(นิยายแปล) หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ - 一剑独尊

ตอนที่ 50 : บทที่ 50 ในความฝันนั้นทุกอย่างเป็นไปได้2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 380
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    18 ต.ค. 63

บทที่ 50 ในความฝันนั้นทุกอย่างเป็นไปได้2

หลังจากพูดคุยกับลู่เสี่ยวหลานอยู่สักพัก เย่ฉวนก็เดินไปที่หัวเรือพร้อมกับเย่หลิง เมื่อเหม่อมองไปที่แม่น้ำและภูเขาจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ข้างใต้เรือเหาะ ชายหนุ่มก็ค่อย ๆ กำหมัดที่มือขวาอย่างมุ่งมั่น "คอยดูเถิด สักวันหนึ่งข้าจะขี่กระบี่ ทั้งยังจะมองข้ามภูเขา และแม่น้ำที่คอยกั้นระหว่างสวรรค์และโลกมนุษย์ให้ได้!"

 

ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงรีบถามขึ้นในใจ "ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้ข้าสามารถขี่กระบี่ได้หรือยัง?"

 

"ได้สิ เจ้าทำได้!"

 

สตรีลึกลับตอบ

 

เมื่อได้ยินนางตอบเช่นนั้น เย่ฉวนก็รู้สึกดีใจ เมื่อมาถึงจุดนี้ สตรีลึกลับก็กล่าวเสริมว่า "เจ้าต้องสามารถทำได้อยู่แล้ว ถ้าเป็นในความฝันล่ะก็นะ!"

 

เย่ฉวนสิ้นคำพูด "..."

 

หลังจากเวลาผ่านไปสองชั่วโมง เรือเหาะแล่นผ่านภูเขาหลายพันลูก จากนั้นพวกเขาจึงเห็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาใหญ่สองลูกที่อยู่ไม่ไกลออกไป เมืองนี้ดูเหมือนเป็นประตูกั้นระหว่างภูเขาทั้งสอง ฝั่งตรงข้ามของเมืองเป็นที่ราบอันเป็นจุดสิ้นสุดของเมือง แม้ว่ามันจะมืดสลัวแต่ก็ยังสามารถมองเห็นได้

 

ตรงฝั่งนั้นคือที่ตั้งของอีกแคว้นหนึ่ง แคว้นถังนั่นเอง!

 

ทันใดนั้นก็มีเสียงประกาศดังขึ้นให้ทุกคนได้รับรู้ "เรียนท่านผู้โดยสารทุกท่าน เนื่องจากเรือเหาะจำเป็นต้องเติมพลังงานเชื้อเพลิงเพื่อเดินทางต่อ ดังนั้นเราจึงจำต้องหยุดแวะพักที่เมืองชายแดนนี้เป็นเวลาสี่ชั่วโมง เมื่อหมดเวลาพักแล้ว กรุณากลับขึ้นเรือโดยทันที เนื่องจากเมืองชายแดนเป็นพื้นที่ไร้ระเบียบ ดังนั้นโปรดพยายามอย่าเดินไปมารอบ ๆ หากไม่มีกิจธุระใด"

 

เมื่อเสียงประกาศเงียบลง เรือเหาะก็พลันสั่นอย่างรุนแรง และจากนั้นในไม่ช้าก็ค่อย ๆ ร่อนลงจอด

 

เมื่อทั่วทั้งพื้นสั่นไหว เย่หลิงก็เกาะแขนพี่ชายเอาไว้แน่น

 

ขณะที่เรือเหาะเข้าใกล้พื้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ขนาดของเมืองชายแดนก็ดูคล้ายจะขยายใหญ่ขึ้นตามจนเห็นได้ชัดถนัดตา

 

เมื่อยืนอยู่บนเรือเหาะและมองลงไปด้านล่าง เมืองชายแดนนั้นมีสภาพย่ำแย่กว่าเมืองพันภูผาหลายเท่านัก มันดูเป็นเมืองที่ทรุดโทรม มีผู้คนอาศัยอยู่น้อยจนแทบจะเรียกได้ว่ารกร้าง

 

เรือเหาะจอดนิ่งสนิทบนผิวน้ำในแม่น้ำใหญ่ จากนั้นไม่นานนักผู้โดยสารจำนวนมากต่างก็ทยอยเดินลงไปจนหมด ไม่เว้นแม้แต่สองพี่น้องก็เช่นกัน เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ไปไหนทั้งนั้น ทว่าเลือกที่จะหยุดพักผ่อนในพื้นที่ที่ทางสำนักอัปสรเมรัยจัดเตรียมไว้ให้

 

ที่พักมีลักษณะเป็นลานกว้างจัตุรัสใกล้ถนนใหญ่และค่อนข้างใกล้กับประตูเมือง นอกจากนี้แล้วภายในจัตุรัสแห่งนี้ยังจัดเตรียมไปด้วยของกินไว้มากมายอีกด้วย!

 

เย่ฉวนพาน้องสาวไปที่ร้านบะหมี่และตะโกนสั่ง "เถ้าแก่ ขอบะหมี่สองชามให้ทางนี้ด้วย!"

 

"เดี๋ยวจัดให้!"

 

เถ้าแก่ตอบกลับ หลังจากนั้นไม่นานบะหมี่ร้อน ๆ ที่ใส่ทั้งเนื้อสับและไข่ไก่สองชามก็ถูกยกมาวางตรงหน้าเย่ฉวนและเย่หลิง

 

เย่ฉวนคีบไข่ในชามของตัวเองใส่ลงในชามของน้องสาว เย่หลิงถึงกับกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะส่งไข่ฟองนั้นคืนให้กับผู้เป็นพี่ "พี่ชาย อย่าบอกนะว่าท่านไม่ชอบกินไข่น่ะ หืมมม วันนี้ท่านหลอกข้าไม่ได้แน่!"

 

เมื่อครั้งอดีตที่สองพี่น้องต้องใช้ชีวิตอยู่ในจวนตระกูลเย่อย่างยากลำบาก เย่ฉวนมักโกหกเสมอว่าไม่ค่อยชอบสิ่งนั้นสิ่งนี้และยกมันให้กับนางแทน ตอนนั้นนางยังเด็กมากจึงได้เชื่อว่าพี่ชายคิดแบบนั้นจริง ๆ จนกระทั่งพอนางโตจนรู้ความ ถึงค่อยพบว่าแท้จริงแล้วนั้นพี่ชายของนางนั้นอยากให้นางได้กินมันต่างหาก!

 

เย่ฉวนยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเย่หลิงอย่างเอ็นดูและยิ้มออกมา "เถ้าแก่ ขอไข่ไก่อีกสองฟอง!"

 

"ได้เลย..."

 

อีกด้านหนึ่ง ฮั่นเซียงเหมิงที่แอบดูท่าทางของสองพี่น้องอยู่ห่าง ๆ เป็นเวลานานก่อนจะพึมพำออกมาด้วยความอิจฉา "ข้าไม่เคยเห็นความรักแบบนี้ในตระกูลของตัวเองบ้างเลย"

 

ชายชราที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฮั่นเซียงเหมิงถึงกับส่ายหน้าไม่เห็นด้วยเมื่อได้ยินดังนั้น "คนผู้นี้ให้ความสำคัญกับเด็กหญิงตัวน้อยนั่นมากเกินไป ในอนาคต นางอาจกลายเป็นจุดอ่อนของเขาได้"

 

เมื่อมองใบหน้าเล็กเปี่ยมความสุขของเย่หลิงที่อยู่ไกล ๆ ฮั่นเซียงเหมิงก็กระซิบตอบ "แต่นางดูมีความสุขดีนะ"

 

จากนั้นนางก็หมุนตัวเดินจากไป

 

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อสองพี่น้องทานอาหารเย็นร่วมกันจนอิ่มหนำสำราญแล้ว เย่ฉวนก็มองไปยังเจ้าของร้านซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล "เถ้าแก่ คิดเงินด้วย!"

 

เถ้าแก่เดินมาหาเย่ฉวนพร้อมกับรอยยิ้ม "สี่เหรียญทองขอรับนายท่าน!"

 

เย่ฉวนที่กำลังจะจ่ายเงินนิ่งงันไป เขาคิดว่าตัวเองได้ยินผิดจึงถามขึ้นอีกครั้ง "สี่เหรียญทองหรือ?"

 

เถ้าแก่พยักหน้า "ขอรับ สี่เหรียญทอง!"

 

ข้าง ๆ กันนั้น เย่หลิงที่กำลังถือชามซดน้ำซุปอยู่ก็ตกใจทันที ดวงตาทั้งคู่ของนางเบิกกว้าง "สี่เหรียญทองเชียวหรือ? ในแคว้นชิง บะหมี่หนึ่งชามมีราคาไม่เกินห้าเหรียญเงินเท่านั้นเองนะเจ้าคะ!"

 

สองพี่น้องมองหน้ากัน ในที่สุดเย่ฉวนก็ลุกขึ้นยืน "เถ้าแก่ ท่านคิดเงินเราสี่เหรียญทองสำหรับบะหมี่สองชามและไข่ไก่เพิ่มอีกสองฟอง? ท่าน ท่านแน่ใจแล้วเหรอ?"

 

เถ้าแก่หยุดยิ้มทันที "ทำไม? พวกเจ้าคิดจะกินอาหารมื้อนี้โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักแดงงั้นรึ?"

 

เย่ฉวนพูดเสียงเข้ม "เถ้าแก่ หากจะคิดราคาขนาดนี้ก็นับว่าขูดรีดกันแล้ว!"

 

เถ้าแก่ตอบกลับอย่างเย็นชา "ข้าค้าขายที่นี่ก็คิดเงินราคาเดิมมาตลอดหลายปี เหตุใดพวกเจ้าจึงคิดว่าข้าหน้าเลือดรีดไถเอาเงินจากคนจรได้เล่า? แน่รึ หรือที่จริงแล้ว พวกเจ้าก็แค่ทำเป็นอิดออดไม่อยากจ่ายเงินมากกว่ากระมัง!"

 

ขณะที่เย่ฉวนกำลังจะโต้กลับอย่างดุเดือดนั้น ก็มีเสียงหนึ่งจากด้านข้างดังขัดขึ้นมาเสียก่อน "พี่ชาย มื้อนี้ให้ข้าเลี้ยงเถอะ!"

 

เย่ฉวนและน้องสาวหันไปมองตามต้นเสียง ก่อนจะพบว่าผู้ที่มาใหม่คือลู่หมิงกับลู่เสี่ยวหลานที่ยืนอยู่ด้านข้างนั่นเอง

 

ลู่หมิงเดินอาด ๆ เข้าไปหาเจ้าของร้าน เขาหยิบเหรียญทองสี่เหรียญจากกระเป๋าเงินออกมาและส่งมันให้กับเถ้าแก่ก่อนจะร้องโวยวายขึ้นอย่างไม่พอใจ "เขาคือพี่ชายใหญ่ของข้า แล้วทำไม พี่ชายใหญ่แค่จะซื้อบะหมี่สักชามก็ไม่ได้เลยหรือไงกัน?"

 

เถ้าแก่มองไปที่ลู่หมิงแต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงเก็บเหรียญทองหันหลังและเดินจากไปเท่านั้น

 

ลู่หมิงหันไปมองเย่ฉวนและยิ้มเยาะ "ไง พี่ชายใหญ่!"

 

เย่ฉวนรู้สึกขบขันเล็กน้อย "เจ้าเด็กอ้วนนี่ยังอยากเรียนวิชาเพลงกระบี่อยู่อีกเหรอ!"

 

ทันใดนั้นก็มีเสียงม้าดังขึ้นไกล ๆ อย่างกะทันหันมาจากทางประตูเมืองอในไม่ช้าทุกคนที่ได้เห็นทหารม้าหลายสิบคนในชุดเกราะสีดำก็รีบกลับเข้ามาในเมืองทันที

 

"พวกมันมาจากแคว้นถัง!"

 

ลู่เสี่ยวหลานพึมพำอยู่ข้าง ๆ เย่ฉวน "พวกมันน่าจะเป็นทหารม้าเกราะดำแห่งแคว้นถัง แล้วทำไมพวกมันถึงมาที่นี่ได้? นี่อย่าบอกนะว่าจะเกิดสงคราม?"

 

"ทหารม้าเกราะดำ?"

 

เย่ฉวนมองไปยังทหารม้ากลุ่มนั้น ทันทีที่กลุ่มทหารควบม้าวิ่งเข้ามาในเมือง ทุกครั้งที่พวกม้าวิ่งผ่านถนนตรงจุดใด เหล่าทหารก็จักลงมือฆ่าคนทุกคนในที่นั้นรวมถึงจี้ปล้นร้านทุกร้านที่พวกมันเห็น

 

เมื่อเห็นฉากนี้เย่ฉวนก็ย่นคิ้วเข้าหากัน "ไม่มีผู้ใดสนใจเลยหรือ?"

 

"แล้วต้องใส่ใจเรื่องใดกันเล่า?"

 

ด้านข้างกันนั้น เถ้าแก่เจ้าของร้านขายบะหมี่ยืนยิ้มเยาะ "เกรงว่าทหารยามในเมืองตอนนี้น่าจะหดหัวอยู่ในห้องใต้ดินกันหมด นายท่าน ข้าขอเตือนเอาไว้อย่าง จงอย่าออกนอกพื้นที่ของสำนักอัปสรเมรัยเสียล่ะ ไม่อย่างนั้นละก็ มีหวังรอดยากแน่!"

 

เย่ฉวนกำลังจะหันไปคุยด้วย แต่ในระหว่างนั้นเองกลุ่มทหารม้าเกราะดำก็รีบวิ่งออกจากเมืองไปพร้อมกับสัมภาระที่พวกมันกอบโกยไปได้อย่างพะรุงพะรัง เย่ฉวนสังเกตเห็นผู้หญิงร้องไห้บางคนอยู่บนหลังม้าของเจ้าพวกนั้นด้วย

 

"ฮะฮะฮ่า..."

 

หัวหน้ากองทหารม้าเกราะดำหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "พวกผู้ชายในแคว้นเจียงล้วนแต่ใช้การไม่ได้ทั้งนั้น ฮ่าฮ่า..."

 

พอพูดจบมันก็เริ่มดึงทึ้งเสื้อผ้าของผู้หญิงตรงหน้าตน จนไม่กี่อึดใจนางก็เหลือแต่เพียงชุดชั้นในปกปิดร่างกายเท่านั้น

 

เมื่อเห็นเช่นนี้ทุกคนรอบข้างต่างก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจทั้งสิ้น ทว่ากลับไม่มีใครออกมาห้ามปรามแม้สักคนเดียว

 

"ฮะฮะฮ่า..."

 

หัวหน้ากองทหารม้าเกราะดำยังคงหัวเราะอย่างสาแก่ใจต่อไปไม่มีหยุด "บุรุษแคว้นเจียงจงดูไว้ซะ พวกข้าไม่เพียงต้องการปล้นทรัพย์สินมีค่าเท่านั้น แต่ยังได้หลับนอนกับผู้หญิงแคว้นเจ้าด้วยฮ่าฮ่า..."

 

ทันใดนั้นเย่ฉวนก็หันไปฝากฝังเย่หลิงกับลู่เสี่ยวหลานที่อยู่ข้าง ๆ ทันที "ท่านผู้อาวุโส โปรดช่วยดูแลน้องสาวข้าด้วย!"

 

ไม่ต้องให้รอช้า เย่ฉวนก็คว้าม้าตัวที่อยู่ใกล้มือมากที่สุดและควบตะบึงออกไปอย่างรวดเร็ว

 

ที่เบื้องหลังของเย่ฉวนนั้น ผู้คนที่เห็นชายหนุ่มทำเช่นนั้นต่างก็ตัวแข็งค้างไปกันหมดแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7 ความคิดเห็น