมไปพักตามที่เขาสั่งซาสเกียเอาไว้ กระทั่งเก้าอี้ที่ยกมาให้นั่งคอยก็คงไม่ยอมนั่ง เดาได้ว่าอารมณ์ตอนนี้คงจะ...
 
“ลืมตาขึ้นมาเสียที อย่าทำให้ข้าต้องเป็นห่วงเช่นนี้อีก!” น้ำเสียงมากด้วยแรงอารมณ์เปล่งออกมาทันที ให้วิคเตอร์ต้องลูบหลังปลอบมังกรน้อยในอ้อมแขนที่เริ่มจะสงบลงแล้วตกใจกับน้ำเสียงนั้นขึ้นอีก
 
“อย่าเกรี้ยวกราดสิครับ มันเป็นเหตุสุดวิสัย” วิคเตอร์บอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนหันไปเรียกหาผู้เป็นเงา “ซาสเกียยืมไหล่หน่อย”
 
“ครับ คุณชายน้อย” ซาสเกียก้าวเข้าไปหาวิคเตอร์เขาย่อตัวลงให้ผู้เป็นนายวางมือข้างที่ว่างบนไหล่ของเขาเพื่อพยุงตัวขึ้น เพราะใช้พลังงานไปมากมายซาสเกียทราบดี ไม่เช่นนั้นคุณชายน้อยของเขาคงไม่หมดแรงถึงเพียงนี้
 
เมื่อยืนตรงขึ้นแล้ววิคเตอร์วางมือบนท่อนแขนของซาสเกียเอ่ยถามเสียงเบา
“จับได้ไหม?”
 
“ครับ” ซาสเกียกระซิบตอบ “คนตามรอยบอกว่ามีสิ่งแปลกปลอมครับ”
 
“เป็นใคร?”
 
“แยกยากครับไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสีดำหรือสีขาว บอกได้เพียงว่าเป็นมนุษย์ด้วยสัมผัสบางเบามาก”
 
“ขอบใจ งั้นช่วยจัดการต่อที” วิคเตอร์หยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “เคออสยังไม่เสร็จภารกิจสินะ ถึงยังไม่มา”
 
“ท่านเคออสได้ทราบเรื่องหลังเสร็จภารกิจแล้วครับ คงกำลังเดินทางมา” ซาสเกียรายงาน
 
“เช่นนั้นฉันคงไม่ต้องแปลกใจหากก้าวออกจากห้องแล้วพบเขาทันที” วิคเตอร์ก้มมองญาติผู้น้องของเขาก่อนจะเอ่ยออกมา “บิดาของเธอกำลังมาแล้ว เอรอส”
 
(จบตอนที่ 27) Day 27 THUNDER
#INKTOBER2018 #FICTOBER #DrachenGrundschule #DrachenKindergärten #มังกรน้อย
 
Talk :
 
ถ้าถามว่าทำไมกรินถึงได้ดูแลโอเบอรอน บ้านรวยอยู่แล้วค่ะ คนรวยสมัยก่อนจะเลี้ยงดูนักดนตรี นักกวีไว้ค่ะ ส่งเสีย มีเงินเดือนให้ กินอยู่สบาย แต่อีกนัยหนึ่ง อาจจะเพราะท่านดยุคฝากไว้ บางทีเขาอาจจะเห็นอะไรบางอย่างในโอเบอรอน อาจจะไม่มีบทนักแต่จริงๆ กรินกับโอเบอรอนก็คุยปรึกษาอะไรกันเยอะค่ะ กรินอาจจะเป็นมังกร แต่เขาเป็นมังกรที่เติบโตมาในสังคมมนุษย์ นอกจากแรมเซย์ที่เขาเสียไป สหายของเขาอย่างเจ.ที.และเวอเนอร์ ก็มีโอเบอรอนที่คอยเติมให้กรินมองมนุษย์ที่เป็นมนุษย์ค่ะ
 

เรื่องเล่าบางทีก็ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนักโดยเฉพาะเรื่องเล่าของเด็กๆ ล่ะนะคะ แต่เขียนแล้วสนุกดี


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น