Timeless กาลครั้งนั้น...เราเป็นแฟนกัน

ตอนที่ 4 : กาลครั้งที่4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 เม.ย. 63

Timeless

กาลครั้งนั้น...เราเป็นแฟนกัน

 

“ พุทธศักราช 2562

คริสต์ศักราช 2019 ”

 

PK’s

ตั้งแต่คืนนั้น ที่ฝันว่าไอ้หลีดโดนตัดหัว ภาพยังติดตาอยู่เลยครับ เอาจริงแม่งหลังจากคืนนั้น ผมก็ฝันเรื่องเดิมอยู่อีกสองสามคืน

 

ดีหน่อยที่คืนหลังๆจำไดอะล็อกฝันได้ ตั้งสติปลุกตัวเองก่อนจะเห็นภาพสยองขวัญได้ทัน แต่มันต้องแลกกับการที่ผมต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า

 

ไก่แจ้ในสวนแม่งยังไม่ตื่นมาขันเลย คลาสเช้าก็เริ่มแปดโมงครึ่งนู่น เวลาสามชั่วโมงที่สมองโครตว่างเปล่า ทำได้แค่ลงไปวิ่งบนลู่แบบงงๆ

 

บางวันสติดีขึ้นมาหน่อยก็ไปนั่งอ่านเล็คเชอร์วันก่อนๆที่พึ่งไปขอเพื่อนเขามาอีกที เพราะกลุ่มผมถ้าไม่นอน ก็ตั้งวงเล่นเกมกันหมด ไม่ได้จะสนใจอาจารย์ที่สอนอยู่หน้าห้องเลย แต่ผ่านทุกควิสนะครับ พูดเลย ไม่ได้อยากอวด เห็นหน้างี้คะแนนท็อปเซคด้วยซ้ำ

 

“ช่วงนี้ตื่นเช้าจังเลยนะภูเขา” แม่ผมในสภาพชุดนอนผ้าแพรสีขาวคลุมยาวเกือบถึงพื้นเดินลงบันไดมาทักทายลูกชายคนเก่ง ที่สามสี่วันมานี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษ

 

“อากาศตอนเช้ามันสดชื่นดีน่ะครับ” ใครที่ไหนเขาอยากสูดกัน แต่ผมต้องทำท่าสดชื่นที่สุดในชีวิต สูดหายใจเสียงดังโชว์แม่ ก่อนคุณนายเขาจะเดินเข้าไปในครัว ทำอาหารเช้าให้พวกเรากิน

 

“พี่ภูเขาครับ แม่ฝากไปปลุกภูผาหน่อย” หลังจากตั้งใจว่าจะวิ่งลู่ต่ออีกหน่อยก็เป็นอันจบสิ้น เมื่อมีคำสั่งพิเศษดังขึ้นมาจากในครัว นอกจากตื่นเช้าขนาดนี้ อีกอย่างที่ผมโครตไม่อยากทำคือสิ่งที่ผมต้องไปทำตอนนี้นี่แหละครับ

 

การปลุกภูผา ไม่ใช่หมาที่ไหน น้องชายฝาแฝดสุดที่รักของผมเอง

 

“ไอผา! ตื่นๆๆๆๆ” แอร์หนาวขนาดนี้แม่งคิดว่าตัวเองเป็นชาวเอสกิโมหรอวะ ห้องก็มืดเหมือนชีวิตนี้จะไม่อยากเจอแสงอีกแล้ว มึงยังเป็นคนอยู่ป่ะเนี่ย

 

“ไอผา!!!!!!!” หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารติดต่อได้ในขนาดนี้

 

สัส

 

เงียบเป็นป่าช้า เจ้าของห้องนอนตายหรือหลับโทษที

 

แต่ผมรู้ครับว่าต้องจัดการกับเด็กชายขี้เซานี้ยังไง

 

“ไอผา...ไม่ตื่นกุโพสต์รูปหลุดมึงในไอจีนะ”

 

“สัส กุฆ่ามึงแน่” แหนะ เป็นไงฝีมือผม ไอเชี่ยนี่มันหวงภาพลักษณ์ตัวเองยิ่งกว่าอะไร น้องภูผา นักศึกษาแพทย์ปี1 ขวัญใจแอดมินเพจคิ้วบอยของมหาลัย งานรีวิวในไอจีก็เข้ามารัวๆ ไปหล่อมาจากไหน หน้าตาก็เหมือนผม หรือคนเค้าชอบผู้ชายเงียบๆกวนตีนๆกันวะ

 

“ตื่นก็อาบน้ำลงไปแดกข้าว”

 

“มึงเป็นแม่กูหรอ”

 

“ก็แม่ให้กูมาปลุกไอสัส เป็นน้องก็พูดดีๆกับพี่หน่อยดิครับภูผา”

 

“คลอดก่อนกูสิบวิ ทำมานับ ตอนสร้างเอมบริโอก็พร้อมกันเหอะ” โอเค ผมว่ามันควรนอนต่อไปนานๆ ตลอดกาลเลยก็ได้ ผมไม่เถียงกับแม่งต่อละ เดินออกจากห้องมันแล้วรีบไปอาบน้ำดีกว่า หิวข้าว!

 

.

 

.

 

.

 

“วันนี้ไปคุณส่งผมที่คณะหน่อยดิ” ระหว่างทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาที่โต๊ะ ไอ้ภูผาก็หันมาหา ส่งสายตาออดอ้อน อ้อนตีนแหละผมว่า

 

“เรื่องไร รถมึ..”

 

“พูดกับน้องดีๆหน่อยภูเขา” เสียงเรียบๆของคุณนายทำผมใจวูบไปแปปนึง ฉิบหาย ลืมตัวไปสนิทเลยว่าป๊ากับแม่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย ว่าทำไมไอภูผามันทำตัวเรียบร้อยขอร้องผมแปลกๆ

 

“เรื่องอะไรครับ รถคุณก็มีไม่ใช่หรอ” ช่วยผมที ผมละอายเสียงตัวเองตอนนี้จริงๆ แต่เพื่อความสบายใจของแม่ผมยอมที่จะทำแบบนี้ก็ได้ครับ

 

“ก็รถผมพึ่งเข้าศูนย์เมื่อวาน ยังไงคณะคุณก็ผ่านคณะผมอยู่แล้วอ่า” ผมอยากให้แม่ได้ยินที่มันพูดกับผมในห้องเมื่อเช้า จะได้รู้ว่าภูผามันเป็นคนยังไง!!!!!!!!

 

“จริงด้วยภูเขา เมื่อวานแม่พึ่งให้พี่สุชาติเขาเอารถภูผาไปเช็คสภาพ”

 

“งั้นก็ได้ครับ รีบๆกินดิ คณะผมมีเรียนแปดครึ่งนะ” ผมที่กำลังกวาดข้าวต้มคำสุดท้ายเข้าปาก หันไปบอกอีกคนที่กำลังตักข้ามต้มออกจากชามใส่ปากตัวเองอย่างช้าๆ ชาติที่แล้วเกิดเป็นสล็อตมั้ง

 

.

 

.

 

.

 

“ลงไปได้แล้วมั้ย” สารถีจำเป็นที่ถูกยัดเยียดหน้าที่มา นำตัวภาระมาส่งถึงที่หมายอย่างสวัสดิภาพโดยไม่ตีกันกายคารถก็ดีแค่ไหนแล้ว

 

เอาจริงผมกับมันก็ตีกันพอสนุกๆน่ะครับ เป็นรสชาติให้ชีวิตไปในแต่ละวัน วันไหนไม่ได้ทะเลาะคือนอนไม่หลับ เหมือนตอนผมไปแลกเปลี่ยนระยะสั้นช่วงปิดเทอมม.6ที่นอร์เวย์ ไม่ผมก็มันที่ต้องโทรหากันเพื่อหาเรื่องทะเลาะแล้ววางสายไป

 

“รีบไปไหนล่ะครับคุณภูเขา”

 

“ขนลุกสัส เร็วๆกูจะเข้าเรียนละเนี่ย” นาฬิกาหน้าปัดรถบอกว่าตอนนี้ แปดโมงยี่สิบ จากแพทย์ถึงคณะไม่กี่นาทีหรอกครับ แต่ต้องเสียเวลาไปหาที่จอดรถนี่สิ ยิ่งมหาลัยมีที่จอดรถเยอะอยู่ด้วย สายป่านนี้จะมีเหลือถึงผมบ้างไหมไม่รู้

 

“เออๆ โชคดี ตอนเย็นมารับกูด้วย”

 

“ฝันไปเถอะว่ากูจะมารับมึงอ่ะ” แกล้งลืมๆไปดีกว่า ลองให้ภูผาคนเก่งหาทางกลับบ้านเองเอาก็น่าสนุกดี

 

พอมันลงไปจากรถผมก็รีบออกรถไปทันที ก่อนจะเห็นใครสักคนเดินอยู่อีกฝั่งถนน ผมขับรถไปถึงทางม้าลายพอดีกับที่เขาคนนั้นจะเดินข้าม ไอ้หลีดที่ตามหลอกหลอนผมนั่นเองครับ วันนี้มันมากับชุดนักศึกษาทับด้วยคาดิแกนสีเหลือง...น่ารักมากมั้ง เพราะมึงคนเดียวกูเลยต้องเจอเรื่องสยองขวัญในความฝันตั้งหลายคืน

 

แล้วมันเป็นใคร ชื่ออะไร ผมยังไม่รู้จักเลย แค่วันนั้นแว้บเดียวด้วยซ้ำ แต่ความคุ้นเคยเชี่ยนี่คืออะไร เหมือนรู้จักกันมานาน เอาไปฝันด้วยประเด็น ว็อทเดอะฟัคชีวิตนายภูเขา

 

.

 

.

 

.

 

“เออมึง วันนี้พี่เค้าไม่ซ้อมบอลนะเว้ย” ระหว่างกำลังโคฟเป็นเด็กเรียนในห้องเล็คเชอร์ ไอ้ตงก็หันมากระซิบ พร้อมผโชว์แชทไลน์กลุ่มฟุตบอลคณะให้ดู เพราะผมเล้นเกมอยู่ใต้โต๊ะ เลยปิดแจ้งเตือนไว้

 

“ทำไมวะ” ผมไม่ได้สนใจข้อความในนั้นเท่าไหร่ เพราะตอนนี้การปั่นแรงค์ให้ขึ้นคอนถือเป็นวาระแห่งชาติ

 

“เห็นว่าพี่เขาอยากให้พักกัน นัดที่แข่งหัสนี้ก็เลื่อนไปจันทร์หน้าแล้ว” ผมก็ว่าดีเหมือนกัน ตื่นเช้าแล้วซ้อมอีกตอนเย็นเป็นอะไรที่โครตทรมาน มันเหนื่อยแต่ก็ไม่ได้พักผ่อนเต็มที่พี่เขาก็น่าจะมองออก วิ่งหอบจนลิ้นจะจุกปากขนาดนั้นแล้ว

 

“งั้นตอนเย็นไปไหนกันดีวะ” ไอ้วิ่งที่เล่นเกมอยู่หัวผมก็ผงกหัวขึ้นมาจากหน้าจอร่วมวงสนทนา

 

“ได้หมด ไปดูหนังป่ะ หนังที่ไอวิ่งอยากดูมันเข้าวันนี้ด้วย”

 

“ไปได้ก็แย่ละ ตอนเย็นจารย์นัดชด” แววตาที่สดใสลุกวาวของไอ้วิ่งเมื่อกี้สลดลงทันที ผมจำได้ละ วิชาการทำยาเบื้องต้น101 ที่ต้องเรียนกับพวกเด็กนอกคณะด้วย เพราะจารย์แม่งเปิดเสรีเฉย

 

แต่ถึงอย่างนั้นเด็กนอกคณะก็ไม่เยอะเท่าไหร่หรอกครับ คิดดูว่าใครจะมาเรียน ไปลงวิชาเทนนิส วิชาถ่ายรูปยังดูอนาคตสดใสกว่าอีก

 

“งั้นเดี๋ยวค่อยไปหาไรกินร้านเจ๊นงค์ละกัน” มาม่าผัดเจ้านี้บอกเลยว่าเดอะเบส ชาวเภสัชรู้จักกันดี เพราะอยู่ใกล้คณะ ราคาไม่แพงแต่กินอิ่มถึงชาติหน้า เพราะให้เยอะหรอ ป่าวครับเส้นอืดจนแน่นท้อง ผ่ามพ้าม! ข้ามๆมันไปเถอะครับ อย่าถือผมเลย

 

“วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะคะ พรุ่งนี้จะต่อปฏิกิริยาการเผาไหม้กัน ฝากอ่านทบทวนเนื้อหาวันนี้มาด้วยนะจ๊ะ เผื่อมีควิสเนอะ” เสียงพูดอาจารย์ตอนนี้เปรียบเสมือนเสียงจากนรก มันเรียกสติผมที่หลุดลอยไปในโลกของเกมออนไลน์กลับมาในห้องเรียนอีกครั้ง

 

“โห่ยยยยยยยยย” และไม่ใช่แค่ผมที่ส่งเสียงร้องตอบ ทุกคนในห้องต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะคำว่า เผื่อ ของอาจารย์ท่านนี้เอาแน่เอานอนไม่เคยได้หรอกครับ บางวันก็ควิสจริง บางวันก็ขู่ๆ แต่สุดท้ายพวกผมก็อ่านกันจนเช้าอยู่ดี ไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพื่อเศษเสี้ยวคะแนนที่จะกำหนดชะตานักศึกษาตาดำๆทุกคน

 

“ฉิบหาย แล้วกูที่ไม่ได้ฟังมาตั้งแต่วันจันทร์ทำไงวะ” ไอ้ตงที่ตอนนี้ก้มหน้าฟุบลงบนโต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยาก

 

“ไม่ต่างกัน แล้วกูจะอ่านทันได้ไงวะคืนเดียว ตั้งสามร้อยกว่าหน้า จารย์แม่งสอนได้ไงก่อนสองชั่วโมง” ผมว่า หลังจะเปิดดูสไลด์ในไอแพดของตัวเอง เลื่อนจนนิ้วแทบถลอกกว่าจะเจอหน้าสุดท้าย

 

ปัญหามันจะไม่หนักขึ้นเลย ถ้าสไลด์ทุกหน้าไม่เป็นภาษาอังกฤษแบบนี้ หาอักษรไทยไม่เจอสักตัว พวกคำศัพท์พื้นฐานทั่วไปก็ไม่ยากหรอกครับ ผมเรียนนานาชาติมาก่อน แต่ศัพท์เฉพาะนี่สิ ไม่ได้ฟังสักคำ ที่กดอัดเสียงไว้ก็ไม่เคยได้กลับไปฟัง กดบันทึกไว้เพื่อความสบายใจส่วนตัวเท่านั้นแหละ

 

“มึงลองไปขอแพรดิ” วิ่งมันหันมาบอก แพรที่มันว่าก็เป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการรุ่นน่ะครับ อย่างเก่ง ผมรอดตายมาเพราะสรุปแพรหลายรอบละ แต่ไม่ค่อยได้คุยกันหรอกครับ ส่วนมากก็ได้ต่อมาอีกที

 

“สัส กูสนิทกับเค้ามั้ง” จู่ๆจะให้เข้าไปขอเลยก็เกรงใจ ไม่ได้รู้จักกันขนาดนั้นเขาคงจะให้อยู่หรอก

 

“เอาหน่า เพื่อนกูหล่อ ใช้ความหล่อให้เป็นประโยชน์หน่อย” ไอ้ตงเอามือมาตบไหล่ผมเบาๆ

 

“หล่อแล้วเกี่ยวไรวะ เขาไม่ได้จะมาสนใจพวกกูมั้ย มึงหล่อกว่ากูอีกเชี่ยตง ไปขอเองดิ” แค่คนธรรมดาแบบผมจะไปหล่อสู้เดือนคณะเขาได้ไงเนาะ ผมดันตงให้เดินไปหาแพรที่กำลังจะลุกขึ้นเดินออกจากห้อง

 

“เชี่ยๆ กูไม่เอาเว้ย” ตงมันแหกปาก ก่อนไอ้วิ่งจะเข้ามา

 

“เออช่วยดันมันไป...วิ่ง ไอ้สัส ดันมันไม่ใช่ดันกู!!!!!” นึกว่าเข้ามาช่วยผม ที่ไหนได้ ไอ้เลว กลายเป็นว่าสุดท้ายผมก็ถูกดันจนมาหยุดตรงหน้าแพรแทนพวกเชี่ยซะแล้ว

 

งง งงเลย แพรไม่ต้องงครับ กูก็งง ไม่รู้ว่าต้องพูดยังไงก่อน

 

“เอ่อ...สวัสดี เราภูเขานะ” อ่า ทักทายกันหน่อย ถุยยยยยยย มันใช่เวลาแนะนำตัวหรอ

 

“ภูเขามีอะไรป่าว” แพรถามออกมาเสียงใส ว้าวซ่า พึ่งเคยได้ยินเสียงชัดๆครั้งแรก ว่าทำไมเพื่อนในกลุ่มมันชอบกรี๊ดแพรให้ผมฟัง

 

“พอดีเราไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาวันนี้เลยอ่า แพรพอจะมีสรุปมั้ย” ผมเอามือเกาท้ายทอยแก้เขินเล็กน้อย ไม่ชินเลยว่ะ ปกติไม่ค่อยได้เป็นฝ่ายชวนผู้หญิงคุยก่อน

 

“อ้อ เราสรุปไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้จัดไฟล์เลย เดี๋ยวขอทำให้เสร็จก่อนละค่อยส่งให้นะ”

 

“งั้นส่งทางไลน์มาได้ป่าว มีไลน์เรายัง”

 

“มีแล้วๆ ไม่น่าเกินสองทุ่มแหละมั้ง ภูเขาไม่รีบใช่มั้ย”

 

“ไม่ๆ เอาที่แพรสะดวกเลย เราได้ทั้งนั้น”

 

“งั้นก็โอเคค่ะ”

 

“ขอบคุณค้าบบบบบ” พรุ่งนี้ของผมสดใสขึ้นมาทันตาเห็น ผมเดินออกมานอกห้อง โดยที่มีเหล่าเพื่อนรักยืนรอกันหน้าสลอนแล้ว

 

“เป็นไงๆ” วิ่งมันยื่นกระเป๋าของผมมาให้

 

“เดี๋ยวเค้าส่งมาให้ค่ำๆ”

 

“เยสสสสสสสสสส” ดีใจเหมือนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ผมมองภาพเด็กปี1 ที่กำลังกระโดดดีใจอยู่หน้าระเบียงทางเดินอย่างเวทนา โตเป็นควายแล้วยังทำตัวเหมือนเด็กสองขวบครึ่ง

 

“เพื่อนภูเขานี่พึ่งพาได้จริงๆนะครับ”

 

“ครับ ไม่เหมือนเพื่อนอีกสองคนเลยเนอะ”

 

“แหะ ไปๆหิวข้าว มื้อนี่เพื่อนภูเขาอยากกินไรเดี๋ยวเพื่อนตงกับเพื่อนวิ่งจะขอเลี้ยงเอง” ว่าแล้วไอ้สองตัวมันก็กอดคอผมพาเดินไปร้านเจ๊นงค์ที่ว่า คลาสเย็นมันเริ่มห้าโมงครับ เรามีเวลาชั่วโมงกว่าว่างๆให้หาอะไรทำ ซึ่งนั่นไม่ใช่การอ่านหนังสือชัวร์

 

.

 

.

 

.

 

“มันสายไปกี่นาทีแล้วคะนักศึกษา” คลาสเย็นเริ่มไปประมาณ15นาที อยู่ๆก็มีนักศึกษาสามคนเปิดประตูเข้ามาท่ามกลางสายตาของคนในห้องอีกร้อยกว่าคน

 

ผมมองหน้าไม่ชัดเพราะตัวเองนั่งอยู่สโลปบนสุด แต่ไอ้ผู้ชายคาดิแกนสีเหลืองนั่นร่างคุ้นๆ

 

แต่ไม่น่าใช่มั้ง เด็กแพทย์จะมาเรียนเสรีเภสัชทำไม ตัวเองก็มีวิชา pharmacology อยู่แล้วหนิ

 

“พอดี คณะพวกหนูเลิกเลทค่ะอาจารย์ ขอโทษนะคะ”

 

“คณะอะไร” อาจารย์ยังไม่หยุดเหวี่ยงเลยครับ ท่านนี้ค่อนข้างสตริกเรื่องเวลาพอสมควร

 

“แพทย์ค่ะ” นั่นไ...ก็เหี้ยละ มันจริงๆอ่อวะ

 

“อ๋อ งั้นเข้าไปนั่งได้เลยค่ะ อาจารย์พึ่งเริ่มไปไม่เท่าไหร่” เอ้า เสียงอ่อนเสียงหวานขึ้นทันที จารย์แม่งสองมาตรฐานอ่ะ เป็นพวกผมสายนะ นู่นนนน ไม่ต้องเข้าเรียน

 

ยังไม่ทันที่ผมจะได้สังเกตว่ามันใช่ไอ้หลีดแน่มั้ย สามตัวนั้นมันก็เดินมานั่งข้างๆผมเลย เออดีไม่ต้องเพ่งมองให้เจ็บตา

 

ชัดเลย

 

ชัดแบบ 4DX กล้อง 4K

 

ไอ้หลีดตัวเป็นๆ ละนั่งห่างกันแค่เก้าอี้ตัวเดียวด้วย ผมก็ว่าทำไมคุ้นหน้ามัน น่าจะเพราะเคยเห็นมันในวิชานี้แหละมั้ง ไอ้เราก็ก้มหน้าก้มตาเรียนบ้าง เล่มเกมบ้าง เลยไม่ได้สังเกตดีๆ

 

“ไอ้ภูเขา!”

 

“เชี่ยไรเนี่ย” หลังจากโดนเคาะหัวอันมีค่าด้วยแอปเปิ้ลเพ็นซิลของไอตง ผมก็หันไปหวดมันคืน เรียกดีๆก็ได้มั้งสัส

 

“ก็กุเรียกมึงสามรอบแล้ว ไม่หัน”

 

“หรอวะ” มันเรียกผมตอนไหน ไม่เห็นได้ยินสักแอะ

 

.

 

.

 

.

 

“เจอกันมึงๆ” ผมโบกมือลาเด็กหอทั้งสองคนก่อนจะเดินกลับไปลานจอดรถหลังตึกคณะ แต่ก็มีเสียงนึงเรียกความสนใจของผมก่อน ฝีเท้าที่กำลังก้าวนั้นก็หยุดลงแล้วฟัง ขี้เสือกเนอะ ผมเนี่ยแหละ

 

“ทะเลละมึงซ้อมหลีดต่อป่ะ”

 

“ซ้อมดิ นี่จะถึงเวลานัดละ ไปสายโดนสับแขนหักแน่เลยอ่า”

 

“รถเมล์มอน่าจะหมดแล้วมั้งตอนนี้ รถมึงซ่อมยังไม่เสร็จอีกอ่อวะ”

 

“ยังๆ เขาบอกเสร็จวันศุกร์ งั้นเราไปละนะ กว่าจะเดินถึงอีก”

 

“ให้พวกกูเดินไปส่งมั้ย”

 

“ไม่ต้องๆ เจอกันพรุ่งนี้ บะบายยย”

 

ผมที่แอบฟังเขาคุยกันได้พอประมาณ ไม่สิ ต้องบอกว่ามันคุยกันจนจบ ผมก็ยังไม่ไป พอเห็นไอ้หลีดเดินออกไป ผมก็เลยเดินตามแบบอัตโนมัติ แปลกว่ะ ทำไมในใจผมมันต้องบอกว่าให้พามันไปส่งด้วยวะ

 

เอาไงดี

 

เอาไงดี!!! ขาผมก้าวเร็วกว่าเดิมจนไปถึงแผ่นหลังของอีกคน ไม่รู้แล้วโว้ย อยากทำอะไรก็ทำละกัน

 

“มึงจะไปไหน กูไปส่งป่าว” กู! พูด! อะไร! ออก! ไป! ผมคว้าข้อมือของมันไว้ก่อนจะสอดแขนเข้าไปแทน กลายเป็นว่าตอนนี้เรากำลังเดินควงแขนกันอยู่ซะอย่างนั้น

 

“เอ่อ...โทษทีว่ะ” ผมว่าแล้วเอาแขนตัวเองออก มันหันมามองหน้าผมแว้บนึงก่อนจะค้างไป

 

“ได้ยินป่ะเนี่ย” ผมโบกมือผ่านหน้าเขาสองสามรอบ ตายหรือช็อควะ กูต้องเรียกรถพยาบาลมั้ย

 

“อ...เอ่อ ว่าไงภูเขา” เดี๋ยวนะ มันรู้จักผมด้วยหรอ แต่จะพีคมากถ้าเจ้าตัวเรียกผมว่าภูผา ซึ่งนั้นก็ดีละ ผมเป็นอะไรก็ได้ครับ ที่ไม่ใช่เป็นไอ้ภูผาอ่ะ

 

“คือกูไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังนะเว้ย คือกูเดินผ่านเฉยๆ ต...แต่ว่า เอ่อ...ก็ได้ยินว่ามึงจะไปซ้อมหลีดแต่ไม่มีรถใช่ป่ะ ป...ไปด้วยกันมั้ย กูไปส่งได้” แลเวทำไมกูต้องพูดตะกุกตะกักขนาดนี้ก่อน มึงจะแพนิคไรเนี่ยภูเขา ก็แค่ไปแอบฟังเขาละเดินตามมาเอง

 

“เรา...เราว่า...”

 

“ไปได้แล้วนา เดี๋ยวมึงจะโดนพี่เค้าทำโทษเอานะ” ไม่รอฟังคำตอบละ ผมผลักร่างอีกคนให้เดินตรงไปที่รถทันที

 

ผมอุตส่าห์อาสาพาไปส่งเลยนะ ไม่ใช่ใครที่ไหนจะได้ขึ้นรถสุดที่รักของผมนะเว้ยบอกไว้ก่อน นอกจากพ่อแม่ ไอ้ภูผา ไอ้ตง ไอ้วิ่ง ก็มีมันนี่แหละที่จะได้นั่ง

 

ระหว่างทางจากเภสัชไปคณะแพทย์มันสั้นมาก แต่ไม่รู้ทำรู้สึกเวลามันผ่านไปอย่างช้าๆ เหมือนระยะทางแค่ไม่กี่ร้อยเมตรถูกยืดเป็นกิโล

 

เงียบ

 

เงียบทั้งรถ

 

มันไม่ปริปากคุย ส่วนผมก็ไม่รู้จะคุยอะไร ได้แต่แอบมองหน้ามันทุกห้าวิ ผมเป็นอะไรของผมวะ

 

ข้าคิดถึงเจ้า

 

ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน

 

“ขอบคุณมากๆนะภูเขา เราไปละ” มันเปิดประตูลงจากรถไปแล้ว ไม่รอให้ผมได้ตอบกลับสักประโยค แล้วไอ้ความรู้สึกคิดถึงในใจนี่มันต้องเป็นถึงขนาดนี้เลยหรอ ผมกดเปิดกระจกอีกฝั่งเพื่อนะโกนบอกบางอย่างกับมัน

 

คิดถึงนะ!!!” เจ้าตัวหันมามองหน้าผมด้วยสายตาสงสัย

 

“หมายถึงซ้อมหลีดดีๆนะ!!!” เขาพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะวิ่งเข้าอาคารไป นี่มันไม่ใช่ตัวผมเลย ผมไม่เคยรู้สึกใจลอยขนาดนี้มาก่อน ผมทำอะไรลงไปยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

 

ได้แต่กดปิดกระจก แล้วนั่งสงบจิตใจอยู่ในรถ คำถามมากมายผุดขึ้นในหัว จนได้สติอีกทีก็ตอนมีสายโทรเข้ามา

 

“ภูเขามึงมารับกูที่คณะด้วย ถ้าหนีกูจะโทรฟ้องแม่”

 

“กูอยู่หน้าคณะมึงละเนี่ย รีบออกมา ให้เวลาสิบวิ!!” แล้วผมก็กดตัดสายไป

 

 

#ภูเขาต้องคู่ทะเล

#Timeless

Twitter : @meyouthenovel

คอมเมนท์ให้กำลังใจ พูดคุยกันได้น้า

ขอบคุณที่ติดตามกันนะคะ รัก

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6 ความคิดเห็น