FANFIC HARRY POTTER [AU,OC] : "BLUED DIARY บันทึกรักฉบับเรเวนคลอ"

ตอนที่ 8 : CHAPTER 7 ห้องเรียนเต้นรำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    11 มิ.ย. 63

คืนพรุ่งนี้จะเป็นวันงานคริสต์มาสใหญ่ของฮอกวอตส์ งานเลี้ยงจะถูกจัดขึ้นทุกคืนวันคริสต์มาสอีฟ บรรดาศาสตราจารย์จึงเตรียมตัวกันอย่างวุ่นวาย งานคริสต์มาสของฮอกวอตส์นั้นหรูหราและเต็มไปด้วยบรรยากาศส่งท้ายปีที่แสนสวยงามและอบอุ่น ที่สำคัญ งานเลี้ยงเต้นรำของฮอกวอตส์ก็จัดขึ้นในห้องโถงใหญ่เพื่อฉลองวันคืนสนุกสนานตามแบบแผน และวันนี้ จะมีการเรียนพิเศษของนักเรียนตั้งแต่ปี 4 ขึ้นไปของทุก ๆ บ้านรวมกัน สำหรับฝึกการเต้นรำในห้องโถงใหญ่ เป็นครั้งแรกของฮอกวอตส์ที่มีการเรียนรวมบ้าน โดยแบ่งเป็นชั้นปีไป

“ในงานเลี้ยงเต้นรำ เป็นโอกาสเหมาะที่นักเรียนจะได้แสดงศักยาภาพและเสน่ห์ภายในของตัวเองออกมาอย่างโลดแล่นและอิสระ การเต้นรำคือศิลปะอย่างหนึ่งที่ทั้งมักเกิ้ลและพ่อมดแม่มดอย่างเราชื่นชม ดังนั้น จึงเป็นการเหมาะที่นักเรียนจะได้ปลดปล่อยศิลปะในตัวเอง และปล่อยใจไปกับดนตรีและคู่เต้นรำที่อยู่ในชุดสวยหรูตรงหน้า ทีนี้ ฉันจะให้ทุกคนจับคู่กันเต้นรำ และเต้นตามจังหวะของดนตรีที่ฉันจะเปิดต่อไปนี้” ศาสตราจารย์มักกอนนากัลกล่าวกับนักเรียนปี 5 ในห้องโถงเรื่องงานเต้นรำ

เรื่องการเต้นรำของผมอยู่ในระดับการปานกลาง ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีเยี่ยม คู่เต้นรำของผมคงจะไม่มีปัญหา แต่จะเป็นใครล่ะ ชั่วโมงนี้มอลลี่ก็ไม่อยู่เสียด้วย ผมจึงยืนโดด ๆ อยู่คนเดียวในขณะที่คนอื่นค่อย ๆ ทยอยกันจับคู่กันเต้นรำ ผมมันเป็นคนเข้าหาคนอื่นไม่ค่อยเป็นซะด้วยสิ นี่ก็ใกล้เวลาเรียนแล้ว ผมมองซ้ายขวาไปรอบ ๆ อย่างไร้ความหวัง แต่วันนี้ผมคงมีโชค

“ให้เกียรติเต้นรำกับผมได้ไหมครับ?” จังหวะแย่ ๆ ก็จะมีคนดี ๆ เข้ามาแทรกกลางเสมอ แค่ผมได้ยินเสียงคำขอก็รู้เลยว่าเป็นใคร

“ทีโอ…” ผมเรียกอีกฝ่ายแบบยานเสียง

“ฮ่าๆ ไม่มีคู่เหรออเล็กซ่า?”

“อือ...มอลลี่ติดเข้าชมรมคาถาน่ะ จริง ๆ มันเป็นข้ออ้างน่ะรู้ไหม เธอแค่ไม่ชอบเต้นรำหรือที่ที่คนเยอะ ๆ น่ะ” ผมกระซิบเบา ๆ ให้เขาฟังความลับ

“แล้วทีโอล่ะ ไม่คู่กับแฟนตัวเองเหรอ?” ผมถามเขากลับ

“รูบี้น่ะเหรอ เธอก็ไม่ชอบเรียนเต้นรำเหมือนกัน ตอนนี้น่าจะอยู่ในห้องนั่งเล่นเหมือนเคยแหละ เธอไม่ออกไปไหนเลยนอกจากเวลาเรียนน่ะ” ผมสังเกตเห็นว่าเมื่อเขาพูดแบบนั้น สีหน้าและแววตาก็เหมือนถูกลดพลังงานลงจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยล่ะ

“ช่างเรื่องของเราเถอะ ใกล้เวลาเรียนแล้ว---เอ่อ อเล็กซ่า?” เมื่อเขากำลังตั้งท่าเพื่อเรียนเต้นกับผม แต่เขาก็ชะงักไปและถามผมบางอย่าง

“จะรังเกียจไหมถ้าต้องเรียนเต้นรำกับผู้ชายด้วยกันน่ะ?”

“ก็ไม่นะ มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรหนิ อีกอย่าง การเต้นรำมันก็คือศิลปะของมนุษย์อย่างหนึ่ง เรื่องเพศก็ไม่น่าจะเอามาจำกัดได้นะ” ผมพูดตามที่ผมคิด แล้วอีกฝ่ายก็เผยยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ เดาว่าเขาอาจจะคิดแบบเดียวกันกับผมถึงได้สบายใจที่จะเต้นคู่ด้วย

เมื่อเพลงคลาสสิคที่ใช้ในงานเต้นรำเริ่มขึ้น เราทั้งสองจึงคล้อยไปตามจังหวะเพลง ท่วงท่าและการนับจังหวะเป็นไปตามที่เคยเรียน ผมและทีโอน่าจะเป็นคู่คู่เดียวที่เป็นผู้ชายสองคนจับคู่เต้นด้วยกัน จนถูกสายตาหลากหลายคู่จ้องมอง ผมสังเกต แต่ไม่ได้ติดใจนัก ผมยังคงยึดคติที่ว่า การเต้นรำมันก็คือศิลปะที่เพศจำกัดไม่ได้ ผมจึงไม่ใส่ใจสายตาพวกนั้นแล้วเรียนต่อกับคู่เต้นรำตรงหน้า

ผมและทีโอเต้นตามจังหวะเพลงอย่างราบรื่น แต่ก็ต้องบอกว่า ทักษะการเต้นรำของทีโอนั้นเหนือกว่าจริง ๆ ความพริ้วไหวของเขาไหลลื่นเหมือนลำธารเอื่อยฉิวตามจังหวะและทำนองเพลง พอมาเทียบกับผมที่เป็นคู่เขาแล้วนั้น ผมก็ดูเป็นมือใหม่หัดเต้นไปเลย สายตาของผมมองเท้าที่ไม่ตะกุกตะกักของเขาเลยสักนิด สลับกับมองเท้าที่ติดขัดบ้าง ตามจังหวะบ้างของตัวเอง

“อเล็กซ่า!” ผมเงยหน้าขึ้นแล้วสนใจคู่เต้นรำที่เรียกชื่อผม

“ห้ะ! ว่าไง”

“เวลาเต้นรำเราต้องมองหน้าคู่เต้นรำด้วยสิ”

“อ๋อ โอเค ๆ” ผมมองหน้าเขาตามคำสั่งทันที แต่เมื่อมองลอดผ่านกรอบแว่นของตัวเอง ไปสบสายตาที่สวยงามคู่นั้นของคู่เต้นรำ ผมก็มองอย่างละสายตาไม่ได้เลย ผมเห็นบางอย่างสะท้อนแววตาเขาที่เหมือนมีมนต์ขลังสะกดให้ผมยังคงมองตลอด เราประสานมือกันและปล่อยตัวไปตามจังหวะเพลง ทั้งทำนองเพลงที่ทำให้เกิดความอิ่มเอมใจไปกับเสียงที่ได้ยิน บวกกับจ้องตาของคนคนนี้ มันช่างเป็นอะไรที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มเสียจริง ๆ

“นี่ อเล็กซ่า”

“วะ...ว่าไง” ผมรับเสียงเรียกของคนตรงหน้า จนจินตนาการที่ผมคิดไว้ในหัวฟุ้งกระจาย

“อเล็กซ่าว่ามันน่าเบื่อไหม?”

“ก็...ก็ไม่นะ”

“เราว่าท่าเต้นมันจำกัดเกินไปน่ะ”

“คิดอย่างงั้นเหรอ?”

“อือ เราอยากรู้ ทำไมต้องกำหนดว่าท่าเต้นต้องเป็นตามแบบแผน ตามระเบียบ ตามกติกา พอคิดแล้วมันก็รู้สึกอึดอัดนิดหน่อยน่ะ”

“อย่างงั้นเหรอ หึหึ ทีโอนี่เป็นพวกไม่อยู่ในกรอบจริง ๆ นะเนี่ย”

“เราหลุดกรอบได้มากกว่านี้อีก” คนพูดยื่นหน้ามาใกล้ ๆ แล้วพูดเล่นหูเล่นตากับผม ไม่ทันที่ผมจะได้ถามถึงความหมายจริง ๆ ที่จะสื่อ เขาก็ปล่อยมือจากผมแล้วขยับออกนิด ๆ กำลังจะทำอะไรสักอย่าง

ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองจริง ๆ อยู่ ๆ คู่เต้นรำของผมก็ขยับแขนขาตัวเองตามใจชอบอย่างไม่สนใจสายตารอบข้างที่กำลังจับจ้องเขาเป็นตาเดียว พร้อมกับได้ยินเสียงซุบซิบรอบ ๆ จับใจความได้ประมาณว่า“นั่นท่าอะไรน่ะ แปลกจัง” สลับกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ย ก็ท่าเต้นใหม่ของเขาไม่ได้สอดคล้องกับจังหวะเลยสักนิด เหมือนเป็นคนละคนกับที่ผมเต้นด้วยเมื่อกี้นี้เลย ผมถึงกับอ้าปากค้างแล้วยืนอึ้งอยู่ข้าง ๆ

แต่ดูจากสีหน้าของทีโอขณะทำท่าแปลก ๆ นั่น เขาก็ดูมีความสุขที่ได้ปลดปล่อยตัวเองอย่างอิสระ ซึ่งผมคิดว่ามันก็ดีเหมือนกันที่ใครบางคนได้มีความสุขในทางของตัวเอง อีกอย่าง รอยยิ้มที่เขาแผ่ออกมา มันก็ดูมีเสน่ห์แปลก ๆ ในท่าแปลก ๆ นั่นด้วย

“มาสิอเล็กซ่า! มาเต้นด้วยกันเร็ว!” ทีโอหันมาชวนผมให้โลดแล่นไปพร้อมกับเขา

“จะดีเหรอ ฮ่ะ ๆๆ” ผมหัวเราะรับ แสดงออกถึงความลังเลนิด ๆ จะให้ผมเต้นแบบตามใจตัวเองแบบเขา ผมคงไม่ไหว

“ก็ถ้าอเล็กซ่าบอกว่าการเต้นก็คือศิลปะที่ไม่จำกัดเพศ แล้วทำไมเราต้องจำกัดท่าด้วยล่ะ!” ผมคิดตามที่เขาบอก มันก็จริงอย่างที่เขาว่า ผมจึงค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปใกล้ ๆ แล้วขยับแขนขาเบา ๆ แบบตามใจตัวเองบ้าง ผมต้องยอมรับว่า มันก็รู้สึกอิสระดีนะ ผมเหมือนจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ แล้วล่ะ

ผมกับทีโอเต้นท่าที่ไร้กฎเกณฑ์กันอยู่สองคน โดยไม่สนสายตาคนรอบข้างเลยสักนิด ผมฉุกคิดได้บางอย่าง ถ้าเรามีความสุข แล้วไม่เดือดร้อนใคร ทำไมเราต้องหยุดล่ะ คิดได้อย่างงั้น ผมจึงปล่อยตัวเองไปตามจังหวะอย่างไม่กั๊ก เสียงหัวเราะ และความสนุกแบบหลุดโลกครอบคลุมเราไว้ทั้งสองคน เสมือนอยู่ในโลกเดียวกัน เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดีเหมือนกัน

จนในที่สุด ความแปลกของเราสองคนก็หยุดลงตามเสียงเพลงที่เล่นจนจบ และวิชาเรียนเต้นรำสำหรับงานวัน คริสต์มาสอีฟของฮอกวอตส์ก็สิ้นสุด ผมและทีโอยังคงขำค้างกับเหตุการณ์หลุดโลกเมื่อครู่ ความรู้สึกของการตามใจตัวเองที่ไม่สนใดใด มันรู้สึกได้ปลดปล่อยแบบนี้นี่เอง

“เมื่อกี้นี้สนุกดีเนอะ” ทีโอพูดขึ้น

“อือ ท่านั้นของทีโอตลกมากเลยนะ เรายังขำไม่หายเลย ฮ่าๆๆ” ผมบอกอีกฝ่ายพลางหัวเราะดังลั่นไปด้วย

“ฮ่ะๆ มันก็ตลกจริง ๆ นั่นแหละ เรายังขำตัวเองอยู่เลย”

“แต่ว่า ถ้าทีโอเต้นรำจริง ๆ แล้วเนี่ย ก็ดูดีไม่เบาเลยนะ”

“คิดแบบนั้นเหรอ?” ทีโอถามผม

“อื้ม! เราเต้นด้วยเรายังเคลิ้มเลย”

“เคลิ้มเลยเหรอ?”

“กะ...ก็ หมายถึง มันก็---ดูสวยดีไง...” ให้ตายสิ ผมที่โดนเขาถามแบบนี้ ทำไมต้องตะกุกตะกักด้วยนะ

“ตะ...แต่ วันงานจริงขอร้องอย่าเต้นท่าเมื่อกี้เลยนะ” ผมพูดแก้เขินตัวเองจนอีกฝ่ายกลั้นขำไว้ไม่อยู่ จนผมก็พลอยหัวเราะตามเขาไปด้วย

“เราคงไม่เต้นท่านั้นแน่ ๆ เพราะตอนนี้อยู่กับอเล็กซ่าหรอก ก็เลยกล้าหวือหวาขนาดนั้น" ทีโอบอกผมปนหัวเราะเบา ๆ

“ทำไมล่ะ ทำไมถึงกล้าแค่ตอนอยู่กับเราเหรอ?” ผมถามเขาอย่างสงสัย

“ก็เราบอกแล้วไง อยู่กับอเล็กซ่าเรารู้สึกสบายใจ”

คำพูดนี้ของทีโอที่บอกผมเป็นครั้งที่สอง แต่ผมก็ยังรู้สึกร้อนผ่าวกับคำนั้นเหมือนเดิม ไม่ชินสักที ทำไมแค่คำง่าย ๆ มันมีผลกับผมแบบนี้ ผมนิ่งและมองหน้าอีกฝ่ายไปสักพัก

“ทีโอ เราถามจริง ๆ นะ” ผมถามเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“อื้ม ว่ามาสิ”

“พวกเราน่ะ ก็เพิ่งจะได้รู้จักกันแค่ 3 เดือนเอง ทำไมถึงสบายใจที่ได้อยู่กับเราล่ะ?”

คนโดนถามนิ่งไปสักพัก ผมคงจะจริงจังมากไป แต่ผมยังยืนกรานที่จะรอฟังคำตอบ ไม่นานเขาก็เปิดปากเตรียมจะบอกคำตอบแสนลุ้นระทึกกับผม

“ก็ อเล็กซ่าน่ะ เป็น---”

“ทีโอ!” เสียงนักเรียนหญิงคนหนึ่งเรียกชื่อเขา ทำให้เราสองคนหันเหความสนใจไปที่เสียงเรียกนั่น

“อยู่นี่นี่เอง เรียนเสร็จแล้วใช่ไหม ไปกันเถอะ” นักเรียนหญิงคนนั้น เดินมาจับแขนอีกฝ่ายเตรียมล็อคตัวแล้วชวนไปที่ไหนสักแห่ง ผมได้แต่ยืนงงคนที่พรวดพราดเข้ามา

“ไป...ไปไหนเหรอรูบี้?” ทีโอถามแฟนสาวของเขา ว่าไป ผมก็ไม่ค่อยได้เห็นเธอคนนี้อยู่กับทีโอสักเท่าไหร่นัก จนก่อนหน้านี้ผมลืมไปเลยว่าทีโอนั้นมีใครคนหนึ่งคบอยู่ พอโผล่มาทีก็เลยรู้สึกแปลก ๆ

“ไปหมู่บ้านฮอกส์มีดไง เราจะได้ไปเลือกชุดราตรีใส่วันงาน”

“ชุดเก่ารูบี้ก็น่ารักอยู่แล้วหนิ” แฟนหนุ่มของเธอคนนั้นกล่าวเป็นนัยว่ากำลังชมแฟนตัวเองอยู่ แต่ผมกลับรู้สึกตะขิดตะขวงกับคำพูดนั้นภายในใจ

อ๋อ จริงสิ เขาก็เคยชมผมว่าน่ารักด้วยนี่นา แต่จะชมแฟนตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ทำไมนะ มันทำให้ผมรู้สึกว่าคำคำนั้นที่ทีโอเคยชมผม มันกลับกลายเป็นคำธรรมดา ๆ ไปได้ซะอย่างงั้น

“ก็ใช่ แต่อยากชุดใหม่แล้วอะ รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวชุดจะหมดร้านก่อน ไปเร็ว”

“ทีโอรีบไปเถอะ ใกล้จะมืดแล้วนะ” ผมพูดเสริมกับทีโอ

“งั้นก็ได้ ไปกันเถอะ” ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินออกไปพร้อมกันอย่างสนิทสนม ทีโอหันหน้ามาหาผมแล้วยื่นหน้ามาใกล้ ๆ หูผมเหมือนมีบางอย่างจะพูดด้วย

“ไว้เจอกันนะอเล็กซ่า”

พูดเสร็จ ทีโอก็ผละตัวเองออกจากข้างหูผมแล้วเดินไปกับแฟนสาวของเขาทันที ผมมองภาพที่ทั้งสองคนเดินควงแขนออกนอกห้องโถงไปด้วยกัน ผมเผยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ก้ำกึ่ง เหมือนพูดไม่ได้ว่าผมยิ้มเพราะอะไร ผมเลยปล่อยรอยยิ้มที่ก้ำกิ่งนั่น แล้วเดินออกจากห้องโถงไปยังห้องสมุดตามเคย ทิ้งให้รอยยิ้มปริศนาที่ของตัวเองคาใจไว้อย่างนั้น แต่ถ้าจะมีใครไขรอยยิ้มปริศนาเหล่านั้นได้

ก็คงจะเป็นทีโอนี่แหละ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น