FANFIC HARRY POTTER [AU,OC] : "BLUED DIARY บันทึกรักฉบับเรเวนคลอ"

ตอนที่ 6 : CHAPTER 5 ดวงจันทร์กลางวัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 78
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    5 มิ.ย. 63

“มาเอานี่ไปสิจ๊ะอเล็กซ่า” คุณย่าที่นอนซมอยู่บนเตียงกวักมือเรียกผมให้เข้าไปใกล้ ๆ ท่านพร้อมกับยื่นสโนว์โกลบสีฟ้าให้ผม

“คุณย่า...นี่มัน”

“จำได้ไหม ตอนเด็กหนูเคยร้องไห้จะเอามันให้ได้ แล้วย่าก็สัญญาว่าจะซื้อให้ไง”

“มันตั้ง 10 ปีแล้วนะครับคุณย่า คุณย่ายังจำได้อยู่เหรอครับ?”

“ก็เพราะย่าสัญญากับหนูแล้วหนิ---แล้วย่าจะผิดคำพูดได้ยังไง --- เก็บมันไว้ให้ดีนะ” หญิงชราบนเตียงพูดไปไอไปจนน้ำเสียงที่แหบแห้งติด ๆ ขัด ๆ

“ขอบคุณมากนะครับคุณย่า ผมจะเก็บไว้อย่างดีเลย”

“ลองไขลานมันดูสิจ๊ะ”

ผมลองไขลานตรงข้าง ๆ ฐานของลูกสโนว์โกลบ แล้วก็มีเสียงเพลง ทำนองที่ผมเคยได้ยินมันบ่อยครั้งดังมาจาก สโนว์โกลบบนมือ

“คุณย่าฮะ เพลงนี้มัน!”

“After Moon ไงล่ะจ๊ะ เพลงโปรดของหนูไง”

“ผมไม่รู้มาก่อนเลย ว่าของที่ผมเคยอยากได้ มันจะรู้ใจผมขนาดนี้”

“ตอนย่าซื้อมาแล้วลองไขดูนะ เสียงเพลงนั่นทำให้ย่านึกถึงหนูทันทีเลยล่ะ”

“มานี่สิจ๊ะอเล็กซ่า” ผมขยับไปใกล้ ๆ ตามที่คุณย่าบอก มือที่อ่อนแรงของท่านยื่นขึ้นมาลูบหัวของผมเบา ๆ ผมจับมือที่ยื่นของท่านไว้อย่างเบาบางและมองไปที่ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของคุณย่า

“ย่า---คงจะอยู่ได้อีกไม่นาน แต่หนูต้องมีความสุขนะลูก”

“คุณย่า...”

“ก็เหมือนที่เพลงนั้นสื่อความหมายไง ดวงจันทร์กลางวัน แม้มันจะหายเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น แต่มันก็ไม่ได้ไปไหน ยังคงอยู่ข้าง ๆ แล้วโคจรรอบโลกตลอดไป”

“เพราะงั้นอย่าลืมนะลูก ย่าไม่ได้หายไปไหน ย่าจะอยู่ข้าง ๆ หนูเสมอ เพราะงั้น อย่าร้องไห้เลยนะจ๊ะ” มือของคุณย่ายื่นมาปาดน้ำตาที่อาบแก้มของผมอย่างเบาบาง จะไม่ให้กลั้นมันไว้ได้ยังไง เมื่อคนที่ผมผูกพันกำลังจะเลือนหายไป

“ครับคุณย่า...ผมจะพยายาม” ผมตอบท่านด้วยเสียงสะอึกสะอื้น จับมือที่ท่านปาดน้ำตาผมไว้ แต่ไม่ช้า มือนั้นก็ค่อย ๆ ทิ้งตัวลงบนเตียง ดวงตาของหญิงชราข้าง ๆ ค่อยปิดลงช้า ๆ

คุณย่าที่รักของผม จากไปอย่างสงบแล้ว

 

ผมตื่นขึ้นมาในห้องนอนมืด ๆ ของบ้านพักเรเวนคลอ พอรู้สึกตัวผมก็ผละตัวเองขึ้นจากเตียงแล้วปาดน้ำตาที่เปียกผ่านแก้ม ความฝันเมื่อครู่ เสมือนทำให้ผมกลับไปยืนอยู่ที่เดิม สถานที่เดิมและความรู้สึกเดิม มันชัดมาก ๆ จนน่าเหลือเชื่อ

แสงจันทร์จากนอกหน้าต่างส่องสว่างเข้ามาข้างใน ผมคิดอะไรเพลิน ๆ ไปเรื่อยระหว่างที่มองออกไป แต่ส่วนใหญ่ก็จะคิดถึงเวลาที่เคยใช้ร่วมกับคุณย่า คืนนี้ผมคงนอนไม่หลับซะแล้วสิ

ขาของผมค่อย ๆ ก้าวออกจากเตียงแล้วเดินไปยืนดูที่ริมหน้าต่าง ท้องฟ้าค่ำคืน เผยให้ผมเห็นกลุ่มดาวพร่างพราย แสงจันทร์นวลเปล่งเต็มดวงแต่ก็เลือนราง ผมเงยหน้าเพ่งสายตาไปที่ดวงจันทร์ มันช่างสวยงามชวนให้คิดถึงคนบางคนเสียจริง

ผมกวาดสายตาลงมาจ้องมองทะเลสาบที่สะท้อนแสงจันทร์จนเป็นประกายระยิบระยับ ตัดกับคลื่นเล็ก ๆ ที่ไหลเอื่อยบนผืนน้ำ ให้ความรู้สึกที่สงบและร่มรื่น ผมมองและถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างผ่อนคลาย ก่อนจะสังเกตเห็นแสงเล็ก ๆ ส่องประกายในพุ่มไม้ริมทะเลสาบ ทำให้สายตาของผมหันไปสนใจกับลำแสงกลุ่มหนึ่งตรงริมฝั่งแทน

ผมสลับมองดูระหว่างพุ่มไม้ไปมองที่นาฬิกาในห้อง ทำให้ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองตื่นขึ้นมาในเวลาใกล้จะเช้าแล้ว มันเป็นเวลาตี5 ตรงพอดี ท้องฟ้าจึงยังมืดอยู่ ปกติอีกสักพักผมก็จะตื่นแล้ว ไหน ๆ ก็ต้องเตรียมตัวสำหรับวันใหม่ ผมจึงตัดสินใจคว้าแว่นข้างหัวเตียงมาใส่แล้วเดินออกจากหอพักเพียงลำพังเพื่อไปดูกลุ่มแสงที่ทำให้ผมสงสัยนั่นให้เห็นชัด ๆ

ฮอกวอตส์ปกติก็อยู่ในโทนมืดจนดูขรึมแล้ว ยิ่งเดินออกจากหอพักมาในเวลากลางคืนยิ่งดูพิศวงขึ้นเป็นเท่าตัว ในที่สุด ผมก็เดินออกมานอกปราสาทแล้วเดินตรงไปยังที่ที่เห็นแสงเล็ก ๆ ริมทะเลสาบ ผมเดินเข้าไปใกล้ขึ้นและใกล้ขึ้น จนได้เห็น จะ ๆ ลำแสงปริศนา มันมาจาก ”พิกซี่ (Pixie)” ภูติจิ๋วตัวน้อยมีปีกที่ส่องแสงเรืองรอง และที่สำคัญ พวกพิกซี่กำลังบินห้อมล้อมชายคนหนึ่งอยู่

“อ้าว อเล็กซ่า!” เด็กหนุ่มเจ้าของเสียงเรียกชื่อผม เสียงอันแสนทุ้มนุ่มแต่อ่อนโยนแสนจะคุ้นหู ทำให้ผมเผยรอยยิ้ม เบา ๆ เมื่อรู้ว่าเป็นใคร

“ทีโอเองเหรอ? ทำอะไรอยู่น่ะ”

“เราออกมาออกกำลังกายตอนเช้า แล้วผ่านมาเห็นพวกพิกซี่พวกนี้พอดีน่ะ”

“พวกเขาสวยดีนะ” ผมพูดพร้อมยื่นมือไปหากลุ่มภูติจิ๋วตัวน้อยจนมีตนหนึ่งบินมาเกาะที่มือผมอย่างง่ายดาย

“พวกพิกซี่น่ะ อยู่ในต้นไม้ระแวกนี้นี่แหละ เราเห็นแสงพวกเขาประจำเลยเวลาวิ่งผ่าน”

“แสงพวกเขาสว่างมากเลยนะ เราที่อยู่บนห้องพักบนสุดยังเห็นเลย”

“ก็เลยลงมาดูสินะ?”

“ก็ประมาณนั้นน่ะ”

“แหม น่าเสียดาย เรานึกว่าอเล็กซ่าอยากมาหาเราซะอีก”

“อ—เอ๋! ม—ไม่ใช่—คือ...” ผมพูดเสียงตะกุกตะกักแบบนี้อีกครั้งเวลาเขาพูดล้อเล่นกับผม ถึงแม้จะรู้ว่าเขาไม่จริงจัง ก็เถอะ

“ฮ่าๆๆ ซื่ออีกแล้ว” คนขี้เล่นหัวเราะผมที่ลนลานไปเองประจำ ทำไมนะ เวลาเขาเล่นอะไรแบบนี้ผมต้องจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเลย

ผมเงยหน้ามองท้องฟ้ากลบเกลื่อนความซื่อของตัวเองแล้วก็พยายามเปลี่ยนเรื่องคุย เมื่อผมเงยหน้าขึ้น ดวงจันทร์เต็มดวงเลือน ๆ บนฟ้าที่ใกล้สว่างก็ตั้งตระหง่านเต็มสองตาผม อยู่ ๆ ผมก็พูดประโยค ๆ หนึ่งขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เหมือนมีบางอย่างดลใจให้พูด

“คืนนี้พระจันทร์สวยดีนะ” ผมบอกกับคนข้าง ๆ แบบไม่คิดอะไรมาก แต่พอหันไปดูปฏิกิริยาอีกฝ่าย เขากลับมองหน้าผมแล้วทำหน้าอึ้งเล็กน้อย ชวนให้ผมงุนงงนิด ๆ

“...ทำไมเหรอ เราพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?”

“ป...เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” เขาตอบผมแต่แอบแฝงเสียงหัวเราะเบา ๆ ในประโยคนั้น ยิ่งทำให้ผมสงสัยเข้าไปอีก

“อเล็กซ่า เคยได้ยินเรื่องดวงจันทร์กลางวันไหม?”

“เคยสิ”

“ที่เรามาวิ่งตอนใกล้สว่างบ่อย ๆ น่ะ ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากเห็นดวงจันทร์กลางวันนี่แหละ”

“งั้นสินะ คงจะสวยมากเลยล่ะสิ”

“ดวงจันทร์มันก็สวยทุกวันอยู่แล้ว” อีกฝ่ายพูดแล้วยิ้มบาง ๆ สลับกับมองหน้าผมและดวงจันทร์

“เวลาดวงจันทร์ตอนเช้าค่อย ๆ เลือนหายไปเพราะถูกแสงอาทิตย์บดบังน่ะ เราว่ามันทั้งชวนให้สงบแล้วก็เศร้าในเวลาเดียวกันเลยล่ะ” เขายื่นมือขึ้นไปคล้าย ๆ จะเอื้อมไปหาดวงจันทร์ แล้วมองแสงที่ลอดผ่านนิ้วเรียวๆของเขา

“แต่ถึงอย่างงั้น ดวงจันทร์มันก็ไม่ได้หายไปไหนสินะ”

ผมพูดเสริมให้อีกฝ่าย เพราะนึกถึงเนื้อความของเพลงโปรดที่ซ่อนไว้ในสโนว์โกลบสุดรักของผม คราวนี้ พอผมนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น ผมกลับไม่เศร้า แต่มีความสุข ใต้แสงจันทร์ตอนนี้มีแค่ผมและเพื่อนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ผมเงยหน้ามองดวงจันทร์ตามเขาแล้วก็รู้สึกสงบ ยิ่งอยู่กับเพื่อนที่แสนดีคนนี้ ยิ่งผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดใจ จนใบหน้าของผมที่ต้องกับแสงจันทร์ เผยรอยยิ้มเล็ก ๆ ออกมา

“นี่ ของที่เราซ่อมให้ยังอยู่ดีใช่ไหม?” จู่ ๆ เขาก็ถามผมเหมือนหวงของยิ่งกว่าตัวเจ้าของเองเสียอีก

“อือ…วางไว้บนโต๊ะน่ะ”

“ทีหลังก็อย่าพกไปไหนเลยนะ มันเสี่ยงออก ดูอย่างวันนี้สิ”

“เราอยากเอามันไว้ติดตัวตลอดน่ะ มันทำให้เราเหมือนพาคุณย่าไปไหนมาไหนด้วยกัน”

“เขาเป็นคนสำคัญของอเล็กซ่าใช่ไหม?”

“ใช่...แต่ท่านเสียแล้วน่ะ” ผมพูดเสียงครางตอบคนข้าง ๆ และเช่นเคย เขายื่นมือมาจับไหล่ผมเป็นการแสดงความเห็นใจอย่างสุดซึ้ง

“ถ้าเขาสำคัญกับอเล็กซ่าน่ะ เขาจะต้องไม่ไปไหนหรอก เชื่อเราสิ” ทีโอพูดปลอบพร้อมส่งรอยยิ้มที่แสนเป็นมิตรมาให้ผม คนคนนี้เนี่ย ช่วยผมได้ทุกครั้งเลยจริง ๆ

เราสองคนอยู่เล่นกับพวกพิกซี่สักพัก เสียงหัวเราะและความสุขเหมือนโอบอ้อมพวกเราเอาไว้ให้เชื่อมถึงกัน แต่เสียงหัวเราะนั่นอาจจะดังไปสักนิดจนทำให้ภารโรงสุดโหดของฮอกวอตส์ อาร์กัส ฟิลช์ (Argus Filch) ถึงกับหูผึ่งเมื่อได้ยินเสียงนักเรียนที่ลุกออกจากเตียงยามวิกาลเข้า

“ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ?!!”

เสียงของชายชราตะโกนถามหาเจ้าของเสียงหัวเราะมาแต่ไกลจนพวกพิกซี่แตกตื่นและบินหายวับไปในพุ่มไม้ แสงตะเกียงบนมือเขาทำให้เรารู้ว่าเขาค่อย ๆ เข้ามาใกล้เราแล้ว

“ทำไงดีล่ะทีโอ” ผมถามคนข้าง ๆ ด้วยเสียงที่แผ่วเบาที่สุด

“มานี่!”

ว่าแล้วเขาก็คว้าแขนผมพาไปหลบหลังพุ่มไม้ที่แออัดและรกทึบ มือของเขาปิดปากผมไว้แน่นสนิท ที่ ๆ เรากำลังหลบภารโรงอยู่ตอนนี้จัดว่าแคบเกินกว่าที่สองคนจะอยู่ได้ ทำให้เราต้องชิดกันมาก ๆ พวกเราต่างได้ยินเสียงหายใจของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน หน้าของผมและเขาแทบจะระนาบติดกัน ขณะที่ทีโอกำลังเงี่ยหูฟังและปิดปากผมไว้แน่นสนิท สายตาของผมก็จ้องไปที่นัยน์ตาคู่นั้นของเขา ยิ่งมองลึกเข้าไปผ่านดวงตาของอีกฝ่าย ผมก็รับรู้บางอย่างที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มจนหยุดมองไม่ได้ คงเป็นแววตาคู่นี้แหละมั้ง ที่ทำให้เขาได้ตำแหน่งหนุ่มฮอตประจำปีมาครอง

เสียงฝีเท้าแสนระทึกของภารโรงฟิลช์ค่อย ๆ หายไปจากบริเวณนั้น ทีโอจึงยื่นหน้าออกไปดูลาดเลา เมื่อฟิวส์หายไปอย่างลับตา เราทั้งสองจึงเดินพรวดพราดออกมาจากพุ่มไม้อย่างโล่งใจ

ทีโอที่เดินออกมาก่อนปาดเหงื่อแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก ผิดกับที่ผมที่เดินออกมาทั้ง ๆ หน้าแดงก่ำและตัวสั่น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลัวภารโรงนั่น หรือเพราะสายตาที่ชวนให้คิดเตลิดเปิดเปิงของคนคนนี้กันนะ

“เรารอดแล้วอเล็กซ่า...อ้าว เป็นอะไรอะ ทำไมหน้าแดง” ทีโอถามแล้วแบมือมาทาบที่หน้าผากร้อน ๆ ของผม

“เป็นไข้เหรอ ตัวร้อนเชียว ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”

“เปล่า ๆ ไม่มีอะไร” ผมผลักตัวเองออกแล้วหลบสายตาคู่นั้นของทีโอ

“งั้น...นี่ก็ใกล้จะเช้าแล้วเรารีบไปกลับหอพักกันดีมะ”

“อือ...ไปก็ไป”

คนชวนเดินนำหน้าผมไปอย่างหน้าระรื่น ในขณะที่ผมยังอารมณ์ค้างกับเหตุการณ์ตาจ้องตาเมื่อกี้ มันไม่มีอะไรแท้ ๆ แต่ทำไมผมถึงเป็นหนักขนาดนี้ด้วยนะ

เราทั้งคู่แยกกันตรงบันไดวน บอกลาเสร็จสรรพแล้วผมก็เดินขึ้นบันโดวนมาจนถึงหน้าประตูหอพัก

แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซ้ำ ผมที่พรวดพราดออกมาข้างนอกลืมไปว่าจะเข้าบ้านตัวเองได้ต้องตอบคำถามหน้าประตู ผมเพิ่งมานึกได้ตอนยืนนิ่งเป็นท่อนไม้อยู่หน้าห้องพักตัวเอง แต่เป็นไงเป็นกัน ผมจะลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองดูสักตั้ง ผมเคาะประตู 2 ครั้งแล้วนกอินทรีย์ก็เริ่มถามตามปกติ

จงบอกข้าสองสิ่งที่ตามติด จงฉุกคิดรูปร่างสำคัญไม่

หนึ่งมาก่อนเห็นเพียงกายไร้เสียงใด ท้ายนั้นไซร้ยินเพียงส่งเสียงมา

นี่มันคำถามอะไรกันเนี่ย ทำเอาผมยืนงงเป็นไก่ตาแตก จับต้นชนปลายไม่ถูกซะเลย ผมยืนเกาหัวตัวเองแล้วพยายามคิดหนักเพื่อคำตอบที่ดูน่าจะคล้ายที่สุด แต่ตอบกี่รอบก็ไม่ถูกสักที มันคืออะไรกันนะไอ้สองสิ่งนั้นน่ะ

“ฟ้าร้องกับฟ้าผ่าไงล่ะ” เสียงชายคนหนึ่งแว่วไล่หลังผมมา แล้วประตูก็เปิดออกสักที ผมหันไปดูคนที่ตอบนกอินทรีย์ ก็เห็นเข้ากับคนคนเดิมที่เพิ่งแยกกันเมื่อกี้

“ทีโอ...ทำไมถึงอยู่นี่ล่ะ?”

“ก็เราจำได้ว่าอเล็กซ่าน่ะแก้ปริศนาไม่เก่งหนิ เรากลัวว่าอเล็กซ่าจะเข้าห้องพักไม่ได้ก็เลยวิ่งขึ้นมาดูน่ะ แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ด้วย”

รู้ดีไปอีกสินะคนคนนี้ แล้วก็โผล่มาได้จังหวะตลอดเวลาเลย แต่เขาก็มาพร้อมกับโชคดีทุกครั้ง ผมจึงกล่าวขอบคุณในความใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขาแล้วเข้าไปในหอพัก

เมื่อเข้ามาข้างใน ประตูกำลังจะปิดสนิท แต่ผมแง้มมันออกไปก่อน ดูคนที่มาช่วยผมไว้เดินลงจากบันไดอยู่แอบ ๆ นอกจากคนคนนี้จะนำพาโชคดีมาให้ผม เซ้นส์เขายังไวอีกด้วย ขนาดแค่แอบดู เขายังหันหลังมาแล้วยิ้มแหย ๆ ให้ผมที่ซุ่มอยู่หลังประตูอีก นี่เขาเห็นอย่างงั้นเหรอว่าเรามองดูอยู่ ผมคงต้องระวังคนคนนี้แทนซะแล้วสิเนี่ย

ลับสายตาของทีโอไป ผมก็คิดว่าคงไม่มีอะไรแล้ว จึงแง้มประตูปิดด้วยเสียงที่แผ่วเบาที่สุดเพื่อไม่ให้ใครได้ยิน แต่ผมก็ต้องสะดุ้งเพราะเสียงใครบางคนเรียกผมอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ทำอะไรอยู่น่ะอเล็กซ่า?” เพื่อนสาวคนสนิทคนเดิมถามขึ้นมาอย่างสงสัยด้วยสายตาเคลือบแคลงใจ

“มอลลี่! อยู่...อยู่นี่นานแล้วเหรอ?”

“เพิ่งมาลงมาจากห้องนอนน่ะ...” เธอพูดเสียงค่อย ๆ จริงสิ เราเพิ่งมีเรื่องกันมานี่นา อีกเรื่องที่ผมเป็นห่วงก็คือเพื่อนคนนี้สินะ

“มอลลี่...เธอเป็นอะไรไหม?”

“ทำไมอยู่ ๆ ถึงถามอย่างงี้ล่ะ”

“ก็เธอเพิ่งตวาดใส่ลีเดียไปนี่...ทำไมล่ะมอลลี่ เธอกังวลอะไรอยู่หรือเปล่า?” เพื่อนสนิทผมตรงหน้าหลบสายตาแล้วยืนนิ่งไปสักพัก

“ฉันขอโทษอเล็กซ่า เป็นความผิดของฉันเอง ฉันไม่ควร---”

“เป็นเพราะฉันใช่ไหม?” ผมถามเธอในสิ่งที่ผมเคยกังวล ผมอยากรู้ว่าผมได้คิดสำคัญตัวหรือเพื่อนคนนี้น้อยใจผมจริง ๆ

“เป็นเพราะฉันใช่ไหมมอลลี่ ฉันสนใจลีเดียจนลืมเธอไปเลยใช่ไหม...” ผมถามเน้นเสียงแฝงความคาดหวัง

“ว่ากันตามตรง...ใช่...ฉันน้อยใจเธอ” เพืื่อนตรงหน้าผมพูดเสียงเรียบและเย็นเยือกยอมรับคำสารภาพ เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ ผมทำผิดกับเพื่อนคนนี้ไปซะแล้ว

“แล้วทำไมถึงไม่บอกล่ะ ฉันเป็นห่วงเธอนะ”

“วันนี้ทั้งวันเธอเจอเรื่องแย่มามากพอแล้ว ฉันไม่อยากให้เธอต้องมาใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้อีก” ผมตกใจเล็กน้อยกับคำสารภาพของเพื่อนสนิท ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าเธอก็เป็นห่วงผมเหมือนกัน

“รู้ไหมอเล็กซ่า พอฉันหนีออกมาจากพวกเธอ ฉันก็คิดโทษตัวเองมาตลอด ทั้งปล่อยให้เธอเจอเรื่องแย่ ๆ ทั้งไม่สนใจว่าเธอจะคิดยังไงที่พาลีเดียมาอยู่ด้วย แล้วก็มัวแต่สนใจหนังสือจนลืมเธอ มันเป็นฉันเองที่เพิกเฉยเพื่อนตัวเอง ฉันมันไม่มีมารยาทอย่างที่ยัยนั่นบอกจริง ๆ ด้วย...”

“ยกโทษให้ฉันเถอะนะอเล็กซ่า”

หลังจากได้ยินถึงความในใจของเพื่อนตัวเอง ผมพูดอะไรไม่ออกเลย ผมไม่เคยคิดโทษเธอหรือคิดโกรธเธอเลยสักนิด ผมอาจไม่รู้ว่าเขาต้องอยู่กับเรื่องพวกนี้มาหนักหนาแค่นี้ แต่ที่ผมรู้ เธอคนนี้เป็นเพื่อนสนิทที่ผมไม่เสียใจเลยที่มาคบด้วย ตอนนี้เธออาจจะรู้สึกไม่ดี ผมไม่รอช้า ตรงเข้าไปกอดเพื่อนตัวเองไว้แน่น ปล่อยความรู้สึกของตัวเองที่มีส่งต่อให้เพื่อนรักไป มือของเธอสวมกอดกลับผม เราทั้งคู่ ที่ตอนนี้เชื่อมถึงกัน ซึมซับเวลาที่มีค่านี้ไว้ แล้วทุกอย่างก็ดีขึ้นตาม…เหมือนที่ทีโอเคยบอกผม ไว้เลย

“ว่าแต่ อเล็กซ่า เธอเข้าห้องพักเรเวนคลอได้แล้วเหรอ รู้จักตอบปัญหานกอินทรีย์แล้วสินะ”

“อ๋อ...เปล่าหรอก ทีโอช่วยฉันตอบน่ะ”

“หืม...นี่หรือว่า เธอกับเขาสนิทกันแล้ว”

“ก็ไม่เชิงหรอก เขาแค่มาช่วยฉันไว้น่ะ”

“ช่วยนี่ ช่วยอะไรบ้าง?”

“ก็ช่วยตามหาสโนว์โกลบ อยู่เป็นเพื่อน ช่วยตอบปัญหา ซ่อมสโนว์โกลบให้ แล้วคืนนี้เขาก็---”

“มากไปแล้ว!”

เพราะเธอพูดเน้นเสียงจนผมต้องหยุดไล่ผลงานของเขาอย่างตกใจ พอมาคิดดูอีกทีแล้ว นอกจากมอลลี่ คนคนนี้ก็อยู่กับผมตลอดเวลาเลยสินะ

“ถามจริง ๆ นะ เขาช่วยเธอไว้ขนาดนี้น่ะ เพื่ออะไรเหรอ?”

“ฉะ...ฉันก็แค่อยู่ในช่วงที่ลำบากละ...แล้วเขาก็บังเอิญอยู่ด้วยนะ...ไม่มีอะไรหรอก...” ผมตอบมอลลี่ด้วยเสียงตะกุกตะกักและไม่มั่นใจ

“ก็ถ้าไม่มีอะไรจะลนทำไมล่ะ”

“น..นั่นน่ะสิเนอะ ฮ่าๆๆๆ”

ผมหัวเราะกลบเกลื่อนอาการแปลก ๆ ของตัวเอง ว่าไป ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงยื่นมือมาประคับประครองผมไว้ซะดิบดีขนาดนี้กันนะ

แต่แทนที่ผมจะสงสัยถึงพฤติกรรมเล็กน้อยเหล่านั้น กลับนึกถึงเวลาที่เขาคอยหนุนหลังผมไว้ให้ผ่านเวลาแย่ ๆ และอุปสรรคมากมาย มันก็อดให้รู้สึกดีไม่ได้เลยจริง ๆ มันแสดงออกทางสีหน้า ทำให้ปากที่เม้มสนิทของผมค่อย ๆ คลายเป็นยิ้มบาง ๆ ยิ่งพอนึกถึงทั้งตอนที่เขาจูงมือผมไปไหนมาไหน แล้วยังเป็นตอนที่เราทั้งสองมองตากันอย่างใกล้ชิด ผมก็รู้สึกถึงอาการที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน อาการเหล่านั้น มันไม่เหมือนตอนอยู่กับเพื่อนทั่ว ๆ ไปเลย เขาเรียกว่าอะไรกันนะ?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #6 one outs (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 22:07
    น่าสงสัยน่าาาา ทีโอเข้าหาอเล็กซ่าเพราะอะไรน๊าาาา
    #6
    0
  2. #5 TEALS (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 23:34

    เผื่อมีใครสงสัย เพลง After Moon ที่ไรท์นำมาใส่ในฟิค คือเพลงนี้ครับ เป็นเพลงที่ไรท์ชอบมากและอยากเอามาใส่ในฟิคด้วย ลองฟังกันได้นะครับ


    https://www.youtube.com/watch?v=pZrOmN3c1mQ

    #5
    0