Timeless กาลครั้งนั้น...เราเป็นแฟนกัน

ตอนที่ 2 : กาลครั้งที่2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 เม.ย. 63

พุทธศักราช 2562

คริสต์ศักราช 2019


PK’s

“เชี่ยตง บ่ายสามนัดซ้อมบอลที่สนามล่างนะเว้ย” ผมหันไปสั่งเพื่อนอีกคนที่กำลังจะเดินออกจากห้องเรียนหลังอาจารย์บรรยายจบ 


เรียนเช้า เลิกเที่ยง บางวันก็มีต่อถึงเย็น แต่เข้าไปนั่งหลับเท่านั้นแหละครับ เนื้อหาเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา สุดท้ายก็ไปอ่านสรุปเลคเชอร์เพื่อนก่อนสอบเอาอยู่ดี 


“เออๆ มึงจะแดกข้าวในมอหรือไปด้านนอก” ไอ้ที่ถามผมอยู่นี่ชื่อตงครับ เดือนคณะคนหล่อ เซเลปคนดังของมหาลัย 


ไอ้ตง มันดังมาตั้งแต่มัธยมละครับ เล่นซีรี่ย์อยู่ก็หลายเรื่อง แปลกที่มาเรียนเภสัชกับพวกผม แทนที่จะไปอยู่นิเทศน์มหา’ลัยในกรุงเทพเหมือนเพื่อนดาราคนอื่นๆของมัน 


“กูเบื่อข้าวโรงอาหารแล้วว่ะ” ส่วนไอ้นี่ชื่อวิ่ง ได้ยินไม่ผิดหรอกครับ วิ่งจริงๆ run มาเลย พ่อมันชอบวิ่งมาราธอนเลยตั้งชื่อนี้มา โครตต่างกับเชี่ยนี่ เพราะมันแทบจะไม่ออกกำลังกาย ชวนมันไปฟิตเนส = ทำบาป


“งั้นไปด้านนอกก็ได้ เดี๋ยวแดกเสร็จกุมาส่งไอ้ตงเปลี่ยนชุดที่หอ” มันสองตัวมาจากภาคอื่นกันครับ ไอ้ตงมาจากกรุงเทพ ส่วนวิ่งมันมาจากนู่นเลย เชียงใหม่ส่งเข้าประกวด


ไม่เหมือนผม เกิดที่นี่ บ้านอยู่ที่นี่ เรียนประถมถึงมัธยมก็ที่นี่ พอมหาลัยก็กลายเป็นว่าติดที่นี่อีก ชีวิตนี้จะได้มูฟออนออกจากที่นี่ตอนไหนยังไม่รู้เลย 


ผมเลยเป็นคนเดียวที่มีรถยนต์ เพราะขับมาเรียนจากบ้านไม่ได้อยู่หอ ส่วนพวกแม่ง ปีหนี่งครอบครัวมันไม่อยากให้เสี่ยง คุ้นเส้นทางแล้วค่อยเอามาปีหน้าแทน


“ตามนั้นก็ได้ ขอบคุณครับคุณภูเขา” 


.


.


.


“กอล์ฟส่งมาๆ” ผมตะโกนบอกเพื่อนร่วมทีม ก่อนจะหาช่องว่างวิ่งไปด้านหน้า แล้วเตะลูกบอลเข้าประตูไปได้อย่างสวยงาม โครตเท่ห์ ความรู้สึกเหมือนมารีโอ เกิทเซอ ที่ทำประตูชัยให้กับประเทศเยอรมันได้ตอนสมัยฟุตบอลโลก 2014 


ลูกเมื่อกี้เป็นลูกปิด พร้อมๆกับเวลาที่หมดไปแบบพอดิบพอดี เป๊ะเหมือนซ้อมมาแล้ว ผมเดินออกจากสนามไปนั่งพักที่แสตนเชียร์ ดื่มน้ำ ล้างหน้า โดยมีสวัสดิการการสาวสวยในคณะมาคอยส่งน้ำ ส่งผ้าเย็นให้ ไอ้เราก็พอหายเหนื่อยไปได้บ้าง 


ช่วงนี้นัดซ้อมบอลกันหนักหน่อยครับ เพราะเป็นช่วงกีฬาเฟรชชี่ ศักดิ์ศรีคณะมันค้ำคอ แพ้คณะไหนก็ได้ ยกเว้น พวกเด็ก คณะแพทยศาสตร์ 


ผมไม่รู้ว่าคณะผมกับหมอเค้ามีเรื่องไรกัน มันเป็นเรื่องของรุ่นพี่ที่พวกผมโดนสั่งมาอีกที ก็ว่าแข่งเสร็จค่อยถามว่าไปแค้นอะไรกันขนาดนั้น 


แล้วยิ่งนัดหน้า รอบคัด 4 ทีมสุดท้าย เภสัช เจอ แพทย์ นัดแรกตั้งแต่แข่งมา ได้ข่าวว่าแม่งโหดกันอยู่พอตัว แต่ไม่แคร์ครับ ยังไงเภสัชก็ชนะชัวร์ ผมจะเตะให้แม่งตาข่ายประตูทะลุเลย 

.


.


.


เภสัชศาสตร์เราเป็นหนึ่งเดียวกัน ต่างสถาบันไม่อาจแยกจิตใจ รวมเป็นพลังสร้างสรรค์วิชาชีพไกล มีน้ำใจให้แก่กันยึดมั่นคุณธรรม...” เสียงเชียร์ของเชียร์ลีดเดอร์ฝั่งคณะผมดังขึ้น เทสเสียงกันก่อนเวลาเริ่มแข่งจริง 


“หลีดแม่งสวยสัสสสสสส” เสียงหื่นกามของไอ้ตงดังทันทีเมื่อเจ้าตัวเดินมานั่งข้างๆผม วิวตรงนี้เห็นหลีดโครตชัด เรียกได้ว่า 4DX จัดๆ อีกนิดจะโดนแขนหลีดสักคนโบกเข้าหน้าให้ (อันนี้ผมพูดเวอร์)


“เด็ดกว่าดาวคณะ ก็หลีดด้านหน้ากูนี่แหละ” ไอ้วิ่ง ที่มานั่งกินลมชมวิวเฉยๆเพราะไม่เล่นกีฬา วันนี้มันเสียสละเวลาอันมีค่าที่จะนอนตากแอร์ดู Netflix ในหอสบายๆมาดูเพื่อนแข่งบอล ผมแทบจะร้องไห้ น้ำตาต้องไหลเช็ดหัวเข่า นานๆทีคุณหนูวิ่งจะมานั่งตากแดดให้ผิวขาวๆสัมผัสกับรังสียูวีบ้าง


“เออ กูพึ่งเคยเห็นหน้าชัดๆ” ผมเสริมทับ สมคำร่ำลือกันจริง จริ๊ง ก็พอจะได้ข่าวมาว่าปีนี้ตัวเด็ดๆเข้าหลีดกันหมด ตอนอยู่ในคณะก็ไม่ค่อยได้มองเท่าไหร่ เพราะเขาอยู่แยกๆกัน แต่พอคนสวยมรวมตัวกันเยอะขนาดนี้ใจไอ้ภูเขาก็ฟูขึ้นเป็นร้อยเท่า 


เชียร์อีกครับ เชียร์เสียงดังๆเลย ผมได้มีแรงเตะบอล เอาชนะคณะฝั่งตรงข้ามให้มันรู้รสชาติของชาวเภสัชกันสักหน่อย


ปี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด


นกหวีดส่งสัญญาณเริ่มการแข่งขัน คณะผมได้มีโอกาสเปิดทางบอลก่อนจากการโยนเหรียญ เป็นไง แค่นี้ก็รู้แล้วว่าวันนี้ดวงกำลังมา ยังไงก็ชนะ 

.

.

.

“เต้ๆ ลงขวาๆ” ระหว่างวิ่งอยู่ก็หันไปชี้นิ้วหาเพื่อนอีกคน ให้ลงไปรับบอลแต่ก็ไม่ทันการ พวกแพทย์มันมาดักแล้วก็แย่งบอลไปครองได้แทน 

.

.

.

 แพทย์มันโหดจริงนั่นแหละครับ ปิดทางผมไปซะหมด จะวิ่งลงขวาก็ยาก วิ่งขึ้นซ้ายก็ลำบาก ผมเลี้ยงบอลอยู่สักพักก่อนจะหาช่องโล่งๆส่งบอลไปให้เพื่อนอีกคน 


“ตงมึงขึ้นหน้าเลยๆ” ผมที่กำลังวิ่งอยู่ไปทางด้านข้างสนามเพื่อไปรอทำประตูสำคัญ ตอนนี้เภสัชกับแพทย์แต้มเท่ากันที่ 1-1 อีก5นาทีก็จะหมดเวลาแล้วด้วย อย่างน้อยตอนนี้ไม่แพ้แต่ก็ขอชนะเถอะครับ เพื่อความภาคภูมิใจของชาวเภสัช


“โบกพริ้ว ธงเขียวปลิวสไว ด้วยน้ำใจเราเดินหน้าเข้าไป ด้วยน้ำใจของนักกีฬา...” เสียงเพลงเชียร์ของคณะแพทย์ทำให้ผมที่กำลังวิ่งอยู่หันไปดูคณะตรงข้ามแว่บหนึ่ง 


ข้ารักเจ้าหนา รักมากกว่าสหายคนหนึ่งจะมีให้กัน

.

ไม่เห็นหน้ากันเป็นวันเป็นค่ำ ข้าใจจะขาดเสีย

.

ใครใช้ให้เจ้าน่าแกล้งเองเล่า

.

กระผมจะยังคงรักเกียน รักเกียนเพียงผู้เดียว 


ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อยู่ๆในหัวผมก็เกิดภาพซ้อน มันมาเป็นฉากๆ ตัดไปตัดมา ผมไม่เข้าใจ เรื่องราวใดเลยในนั้น คำพูดแปลกๆ ของคนสองคน ถึงจะไม่เข้าใจ แต่ผมกลับมีความรู้สึกแปลกๆ มันจุกอยู่ตรงอก เหมือนใจจะขาด ผมว่ามันหม่นหมองเกินไป เหมือนสูญเสียของรักอะไรสักอย่าง 


ผมพยายามสะบัดไล่ความคิดในหัว แล้วกลับไปวิ่งต่อ เวลาที่จวนจะใกล้หมด ทำให้ผมต้องรีบเร่งฝีเท้ามากขึ้น และทันเวลาพอดีที่ตงมันส่งบอลมา ผมเลี้ยงบอลต่อไปหน้าประตู ทางโล่งมาก มันเหมาะเจาะที่จะปิดจบเกมนี้แบบน่าจดจำ


เกียน เจ้าสัญญาว่าจะอยู่กับข้าตลอดไปได้หรือไม่


“ภูเขา! มึงต้องยิงแล้วเว้ย” เสียงตงที่ตะโกนเหมือนเรียกสติผมให้กลับมา ขาของผมจึงออกแรงส่งไปอัตโนมัติ นั่นจึงทำให้ไม่ทันได้ล็อกตำแหน่งให้ดี บอลที่ผมพึ่งเตะไปพุ่งเสยขึ้น ชนกับคานประตู 


ปี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด 


แล้วมันก็ตามมาด้วยเสียงนกหวีดที่เป่าหมดเวลา ผมว่ามันแปลก แปลกมาก ผมเกิดมา19ปี ยังไม่เคยเจออะไรแบบเมื่อกี้เลย 


ผมและเพื่อนทีมเดินออกมาจากสนาม ทุกคนไม่ได้โทษผมที่ยิงประตูไม่เข้า รุ่นพี่ที่รออยู่ข้างสนามเดินมาบีบไหล่และกล่าวขอบคุณพวกเราทุกคนที่ตั้งใจแข่งในแมทซ์นี้ อย่างน้อยก็ไม่แพ้หมอมัน ก่อนจะแปะมือรวมพลังแล้วแยกย้าย 


“เมื่อกี้ก่อนเตะ มึงเหม่อไรวะ” หลังจากเดินออกมาที่รถตัวเอง ไอ้ตงก็เดินเข้ามากอดคอถามผม เพราะมันน่าจะจับสังเกตุผมได้มากที่สุดตอนนั้น


“เหม่อไรมึง กูเล็งอยู่ต่างหาก” ผมพูดปัดไป เพราะผมยังไม่รู้ตัวเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวผมเอง


“ตอแหลละสัส กูเห็นอยู่ มึงจะเล็งห่าไร ปกติยิงประตูแค่นั้นมึงใส่สบายๆ” ก็ถูกของมัน ไม่เถียงเพราะผมเทพจริงๆ ไม่ได้อวยตัวเองนะเว้ย ใครเขาก็บอกมางี้


“กูเหนื่อยๆว่ะ กลับบ้านละมึง เจอกันพรุ่งนี้” ผมรีบตัดบทละขับรถหนีออกมา ขอไปหาคำตอบให้ตัวเองก่อนละกัน ผมว่ามันน่าจะเกี่ยวกับฝันนั้นของผมแน่ๆ...


เกียน หรอ ผมไม่เคยรู้จักคนชื่อนี้มาก่อน แต่ความรู้สึกคุ้นเคยที่เป็นอยู่ตอนนี้มันคืออะไรวะ


ฝ่ารถติดหลังเวลาเลิกงานมาถึงบ้านก็ตอนใกล้ค่ำ ผมเก็บกระเป๋าลงจากรถ ในหัวก็คิดวนแต่เรื่องนั้นไม่หยุด ก็ในเมื่อมันคาใจอยู่แบบนี้ แล้วผมจะเอาเวลาไปทำอะไรได้ต่อ 


ผมเดินขึ้นชั้นสามไปห้องนอนตัวเองเพื่ออาบน้ำเอากลิ่นเหงื่อ กลิ่นหญ้าออกจากตัว สนามแม่งฝนพึ่งตกใส่เมื่อวาน น้ำขังเต็ม เล่นเสร็จเหมือนกลับมาจากสงกรานต์ 


หลังจากปล่อยให้น้ำอุ่นชะโลมร่างกายไปเรื่อยๆ ผมก็คิดว่าควรปิดน้ำได้แล้ว สงสารทรัพยากรโลก จึงหันมาเช็ดตัวใส่เสื้อผ้า รอกินอาหารเย็นพร้อมพ่อกับแม่ด้านล่าง 


.


.


.


ท่านชายขอรับ ท่านชายขอรับ” ผมลืมตาตื่นขึ้นมากลางดึกของคืนวันเดียวกัน เสียงเรียกชื่อของใครบางคนทำเอาผมนอนไม่หลับ


ที่ไหนวะ นี่คือความรู้สึกแรกหลังจากสายตามันปรับโฟกัสให้เห็นภาพด้านหน้าอย่างชัดๆ ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี่ตัวเองโผล่มาอยู่ที่ไหน แต่เรือนไม้หลังนี้ผมว่า ผมเคยฝันเห็นบ่อยๆตอนยังเด็ก 


แต่ครั้งนี้มันดูไม่เหมือนความฝันเลยสักนิด มันดูสมจริงกว่าตอนนั้นเยอะเลย ทั้งกลิ่นไม้ กลิ่นธรรมชาติ กลิ่นที่ไม่เหมือนโลกที่ผมอยู่


“ท่านชายขอรับ เจ้าจอมให้มาตามขอรับ” ผมละสายตาไปมองทางต้นเสียง ก็เห็นผู้ชายผิวคล้ำ เขาน่าจะแก่กว่าผม ถอดเสื้อ ใส่เพียงแค่กางเกงนั่งคุกเข่าอยู่ปลายเตียง กล้ามนี่แน่นบึ่ก อย่างกับนักเพาะกายทีมชาติ ผมเล่นฟิตเนสมาตั้งหลายปียังไม่ได้เท่าพี่เขาเลย จะครึ่งนึงก็เทียบไม่ติด 


“พี่ว่าไงนะ”


“เจ้าจอมรอท่านชายอยู่ตรงท่าน้ำน่ะขอรับ” ใครคือท่านชาย? ผม? แต่ในห้องนี้ก็มีแค่ผมกับพี่เขานี่


”พี่พูดกับผมหรอ” ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง พี่ผู้ชายท่านนั้นทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มบางใส่ผม ยิ้มแบบนี้เป็นมิตรป่าววะ ผมว่าพี่เค้ายิ้มแปลกๆ แต่เขาก็ไม่พูดต่อนะครับ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินนำออกไป


ผมไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงก็เลยเดินตามพี่เขาออกไปนอกห้อง ระหว่างทางก็ทอดสายตามองไปรอบๆตัว ภาพที่เห็นโครตคุ้นตา มันเป็นเรือนไทยหลังนั้นจริงด้วย 


ไม่ได้ฝันถึงมันมาหลายปีแล้ว ก็ตั้งแต่พ่อเล่าเรื่องต้นตระกูลให้ฟังตอนสิบกว่าขวบ ก็ชอบฝันว่าตัวเองได้วิ่งเล่นในเรือนไทยสักหลัง


มันไม่ใช่หลังเดียวกับของปู่กับย่าแน่ครับ เพราะหลังนี้ใหญ่กว่า ราคาน่าจะหลายสิบล้านได้มั้ง โอ่อ่าในระดับที่ว่าหาชมได้ยากในสมัยนี้ คงเป็นมรดกตกทอดของเจ้าขุนมูลนายตั้งแต่สมัยก่อน


ผมเดินตามพี่เขาลงมาจนถึงท่าน้ำที่ว่า มันคือลานกว้างที่ด้านข้างมีคลองยาวๆคลองหนึ่งทอดผ่าน วิวอีกฝั่งเป็นเหมือนวังหรือวัดสักอย่าง สีทองอร่ามนี่เตะตาผมมาก่อนเลย


ตรงนั้นมีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวยาว ดูท่าเหมือนครูสอนร้อยมาลัย แล้วก็มีคนอีกเยอะแยะนั่งพับเพียบอยู่ด้านล่าง รวมไปถึงใครสักคนที่โครตคุ้นหน้า


ใช่!


ไอ้หลีดคณะแพทย์คนนั้น ชัวร์ แต่ผิวมันคล้ำขึ้นเยอะเลย ผมก็ไม่ใช่สีเดียวกับที่เคยเห็น แต่หน้าแบบนี้ใช่แน่ ผมกำลังจะเดินเข้าไปหามัน แต่จู่ๆ ชายชุดสีแดง มีรอยสักเต็มตัวก็เดินแซงหน้า อ้อมมาทางด้านหลังผมเสียก่อน


เขาถือดาบเดินตรงไปทางไอ้หลีด ก่อนจะยกดาบขึ้นสุดแขนแล้วฟันลงตรงคอมัน เลือดสีแดงเข้มกระฉูดเต็มพื้น 


เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย



#ภูเขาต้องคู่ทะเล

#timeless 

Twitter: @meyouthenovel



นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6 ความคิดเห็น