มังกรน้อย อยู่ชั้นประถมแล้วนะ!

ตอนที่ 11 : 9. สิ่งที่รักปรารถนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    19 เม.ย. 62

สิ่งที่รักปรารถนา
 
สำหรับมังกรวารีเออร์วิง  แกรนด์คอนวีย์ นั้นเขามิได้เป็นคนไม่สนโลกเช่นที่แสดงออกภายนอก เพราะอย่างน้อยเขาก็สนใจเจ้ามังกรปฐพี เออร์วิงแค่นิยมอะไรเรียบง่ายเพียงเท่านั้น หากสิ่งใดที่เขาให้ความสนใจแปลว่าสิ่งนั้นย่อมพิเศษในสายตาของเขา
 
เมื่อตอนบ่ายเออร์วิงกล่าวถึงเรื่องกระบองเพชรแล้ว ทำให้ยามนี้เออร์วิงอดคิดถึงต้นกระบองเพชรแสนรักที่เคยอยู่ในห้องทานตะวันในโรงเรียนอนุบาลไม่ได้ เจ้ากระบองเพชรที่รับฟังเขา อยู่เป็นเพื่อนเขา เฟรยาเคยบอกว่า บรรดาพืชพรรณนั้นเป็นสิ่งมีชีวิต ถึงมิได้มีภูตสถิตอยู่แต่ถ้าพูดคุยด้วยความรักก็ย่อมเติบโตอย่างสวยงาม บางครั้งเออร์วิงก็คิดว่า แล้วที่เขาหยอดมังกรปฐพีอยู่เสมอนี่จะแทรกซึมบ้างหรือไม่
 
เออร์วิงจึงขอให้ ทิมข้ารับใช้คนสนิทไปหากระบองเพชรมาให้ ทิมก็รีบไปหามาให้เป็นกระบองเพชรที่หาได้ง่ายต้นหนึ่ง ทิมบอกว่าเป็นพันธ์ที่ดูแลง่ายน่าจะเหมาะกับเขา หากอีกต้นเป็นอะไรที่เออร์วิงไม่เคยเห็น เป็นกระบองเพชรที่หนามนั้นแผ่กระจายคล้ายขนนกปกคลุมแลดูน่าเอ็นดู พอสอบถามทิมตอบว่า
 
“ต้นนี้เรียกว่า แมมมิลลาเลียขอรับ” ทิมตอบอย่างนอบน้อม
 
“แปลกตาดีจริงแล้วเลี้ยงยากไหม” เออร์วิงถามด้วยความสนใจ
 
ทิมยิ้มพลางตอบว่า “ต้นนี้ชอบแดดจัดขอรับ แต่ไม่ค่อยชอบน้ำเท่าไร” ดีที่เขาสอบถามจากผู้ขายมาก่อน
 
“น่าสนใจดี” เออร์วิงตอบรับสั้นๆ
 
แล้วเออร์วิงก็ไปค้นหนังสือเกี่ยวกับการดูแลกระบองเพชรมาอ่าน ในนั้นมีแนะนำว่าเจ้าขนนกสวยของเขานี้ถ้าอยากให้ขนสวยอย่ารดน้ำให้โดนขนนก เดี๋ยวขนจะเหลืองและไม่สวย ถ้าเพิ่งได้มาให้ค่อยๆ เพิ่มแสงให้ทีละนิดอย่าให้พบแดดจัดในทีเดียว หากเจ้าของเก่ามิได้ให้โดนแสงจัดมาแต่แรก
 
พอพบว่าเป็นเช่นนั้นเออร์วิงก็ขอความช่วยเหลือจากทิม หามุมหนึ่งจากระเบียงด้านนอกห้องของเขา เพื่อวางกระบองเพชร 2 ต้นที่ได้มา ทั้งยังให้ทิมไปถามจากคนสวนถึงวิธีพรางแสง เออร์วิงจดจำวิธีที่จะสังเกตว่าถึงเวลาที่ควรรดน้ำหรือยังก่อนมานึกได้ว่า ใช้เวทมังกรวารีตรวจดูก็ได้ เออร์วิงคาดหวังว่าถ้าได้เห็นกระบองเพชรเติบโตได้ด้วยมือเขาในวันหนึ่งก็คงจะดี แล้วเขาจะได้ลองขยับขยายไปเลี้ยงกระบองเพชรสายพันธุ์อื่นดูบ้าง
 
เออร์วิงจึงหมั่นดูแลกระบองเพชรทั้งสองของเขาราวเป็นของรักที่แสนหวงแหน แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ขณะที่เขามัวชื่นชมกับกระบองเพชรที่ตนฟูมฟักมา กระถางแมมมิลลาเลียของเขาร่วงหล่นลงจากระเบียงชั้นสองลงแตกกระจาย ทิมรีบอุ้มเขากระโดดลงจากระเบียงลงไปทันที เออร์วิงมองแมมมิลลาเลียของเขา มองดูกระถางดินเผาที่แตกกระจาย เขาพยายามกอบโกยดินขึ้นมา แล้วก็เกิดลังเล จำได้ว่าในหนังสือบอกว่า การวางชั้นของดินนั้นสำคัญสำหรับแมมมิลลาเลีย ตอนนี้ดินนั้นปนกันไปหมด เออร์วิงนึกถึงหน้าเจ้ามังกรปฐพีที่เผลอยิ้มออกมาตอนหยิบกระบองเพชรในห้องทานตะวันขึ้นพิจารณา ก็คิดว่าเขาอยากลองดู ทิมช่วยเหลือเขาทั้งพยายามหากระถางใบใหม่มาให้ ทั้งช่วยหาวัสดุปลูกมาให้ เออร์วิงพยายามจะดูแลมันอีกครั้ง
 
แต่แล้วเจ้าแมมมิลลาเลียก็อยู่กับเขาได้ไม่นาน รากมันคงกระเทือนตอนที่ตกลงมา ทิมเห็นสีหน้าเหงาหงอยของเขาจึงถามอย่างเอาใจใส่ว่า
“ให้กระผมไปหามาให้ใหม่ดีไหมขอรับ”
 
“ยังก่อน” เออร์วิงตัดสินใจ ดูเหมือนว่าบางสิ่งที่ดูง่ายอาจไม่ง่ายเลยสำหรับเขา อาจจะคล้ายเรื่องของหัวใจที่เขาต้องเรียนรู้ สิ่งที่ชอบ สิ่งที่รักปรารถนา ไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย หรือเพราะจิตใจนั้นซับซ้อนและยากเย็น ขนาดกระบองเพชรเขายังดูแลไม่รอด อย่างน้อยกระบองเพชรอีกต้นก็ยังรอดมา
 
เออร์วิงหวังว่า สักวันมันจะออกดอกให้เชยชม
 
-----------------
 
วิคเตอร์ยืนอยู่ริมหน้าต่าง เขามองกลับเข้าไปในห้อง มองฮาร์ฟสีเงินที่ตั้งอยู่ไม่ไกล หลังท่านผู้นั้นมาเยือนยังปราสาทบวร์กเฮาเซ่นครั้งแรก ซาสเกียเป็นผู้เตือนความจำเขาว่า ทั้งเขาและท่านดยุคเคยพบกันมาก่อนแล้ว ซาสเกียผู้มักจะจดจำผู้ที่เขาเคยพูดคุยด้วยได้ดีกว่าตัวเขาเองเสียอีกยืนยันแข็งขัน พอนึกทวนดูก็คงมิผิดเพราะเรื่องนั้นผ่านมานานแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งที่เขายังอายุไม่เต็ม 10 ขวบปีดี หลังเสียน้องสาวไปวิคเตอร์ก็พรากจากมารดาไปอีกคน ในวันซาวอินปีนั้นจึงเป็นปีแรกที่ไม่มีมารดาอยู่ร่วมด้วย...
 
บนผาเอื้อมตะวันวิคเตอร์  กรินญาได้พบท่านผู้นั้น ดยุคแห่งดราเค่นบวร์ก ผู้ที่ท่านย่าเคยบอกเล่าให้ฟังว่า เป็นผู้เสียสละดำรงตำแหน่ง ผู้พิทักษ์
 
แรกเริ่มวิคเตอร์แค่อยากออกไปเดินเล่นที่ผาเท่านั้น มังกรแห่งแสงมีนิสัยชอบที่สูง ผานั้นก็สูงจนเทียมนภา จะว่าไปปราสาทแห่งแสงของลาเมียซีก็ไม่ต่างกัน ปลูกสร้างบนเนินเขาสูงที่ยื่นออกไปในทะเล เมื่อไปถึงผานั้นเขาก็ต้องแปลกใจเมื่อได้ยินเสียงเพลงดังมา ท่านย่าคงไม่เชิญแขกมาในคืนนี้โดยไม่แจ้งให้เขาทราบ วิคเตอร์คิดเช่นนั้นในคราแรกจึงระแวดระวังตัวตอนเข้าไปใกล้ เขาสังเกตเห็นแล้วเป็นมังกรแห่งความมืดที่นั่งดีดพิณสีทองอยู่ จนจวนเข้าใกล้ถึงตัวมังกรแห่งความมืดก็เหลียวหลังมามอง  เขาพลาดตรงไหนไปหรืออีกฝ่ายจึงรู้สึกตัว หากวิคเตอร์ก็มิได้แสดงอาการตกใจออกไปเขาจึงได้สังเกตอีกฝ่ายอยู่คาดว่าไม่น่าจะมีพิษภัยอันใด เมื่ออีกฝ่ายชวนให้นั่งเขาจึงได้นั่งลง ฟังมังกรแห่งความมืดเล่นพิณไปบ่นกับตัวเองไปที่ลืมโน้ต ดีที่เพลงนั้นมารดาเคยสอนเขาอยู่จึงทราบโน้ตเพลงนั้น
 
เมื่อได้สนทนากับมังกรแห่งความมืด วิคเตอร์ก็ต้องแปลกใจกับเสียงสตรีที่ดังขึ้นในหัวโดยตรงของเขา วิคเตอร์ถึงได้ทราบว่าพิณสีทองในมือของมังกรแห่งความมืดนี้ไม่ใช่พิณธรรมดา วิคเตอร์สันนิษฐานว่าคงเป็น ยูริดิซี ที่เป็นผู้แจ้งการมาของเขาแก่มังกรแห่งความมืดนั่นเอง
 
ในคืนต่อมาวิคเตอร์เกิดสงสัยว่า มังกรแห่งความมืดจะมาเยือนอีกหรือไม่ ดูท่าอีกฝ่ายจะไม่คิดถึงเลยว่ากำลังบุกรุกที่ของมังกรแห่งแสง เขายังคงแต่งตัวเช่นเดิม สวมใส่เสื้อคลุมและดึงฮู้ดลงมาปิดหน้าไว้กว่าครึ่ง แล้ววิคเตอร์ก็ไม่รู้สึกแปลกใจที่เห็นมังกรแห่งความมืดร่อนลงตรงหน้าก่อนจะกลายร่างเป็นมนุษย์
 
“สวัสดี ได้พบกันอีกแล้วนะ” มังกรแห่งความมืดยิ้มทักทายเขา
 
วิคเตอร์นั่งลงโดยไม่เอ่ยตอบอะไร มังกรแห่งความมืดจึงนั่งลงบ้าง แล้วเรียกเอายูริดิซีออกมาจากความว่างเปล่า แล้วเริ่มบรรเลงเพลงพร้อมกับร้องเพลงไปด้วย
 
เฝ้ามองที่ขอบฟ้า คอยหาคนคนนั้น คนที่ฉันจะฝากชีวิตสักคน
ล่องลอยและเลือนหาย กับวันที่ผ่านพ้น เหมือนยิ่งค้นยิ่งหายิ่งไกลออกไป
 
เพลงนี้ทำให้วิคเตอร์นึกไปถึงผู้ที่เขารัก...มารดาที่เขาได้แต่มองอยู่ห่างๆ นับจากนี้ กับน้องสาวที่จากไปของเขา พอเขาไม่เอ่ยคำใดก็กลายเป็นว่าทำให้คนข้างๆ คิดไปเอง
 
มังกรแห่งความมืดที่เห็นเขานิ่งไป รีบเก็บพิณไว้ในความว่างเปล่าก่อนถ้าถามเขาด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรไปหรือ?”
 
วิคเตอร์ได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ เขาเรียกหาเสียงของตัวเองไม่เจอ
 
“เจ้ามีเรื่องไม่สบายใจใช่ไหม? ข้าทราบว่าข้าเป็นคนนอกคงมิอาจช่วยเจ้าได้” มังกรแห่งความมืดกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เราเพิ่งได้พบกันแต่แปลกนักที่ข้ารู้สึกเสมือนสนิทชิดเชื้อเจ้ายิ่ง”
 
วิคเตอร์พยายามหาเสียงตัวเองให้พบ แล้วเสียงนั้นก็ไม่ค่อยน่าพอใจนัก
“บางอย่างยากจะเอ่ย...” น้ำเสียงเขาแหบเครือ
 
“ข้าไม่ทราบว่าเจ้าผ่านเรื่องใดมา หากเจ้าที่ยังเป็นเด็กเล็ก ก็ต้องพบพานเรื่องไม่สบายใจแล้ว ข้านึกอยากจะกอดปลอบเจ้าเหลือเกิน”
 
ยังมิทันที่มือคู่นั้นของมังกรแห่งความมืดจะแตะลงบนบ่าเสียงเรียกขานนามก็ดังขึ้นด้านหลังเสียก่อน
“ออร์เฟอุส!
 
วิคเตอร์รีบยืดตัวขึ้นยืนทันที เขาเงยหน้ามองมังกรแห่งความมืดที่ร่อนลงตรงหน้า หากมิได้สวมใส่ฮู้ดคงต้องยกมือขึ้นกันกระแสลมจากปีกมังกรเป็นแน่
 
มังกรแห่งความมืดผู้ถูกเอ่ยนามหันไปร้องเรียกผู้มาใหม่
“ท่านพ่อ!
 
มังกรผู้มาใหม่แปลงร่างเป็นมนุษย์ ด้วยร่างนี้วิคเตอร์สังเกตเห็นความคล้ายคลึงกันของทั้งคู่ได้ไม่ยาก
 
หากวิคเตอร์ต้องอ้าปากค้างตอนเห็นมังกรแห่งความมืดอีกผู้หนึ่งนั้นฟาดสันมือใส่ผู้ถูกเรียกว่า ออร์เฟอุสลงไปโดยแรง ขนาดผู้ผ่านการฝึกเช่นเขายังต้องประเมินเหยื่อก่อนเลยว่าจะต้องใช้แรงเท่าไรดี ถ้ากรุณาก็เอาแค่พอสลบล่ะนะ แล้วออร์เฟอุสก็สลบร่วงลงในอ้อมแขนของผู้ที่เขาเรียกขานว่าท่านพ่อ
 
วิคเตอร์ดึงฮู้ดที่ปิดหน้าลงแล้วทำความเคารพมังกรแห่งความมืดตรงหน้า ถึงเขาไม่เคยพบแต่ก็พอเดาสถานะอีกฝ่ายได้
 
มังกรอาวุโสจ้องมองวิคเตอร์ก่อนจะกล่าวออกมา
“หลานชายของออกุสต์กับอิซิเนียหรือ”
 
“รู้จักท่านอาจารย์ด้วยหรือครับ?” วิคเตอร์สบตามังกรแห่งความมืดตรงหน้า
 
“รู้จักดีเลยล่ะ หลานชายของออกุสต์ ข้ามีนามว่า แองกุสต์  เอเรบุส”
 
“วิคเตอร์  กรินญาครับ” วิคเตอร์แนะนำตัว ก่อนมองไปยังออร์เฟอุสที่สลบอยู่ในอ้อมแขนของเอเรบุสผู้พ่อ “เอ่อ แล้วเขา...”
 
“แค่สลบ เท่านี้คงไม่เป็นไรหรอก” มังกรแห่งความมืดผู้เป็นบิดาเหลือบมองบุตรชายที่สลบอยู่ “โตจนป่านนี้ยังมาทำรุ่มร่ามกับเด็กอีก”
 
วิคเตอร์ได้แต่มองอีกฝ่ายตาใส
 
แองกุสต์  เอเรบุสหัวเราะในลำคอ “คงยังไม่เข้าใจสินะ เอาเถอะเดี๋ยวโตขึ้นก็จะเข้าใจ ดูเอาเถิดทำเรื่องไม่เข้าท่าอย่างการบุกรุกที่ของมังกรแห่งแสง”
 
“ผมว่าท่านย่าคงทราบเรื่องแล้ว” วิคเตอร์ตั้งข้อสังเกตก็อีกฝ่ายแสดงตัวตนออกจะชัดเจน
“เรื่องรอบตัวผมไม่มีทางที่ท่านย่าจะไม่ทราบ” เพราะเงาของเขาย่อมรายงานทุกสิ่งต่อท่านย่า
 
“ถึงอย่างนั้นก็เป็นการไม่สมควร ไว้ข้าจะเขียนจดหมายขอโทษมาอีกทีที่บุกรุกอาณาเขตของมังกรแห่งแสง แล้วค่อยพบกันหลานชายของออกุสต์” แองกุสต์  เอเรบุสส่งยิ้มให้ คืนร่างเป็นมังกรแล้วพาบุตรชายทะยานขึ้นฟ้าไป
 
แล้ววิคเตอร์ก็มิได้ใส่ใจเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นอีก มาคิดดูตอนนี้ตามที่ท่านแองกุสต์ว่า กว่าเขาจะเข้าใจความหมายก็โตแล้ว ออร์เฟอุส  เอเรบุสมังกรแห่งความมืดหรือดยุคแห่งดราเค่นบวร์ก อายุมากกว่าเขากว่าร้อยปี ถึงจะไม่ได้แตะต้องตัวเขา แต่คำพูดจานั้นเรียกได้ว่า ค่อนข้าง...ล่วงละเมิดทางเพศ เดาเอาว่าอีกฝ่ายก็ดูไม่ได้ตั้งใจที่จะกล่าวด้วยคำพูดสองแง่สองง่ามนั้น จึงได้ทำเป็นไม่ใส่ใจไป หากสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะไม่ใส่ใจบ้างก็คงจะดูเฉยชาจนเกินไป วิคเตอร์ก้าวเข้าไปนั่งลงหลังฮาร์พสีเงิน ฮาร์พตัวนี้เป็นของมารดา นับตั้งแต่เสียน้องสาวไป ฮาร์พตัวนี้ถูกทิ้งไว้ที่คฤหาสน์กรินญาฝั่งสีขาวจนเขาย้ายมายังปราสาทบวร์กเฮาเซ่น จึงได้ให้คนนำมาไว้ที่นี่ด้วย
 
วิคเตอร์ยังจำได้...ถึงคืนวันที่มารดาเล่นฮาร์พโดยมีเขาและบิดาคอยร้องเพลงอยู่ข้างๆ ตัวเขาที่ตาบอดแต่กำเนิดจึงจดจำเสียงได้ดี และยังเป็นความทรงจำที่มีค่าของเขาด้วย แต่เหตุใดเขาถึงไม่คิดจดจำเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและออร์เฟอุสที่ผาเอื้อมตะวันกัน อาจจะเป็นเพราะช่วงนั้นเขาสนใจเป็นห่วงแต่เรื่องของมารดาที่รักษาตัวอยู่ก็เป็นได้
 
(จบตอนที่ 9) Day 9 PRECIOUS
#INKTOBER2018 #FICTOBER #DrachenGrundschule #DrachenKindergärten #มังกรน้อย
 
Talk :
 
ท่านดยุคที่น่าสงสารแล้วเขาก็จำกรินไม่ได้คงเพราะโดนฟาดไป แถมยังโดนกรินลืมซ้ำอีกช่างน่าวงวาร นั่นแหละค่ะการพบกันครั้งแรกที่ดูน่าจดจำกว่าตอนที่มาพบกันอีกครั้ง
 
เนื้อเพลงเต็มๆ ที่ท่านดยุคร้องค่ะ เป็นเพลงโฆษณาแต่หาคลิบไม่เจอเลย
เฝ้ามองที่ขอบฟ้า คอยหาคนคนนั้น คนที่ฉันจะฝากชีวิตสักคน
ล่องลอยและเลือนหาย กับวันที่ผ่านพ้น เหมือนยิ่งค้นยิ่งหายิ่งไกลออกไป
พึ่งรู้ว่าคนนั้น แท้จริงเค้าอยู่ตรงนี้ แต่ว่าฉันกลับมองข้ามไป
มันอาจจะนานเหลือเกินว่าจะรู้ความจริงในหัวใจ
แต่คงไม่สาย...ไม่ช้าไปใช่ไหม ที่ฉันจะรักเธอ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น