FANFIC HARRY POTTER [AU,OC] : "BLUED DIARY บันทึกรักฉบับเรเวนคลอ"

ตอนที่ 7 : CHAPTER 6 การซ้อมควิดดิช

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 56
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    10 มิ.ย. 63

เข้าหน้าหนาวเต็มที ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ฮอกวอตส์และรอบ ๆ โรงเรียนปกคลุมไปด้วยหิมะและความหนาวเย็น เหล่านักเรียนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นสนุกกับหิมะหรือการเที่ยวเล่นในหมู่บ้านฮอกส์มีด (Hogsmeade) นักกีฬาควิดดิชก็อุ่นเครื่องกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งในปีหน้า ส่วนผม ไม่จะฤดูไหน ที่พำนักพักพิงที่ผมสถิตอยู่นานหลายชั่วโมงก็คือ ห้องสมุด ยิ่งเป็นหน้าหนาวผมยิ่งอยู่นานกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเป็นคนขี้หนาวอยู่แล้ว เลยไม่อยากออกไปสัมผัสอากาศเย็น ๆ แบบนั้น แต่มันก็รู้สึกดีมาก ๆ เหมือนกันที่ได้นั่งริมหน้าต่างห้องสมุด พลางมองหิมะที่ร่วงกราวนอกหน้าต่าง ข้าง ๆ เป็นเตาผิงให้ความอบอุ่น พร้อมกับหนังสือเล่มโปรดในมือ จะบอกว่าฤดูหนาว ก็เป็นดาบสองคมสำหรับผมเหมือนกันนะ

วันนี้ก็เช่นเคย หลังจากหมดเวลาเรียน และปล่อยให้นักเรียนแยกย้ายไปใช้เวลากับฤดูหนาว ผมจึงไม่รอช้าที่จะมุ่งตรงไปยังห้องสมุดเหมือนทุกวัน วันนี้วิชาสุดท้ายของผมเป็นวิชาสมุนไพรศาสตร์ซึ่งเรียนในเรือนกระจกของฮอกวอตส์ และเวลาเข้าออกต้องผ่านสนามควิดดิชหน้าโรงเรียน เมื่อเวลาหมด ผมจึงต้องเดินผ่านสนามควิดดิช ซึ่งตอนนี้มีสองทีมที่กำลังซ้อมอยู่ ผมเดินผ่านแล้วสังเกตจากสีเสื้อคลุมจึงได้รู้ว่าเป็นทีมฮัฟเฟิลพัฟและสลิธีริน แต่ด้วยอากาศที่หนาวเย็น ผมจึงต้องรีบเร่งฝีเท้าหน่อย แต่เสียงเรียกชื่อของผมก็ดังลั่นมาจากสนามจนทำเอาผมตกอกตกใจหมด

“อเล็กซ่า!” เด็กหนุ่มเจ้าของเสียงตะโกนเรียกชื่อผมแล้ววิ่งลากไม้กวาดตรงมาหาผมทันทีที่เรียกชื่อ ผมหยุดเดินแล้วมองหาต้นเสียงผ่านเลนส์แว่น เป็นอย่างที่คิดเลย เสื้อโค้ดสีเหลือง ร่างสูงโปร่งวิ่งตรงดิ่งมาหาอย่างเบิกบาน ไม่ผิดแน่ ๆ เพื่อนที่แสนดีของผมนั่นเอง

“ทีโอ ว่าไง?” ผมรับเสียงเรียกเขาด้วยรอยยิ้ม

“กำลังจะไปไหนเหรอ?” อีกฝ่ายถามพลางหอบเหนื่อยจากการวิ่งพรวดพราดจนไอควันพ่นจากปาก

“ห้องสมุดน่ะ ทีโอล่ะ ซ้อมควิดดิชอยู่เหรอ?”

“อื้อ ช่วงนี้ต้องฟิตหน่อยน่ะ”

“ซ้อมกลางแจ้งแบบนั้น ไม่หนาวบ้างเหรอ?”

“หนาวมันก็หนาวแหละ แต่ทำไงได้ล่ะ มันใกล้วันแข่งแล้ว”

“งั้นทีโอกลับไปซ้อมเถอะ เราจะไปแล้วล่ะ” ผมเตรียมหันหลังกลับและเดินทางต่ออย่างที่พูด

“เดี๋ยวสิ!”

ก่อนที่ผมจะเดินกลับ แขนของเขาก็จับล็อคข้อมือผมไว้ ทำให้ผมไปต่อไม่ได้ ผมหันควับไปมองข้อมือที่มีถุงมือหนาสำหรับแข่งควิดดิช ซึ่งกำลังกุมมือรั้งผมไว้ สัมผัสอุ่น ๆ นั่น บางทีมันก็รู้สึกดีเหมือนกันนะ

“อยู่ดูเราซ้อมก่อนแป๊ปนึงได้ไหมอะ?”

“อ...เอ๋?! จะดีเหรอ เราไม่รบกวนดีกว่า”

“เอาน่า นะ เราอยากให้อเล็กซ่าอยู่ด้วย”

“...”

อาการแบบนี้ เอาอีกแล้ว คำพูดที่มีผลต่อใจนั่นทำเอาผมนิ่งชนิดที่ว่าทุกอย่างชาไปหมด บวกกับความหนาวจากภายนอก ยิ่งทำให้ปากแข็งทื่อจนไม่รู้จะตอบกลับยังไง ใจผมมันก็ไม่ได้อยากปฏิเสธหรอกนะ แต่อากาศหนาวขนาดนี้ ผมก็แอบลังเลอยู่นิดนึง

“ก็...ก็ได้...” สุดท้ายผมก็ตอบตามคำชวนเขาจนได้

“ดีเลย งั้นไปกันเถอะ”

ทุกครั้งเลยสินะ ที่เวลาเขาชวนไปไหนก็จะคว้ามือผมลากไปมาทุกที แต่มือของเขาที่ใส่ถุงมือซ้อมไว้นั้น ก็ให้ความอุ่นกับมือที่เย็นเป็นน้ำแข็งของผมได้ดีเลยทีเดียว เขาให้ผมไปนั่งรอริมสนาม ก่อนเขาจะกลับไปซ้อม เขาก็มานั่งข้าง ๆ ผมแล้วพูดบางอย่าง

“วันนี้อากาศหนาวดีนะ” คนข้าง ๆ ผมพูดขึ้นมาลอย ๆ

“แต่ทีโอก็ยังลากเราให้มาด้วยอยู่ดี” ผมพูดประชดประชันเขาอย่างไม่จริงจังนัก

“ทำไมล่ะ...ไม่อยากมาเหรอ?”

“เปล่านะ ๆ จริง ๆ อยากมาด้วยแหละ----” ผมเอามือปิดปากสว่างของตัวเองทันที เวลาอยู่กับเขาชอบพูดอะไรไม่คิดตลอดเลยสิน่าเรา

“ฮ่ะๆ ดีใจที่คิดเหมือนกันนะ” อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ แล้วยิ้มน้อย ๆ กับคำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจของผม

“งั้นเหรอ...นี่! ทีโอ”

“ว่าไง?”

“ทำไมถึงอยากให้เรามาอยู่ด้วยล่ะ”

คนโดนผมถามคำถามที่อาจจะทำให้เขาอึดอัดนิ่งไปสักพัก คงกำลังคิดคำตอบอยู่ ผมก็รอลุ้นคำตอบไป จริง ๆ มันก็เป็นคำถามที่ผมสงสัยมาตั้งนานแล้วล่ะ

“ไม่รู้สิ เพราะเราอยู่กับอเล็กซ่าแล้วสบายใจมั้ง?”

คำตอบนั้น แทนที่จะไขข้อข้องใจให้ผม กลับทำให้ผมสงสัยยิ่งกว่าเดิม เราไปทำให้เขาสบายใจตอนไหนกันนะ ถ้าถามอีกก็คงจะไม่เป็นการดี งั้นปล่อยมันไปก่อนแล้วกัน

เราสองคนนั่งเงียบไปสักพัก ด้วยอากาศที่หนาวเย็นยะเยือก ทำให้ผมเก็บอาการไม่ค่อยอยู่ นั่งตัวสั่นด้วยความหนาว ฟันกัดกระทบกันชนิดที่ว่าได้ยินเสียงชัดเจน มือสองข้างกอดตัวเองไว้ เพราะตอนแรกกะจะไปห้องสมุด ตอนนี้ผมจึงมีแค่เสื้อคลุมฮอกวอตส์ตัวเดียว

ผมนั่งสั่นอยู่คนเดียว จู่ ๆ ผ้าพันคอนุ่ม ๆ สีเหลืองก็เข้ามาห่อช่วงคอผมไว้ ผมหันไปดูคนที่เอามาใส่ แล้วเห็นรอยยิ้มของเขาที่ส่งให้ตอนสวมผ้าพันคอให้

“หนาวล่ะสิ เอาของเราไปใส่ก่อนก็ได้”

โธ่ พ่อพระ ช่างแสนใจดีอะไรอย่างนี้ ผมจับผ้าพันคอของเขาแล้วยิ้มบาง ๆ ด้วยความอบอุ่น สลับมองหน้าที่มียิ้มบาง ๆ ของอีกฝ่าย

“ขอบคุณนะ…”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราก็จะกลับไปซ้อมแล้วแหละ”

พูดไม่ทันขาดคำ เสียงเรียกชื่อคนข้าง ๆ ผมจากเพื่อนร่วมทีมก็ดังขึ้นเพื่อตามให้เขากลับไปซ้อม คงจะแอบมาพักนานจนเพื่อนสังเกตเห็นแล้วสินะ

“งั้น เราไปก่อน นั่งรอดูเราซ้อมตรงนี้ไปก่อนนะ” ทีโอบอกผมเสร็จก็ผละตัวเองจากที่นั่งแล้วเตรียมเดินลงสนามเพื่อซ้อมต่อ

“ทีโอ!” ผมเรียกเขาก่อน เพราะมีบางอย่างที่ผมรู้สึกว่าควรจะพูด อีกฝ่ายหันหน้ามารับเสียงด้วยความสงสัย

“พยายามเข้านะ...”

อีกฝ่ายนิ่งกับคำพูดนั้นของผม อาจจะเลี่ยนไปหน่อยก็เถอะ แต่ยังไงก็ตามผมคิดดีแล้วว่าการให้กำลังใจเพื่อนก็ไม่เห็นแปลกอะไร แถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีก แต่อีกฝั่งกลับนิ่งอึ้ง แล้วค่อย ๆ เบี่ยงตัวมาตอบผม

“ถึงได้บอกว่าอยู่กับอเล็กซ่าแล้วสบายใจไงล่ะ”

คราวนี้กลับเป็นฝ่ายเขาที่ทำให้ผมนิ่งอึ้งแทน มันอดสงสัยไม่ได้เลยว่าผมทำอะไรให้เขาสบายใจ

“ขอบคุณนะอเล็กซ่า ทีนี้เราก็มีแรงเพิ่มแล้วล่ะ”

พูดเสร็จ เขาก็วิ่งแจ้นไปที่กลางสนามทันที อย่างกับว่าคำพูดนั้นของผม จะชาร์จพลังให้เขายังไงอย่างงั้นแหละ

การซ้อมควิดดิชของนักกีฬาควิดดวิช จะเริ่มจากการฝึกใช้ไม้กวาดให้คล่อง พวกเขาจะบินกลับไปกลับมาบนอากาศ เพื่อให้คุ้นชินกับความเร็วและความคล่องตัวบนไม้กวาด ผมมองคนอื่น ๆ ซ้อมสลับกับมองไปที่ทีโอที่บินคล่องกว่าคนอื่น ๆ เขาไปเอาแรงพวกนี้มาจากไหนเยอะแยะกันนะ

สายตาของผมที่มองเขาลอดผ่านแว่น เหมือนจะส่งไปถึงเขาสำเร็จ ทีโอเขาบินไปหันมายิ้มให้ผมไป ทำแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่มีสมาธิซ้อมหรอก แต่กลับกัน เขาก็ไม่เสียสมาธิเลย สนามควิดดิชเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นของเขายังไงอย่างงั้น จะว่าไป มุมที่เขาจริงจัง ไม่ดีดหรือเล่น ๆ เหมือนปกติ ก็ดูเท่ดีเหมือนกันนะ

นักกีฬาซ้อมกันไปได้ 10 นาทีกว่าก็อยู่ในช่วงพัก พอถึงช่วงพักระหว่างซ้อม เขาก็วิ่งแจ้นมาหาผมโดยอัตโนมัติ ใบหน้าระรื่นคล้ายกับว่ารอเวลานี้มานานแล้ว

“รอนานไหมอเล็กซ่า?”

“ไม่หรอก ๆ”

“จริง ๆ อเล็กซ่าจะกลับไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดเลยก็ได้นะ อยู่ดูเราแค่นี้ก็ได้”

แต่แทนที่ผมจะกลับไปอ่านหนังสือในห้องสมุดเหมือนเดิม ผมกลับคิดอยากจะอยู่รอดูเขาอีกสักพักหน่อย คงไม่เป็นอะไรหรอก ไหน ๆ ก็อยู่มาจนถึงขนาดนี้แล้ว

“เราขออยู่ต่ออีกหน่อยละกัน”

“งั้นเหรอ...ดีเลยงั้นเราจะโชว์ท่าเด็ด ๆ ให้อเล็กซ่าดูแก้เบื่อเอง”

ผมหัวเราะกับลีลาการโม้ของเขาเล็ก ๆ เราทั้งคู่สนทนาตามประสาฉันเพื่อนตามปกติ แต่อยู่ ๆ เสียงเสียงเดิมที่เคยทำให้ผมต้องเสียน้ำตาก็ดังมารบกวนเวลาอันมีค่าของเรา

“เอาแล้ว หนุ่มฮอตของเรามาอยู่กับเด็กขี้แยวันนั้นอีกแล้วสินะ”

ผมล่ะอยากจะจัดหมัดหนัก ๆ ให้เขาอีกครั้งเสียจริง เด็กเกเรที่ทำของรักของหวงของผมพัง มันไม่ได้สำนึกสักนิดเลย

“เซรัส! ไม่ใช่ตอนนี้” ทีโอพูดเตือนอีกฝ่ายหวังให้สงบปากตัวเองบ้าง

“อย่าเจ๋อสิทีโอ ฉันยังไม่ได้สั่งสอนที่มันซัดหน้าฉันคราวที่แล้วเลยนะ”

ว่าแล้วเขาก็ทำท่ากำหมัดท่าเดิม เดินเชื่อง ๆ มาหาผม แต่คราวนี้ ผมโกรธเขามากกว่ากลัว ไม่สิ เกลียดมากกว่า ตั้งแต่วันนั้นที่ผมเสิร์ฟกำปั้นนั่นไปที่หน้าของเขา ผมก็ไม่กลัวอะไรอีกแล้ว ยิ่งมีคนผมรู้ว่าเขาจะคอยปกป้องผมไว้แน่ ๆ อยู่ข้าง ๆ ด้วย ผมจึงไม่ลังเลที่จะลงมือ

“อยากใช้กำลังก็เอาเลยสิ เพราะทั้งหมดที่นายทำเป็นมันก็มีแค่นี้แหละ” ใจผมล่ะอยากจะปรบมือชุดใหญ่ให้คำพูดของตัวเองจัง ไม่รู้ว่าตัวเองคิดได้ไง

“แกว่าไงนะ?”

“ฉันบอกว่าสิ่งที่นายทำเป็นมันก็มีแค่ใช้กำลัง ระรานคนอื่นไปทั่ว ทั้ง ๆ ที่มีสมองเล็ก ๆ ของนายแน่นิ่งอยู่ในหัว แต่กลับไม่รู้จักวิธีใช้มัน ก็เลยใช้แรงกายทั้งหมดกับคนอื่น ด้วยวิธีสกปรก ๆ จะเถียงอะไรไหม?”

รอบข้างผมเงียบฉี่ทันทีที่ผมตอกกลับหมอนั่น รวมทั้งคนที่โดนผมตอกก็อึ้งนึ่งไปพักใหญ่เลย ผมสบตาคนตรงหน้าอย่างไม่กระพริบ ดูซิว่าคราวนี้จะตอบกลับผมด้วยกำลังอย่างที่พูดไหม

“แก! รู้ไหมว่าพ่นอะไรออกมา!” ว่าแล้วคนโดนตอกกลับก็เดินปึงปังมาหาผมแล้วเตรียมง้างหมัดตัวเองเหมือนทุกที เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ว่าคนประเภทนี้จะใช้กำลังสนองอารมณ์ตัวเองได้ทุกครั้ง โชคดีที่ผมเริ่มจะทันมุกเขาแล้ว มือข้างขวาของผมจึงซุกผ้าคลุมแล้วหยิบไม้กายสิทธิ์ขึ้นมาลั่นคาถาใส่หมอนั่นให้หลาบจำ

ริกตัสเซมปรา (Rictusempra)

คาถานี้ของผม ส่งผลให้คนโดนเสกรู้สึกจั๊กจี้เหมือนรอบตัวถูกนิ้วนับร้อยจี้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จนอีกฝ่ายทำอะไรผมไม่ได้ นอกจากนอนหัวเราะเหมือนคนเสียสติบนพื้น ผมหัวเราะแล้วแสยะยิ้มเบา ๆ จนทีโอที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยพลอยหัวเราะชอบใจตาม

“คราวหลังก็จำไว้ ว่าให้ตั้งใจเรียนในวิชาคาถาด้วยนะ--คุณสตาร์ลวาร์ท” ผมพูดเหน็บแนมคนที่ดิ้นอยู่บนพื้นด้วยความสะใจ

“แก---ไอ้สี่ตา---ฝากไว้ก่อนเถอะ” เสียงตะกุกตะกักของคนโดนคาถาจั๊กจี้ยังคงปากดีไม่เลิก แต่ก็วิ่งหนีไปอย่างขี้ขลาดตามเคย ต้องใช้อะไรสั่งสอนเจ้านี่ถึงจะเข็ดหลาบสักทีนะ

คนโดนผมสาปวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปนอกสนามอย่างน่าขัน ผมและทีโอยืนหัวเราะเขาที่วิ่งหนีไปบิดตัวไปด้วยความคัน เป็นภาพที่น่าขันชะมัด

ผมแวะสายตาที่มองหมอนั่นวิ่งออกจากสนาม ไปประจักษ์ที่หอนาฬิกาใหญ่ของฮอกวอตส์ เวลานี้อีก 1 ชั่วโมงก็จะพลบค่ำ แล้วห้องสมุดก็จะปิดแล้วสิ ผมยังไม่ได้อ่านสักเล่มเลย ต้องรีบหน่อยแล้ว

“ทีโอ คือ ขอโทษนะ เราต้องไปแล้ว เดี๋ยวห้องสมุดจะปิดก่อน”

“อ้าว...จะไปแล้วเหรอ” อีกฝ่ายหันมาทำหน้าผิดหวังแล้วตอบเสียงละห้อยกับผม ทำตัวเหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่ถูกพ่อกับแม่ฝากไว้ที่โรงเรียนไม่มีผิด

“งั้น ทีโอซ้อมวันไหนอีกก็บอกเรานะ เดี๋ยวเราจะมาดูด้วย”

“จริง ๆ นะ จริง ๆ ใช่ไหมอเล็กซ่า?!” เด็กเล็กคนนั้นก็สวนถามผมซ้ำ ๆ อย่างตื่นเต้น เหมือนเด็กเล็กจริง ๆ ด้วย

“อื้ม...จะมาดูให้เลย”

“เดี๋ยวจะมีอีกประมาณช่วงปีใหม่นั่นแหละ วันศุกร์เวลาเดิม นานหน่อยแต่ต้องมาให้ได้นะ” ทีโอบอกข้อมูลละเอียดยิบกับผมเหมือนโดนบังคับว่าห้ามเบี้ยวยังไงอย่างงั้น

“ฮ่าๆ โอเค ๆ งั้นเดี๋ยวเราไปนะ”

“ขอบคุณนะกำลังใจ” คำพูดชวนให้งุนงงของเขา ทำให้ผมหันไปทำหน้าสงสัยใส่

“อ...อะไรนะ”

“ก็ขอบคุณกำลังใจไง”

“หมายความว่าไง...”

“ก็อเล็กซ่าเป็นกำลังใจให้เราไงล่ะ ไปก่อนนะ โชคดี บาย”

คนพูดทิ้งท้ายประโยคนั้นพร้อมโบกมือลาแล้ววิ่งพรวดพราดกลับไปที่สนาม ปล่อยให้คนที่ยืนฟังตรงนี้ยืนอึ้งแล้วก็งุนงงกับคำคำนั้น สลับกับหน้าแดง ๆ ร้อน ๆ ที่ระอุที่หน้าของผมตอนนี้ อารมณ์ในหัวผมเหมือนจะตีกันมั่วจนผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

กำลังใจงั้นเหรอ?....พูดอะไรไม่เข้าท่าเลยแฮะเจ้าเด็กคนนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น