FANFIC HARRY POTTER [AU,OC] : "BLUED DIARY บันทึกรักฉบับเรเวนคลอ"

ตอนที่ 9 : CHAPTER 8 งานเลี้ยงวันคริสมาสต์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    11 มิ.ย. 63

คืนงานคริสต์มาสมาถึง เหล่านักเรียนต่างตื่นเต้นในคืนที่ทุกคนรอคอย แน่นอนว่าข้างล่างจะต้องพลุ่งพล่านมากแน่ ๆ เพราะขนาดในห้องพักเรเวนคลอของผม ก็ยังวุ่นวายเลย เหล่าเด็กเรียนทั้งหลายในห้องค่อย ๆ ทยอยกันออกหอพักในชุดราตรีและชุดออกงานที่ดูสง่างามตามท้องเรื่อง ผมที่อยู่ในหอพักเรเวนคลอ ก็กำลังแต่งตัวเพื่อออกงาน ชุดออกงานของผมได้มาจากคุณพ่ออีกที ผมไม่ค่อยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับลุคของตัวเองเท่าไหร่ เรื่องพวกนี้ผมไม่ถนัดจริง ๆ

ผมออกจากห้องนอนตัวเองและพบว่ามอลลี่รออยู่ข้างนอกพร้อมกับชุดราตรีสวยงามอย่างเรียบร้อย

“นานจังเลยอเล็กซ่า ทำอะไรอยู่---” มอลลี่หยุดชะงักกับคำถามตัวเอง แล้วมองผมแบบอึ้ง ๆ มันคงพิลึกมากสินะเพื่อน

“โทษที ชุดมันใส่ยากน่ะ” ผมถามอีกฝ่ายแต่เธอยังคงทำหน้าอึ้งต่อไป มันแย่ขนาดนั้นเชียว ผมเริ่มกังวลซะแล้ว

“ฉันดูเป็นไงบ้างอะ?”

“ห้ะ อ๋อ เธอ...ดู สะดุดตามาก ๆ ”

“มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“ล้อเล่นหรือเปล่า เธอดูดีมากเลยนะ เธอใส่ชุดนั้นแล้วขึ้นมาก ๆ เลยล่ะ” เพื่อนสนิทผมพูดชมแล้วตาลุกวาว ไม่เกินไปใช่ไหมเพื่อน

“แต่...ขอนิดหน่อยนะอเล็กซ่า”

“อะไรเหรอ?”

เธอเดินมาหาผมแล้วถอดแว่นตาของผมออก โดยที่ผมก็ไม่รู้ว่าเพื่ออะไร แต่ตอนนี้ผมมองอะไรไม่ค่อยชัดเท่าไหร่

“อื้ม ถอดแว่นแล้วดูดีขึ้นเยอะเลยล่ะ” เธอพูดชมแล้วคืนแว่นผม

“ง...งั้นเหรอ ฮ่า ๆๆ” ผมหัวเราะแก้เขินแล้วเก็บแว่นใส่กระเป๋าเตรียมออกจากห้องโถงเพื่อไปงานคริสต์มาสกับมอลลี่ในฐานะเพื่อนสนิท

เราสองคนเข้ามาในห้องโถงใหญ่ แล้วต้องตื่นตาตื่นใจกับงานประดับตรงหน้า ห้องโถงที่ประดับประดาด้วยหิมะเวทย์มนต์ที่ร่วงกราว และต้นมิสเซินโทลประดับด้วยของตกแต่งคริสต์มาสขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ เสียงบรรเลงเพลงไพเราะที่เล่นคลอบรรยากาศ นักเรียนนับร้อยอยู่ในชุดสวยงามกำลังพลุ่งพล่านและดื่มด่ำกับงานเลี้ยง แม้ผมจะมองไม่ค่อยชัดเพราะตอนนี้ถอดแว่นอยู่ แต่มันจะต้องเป็นภาพที่สวยงามมาก ๆ สำหรับผม

พวกเราเดินเข้างาน แต่แค่ก้าวเข้าไป ผมก็รู้สึกอึดอัดแล้ว เพราะสายตาบางคู่จับจ้องมีที่ผมอย่างน่าประหลาด ผมไม่แน่ใจเลยว่าที่มองผมแบบนั้นเพราะอะไร จะมองเพราะชุดผมขึ้นอย่างที่มอลลี่บอกหรือเพราะมันดูแปลกสำหรับพวกเขากันนะ

“หวัดดีพวกเธอ” ลีเดียที่อยู่ในชุดราตรีงดงามเห็นพวกเราและตรงเข้ามาทักทีด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่มอลลี่กลับหลบอยู่ข้างหลังผมและหลบสายตาเด็กสาวคนนั้น

“อเล็กซ่า วันนี้เธอดูดีจังนะ”

“ขอบคุณลีเดีย เธอด้วย”

“ไงมอลลี่ วันนี้เธอก็ดูดีนะ” ลีเดียหันไปพยักเพยิกทักมอลลี่ที่หลบอยู่ข้างหลังผม เธอเดินออกมาตามเสียงทักทายแล้วมีสีหน้าที่ดูตะหงิดใจนิดหน่อย คงจะยังติดใจกับเหตุการณ์ที่ตัวเองถล่มลีเดียกลางห้องโถงไม่หาย

มอลลี่มองลีเดียแล้วนิ่งไปสักพัก สีหน้าของเธอดูนิ่งอึ้งคล้ายหนักใจ แต่ลีเดียกลับเผยรอยยิ้มที่เป็นมิตรกับมอลลี่ประหนึ่งว่าไม่เคยมีเรื่องกับเธอมาก่อน

“เธอคงมีอะไรจะพูดสินะมอลลี่” ผมกระซิบบอกมอลลี่เบา ๆ

“ล...ลีเดีย” มอลลี่เรียกลีเดียอย่างตะกุกตะกัก

“ว่าไง?”

“ค...คือ…”

“ว่ามาเลย ฉันไม่คิดอะไรหรอก พูดอย่างที่อยากพูดเถอะ” โดนพูดแบบนี้ มอลลี่ถึงกับนิ่งไปเลย ถ้าเป็นผมที่เคยไปพูดทำร้ายจิตใจใครเข้า แต่กลับโดนปฏิบัติอย่างเป็นมิตรกลับแบบลีเดียอย่างสวนทาง เป็นผมผมก็อึ้งเหมือนมอลลี่นี่แหละ ถึงอย่างนั้น ลีเดียก็เป็นคนดีมาก ๆ แม้จะโดนอีกฝ่ายตวาดใส่อย่างไม่ใยดี แต่ก็ไม่ถือโทษโกรธมอลลี่เลยสักนิด

“คือ...ฉันขอโทษ ที่เคยว่าเธอนะ” ในที่สุดมอลลี่ก็ตัดสินใจพูดออกไป ผมพลอยดีใจแทนเธอไปด้วย

“อื้อ ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่คิดมาก” ลีเดียตอบด้วยเสียงสบาย ๆ ตามที่พูด

“ทำไมล่ะ ไม่โกรธฉันเหรอ?” มอลลี่ถามลีเดีย

“ไม่เลย ฉันเข้าใจความรู้สึกเธอนะมอลลี่”

“เข้าใจฉันเหรอ?”

“พวกเธอสนิทกันมาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ? อยู่ ๆ ถ้าฉันเข้าไปอยู่ระหว่างพวกเธอ ฉันเข้าใจดีนะว่ารู้สึกยังไง” ลีเดียพูดพลางจับมือมอลลี่ไว้

“ฉันต่างหากมอลลี่ที่ต้องขอโทษเธอ ฉันแค่อยากเป็นเพื่อนกับพวกเธอนะ” มอลลี่เผยยิ้มแก้มปริออกมา ซึ่งผมก็ยิ้มด้วย เป็นความรู้สึกที่ชวนให้ใจฟูเหมือนกันนะ ผม มอลลี่และลีเดียเดินเข้ามาโอบโหล่กันไว้ ต่อไป เราก็จะได้เป็นเพื่อนสนิทกันสามคนแล้ว

พวกเราสามคนตัดสินใจอยู่งานด้วยกันในฐานะเพื่อนสนิท สังสรรค์รื่นเริงไปด้วยกัน แต่แล้วสายตาของคนทั้งห้องโถงก็หันไปสนใจในมุมมุมหนึ่งของห้อง ผมจึงชะโงกหน้าปรายสายตาตามที่พวกเขามองกัน

ผมไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลย เพราะสิ่งที่นักเรียนกำลังจ้องมองกัน คือทีโอในชุดออกงานที่ดูสง่ามาก ๆ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงเป็นจุดสนใจได้ขนาดนี้ ทีโอเดินควงแขนมากับรูบี้ แฟนตัวเองที่อยู่ในชุดราตรี ผมบอกเลยว่าทั้งคู่ดูสง่า สุด ๆ แล้วก็ดูเหมาะสมกันมาก ๆ

งานเลี้ยงยังคงดำเนินไปเรื่อย ๆ อย่างสนุกสนาน ผม มอลลี่และลีเดียพูดคุยกันตามประสาเพื่อนใหม่ ผมสังเกตบางอย่าง พอมอลลี่เปิดใจคุยกับลีเดียแล้ว ทั้งคู่ก็ดูเข้าขากันสุด ๆ เหมือนใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีในการสนิทสนมกัน ผมก็ดีใจด้วยที่เพื่อนสนิทตัวเองรู้จักการเข้าหาคนอื่นสักที

ผมรื่นเริงกับมอลลี่และลีเดียไปเรื่อย ๆ แต่จู่ ๆ มือมือหนึ่งก็มาสะกิดเข้าที่ไหล่ของผมจนผมสะดุ้งด้วยความตกใจ

“อ้าว! ทีโอเองเหรอ?”

“ไงอเล็กซ่า โอ้ ว้าว...” เขาปรายสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วทำหน้าอึ้ง ๆ เหมือนที่มอลลี่เคยทำไม่มีผิด

“คืนนี้เราดูเป็นไงบ้าง?”

“ดูดีมาก ๆ เลยล่ะ อเล็กซ่าน่าจะแต่งแบบนี้ทุกวันเลยนะ”

“ฮ่าๆ คงไม่หรอก”

“เราพูดจริง ๆ นะ ชุดนี้อเล็กซ่าน่ารักมาก ๆ เลยล่ะ ยิ่งถอดแว่นแล้ว---” ทีโอหยุดพูดแล้วยื่นหน้ามาใกล้ ๆ หูผม

“ชวนให้เคลิ้มเลยล่ะ ฮิฮิ...”

“บ...บ้าน่า! มะ...ไม่ขนาดนั้นหรอก”

“อะไร ๆ เขินเหรอ” ทีโอพูดแซวผมพลางเอามือมาจับคางผมไว้ แต่ผมที่ตอนนี้อาการเสียอยู่ ฉุดอารมณ์ตัวเองให้กลับมาไม่ได้จริง ๆ โดนพูดแบบนี้มันก็...นะ

“แล้วแฟนทีโอล่ะ? ไม่อยู่ด้วยกันเหรอ?”

“รูบี้ไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนน่ะ เราเลยมาหาอเล็กซ่ารอ อีกเดี๋ยวงานเต้นรำก็จะเปิดแล้ว”

“เตรียมรอดูสเต็ปเราให้ดีล่ะ” ทีโอพูดอวดผมใหญ่ ได้ ผมจะรอทัศนาสเต็ปเท้าไฟของนักเต้นรำที่ทรงสง่าอย่างตาไม่กระพิบเลย

ไม่นาน ขั้นตอนของงานเต้นรำก็เริ่ม เสียงดนตรีเริ่มบรรเลง คู่เต้นรำนับสิบคู่ปล่อยกายและบรรเลงท่วงท่าตามเสียงเพลงไปบนฟลอเต้นรำ ส่วนผมและเพื่อนอีก 2 คนยืนมองอยู่ริมฟลอ หนึ่งในคู่เต้นรำที่เป็นที่น่าจับตามองก็คือทีโอและรูบี้ ทั้งคู่เต้นรำได้สวยและสง่าที่สุดในกลุ่มเต้นรำ แม้แต่ผมเองก็หยุดมองท่วงท่าที่งดงามและพลิ้วไหวของทั้งสองไม่ได้เลยแม้แต่จังหวะเดียว ทั้งคู่ค่อยขยับ ๆ มาใกล้ ๆ ผม จนผมเห็นทั้งคู่ชัดขึ้น ชัดขนาดที่ว่า ผมสังเกตเห็นสีหน้าของรูบี้ แล้วผมก็สงสัย ทำไมนะ แฟนสาวของหนุ่มสุดฮอตนั่นมีสีหน้าบูดบึ้งและเบื่อหน่ายนัก ทั้งคู่ใกล้ผมมาเรื่อย ๆ จนผมได้ยินที่ทั้งคู่คุยกันลาง ๆ

“เป็นอะไรไปน่ะรูบี้ ไม่สนุกเหรอ?”

“ก็เราบอกทีโอแล้วไงว่าเราไม่อยากเต้น ทีโอก็ลากเรามาเต้นจนได้ น่าเบื่อชะมัด” เธอพูดกับคู่เต้นรำด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“เอาน่ารูบี้ ก็เราชอบเต้นรำนี่นา ตามใจเราหน่อยนะ เรายังพารูบี้ไปซื้อชุดนี้เลย ชุดนี้รูบี้ดูสวยมากเลยนะ”

“เรารู้ เราเข้ากับทุกชุดแหละน่า ไม่ต้องคอยบอกหรอกว่าเราดียังไง ใส่อะไรแล้วสวยบ้าง ฟังแล้วน่าเบื่อออก”

“รูบี้...เธอพูดเรื่องตัวเองตลอดเลยนะ ไม่คิดว่าเราอยากพูดเรื่องของพวกเราบ้างเหรอ?”

“อย่ามาน้ำเน่าน่าทีโอ พูดเรื่องพวกนั้นทีไรล่ะเราแทบจะอ้วกตลอดเลยนะ”

“แต่รูบี้ ก็เรา---”

*แคว้ก*

ผมหันไปมองตามเสียงนั่น จนผมสังเกตเห็นว่า เท้าของทีโอคงเผลอไปเหยียบกระโปรงบาน ๆ นั่นของรูบี้จนเป็นรอยขาด ทำให้ทั้งคู่หยุดเต้นรำกลางคัน

“กรี๊ดดด!! ชุดใหม่ฉัน!!”

“รูบี้! เราขอโทษ เดี๋ยวเราพาไปซ่อมให้”

“หยุด! หยุดเลยนะ! รู้ไหมชุดนี้มันราคาตั้งกี่แกลเลียน”

“เราซ่อมให้ได้นะ รูบี้ ลองให้เราซ่อมดูก่อนสิ”

“ไม่! ต่อไปนี้ห้ามมาแตะต้องชุดเราเด็ดขาด!” รูบี้ตะคอกใส่ทีโอด้วยความหงุดหงิดจนอีกฝ่ายหน้าชาไปเลย รูบี้วิ่งหอบกระโปรงบานสะพรั่งของเธอแล้วเดินออกนอกห้องโถงไปอย่างไม่เหลียวหลังมองแฟนหนุ่มที่เผลอทำชุดเธอขาด สีหน้าและแววตาของทีโอดูสลดและหงอยสุด ๆ ผมล่ะสงสารเขาจริง ๆ

เพลงบรรเลงจบ ทุกคู่เต้นรำต่างพากันแยกย้ายไปสังสรรค์กับงานต่อ แต่ทีโอก็เดินคอตกออกไปนอกห้องโถง เขาคงจะเครียดน่าดูกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่

ผมนับแทบไม่ได้ว่าเขาเคยช่วยผมไว้กี่ครั้ง แต่ความใส่ใจทั้งหมดที่เขามี ผมยังจำได้ตลอด คงถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องตอบแทนเขา ผมจึงตัดสินใจขอเวลาจากเพื่อนทั้งสองแล้วเดินออกไปหาเพื่อนที่วิตกข้างนอก

ผมเดินออกตามหาบริเวณนอกห้องโถง แต่หายังไงก็หาไม่เจอ ผมเดินไปเรื่อย ๆ จนมาถึงนอกปราสาทแล้วก็ได้เห็นเขา เด็กหนุ่มผู้วิตกกังวล กำลังนั่งก้มหน้าอยู่ที่บันไดทางขึ้นปราสาท ดูแล้ว เขาคงไม่ได้เครียดธรรมดา แต่เป็นคิดมากเลยล่ะ ผมจึงเดินไปนั่งข้าง ๆ เขา แล้วเฝ้ามองสีหน้าที่สื่ออารมณ์ออกมาอย่างชัดเจนนั้น

“ทำไมออกมานั่งคนเดียวล่ะทีโอ?” คนข้าง ๆ เงยหน้ามาสนใจคำถามผม

“เราก็...เครียดนิดหน่อยน่ะ” ทีโอตอบผมด้วยเสียงอ่อน ๆ แบบนี้คงไม่หน่อยแล้วล่ะ

“เรื่องทำชุดรูบี้ขาดน่ะเหรอ?”

“อือ...” ทีโอตอบด้วยเสียงในลำคอ

“เป็นธรรมดาแหละน่า ใคร ๆ เขาก็ต้องหวงของรักกันอยู่แล้ว อย่าคิดมากเลย เดี๋ยวเขาก็ใจเย็นเอง”

“แต่รูบี้ก็น่าจะให้เราได้ลองซ่อมให้ดูบ้าง มันซ่อมง่ายจะตายรอยขาดพวกนั้นน่ะ”

“เขาอาจจะมีวิธีจัดการของเขาเองก็ได้”

“เราแค่ไม่อยากทะเลาะกับรูบี้น่ะ”

“มันก็ต้องมีบ้างแหละคนมีคู่หนิ ไม่รู้สิ เราไม่เคยมีความรักน่ะ” ผมพูดพลางหัวเราะฝืด ๆ เบา ๆ

“ฮ่ะๆ นั่นสิเนอะ แต่ไม่เป็นไรหรอก เราชินแล้วแหละ เรากับรูบี้น่ะทะเลาะกันบ่อยจะตาย” อีกฝ่ายตอบด้วยเสียงฟังดูเหนื่อยใจ

“บ่อยขนาดไหนน่ะ?” ผมถามเขา

“ก็แทบทุกครั้งที่เจอกันเลยมั้ง”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ!?” ผมตกใจเล็กน้อย ภาพที่คิดว่าคนคนนี้มีชีวิตคู่ที่จะต้องมีความสุขแน่ ๆ ของผมกลับตรงกันข้าม เพราะอะไรกันนะ ทั้งทั้งที่ทีโอน่าจะดูแลใครสักคนได้ดีแท้ ๆ พวกเขาทั้งสองถึงทะเลาะกันได้ทุกครั้งที่เจอกัน

“รูบี้น่ะ เขาจะชอบพูดเรื่องของตัวเอง แบบที่...ไม่พูดเรื่องอื่นเลย เราก็แอบเฟลนิด ๆ พอดูแลหรือพยายามจะช่วยอะไรรูบี้ไป เขาก็จะบอกว่าไม่ต้องยุ่ง ทำเองได้ อะไรประมาณเนี้ย บางครั้งเราก็รู้สึกว่าที่ดูแลอะไร มันไม่มีค่าสำหรับเขาเลย เราก็เลย...มีท้อบ้างนิดหน่อย” ทีโอพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ผมสังเกตเห็นว่าหางตาของเขาเริ่มมีน้ำตาซึมอยู่บ้าง ถ้าไม่รักแฟนตัวเองมาก ๆ ก็ต้องท้อมากแน่ ๆ ผมจึงยิ่งสงสารเขามากกว่าเดิมและรอรับฟังอยู่เรื่อย ๆ

“เมื่อก่อนเรามั่นใจนะ แต่ตอนนี้ ไม่รู้สิ เราไม่รู้ว่ารูบี้เคยรักเราจริง ๆ หรือเปล่า”

เวลาแบบนี้ คำคำไหนที่ผมควรจะพูดออกไปดี เพราะผมก็ไม่ใช่คนเชี่ยวชาญเรื่องปัญหาของหัวใจซะด้วยสิ ผมจึงลูบหลังเขาเบา ๆ แล้วพูดบางอย่างออกไป

“เราว่า ทีโออาจจะต้องการเวลาสักหน่อย”

“เวลาอะไรเหรอ?”

“ทีโอลองคิดทบทวนทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างทีโอเองกับรูบี้ แล้วลองตัดสินใจเอาเองดูนะ เรื่องพวกรัก ๆ ใคร่ ๆ เราอาจจะไม่เชี่ยวชาญพอจะให้คำแนะนำดี ๆ ได้ เราเลยอยากลองให้ทีโอคุยกับตัวเองดูว่าจะหยุดหรือไปต่อ เพราะความรู้สึกของทีโอน่ะ มีความหมายที่สุดนะ” ทีโอหันมามองหน้าผม ผมจึงยิ้มกลับไปหวังให้เกิดกำลังใจขึ้นอยู่บ้าง

“ขอบคุณนะ อเล็กซ่า”

“ไม่หรอก ทีโอช่วยเราไว้เยอะแล้ว เราอยากให้ทีโอไม่รู้สึกแย่”

“ขอบคุณจริง ๆ นะ” ทีโอหันมาจับไหล่ผมไว้สองข้างแล้วขอบคุณผมอย่างเน้นเสียง แต่สีหน้าและแววตาของเขาที่มองผมอยู่ตอนนี้ยังคงมีความเศร้าซ่อนอยู่อย่างเห็นได้ชัด ผมจึงใช้สองนิ้วยกมุมปากของเขาให้เปลี่ยนแปลงเป็นรอยยิ้ม

“ทีโอต้องยิ้มให้ได้นะ ยิ้มของทีโอน่ะ สดใสที่สุดแล้ว” ผมพูดกับอีกฝ่ายอย่างไม่เคอะเขินใดใด แต่คำพูดนั้นของตัวเอง ก็ทำให้ผมใจฟูอยู่เหมือนกัน

“อื้อ! เราจะยิ้มเพื่ออเล็กซ่านะ”

“ไม่ใช่เพื่อเราสิ ทีโอต้องยิ้มเพื่อตัวเองนะ”

“ครับผม!” อีกฝ่ายพูดเน้นเสียงตอบผม ดูแล้วก็ดูตลกดี

“ทีงี้ เรากลับเข้าไปในงานกันดีไหม?” ผมลุกขึ้นยืนและเชิญชวนให้อีกฝ่ายกลับเข้างานไปร่วมสนุกต่อ เผื่อจะได้หายเครียดขึ้นมาบ้าง

“อเล็กซ่า...”

“ว่าไง”

“อเล็กซ่าทำให้เราสบายใจได้นะ”

“รู้แล้วน่า ได้ยินบ่อยจะตายคำเนี้ย”

“ไม่ใช่แบบนั้นนะ อเล็กซ่าน่ะ เป็นคนแรกเลยที่ทำให้เราสบายใจได้ ขอบคุณอีกครั้งนะ”

ผมยิ้มรับกับคำขอบคุณที่ออกมาจากใจนั้น ผมเองก็อยากขอบคุณเขาเหมือนกันที่ผ่านมาคอยอยู่กับผมในเวลาที่ผมก็เคยเศร้าและวิตกกังวล ผมจึงยื่นมือไปหาเขาข้างหน้า

“อะไรเหรอ?” ทีโอถามถึงมือที่ผมยื่นหา

“ก็ทีโอน่ะ ชอบจูงมือเราไปไหนมาไหนตลอดเลย คราวนี้ ให้เราเป็นคนพาทีโอไปบ้างนะ” ว่าแล้วทีโอก็รับมือของผมไปพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ๆ ที่ส่งมาให้ผม เราทั้งสองเดินกลับเข้าไปในงานอีกครั้ง ทั้ง ๆ จับมือแบบนั้น ความรู้สึกของผม ที่เป็นคนนำอีกฝ่ายให้เดินตามและมีมือของเขาคอยจับไว้บ้าง มันยังทำให้ผมรู้สึกเหมือนเดิมทุกครั้ง คือเวลาที่เราสองคนจับมือกัน จะไปในที่ที่ทำให้เราสบายใจได้เสมอ

ผมและทีโอกลับเข้ามาในงานอีกครั้ง และแยกย้ายไปหากลุ่มเพื่อนของตัวเอง ระหว่างงานคริสต์มาสที่ยังคงดำเนินอยู่ มีกิจกรรมหนึ่งที่ฮอกวอตส์ได้เพิ่มเข้ามา คือกิจกรรมแลกของขวัญในหมู่นักเรียนและศาสตราจารย์ โดยที่ทุกคนจะได้ชื่อของนักเรียนหรือศาสตราจารย์แต่ละคน เป็นคนให้ของขวัญ

กิจกรรมดำเนินขึ้นอย่างสนุกสนาน นักเรียนแต่ละคนได้ใช้โอกาสนี้ได้ทำความรู้จักกับนักเรียนต่างบ้านกัน แต่มันก็ทำให้ผมลุ้นว่า คนที่ผมจะได้รู้จักแล้วได้รับของขวัญชิ้นนั้นจะเป็นใครกันนะ แล้วผมก็ยิ่งผูกมิตรใครไม่เก่งเสียด้วย เขาจะดีใจไหมนะที่ได้ผมเป็นคนรับของขวัญ ความลุ้นระทึกและความคิดมากมันก็ปะปนอยู่ในหัวผม จนถึงเวลาที่ผมจะได้จับผู้โชคดีโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัวมาก่อนเลย

สลากจับของขวัญที่ผมต้องไปจับ คือ ใบกระดาษพับรูปนกเวทย์มนต์ที่บินปะปนกันอยู่เป็นร้อย โดยที่ผมจะต้องยื่นมือเป็นรูปถ้วย แล้วสลากใบนั้น จะบินมาเกาะที่มือเรา โดยให้กระดาษเป็นคนตัดสินใจเลือกคนให้เอง ผมตื่นเต้นและลุ้นระทึกอย่างมากว่าจะเป็นใคร

ผมยื่นมือออกไปรอรับ แล้วก็มีแผ่นนึง มาเกาะที่มือของผมอย่างง่ายดาย ผมจัดการรับมันมาแล้วคลี่มันออก ผมเปิดดูชื่อของผู้ให้ของขวัญ แล้วมันทำให้ผมยิ้มแบบเก็บอาการไม่อยู่ ผมพับกระดาษไว้ในกระเป๋าแล้วพูดชื่อของผู้ให้

“ทีโอ คอลลิสครับ”

เจ้าของชื่อชะโงกหน้ามาหาผม พร้อมกับรอยยิ้มที่ฉีกจนแก้มแทบปริ เขาดูดีใจสุด ๆ เหมือนกับผมที่ก็ดีใจเมื่อได้อ่านชื่อเหมือนกัน ผมจึงเดินไปหาเขา และให้คนต่อไปออกไปจับสลาก

ทีโอเดินมาหาผมพร้อมกับของบางอย่างที่อยู่ในมือ แล้วยื่นให้ผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“อะ! ลองแกะดูสิ”

ผมแกะกระดาษห่อแล้วพบสมุดเล่มหนาใหม่เอี่ยมปกหนังสีน้ำเงินเข้ม เปิดข้างในเป็นกระดาษเปล่า ไว้สำหรับจดบันทึก

“ชอบไหมอเล็กซ่า? ถ้าอยากได้อย่างอื่นบอกได้นะ”

“อื้อๆ เราชอบมากเลยล่ะ ขอบคุณนะ” ผมขอบคุณคนให้ด้วยสีหน้าที่เบิกบานกับของในมือ

“ถ้าชอบขนาดนั้น เก็บมันไว้ให้ดีนะ”

‘เก็บมันไว้ให้ดี’ คำคำนี้ที่แฝงความรู้สึกชวนให้อบอุ่น มันทำให้ผมนึกถึงคำที่คุณย่าเคยพูดตอนยื่นสโนว์โกลบให้ผม คำพูดนั้นของทีโอทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้รับของที่มีค่าอีกครั้ง บันทึกเล่มนี้ คงจะได้เป็นอีกสิ่งที่ผมจะรักษาไว้อย่างดีแน่ ๆ เลยล่ะ

งานเลี้ยงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ อย่างสนุกสนาน และมาถึงจุดสิ้นสุดของงาน ก่อนนักเรียนจะได้แยกย้าย ละเริ่มเตรียมตัวกันกลับหอพัก ศาสตราจารย์มักกอนนากัลก็ได้กล่าวบางอย่างกับนักเรียนส่งท้ายคืนก่อนคริสต์มาสและก่อนสิ้นปี

“ก่อนอื่นฉันต้องขอบอกอีกครั้งว่า สุขสันต์วันคริสต์มาสทุก ๆ คน ปีต่อไปที่จะผ่านมา ฉันขอให้ทุก ๆ คนได้เติบโตขึ้น และได้เรียนรู้ทุกสิ่งอย่างเต็มความสามารถ สิ่งใดที่เลวร้าย ทิ้งไว้กับปีนี้ และเริ่มต้นใหม่ในปีหน้า ขอให้ปีหน้าเป็นปีที่ดีของทุกคนจ้ะ” ว่าแล้วศาสตราจารย์ชี้ไม้กายสิทธิ์ของตนตั้งหน้าขึ้น แล้วสายรุ้งหลากสี ก็พุ่งออกมาจากปลายไม้กายสิทธิ์ฉลองคืนก่อนคริสต์มาส พร้อมได้รับเสียงโห่ดีใจจากนักเรียนส่งกลับมา คืนนี้ งานเลี้ยงคริสต์มาสอีฟจบลงอย่างสมบูรณ์

นักเรียนทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับหอพักด้วยความอิ่มเอมใจ ผมและมอลลี่กลับเข้าห้องพักกันอย่างเหน็ดเหนื่อย มอลลี่ขอตัวไปนอนก่อนทันทีด้วยความเหนื่อยล้า ผมที่กลับมาในห้องนอนตัวเอง เปลี่ยนเป็นชุดนอนเสร็จสรรพพร้อมจะส่งตัวเองเข้านอนพร้อมกับหนังสือเล่มโปรด

ผมเดินมาที่บนเตียงแล้วเห็นสมุดบันทึกที่ผมได้มาจากทีโอ มันทำให้ผมเกิดรอยยิ้มบาง ๆ ขึ้นอย่างน่าฉงน แต่ผมจะไม่ตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง เพราะไม่ว่ารอยยิ้มนั้นจะเกิดจากอะไร แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่า เราได้มันมาจากใคร ผมจึงตัดสินใจทิ้งคำถามของตัวเองไว้ แล้วอ่านหนังสือเล่มโปรดบนเตียงต่อ และทุกครั้งที่หนังสืออยู่ในมือของผมก่อนนอน ผมก็จะผล็อยหลับไปตามตลอด

นอกจากนี่จะเป็นการส่งผมเข้านอนแล้ว จะเป็นคืนของช่วงส่งท้ายปีที่แสนสวยงามอีกด้วย พอผมรู้ตัวว่า ใกล้จะปีใหม่แล้ว ผมก็กลับไปทบทวนเรื่องที่ผ่านมาของปีนี้ตั้งแต่เริ่มเปิดเทอมที่ฮอกวอตส์ มันทำให้ผมรู้ว่าปีนี้มันงดงามกว่าปีไหน ๆ แม้เรื่องที่เจ็บปวดจะถาโถมใส่ แต่เรื่องดี ๆ ก็คอยชำระล้างแผลที่เกิดขึ้นกับผมจนหมดสิ้น ผมขอบคุณทุก ๆ สิ่งที่ผ่านมาในปีนี้ และเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด

ปีหน้า ขอให้เป็นปีที่ดีด้วยละกันนะ:)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น