(นิยายแปล) หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ - 一剑独尊

ตอนที่ 49 : บทที่ 49 ในความฝันนั้นทุกอย่างเป็นไปได้1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 363
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    18 ต.ค. 63

บทที่ 49 ในความฝันนั้นทุกอย่างเป็นไปได้1

แต่ก่อนนั้น กระบี่หลิงเซี่ยวถือว่าเป็นอาวุธที่แปลกสำหรับชายหนุ่ม

 

เขาเคยรู้สึกว่าหลิงเซี่ยวไม่ใช่กระบี่ของตัวเอง และมันจะค่อนข้างจะไม่ถนัดเวลาที่ใช้งาน

 

กระทั่งตอนนี้แล้ว แม้ไม่มีความรู้สึกแปลก ๆ หลงเหลืออยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะมีความรู้สึกคุ้นเคยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขารู้สึกดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ไม่ต้องเงอะงะงุ่มง่ามเช่นเมื่อก่อนแล้ว!

 

มาถึงตอนนี้ ชายหนุ่มก็เริ่มค้นพบความสำคัญของการรวมเป็นหนึ่งเดียวระหว่างกระบี่และตัวผู้ถือครอง!

 

หลังจากเก็บกระบี่เข้าที่ เขาก็ออกจากหอคอยแห่งเรือนจำเพื่อชำระล้างร่างกาย

 

ตาใกล้จะปิดแล้ว เขารู้สึกง่วงนอนเต็มที!

 

การฝึกฝนวิชานั้นสำคัญก็จริง แต่การพักผ่อนก็เช่นกัน!

 

ไม่ว่าเย่ฉวนต้องการที่จะแข็งแกร่งขึ้นและมุมานะฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งมากเพียงไหน กระนั้นเขาก็ยังต้องพักผ่อนทุกวัน เพราะหลังจากที่ได้หยุดพักเพื่อฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มอิ่ม เขาก็จะสามารถฝึกฝนได้ดีขึ้นตามไปด้วย

 

ที่ข้างนอกนั้น

 

ไม่มีใครรู้ว่าทั่วทั้งเรือเหาะตกอยู่ในความเงียบตั้งแต่เมื่อใด แต่ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

 

ทุกคนบนเรือเหาะไม่ได้หลงลืมเด็กชายตัวอ้วนคนนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกคนต่างไม่ได้ลืมเรื่องราวที่เกิดเหตุปะทะก่อนหน้านี้ด้วย

 

พวกเขาล้วนสนใจใคร่รู้และต่างพากันสงสัยว่าชายหนุ่มได้ตายไปแล้วหรือยัง

 

แต่ก็คงไม่น่ารอดกระมัง!

 

นอกจากนี้แล้ว คนของสำนักอัปสรเมรัยก็ไม่ใช่ว่าจะถูกฆ่าได้ง่าย ๆ

 

เรือเหาะบินข้ามแม่น้ำอันกว้างใหญ่ มันลอยข้ามเหนือเทือกเขาอันไร้จุดสิ้นสุดที่อยู่ด้านล่าง ดังนั้นเมื่อยืนมองจากด้านบนก็จะสามารถเห็นภูเขาจำนวนนับไม่ถ้วนซึ่งเป็นทิวทัศน์ที่งดงามปรากฏในสายตา

 

ผู้คนมากมายต่างปรากฏตัวขึ้นบนดาดฟ้าเรืออีกครั้ง ทุกคนดูเงียบสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

เนื่องจากมีประกาศคำเตือนจากสำนักอัปสรเมรัยมาว่า ให้ทุกคนเก็บงำเรื่องก่อนหน้านี้เอาไว้เป็นความลับเสีย ไม่อย่างนั้นแล้วพวกเขาจะได้รับการลงโทษจากทางสำนักอย่างสาสมแน่!

 

ไม่มีใครกล้าขัดขืน

 

ภายในห้องนั้น

 

เย่ฉวนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่เขารู้สึกคันนิดหน่อยบนใบหน้า ชายหนุ่มค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนที่ดวงตากลมโตกระจ่างใสคู่หนึ่งจะพุ่งเข้ามาในสายตาของเขา

 

ชายหนุ่มยื่นมือไปลูบเส้นผมของเย่หลิง ที่แท้เป็นนางนั่นเองที่ใช้มือเล็ก ๆ เกาบนใบหน้าเขาเบา ๆ!

 

เมื่อเห็นว่าเย่ฉวนตื่นแล้ว เย่หลิงก็ส่งยิ้มหวานให้ทันที "พี่ชาย!"

 

เย่ฉวนหันไปมองรอบ ๆ ก่อนจะถามขึ้น "นี่เป็นเวลาใดแล้ว?"

 

เย่หลิงคลี่ยิ้มและเอ่ยตอบ "เที่ยงวันแล้วเจ้าค่ะ! วันนี้พี่ชายนอนตื่นสาย! แต่ไม่เป็นไร ท่านนอนต่อเถอะ ส่วนข้าจะคอยอยู่ข้าง ๆ เอง!"

 

เย่ฉวนยิ้ม และบีบจมูกของเย่หลิงเบา ๆ อย่างเอ็นดู "เราออกไปสูดอากาศข้างนอกกันดีกว่า"

 

หลังจากนั้นเย่ฉวนก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าบ้วนปาก ก่อนจะออกไปที่ดาดฟ้าเรือพร้อมกันกับน้องสาว

 

กลายเป็นว่าสองพี่น้องได้ตกเป็นเป้าสายตาของคนในบริเวณนั้นทันทีเมื่อปรากฏตัวขึ้น!

 

"เขายังมีชีวิตอยู่หรือนี่?"

 

ทุกคนล้วนเต็มไปด้วยคำถาม

 

"เหตุใดเขาจึงยังไม่ตายทั้ง ๆ ที่ลงมือสังหารคนของสำนักอัปสรเมรัย?"

 

ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ลู่เสี่ยวหลานได้หันมองไปที่เย่ฉวนอย่างลึกซึ้งและกระซิบว่า "ชายผู้นี้ไม่ธรรมดา!"

 

ข้าง ๆ กันนั้น เด็กชายอ้วนตัวเล็กได้เดินตรงไปยังทั้งสอง เขามองไปที่เย่ฉวนและนั่งคุกเข่าลงข้างหนึ่ง "พี่ชาย โปรดรับข้าไว้เป็นศิษย์ด้วยเถิด ไม่ว่าท่านต้องการเท่าไหร่? ขอแค่บอกราคามา พ่อของข้าก็จ่ายให้ได้ทั้งนั้น!"

 

เย่ฉวนสิ้นคำพูด "..."

 

เย่หลิงเอามือปิดปาก แอบอมยิ้มเล็กน้อย

 

ลู่เสี่ยวหลานเดินไปที่ด้านหน้าของเย่ฉวนกับเย่หลิง จากนั้นก็เตะเจ้าเด็กอ้วนไปหนึ่งที ก่อนจะถามแบบยิ้ม ๆ ว่า "เจ้ารู้ไหมว่าการเป็นผู้ฝึกกระบี่นั้นยากลำบากเพียงใด?"

 

เด็กอ้วนตัวน้อยมองกลับมาด้วยสายตาไม่พอใจ "แล้วเหตุใดข้าต้องกลัวความลำบากยากเข็ญนั้นด้วย? ข้าสามารถแก้ปัญหาพวกนั้นได้ด้วยเงินนะ!"

 

ลู่เสี่ยวหลานดูค่อนข้างลำบากใจ เขาหันไปประสานหมัดใส่เย่ฉวน "เป็นข้าที่สั่งสอนเขาไม่ถูกต้องเอง โปรดยกโทษให้ด้วย"

 

เย่ฉวนยิ้มและมองไปที่เด็กน้อยไร้เดียงสา "เจ้าอยากจะเป็นผู้ฝึกกระบี่งั้นหรือ?"

 

เด็กชายอ้วนตัวน้อยรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว

 

เย่ฉวนส่งยิ้ม "ย่อมได้ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็จงไปลดน้ำหนักก่อนเสียไป!"

 

เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กชายอ้วนตัวน้อยก็ทำหน้าเหมือนได้กินยาขม

 

"จะให้ลดน้ำหนักเหรอ?"

 

"แบบนั้นท่านก็ฆ่าข้าเสียเถอะ!"

 

เมื่อเห็นเด็กอ้วนตัวน้อยออกอาการ ทั้งเย่ฉวนและลู่เสี่ยวหลานก็หัวเราะออกมา

 

ในตอนนี้เองที่ลู่เสี่ยวหลานถามขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม "สหายเย่ฉวน ท่านต้องการเดินทางไปที่เมืองหลวงอย่างนั้นหรือ?"

 

เย่ฉวนพยักหน้ารับ "ใช่แล้ว"

 

ลู่เสี่ยวหลานมองหน้าเย่ฉวน "แล้วแบบนี้ท่านจะลงทะเบียนเข้าร่วมกับสำนักศึกษาฉางมู่ด้วยหรือเปล่า?"

 

เย่ฉวนแปลกใจเล็กน้อย "ท่านผู้อาวุโสรู้ได้อย่างไร?"

 

ลู่เสี่ยวหลานหัวเราะก่อนจะกล่าวว่า "การลงทะเบียนของสำนักศึกษาฉางมู่ในทุก ๆ สามปีนั้น เรียกได้ว่าเป็นงานที่มีชีวิตชีวาที่สุดในแคว้นเจียงแล้ว สหายเอ๋ย ท่านดูอายุยังน้อย และหากบอกว่ากำลังจะไปที่เมืองหลวง กอปรกับสำนักศึกษาฉางมู่กำลังเริ่มเปิดรับลงทะเบียนอยู่ในเวลานี้ ดังนั้นข้าจึงเดาได้ไม่ยากว่าพวกท่านทั้งสองจะไปที่สำนักฉางมู่กัน"

 

ด้วยเหตุนี้เขาจึงชี้ไปที่เด็กอ้วนตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างหน้า "นี่คือบุตรชายของข้า ลู่หมิง และที่ข้ายอมพาเขาเข้าเมืองหลวงมาในเวลานี้ก็เพราะคาดหวังว่าเจ้านี่จะสามารถสอบเข้าสำนักศึกษาฉางมู่ได้นี่แหละ"

 

ลู่หมิง เด็กชายอ้วนตัวน้อยพูดพลางตบอกตนเอง "ท่านพ่อไม่ต้องกังวลไป อย่างข้าน่ะสามารถเข้าสำนักฉางมู่ได้อยู่แล้ว หรือถ้าหากว่าพวกเขาไม่ยอม ถ้างั้นข้าก็จะใช้เงินซื้อมันทั้งสำนักศึกษาฉางมู่เสียเลย"

 

คำตอบนี้ทำเอาเย่ฉวนและเย่หลิงถึงกับพูดไม่ออก "..."

 

ลู่เสี่ยวหลานส่ายหน้าและถอนหายใจ "ข้าไม่ควรให้ท้ายเจ้ามากตั้งแต่แรกเลย ดูสิ เหลิงใหญ่แล้ว!"

 

เย่ฉวนพยักหน้าเห็นด้วย เมืองหลวงแห่งจักรวรรดินั้นเป็นสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในแคว้นเจียง ที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยอัจฉริยะโดดเด่นอยู่มากมาย หรือแม้แต่ผู้มีพรสวรรค์ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เจ้าเด็กชายอ้วนตัวน้อยคนนี้อาจทำอะไรก็ได้อย่างใจต้องการเมื่ออยู่ในเมืองพันภูผา แต่หากเขาตั้งใจที่จะมาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงแล้ว ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะต้องสูญเสียอย่างหนัก

 

ลู่เสี่ยวหลานหันไปมองท้องฟ้าที่ห่างไกลออกไปก่อนจะกระซิบ "เราใกล้จะถึงเมืองชายแดนแล้ว"

 

"เมืองชายแดนหรือ?"

 

เย่ฉวนค่อนข้างงงงวย

 

ลู่เสี่ยวหลานอธิบาย "มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่สหายเย่อาจจะยังไม่รู้ เมืองชายแดนนี้ตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนแคว้นเจียงและแคว้นถังทางตอนเหนือ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมแคว้นเจียงและแคว้นถังจึงได้ทำการสู้รบกันมาเป็นเวลาหลายปีเพื่อทำศึกแย่งชิงพื้นที่ตรงนี้ ภูมิประเทศของเมืองชายแดนค่อนข้างสูงชัน และมีภูเขาไฟทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นธรรมชาติอยู่ด้านข้าง อาจกล่าวได้ว่าเมืองชายแดนนั้นมีความได้เปรียบทางด้านยุทธศาสตร์ในเรื่องของพื้นที่ทางการทหาร ดังนั้นในเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้พื้นที่เมืองชายแดนจึงยังดูเหมือนว่าแคว้นเจียงและแคว้นถังเป็นเจ้าของร่วมกันอยู่ สรุปคือ แม้ว่าพื้นที่ชายแดนจะเป็นของแคว้นเจียงในตอนนี้ แต่ผู้คนในแคว้นถังก็เชื่อว่าเป็นของพวกเขา อย่างไรเสีย... จะว่าไปแล้ว ที่นี่ก็ไร้ซึ่งระเบียบหรือกฎเกณฑ์ควบคุมดูแลอยู่ดี"

 

เย่ฉวนถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "เราจะหยุดพักกันที่นั่นใช่ไหม?"

 

ลู่เสี่ยวหลานพยักหน้า "เรือเหาะจำเป็นต้องเติมเชื้อเพลิง ดังนั้นเราน่าจะใช้เวลาอยู่ที่นั่นราว ๆ ครึ่งวันได้"

 

เย่ฉวนกล่าว "ผู้อาวุโสลู่กำลังกังวลว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ?"

 

ลู่เสี่ยวหลานพูดยิ้มๆ "ความจริงมันก็ไม่ได้มีอะไรหรอก เพราะที่นั่นน่ารังเกียจเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะถึงแม้ว่าพื้นที่นี้จะอยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นเจียง แต่ผู้คนจากแคว้นถังก็สามารถเข้านอกออกในได้อย่างอิสระ พวกมันจงใจยั่วยุพวกเราอย่างโจ่งแจ้งอยู่ใต้กำแพงเมืองนั้น ช่างเถิด อย่าให้ข้าต้องพูดเลย!"

 

เย่ฉวนพยักหน้ารับแต่ไม่พูดอะไร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7 ความคิดเห็น