FANFIC HARRY POTTER [AU,OC] : "BLUED DIARY บันทึกรักฉบับเรเวนคลอ"

ตอนที่ 4 : CHAPTER 3 เด็กสาวจากบ้านสลิธีริน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 111
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    2 มิ.ย. 63

ส่วนผสมที่ใช้ในยาแก้พิษ Antidote

  • บีซัวร์ 1 ก้อน
  • สมุนไพร 2 หยิบมือ
  • เขายูนิคอร์น 1 ชิ้นเล็ก
  • ผลมิสเซนโท 2 ผล”

เรื่องที่ผมกำลังอ่านอยู่นี้ คือส่วนหนึ่งของน้ำยาพื้นฐานในหลักสูตรวิชาปรุงยาของปี 5 ผมอ่านมันฆ่าเวลาระหว่างรอศาสตราจารย์เข้ามาในห้องเรียน พูดถึงห้องเรียนวิชาปรุงยา เป็นสถานที่ที่ผมว่าค่อนข้างล้ำและแปลกใหม่ดี เพราะมันตั้งอยู่ในคุกใต้ดินของปราสาทบรรยากาศอึมครึมและเยือกเย็น ได้ยินเสียงน้ำในหม้อปรุงยาที่กำลังเดือดปุดๆ ควันลอยกระจายอยู่ทั่วห้อง นักเรียนต่างพูดคุยกันตามประสา มีแต่ผมที่นั่งอยู่คนเดียว อ่านหนังสือเงียบๆ

ปกติผมจะนั่งอ่านกับเพื่อนสนิท แต่วันนี้มอลลี่ให้ผมเข้าห้องเรียนก่อน เพราะเธอวุ่นอยู่กับการหาหนังสือปรุงยาในห้องสมุดก่อนเข้าเรียน ผมก็เลยนั่งเหงา ๆ โดด ๆ อยู่กับหนังสือและตำราตามเคย ผมอ่านไปได้ 5-6 หน้า แล้วอยู่ ๆ เสียงนักเรียนหญิงทุ้ม ๆ ได้ยินจากฝั่งตรงข้ามก็เข้ามาทักผมอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง

“อ่านอะไรอยู่เหรอ?” นักเรียนหญิงผมบลอนด์ ดูห้าว ๆ เข้ามาทักผมอย่างเป็นมิตรด้วยสีหน้าเบิกบาน เพราะเธอเข้ามาถาม ผมเลยวางหนังสือลงและหันไปสนใจคู่สนทนาแทน

“โอ้! โทษที ฉันไม่ทันเห็นเธอ ฉันอ่านตำราปรุงยาปีนี้อยู่น่ะ”

“เธออยู่เรเวนคลอใช่ไหม?”

“ใช่ และเธอ...สลิธีรินใช่หรือเปล่า?”

ที่ผมรู้ ก็เพราะบ้านของนักเรียนแต่ละคนแยกได้จากสีเนคไทและสัญลักษณ์ตราบ้านที่อยู่ตรงอก แต่ที่ผมถาม เพราะนาน ๆ ทีจะมีคนจากบ้านสลิธีรินพูดดี ๆ กับบ้านอื่นด้วย เป็นเรื่องที่หาได้ยากเลยเชียว

“ใช่แล้ว ฉันลีเดีย เบรฟ (Lidia Brave) อยู่สลิธีริน” เธอพูดแนะนำตัวและยื่นมือมาขอจับมือ

“ฉัน อเล็กซ่า เมอร์เลียห์ ยินดีที่ได้รู้จัก”

ผมรับมือของเธอจับทักทายเป็นพิธี ใบหน้าผมและเธอเต็มไปด้วยความเป็นมิตรและดีใจที่ได้รู้จัก เด็กสลิธีรินที่เป็นมิตรและเป็นฝ่ายมาชวนคุยว่าหายากแล้ว แต่การที่จะมีใครมาทำความรู้จักกับผมก่อนนั้นว่าหายากกว่าอีก จึงทำให้ผมตื่นเต้นมาก ๆ และพร้อมเปิดรับเธออย่างเต็มที่ หลังจากทักทายกันเสร็จ เธอหันไปมองกระเป๋าสะพายข้างที่ผมวางไว้ข้าง ๆ เหมือนเธอจะจ้องไปที่วัตถุกลม ๆ ที่นูนออกมาจากกระเป๋าผม และดูจะให้ความสนใจกับมัน ว่าแล้วเธอก็เอ่ยถามผมทันทีทันใด

“นั่นอะไรน่ะ?” เธอถามและชี้ไปที่วัตถุทรงกลมนั่น ผมจึงหยิบมันออกมาให้เธอดูซะเลย

“อ๋อ สโนว์โกลบน่ะ” ผมพูดเสียงอ่อย ๆ แล้วยิ้มน้อย ๆ เพราะคนที่ให้มานั้นได้จากไปอย่างสงบแล้วและชวนให้คิดถึงตลอดเวลาที่ผมมองไปที่มัน

“มันสวยดีนะ ได้มายังไงเหรอ?”

“คุณย่าฉันให้มาก่อนท่านเสียน่ะ”

“เสียใจด้วยนะ”เธอกล่าวเสียงสลด จู่ ๆ เธอก็ถกแขนเสื้อที่ข้อมือด้านซ้ายให้ผมดูกำไรสีแดงทับทิมที่เธอใส่อยู่

“นี่ก็เป็นกำไรที่คุณพ่อฉันซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด แต่เขาก็จากไปแล้วเหมือนกัน”ลีเดียบอกผมด้วยเสียงเรียบ ๆ แต่เธอก็เผยรอยยิ้มเล็ก ๆ ออกมาเหมือนกัน ผมรับรู้ได้ว่ารอยยิ้มของเธอจะต้องแฝงความรู้สึกเหมือนผมแน่ ๆ ผมนั้นรู้ดีว่าการจากกันเป็นยังไง แม้คนที่รักจะจากไป แต่ความสุขที่เคยใช้ร่วมกัน ก็ทำให้ยังคงยิ้มและคิดถึงวันเก่า ๆ ผมกับเธอเหมือนใจสื่อถึงกัน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันดี

“ลีเดีย...เสียใจด้วยเหมือนกันนะ”

“อื้ม ฉันไม่เป็นไรหรอก”

ไม่นานมอลลี่ก็เข้ามาในห้องเรียนปรุงยาพร้อมกับเหล่าหนังสือเป็นกองที่เธอหอบมา เธอยกมันมาวางไว้ข้างๆที่นั่งผม และเริ่มเช็กมันทีละเล่ม

“โทษทีที่มาสาย ฉันมัวแต่รวมหนังสือที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ในวิชาปรุงยาน่ะ ลองดูเล่มนี้สิอเล็กซ่า น่าสนใจดีนะ---”

คนที่เพิ่งมาวางหนังสือเล่มหนาไว้บนโต๊ะผมแล้วก็พูดไม่หยุดเกี่ยวกับกองหนังสือที่เธอขนมา ทว่าเธอไม่ทันได้สังเกตลีเดียที่นั่งตรงข้ามเลย จนอีกฝ่ายต้องทักก่อน

“หวัดดี”

“โอ้ หวัดดี นี่ใครเหรอ?” เธอหันมาถามผมแทนที่จะถามเจ้าตัวตรง ๆ

“ฉันลีเดีย เบรฟ อยู่บ้านสลิธีริน”

“อ๋อ...เพื่อนอเล็กซ่าเหรอ?”

“เพิ่งจะรู้จักกันเมื่อกี้เอง แล้วจะไม่บอกชื่อเธอให้ฉันฟังหน่อยเหรอ?”

“มอลลี่ วินเทอร์...”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะมอลลี่”

ดูจากสถานการณ์ เพื่อนสนิทผมดูจะระแวง ๆ แล้วก็ยังไม่เปิดรับเพื่อนใหม่เต็มที่นัก ด้วยความที่เธอเป็นคนเข้ากับคนอื่นไม่เก่งเท่าไหร่ ทำให้มีแค่ผมที่อยู่กับเธอเวลาไปไหนมาไหน บรรยากาศระหว่างมอลลี่และลีเดียก็เลยดูอึดอัดไปหน่อย พอรู้จักกันพอหอมปากหอมคำ มอลลี่ก็หันไปสนใจพวกหนังสือต่อทันที และไม่นานศาสตราจารย์มิสเทริโอ วิลด์ (Mysterio Willd) ศาสตราจารย์ประจำวิชาปรุงยาและยังเป็นศาสตราจารย์ประจำบ้านสลิธีรินก็เดินเข้ามาในห้อง

วิชาปรุงยาเป็นวิชาที่ค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อน มีไม่กี่คนที่จะผ่านกระบวนการการปรุงยาไปได้อย่างราบรื่น และหนึ่งในนั้นคือผม วิชาปรุงยาถ้าเราตั้งใจและพิถีพิถันมันก็ไม่ได้ยากนัก ส่วนเพื่อนสนิทผมนั้น อย่าให้พูดถึง ไม่มียาชนิดไหนที่เธอไม่รู้จักหรือปรุงไม่ได้ มอลลี่ค่อนข้างมั่นใจในความแตกฉานวิชาเรียนของตัวเองพอตัว

แต่พอวันนี้ เราได้เรียนน้ำยาตัวใหม่ที่ขนาดเราทั้งสองคนยังต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าปรุงยากและซับซ้อน แต่ลีเดีย เพื่อนใหม่ของเรา กลับทำมันได้อย่างสบายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก เธอบอกว่าวิชาปรุงยาเป็นวิชาที่สนุกและง่ายมากสำหรับเธอ ผมจึงใช้โอกาสนี้ให้เธอช่วยสอนในชั้นเรียน แต่เพื่อนสนิทผมดูจะไม่ชอบใจเท่าไหร่ที่มีคนในห้องเก่งกาจด้านวิชาเรียนกว่าเธอเอง ความหงุดหงิดและไม่ชอบใจของเธอมันเผยออกมาผ่านสีหน้าโดยตรง เพื่อนสนิทผมท่าทางจะเจอคู่แข่งชิ้นที่หนึ่่งแทนเพื่อนใหม่แล้วสินะ วิชาปรุงยาใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่งในการเรียน เสร็จแล้วเราก็นำอุปกรณ์ไปเก็บและถึงเวลาพัก

ชั่วโมงพัก ผมกับมอลลี่นั่งทานข้าวกันสองคนในห้องโถงใหญ่ เพราะนี่เป็นเทอมใหม่ที่จะต้องสอบครั้งสำคัญ มอลลี่จึงจริงจังกับการเรียนเป็นพิเศษ ขนาดที่ว่าเวลาทานข้าว เธอยังอ่านตำราเรียนพลางตักซุปมื้อกลางวันทีละคำสองคำแล้วก็ทิ้งช้อนไว้ที่ชาม อะไรจะจริงจังขนาดนั้นแม่คุณ

“เอ่อ...ขอนั่งด้วยได้ไหม?” เสียงเด็กสาวทุ้ม ๆ ที่เพิ่งจะรู้จักกันเมื่อครู่แว่วมาจากข้างหลังผม

“ได้สิลีเดีย นั่งเลย” ผมผายมือเชื้อเชิญให้เธอมานั่งข้าง ๆ ผมอย่างเป็นมิตร

“โต๊ะบ้านสลิธีรินน่ะ พวกเขาแทบไม่คุยกับฉันเลย เอาแต่คุยอยู่กับกลุ่มของตัวเอง ฉันอยู่ตรงนั้นน่ะเหงาชะมัด” เธอพูดด้วยเสียงหงุดหงิด ผมจึงหันควับไปดูที่โต๊ะด้านหลัง เห็นกลุ่มเด็กบ้านสลิธีรินกระซิบกระซาบและมองมาที่ลีเดีย เข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงปลีกตัวเองออกมา ถ้าเป็นผมถูกมองด้วยสายตาแบบนั้นก็คงออกมาจากตรงนั้นเหมือนกัน

“วันอื่นเธอมานั่งกับเราก็ได้นะถ้าต้องการ” ผมออกปากชวน เผื่อบรรยากาศจะครึกครื้นขึ้นบ้าง

“จริงนะ งั้นฝากด้วยนะ” เธอดีอกดีใจอย่างมาก ยิ้มจนแก้มแทบปริ แต่เมื่อเธอหันไปหามอลลี่ที่กำลังอยู่กับหนังสือ ก็เห็นว่าแม่สาวคนนี้ไม่ได้สังเกตเห็นตัวเองที่เพิ่งเข้ามาด้วยเลย

“นี่! มอลลี่!”

“มอลลี่!”ลีเดียเรียกอีกครั้งและเน้นเสียงมากขึ้น จนเจ้าของชื่อต้องจำใจวางสมุดลงด้วยสีหน้าที่เบื่อหน่ายน่าดู

"อะไรอีกล่ะ!”

“ไม่ทานซุปบ้างเหรอ?มันอร่อยดีนะ”

“ฉันไม่หิวน่ะ”

“เธอไม่ควรอ่านหนังสือบนโต๊ะอาหารนะ”

“ไม่เกี่ยวกับเธอสักหน่อย...”พูดเสร็จแม่สาวเด็กเรียนก็หยิบหนังสือมาอ่านต่ออย่างไม่ใยดี

“จริงๆนะมอลลี่ เธอไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากหนังสือเลย”ผมพูดเสริม แต่เธอก็หันมาถลึงตาใส่ และยังคงอ่านมันต่อ

“รู้ไหมว่าการอ่านหนังสือบนโต๊ะอาหารมันเสียมารยาทนะ”

ประโยคนั้นของลีเดียคงจะสะกิดคนโดนติเข้าอย่างจัง เธอวางหนังสือลงบนโต๊ะอย่างแรงด้วยความโมโห คงจะอัดอั้นมาตั้งแต่คาบที่แล้ว เธอลุกขึ้นอย่างพรวดพราดแล้วกระแทกเสียงอย่างแรงใส่หน้าเด็กสาวแสนวุ่นวายตรงหน้า

“นี่! ฉันถามจริงๆนะ ทำไมเธอต้องมายุ่งกับเราขนาดนี้ด้วย ต้องการอะไร!”

“ฉ...ฉันแค่...”

“ก็เพราะนิสัยจุ้นจ้านวุ่นวายแบบนี้ไง ถึงอยู่กับใครไม่ได้!”

คนอารมณ์เสียต่อว่าตำหนิอีกฝ่ายด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เธอก็เดินหนีจากโต๊ะอาหารทันทีโดยไม่เหลียวหลังมองหรือสนใจใด ๆ แน่นอนคนที่โดนว่าก็หน้าชาและนิ่งไปเลย ผมตกใจมากที่เพื่อนสนิทโมโหขนาดนี้ ผมไม่เคยเห็นเธอโกรธใครขนาดนี้มาก่อนเลยตั้งแต่รู้จักกันมา ตอนนี้ผมทำอะไรไม่ถูก มัวแต่คิดว่าจะพูดยังไงให้ลีเดียสบายใจดี เวลาพักที่เคยสบาย ๆ เรียบ ๆ กลับเปลี่ยนไปเป็นบรรยากาศขุ่นมัวและอึมครึมครอบคลุมพวกเรา

“ล---ลีเดีย คือ... ฉันขอโทษแทนมอลลี่ด้วยนะ เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม อย่าไปใส่ใจมากเลย---” ผมพูดเสียงตะกุกตะกักอย่างลน ๆ เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย

“ไม่เป็นไรหรอก”

“ปล่อยเขาไปเถอะ” ลีเดียกลับตอบรับด้วยเสียงเรียบๆเหมือนไม่รู้สึกใดใดกับถ้อยคำที่รุนแรงของมอลลี่เลย แต่น้ำเสียงของเธอเย็นๆและแผ่วเบา ดูมีอะไรในใจ

ผมมองลีเดียด้วยสีหน้าที่กังวลและเป็นห่วง สุดท้ายพวกเราก็นั่งทานอาหารกันสองคน ด้วยบรรยากาศที่อึดอัดและหม่นหมองทั้งช่วงพัก

ชั่วโมงต่อไปจะเป็นการเรียนบินด้วยไม้กวาดโดยมาดามฮูช วิชานี้ไม่จำเป็นต้องใช้หนังสือหรือตำรา ผมจึงต้องขึ้นไปบนหอคอยเพื่อเก็บของส่วนตัวไม่ให้เกะกะระหว่างเรียน หลังจากเดินแยกจากลีเดีย ผมก็เดินคอตกออกจากห้องโถง เพราะเป็นห่วงความรู้สึกของเพื่อนทั้งสองคน หน้าถอดสีจนดูจากใกล ๆ ก็รู้ว่ากำลังคิดหนัก ผมยังคงอึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อครู่นั้นไม่หาย

เดินมาถึงทางขึ้นบันไดไปยังหอคอย ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างแรง นอกจากหอคอยเรเวนคลอจะสูงมากๆแล้ว ผมยังไม่รู้เลยว่า ตัวเองจะสามารถตอบคำถามของนกอินทรีย์ได้หรือไม่ ยิ่งมอลลี่ไม่อยู่ด้วย แล้วถ้าไม่มีเด็กเรเวนคลอคนไหนที่จะเข้าหอพักเหมือนกันผ่านเข้ามาจะทำไง ผมยืนเงยหน้ามองที่สูงสุดของบันไดวนอยู่สักพัก เหงื่อก็ตกไป ทันใดนั้น เสียงที่ผมคุ้นเคยและได้ยินในเวลาที่เสี่ยงตายมาแล้วก็เข้ามาทักผม

“ฮัลโหลว!” เจ้าของเสียงยื่นหน้าหล่อ ๆ ของตัวเองมาระยะประชันชิดแล้วทักทายด้วยน้ำเสียงขี้เล่น

“อะ..อ้าว ทีโอ ว่าไง..”

“ทำไมไม่ขึ้นไปล่ะ มองอะไรอยู่เหรอ?” เขาถามพร้อมเงยหน้าขึ้นมองตาม

“อ๋อ..เปล่า ไม่ได้มองอะไรหรอก กำลังจะขึ้นนี่แหละ”

“กำลังจะไปไหนน่ะ?”

“อ๋อ เข้าบ้านพักน่ะ เราจะไปเก็บของ ต่อไปเป็นวิชาบิน”

“ให้เราไปด้วยสิ”

เอาอีกแล้วสินะคนคนนี้ ท่าทางจะสนุกกับการเดินตามผมน่าดู

“เอ๋...จะตามเรามาอีกแล้วเหรอ?”

“ให้เราไปเถอะ เราอยากเห็นบ้านพักของเรเวนคลอ”

“จะดีเหรอ? นักเรียนคนละบ้านเข้าบ้านพักคนอื่นไม่ได้นะ”

“ถ้าไม่มีใครเห็นก็ไม่เป็นไรหนิ ไปกันเถอะ!--” พูดเสร็จ คนดื้อด้านคนนี้ก็จูงแขนผมให้วิ่งขึ้นบันไดวนตามอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ด...เดี๋ยว อย่าวิ่งสิ!” ถึงผมจะว่ายังไง ทีโอก็ลากผมให้วิ่งตามเขาไปอยู่ดี ณ ตอนนี้ ผมว่าอะไรก็หยุดเขาไม่ได้แล้ว

ผมสังเกตว่า ทีโอนั้นแทบจะไม่สับสนกับบันไดวนที่สับเปลี่ยนไปมาจนตาลายเลยสักนิด เขาปีนขึ้นและเลี้ยวทางต่าง ๆ อย่างชำนาญและรวดเร็วเหมือนรู้ใจบันไดวนเป็นอย่างดี เมื่อพวกเราขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของหอคอยเรเวนคลออย่างรวดเร็ว ผมหอบหนักและเหนื่อยมากๆ การวิ่งขึ้นบันไดใช้แรงและพลังงานเยอะเกินกว่าแรงกายผมจะรับไหว แต่ทีโอกลับไม่มีอาการเหนื่อยเลยสักนิด กลับกันใบหน้าของเขาดูสดชื่นด้วยซ้ำ

“เอาล่ะ เราถึงแล้ว เดินนำทางไปเลยครับกัปตัน!” เขาพูดด้วยเสียงเริงร่าแล้วทำท่าตะเบ๊ะเหมือนลูกเรือที่แสนซื่อสัตย์รับคำสั่งจากหัวหน้า เวลานี้ผมคงต้องเป็นเดินนำหน้าแล้วสินะ

“จะว่าไปเนี่ย บันไดวนก็ดูสับสนดีนะว่าไหม?” คนข้าง ๆ ผมจู่ ๆ ก็เปิดประเด็นขึ้นมาคล้ายกับว่าจะให้มีเรื่องคุยกัน

“พูดงั้นแต่ตัวเองก็วิ่งฉิวขึ้นมาเลยไม่ใช่รึไง”

“แต่มันก็ท้าทายดีนะ สงสัยจังว่าใครสร้าง เก่งมากๆเลยนะเนี่ย”

บังเอิญว่าผมรู้ประวัติผู้สร้างชนิดที่ว่าละเอียดซะด้วยสิ มันเป็นผลพลอยได้จากการเป็นหนอนหนังสือล่ะ ว่าไปนั่นก็แถลงให้เขารู้ชัดไปเลยดีกว่า

“โรวีน่า เรเวนคลอ (Rowena Ravenclaw)”

“ห้ะ..ชื่อคนสร้างน่ะเหรอ?”

“ใช่แล้ว โรวีน่า เรเวนคลอ คนที่ก่อตั้งบ้านเรเวนคลอ เป็นคนออกแบบและสร้างสรรค์บันไดวนขึ้นมา เธอยังใช้นิมิตและเป็นมือหลักในการสร้างฮอกวอตส์และหาถิ่นที่ตั้งที่เหมาะสมของโรงเรียนด้วยนะ”

หลังจากบอกประวัติผู้สร้างให้เขาฟังคร่าว ๆ คนฟังก็อ้าปากค้างไปเลย ผมกระดกแว่นหนา ๆ ตัวเองอย่างภูมิใจ

“โห..สุดยอด รู้ลึกมาก สมกับเป็นเด็กเรเวนคลอเลยนะเนี่ย”

“ฮุฮุ ไม่หรอกน่า”

“ว่าแต่ แล้วมอลลี่ล่ะ ปกติจะอยู่กับอเล็กซ่าไม่ใช่เหรอ?” จู่ ๆ เขาก็เอ่ยปากถามผมด้วยความสงสัย

“เดี๋ยวนะ ทีโอรู้จักมอลลี่ด้วยเหรอ? เรานึกว่ามอลลี่ไม่เคยคุยกับใครซะอีก”

“อ๋อ รู้สิ ก็ตอนปีหนึ่ง เธอก็นั่งรถไฟตู้เดียวกับพวกเรานี่แหละ แต่เธอก็แยกออกมา พอเราเจอมอลลี่อีกทีก็เห็นว่าอยู่กับอเล็กซ่าแล้ว พูดก็พูดนะ มอลลี่น่ะ ตอนนั่งด้วย เธอเอาแต่อ่านหนังสือ ไม่สนใจใครเลย ดูเข้าหายากชะมัด เราก็เลยไม่แปลกใจเลยที่มอลลี่สนิทกับอเล็กซ่าน่ะ”

“คือ...เรามีเรื่องกันนิดหน่อยนะ”

“อ๋อ..ถึงว่าล่ะ ตอนนั้นมอลลี่ถึงได้เดินปึงปังออกมา”

“ทีโอก็เห็นเหรอ?”

“อ่าห้ะ เราเดินผ่านมอลลี่ตรงทางเดินน่ะ หน้าดูหงุดหงิดนิดหน่อย แต่เขาก็ดูเสียใจเหมือนกันนะ”

“อือ..คงเป็นความผิดของเราเองแหละ”

ผมไม่อยากคิดสำคัญตัวเองหรอก แต่การที่เธอโมโหลีเดีย อาจเป็นเพราะผมเป็นเพื่อนคนเดียวที่เธอมี แล้วผมก็เอาแต่สนใจลีเดีย จนเพื่อนสนิทที่อยู่ด้วยกันมาสี่ปีต้องน้อยใจหรือเปล่านะ

“เอาน่า ไม่ต้องกังวลหรอก เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง เอางี้ ต่อไปเป็นวิชาการบิน เราจะอยู่เป็นเพื่อนอเล็กซ่าเอง ไม่ต้องห่วง เราใช้ไม้กวาดเก่งนะจะบอกให้” เขาแตะบ่าผมเบา ๆ ตอนพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“อื้ม..ขอบคุณมากนะ ทีโอนี่ใจดีมากๆเลย แฟนของทีโอจะต้องโชคดีมากแน่ๆเลย อ้ะ!”

จังหวะนี้ ผมอยากจะเอาหน้ามุดแผ่นดินให้รู้แล้วรู้รอด เพราะเผลอพูดอะไรออกไปโดยไม่ทันได้คิด ผมได้แต่เอามืดอุบปาก แล้วมองหน้าเหวอ ๆ ของอีกฝ่ายอย่างเคอะเขิน

“ฮะๆ ไม่ขนาดนั้นหรอกน่า เรากับรูบี้น่ะ ไม่ได้หวานแหววเหมือนคู่อื่นๆเท่าไหร่หรอก” จากคนที่ร่าเริงเมื่อกี้ กลายเป็นใช้เสียงเย็น ๆ ตอบผมทันที คงจะมีเรื่องอะไรที่คนไม่เคยมีความรักอย่างผมไม่เข้าใจ

“ว่าไป เราน่ะ อยู่กับอเล็กซ่ามากกว่ารูบี้อีก เพราะงั้น เรามาคบกันเถอะ เนอะ!”

“อ..เอ๋! เดี๋ยว! คือ...”

ผมอาจจะไม่ทันมุกเขา แต่ตอนนั้นที่คนขี้เล่นไม่จริงจังคนนี้พูดเชิงหยอกล้อ ผมกลับทำตัวไม่ถูกขึ้นมาซะอย่างงั้น ความร้อนผ่าวแทรกซึมเข้าที่หน้าผมอย่างทันควัน

“ฮ่าๆ เราล้อเล่นน่า ซื่อจังเลยน้า~” เขาหัวเราะผมที่ดูจริงจังเกินไปพลางยีหัวผมเบา ๆ

...ให้ตายสิ ทำไมรู้สึกดีแบบนี้นะ

“ฮ่ะๆๆ นั่นสิ..เนอะ”

หลังจากคุยสนทนากันอย่างสนุกสนานระหว่างทางเดิน พวกเราก็พบว่ามาถึงหน้าประตูของเรเวนคลอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เวลาช่างผ่านไปเร็วเหมือนบินหายวับไปกลางอากาศระหว่างที่เราเริ่มสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ

“เอ้า! นี่ไง ถึงแล้ว นำเข้าไปเลยครับท่านหัวหน้า”

“นี่แหละที่เรากังวล”

ผมถอนหายใจกับสิ่งที่อยู่ตรงนั้น แล้วเริ่มเคาะที่รูปสลักนกอินทรีย์2 ครั้ง จนมันเริ่มขยับและถามคำถาม เพียงแค่นกอินทรีย์เริ่มขยับปาก ผมก็หัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะด้วยความกลัวคำถามที่ไม่มีวันได้คำตอบจากผมไปแน่ ๆ

ข้าตัวจ้อยอยู่บนทรายและบนพื้น เหนือสิ่งอื่นข้าเปียกแต่ไม่ว่าย

ข้ามีเท้าแต่ไร้นิ้วเคลื่อนร่างกาย   ข้าไม่เคยจากบ้านไกลแม้ครั้งเดียว

สิ้นเสียงคำถามของรูปสลักอินทรีย์ ผมก็แน่นิ่งและมืดแปดด้านทันที นอกจากจะไม่เข้าใจที่มันถามแล้ว ยังคิดหนักกับคำตอบที่จะต้องตอบมันด้วย ผมได้แต่เกาหัวด้วยความงุนงงและคิดโน่นคิดนั่นจนสมองแทบจะระเบิด

“จะใช่หอยทากไหมนะ?” อยู่ๆทีโอก็พึมพำคำตอบนึงขึ้นมาได้ แล้วผมก็ต้องตกใจ เมื่อประตูบานใหญ่ของห้องเรเวนคลอก็แง้มออกช้าๆ เขาใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งอึดใจและคำตอบของทีโอนั้นถูกแผงซะด้วย

“อ..เอ๋! ทำได้ไงน่ะ! ทีโออยู่ฮัฟเฟิลพัฟไม่ใช่เหรอ!? ทำไมถึง!?”

“เราว่าคำตอบมันก็ชัดอยู่ในคำถามอยู่แล้วน่ะ”

“ช...ชัดเหรอ…” คำ ๆ นั้นจุกอกผมเต็ม ๆ แม้แต่คนบ้านฮัฟเฟิลพัฟยังแก้ปริศนาได้ ผมล่ะเสียดายการที่ถูกคัดสรรมาอยู่เรเวนคลอจริง ๆ

“แต่ว่าอย่างงี้ก็แปลว่าเข้าหอเรเวนคลอเมื่อไหร่ก็ได้สินะ หึๆ” คนเปิดประตูพูดด้วยน้ำเสียงมีนัยพลางจับคางตัวเองแล้วพูดอย่างแฝงเล่ห์เหลี่ยม คงกำลังคิดบางอย่างที่เดาได้ว่าจะต้องโลดโผนและหุนหันมากแน่ๆ

“เอาล่ะ เข้าไปกัน” ทีโอหันมาชวนให้ผมเข้าไป แต่ตัวเองก็เดินโผงผางเข้าไปที่หอพักก่อนใครซะแล้ว

โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีนักเรียนอยู่ในห้องเลยสักคน ทีโอกวาดสายตาไปทั่วห้อง สีหน้าดูสดใสและตื่นเต้น เขาดูสนใจทุกอย่างในห้อง ไม่ว่าจะเป็นชั้นหนังสือ หน้าต่างกระจกที่มองเห็นทิวทัศน์ไกลสุดลูกหูลูกตา เพดานที่ประดับตกแต่งด้วยแสงดาว ทั้งหลายแหล่ล้วนน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเขา ผู้บุกรุกเดินสำรวจไปทั่วห้องนั่งเล่นเรเวนคลออย่างลิงโลด

“ว้าว! หนังสือเยอะแยะไปหมดเลย ดูนี่สิอเล็กซ่า! เราเห็นป่าต้องห้ามทั้งหมดจากตรงนี้เลยล่ะ!” คนตื่นตะลึงแนบหน้าตัวเองชิดกระจกหน้าต่างเพื่อมองวิวทิวทัศน์อย่างใจจดใจจ่อเหมือนเด็กน้อย ดูแล้วน่าขำชะมัด

“ฮ่ะๆ..โธ่ อย่าทำเหมือนเด็กสิ”

ทีโอตอนนี้เป็นเหมือนเด็กวัยซนที่ดีอกดีใจเหมือนได้เข้าสวนสนุกเป็นครั้งแรก เขาวิ่งไปทั่วห้องและมองวิวจากหน้าต่าง สีหน้าและแววตาดูตื่นเต้นมาก ๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ดูสดใสและมีเสน่ห์ ผมไม่แปลกใจเลยทำไมเขาถึงได้เป็นหนุ่มฮอต แม้แต่ออร่าและรังสีแห่งความสดใสของเขา ยังดึงดูดให้ผมมองไปที่เด็กหนุ่มคนนั้นอย่างไม่ละสายตา คนอะไรทำไมน่ามองจังเลย

พอนึกได้ว่าผมต้องขึ้นมาเก็บของ ก็เลยเรียกสติตัวเองแล้วเดินไปวางกระเป๋าบนโต๊ะ แต่ผมก็ต้องหยุดชะงักไปขณะนั้น แล้วพบว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติกับกระเป๋า ผมคลำ ๆ ดูและสำรวจในกระเป๋าสะพายของผมแล้วถึงกับกระวนกระวายใจ เหงื่อแตกพลักและหน้าถอดสี

เป็นเพราะสโนว์โกลบของสำคัญของผม มันหายไปอย่างลึกลับ...

“อเล็กซ่า..เป็นอะไรเหรอ?” ทีโอถามอย่างแปลกใจ

“ไม่มี...ไม่มี มัน..มันหายไป”

“อะไรเหรอ อเล็กซ่า อะไรหาย?”

“สโนว์โกลบฉัน มันหายไป!” ผมตอบเน้นเสียงอย่างตื่นตูม ตอนนี้ผมกลุ้มใจเป็นอย่างมากเมื่อของรักของหวงหายไปอย่างไร้ร่องรอยจนทำอะไรไม่ถูก มันจะหายไปได้ยังไง ก็ผมเอามันใส่กระเป๋าไว้ตลอดเลย

“ใจเย็นๆนะอเล็กซ่า ลืมไว้ในห้องนี้หรือเปล่า ห้องตั้งกว้าง อาจจะวางที่ไหนสักที่ก็ได้”

“ม..มันจะมีได้ยังไงล่ะ ก็...วันนี้ในชั้นเรียนปรุงยาเรายังเอาขึ้นมาให้ลีเดียดูอยู่เลย”

“นึกดูก่อนสิ นายอาจลืมไว้ที่ไหนสักที่ก็ได้”

ผมลองคิดตามเขา หวนย้อนไปตั้งแต่ตอนที่หยิบมันออกมาให้ลีเดียดู แล้วก็พอจะรู้ที่ ๆ เคยไปมาสัก 2 ที่

“ใช่..เราต้องไปที่ห้องโถง! ไม่ก็ห้องเรียนปรุงยา!...แต่---อีกสิบนาทีก็จะหมดเวลาพักแล้วนะ คงไม่ทันหรอก”

ผมพูดด้วยเสียงเย็น ๆ อย่างไร้ความหวัง ยิ่งปล่อยไว้ของมันอาจจะยิ่งพลัดหลงไปไกลกว่าเดิม แต่เราก็ไม่มีเวลาเหลือแล้ว ผมคงต้องล้มเลิกความหวังแล้วสินะ

“ถ้างั้นก็ต้องรีบกันหน่อยนะ...ไปเถอะ” สิ้นเสียงเด็ดขาดและจริงจังของทีโอ เขาก็คว้ามือผมและวิ่งออกจากห้องนั่งเล่นทันทีทันใด

พวกเราวิ่งลงบันไดวนอย่างรวดเร็ว ทีโอนำทางลงบันไดวนอย่างคล่องแคล่วและไร้ข้อกังขาเหมือนเดิม ณ เวลานี้ ทุกวินาทีเป็นดั่งทองล้ำค่า จุดมุ่งหมายแรกคือห้องโถง

เมื่อมาถึง พวกเราตระเวนไปทั่วห้องโถงใหญ่ที่ไร้ผู้คน แน่นอนเวลาที่ไม่มีใคร หมายถึงใกล้ถึงเวลาเรียนเข้ามาเต็มที ผมและทีโอต้องแข่งกับเวลา ไล่ตามหาทุกโต๊ะ ทุกเก้าอี้ และทุกซอกทุกมุมของห้องโถง แต่ก็ไร้วี่แววของสโนว์โกลบ ความกระวนกระวายใจของผมก่อตัวมากขึ้นทุกที

“ยังยอมแพ้ไม่ได้นะ!” ทีโอพูดพลางจับไหล่ผม ทำให้กำลังใจไม่หมดง่าย ๆ แน่

“…อื้ม ไปที่ห้องปรุงยาต่อ!” สิ้นเสียงนั้น พวกเราจึงวิ่งออกจากห้องโถงอย่างทันควันและตามหาของล้ำค่านั่นต่ออย่างไม่หยุดหย่อน ลึกลงมายังห้องใต้ดินของโรงเรียน ที่เงียบและมืดครึ้ม ยิ่งกดดันให้ผมต้องรีบหาสโนว์โกลบให้เจอ พวกเราเดินไปทั่วห้อง ค้นทุกตู้เก็บอุปกรณ์ด้วยความรีบร้อน เหงื่อแตกพลั่กท่วมตัว จนแล้วจนเล่า ห้องเรียนปรุงยาก็ยังไม่มีวี่แววของสโนว์โกลบที่หายไป

ในที่สุด นาฬิกาในห้องปรุงยา บอกเวลาว่าพวกเราไปเรียนวิชาถัดไปสายแล้ว พวกเราได้แต่มองนาฬิกานั่น และหอบหายใจเข้าออกอย่างแรงด้วยความเหนื่อยล้า

“มัน...ได้เวลาเรียนแล้วนะ ไปกันเถอะ” ผมพูดกับเขาด้วยเสียงเย็น ๆ เป็นนัยว่า‘เลิกพยายามเถอะ’

“แต่เรายังไม่เจอเลยนะ ไม่ลองหาที่อื่นดูก่อนล่ะ”

“อย่าเลย ไม่เป็นไร ขอบคุณนะที่เหนื่อยเพื่อเราขนาดนี้”

สถานการณ์ตอนนี้เท่ากับไร้สิ้นความหวัง เหมือนพยายามวิ่งบนลู่วิ่งที่ไร้เส้นชัย ในที่สุด ผมก็ต้องจำใจเลิกออกตามหาสมบัติล้ำค่าแม้ทุกอย่างจะอัดแน่นอยู่ในอกผม ทั้งโทษตัวเองต่างๆนาๆที่ไม่ดูแลของล้ำค่าที่เปี่ยมด้วยความหมายของคนที่รัก และความลึกลับที่มันหายไปอย่างปริศนา ผมต้องล้มเลิกความตั้งใจอย่างไม่เต็มใจนัก ออกจากห้องเรียนปรุงยาที่มืดครึ้มและเดินออกไปยังสนามเพื่อเรียนวิชาการบินถึงแม้จะสายก็ตาม

“โอเคไหม อเล็กซ่า”

“เราโอเค...”

จริง ๆ แล้วผมไม่โอเคเลย ผมตอบอย่างนั้นเพื่อให้เขาสบายใจและเลิกช่วยผม

“ไม่เป็นไรนะ” ตอนนั้นเอง ทีโอสัมผัสหลังผมและลูบลงอย่างเบาบางเพื่อปลอบประโลม

“ทีโอ…”

“เราบอกแล้วหนิ ว่าเราจะอยู่เป็นเพื่อนเอง ไม่ต้องห่วงนะ”

ผมมองหน้าคนที่แสนใจดีอย่างไม่รู้จบสิ้น ทำไมนะ เขาถึงยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มใจและไม่ลังเลเลยสักนิด ใบหน้าที่ให้กำลังใจอีกฝ่ายนั้นยิ้มแย้มและไม่แสดงออกถึงความเหนื่อยหน่ายเลย มันทำให้ผมตื้นตันในความอ่อนโยนและเมตตาของเขามาก ๆ เป็นอีกคนที่ดีกับผมอย่างไม่น่าเชื่อ ในเวลาที่ตกยากแบบนี้ อย่างน้อยก็มีคนคนหนึ่ง ที่ทำให้ผมเผยยิ้มออกมาได้

“ขอบคุณจริงๆนะทีโอ...”

“รู้แล้วน่า เอ้า! ไปเรียนกันเถอะ”

เช่นเคย เด็กหนุ่มคว้ามือผมเดินนำหน้าไป ผมต้องสารภาพว่า เวลาที่เขาจูงมือผมไปไหนมาไหนนั่น มันช่างอบอุ่นและน่ารักจริง ๆ ทุกครั้งที่ผมมองมือตัวเองที่เขาถูกจับอยู่ ผมก็รู้สึกเหมือนได้รับพลังงานบวกให้หายเหนื่อย อย่างกับว่าเวลาที่ลำบากพลันปลิวหายไปจากใจผมอย่างลับสายตา

ขอบคุณอีกครั้งนะทีโอ นายเป็นเพื่อนที่ดีมากจริง ๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #4 icesupicha (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 01:01

    เป็นเพื่อนที่ดีในตอนนี้ ในอนาคตก็คงเป็น....ที่ดีเช่นกันเนอะ😁😁

    #4
    1
    • #4-1 TEALS(จากตอนที่ 4)
      3 มิถุนายน 2563 / 20:14
      ขอบคุณที่ชอบฟิคไรท์นะค้าบ :)
      #4-1