FANFIC HARRY POTTER [AU,OC] : "BLUED DIARY บันทึกรักฉบับเรเวนคลอ"

ตอนที่ 3 : CHAPTER 2 เขาช่วยผมไว้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 134
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    2 มิ.ย. 63

ฮอกวอตส์เป็นโรงเรียนที่มีวิชาน่าเรียนเยอะมาก ๆ ปีสามที่ผมลงเรียนก็มีคาถา วิชาพยากรณ์ และที่ชอบที่สุดก็เป็นวิชาดูแลสัตว์วิเศษ พอขึ้นปี 5 จะมีการสอบที่สำคัญของการเข้าทำงานในโลกพ่อมด เรียกว่า ว.พ.ร.ส (การสอบวิชาพ่อแม่มดระดับสามัญ) เพื่อเป็นแนวทางในการเข้าทำงาน ทำให้ปีนี้ผมต้องตั้งใจเรียนมากขึ้นเป็นทุนเดิม และวันแรกในการเรียนเป็นวิชาคาถาของศาสตราจารย์ฟิลิอัส ฟลิตวิค (Filius Flitwick) อาจารย์ตัวจิ๋วประจำบ้านของเรา คาบเช้า เราต้องเข้าเรียนกับนักเรียนทุก ๆ บ้านในห้องเรียน เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่เริ่มจากวิชาที่ผมเรียกได้ว่าถนัดอยู่พอตัว แถมก่อนเปิดเทอมผมอ่านตำราคาถาล่วงหน้าถึง 7 บทเลยแหน่ะ ผมเข้าห้องเรียนพร้อมกับมอลลี่ก่อนนักเรียนจะเข้ามานั่งกันจนเต็มห้องแล้วชั่วโมงเรียนคาถาก็เริ่มขึ้น

“คาถาแรกที่เราจะเรียน คือ คาถาเรียกของ ใช้เรียกวัตถุสิ่งของไปหาผู้ร่ายไม่ว่าของสิ่งนั้นจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม คำร่ายคือ “แอ็คซีโอ (Accio)” พร้อมวาดไม้กายสิทธิ์เป็นรูปครึ่งวงกลม อย่าลืมนะ โบกนิ๊ด~ สะบัดหน่อย!”

หลังจากศาสตราจารย์อธิบายคุณสัมบัติของคาถา ศาสตราจารย์ตัวจิ๋วก็ปล่อยให้นักเรียนลองใช้มันกับแก้วไวน์ของแต่ละคนบนโต๊ะ เสียงร่ายคาถาของแต่ละคนงึมงำจนทั้งห้อง มีแต่เสียงAccio เรียกวัตถุ ผมค่อนข้างคุ้นเคยกับคาถานี้จากตำราที่อ่าน จึงทำได้ดีไม่ติดขัดอะไร แถมยังได้ 20 แต้มให้เรเวนคลอด้วย ในฐานะที่ร่ายคาถาสำเร็จเป็นคนแรก

ศาสตราจารย์ไล่ดูนักเรียนทุกคนพร้อมช่วยแก้ปัญหาของนักเรียนแต่ละคน ผมที่ทำได้เป็นคนแรกจึงว่างและนั่งมองดูนักเรียนแต่ละคนฝึกร่ายคาถาไปเพลิน ๆ พลางเปิดตำราคาถาหาเวทย์มนต์ที่น่าสนใจอ่านฆ่าเวลา

แต่แล้วศาสตราจารย์ฟลิตวิคก็ต้องหัวเสียกับนักเรียนชายคนคนหนึ่ง ที่เพิกเฉยและฟุบหลับบนโต๊ะอย่างไม่สนใจขณะที่คนอื่น ๆ กำลังมุ่งมั่นร่ายคาถา ศาสตราจารย์เรียกชื่อเขาอย่างฉะฉานและเน้นเสียงจนทั้งห้องให้ความสนใจ

“คุณสตาร์ลวาร์ท!”

“...อะไรเล่า!” เด็กหนุ่มผมแดงผลักตัวเองจากโต๊ะพร้อมรับด้วยเสียงงัวเงียปนหงุดหงิดที่ถูกปลุก

“ช่วยออกมาหน้าชั้นเรียนด้วย”

เป็นอย่างที่คิดไว้ เจ้าเด็กคนนั้นจริง ๆ ด้วย เซรัส สตาร์วาร์ท (Zerus Stalwart) เด็กบ้านสลิธีรินจอมเสเพล แถมเขายังเกเรก้าวร้าวอีกด้วย โดยเฉพาะกับผม ปีก่อน เจ้านี่เข้ามาฉีกหน้าหนังสือที่ผมอ่านค้างไว้ และยังเขียนคำว่า“เจ้าสี่ตาสติเฟื่อง” ที่ไม้กวาดของผมอีก ไม่รู้ว่าสนุกอะไรหนักหนาที่ชอบแกล้งคนอื่น ไม่สิ เขาคงเกลียดผมซะมากกว่า พอรู้ว่าเจ้าหมอนี่โดนเรียกไปทำโทษ ก็รู้สึกสะใจแปลก ๆ

“เอ้า เสกน้ำให้เต็มแก้วไวน์นี่ซิคุณสตาร์ลวาร์ท”

“อะไรกัน เรายังไม่ได้เรียนคาถานี้ไม่ใช่เหรอศาสตราจารย์ ใครจะไปทำได้วะ”

“นั่นเป็นเหตุผลที่คุณสตาร์ลวาร์ทควรจะให้ความสำคัญกับการศึกษามากกว่านี้นะ”

“…ครับ”

หน้าสลดทันทีตอนโดนศาสตราจารย์ฟลิตวิคชี้ไม้กายสิทธิ์แล้วเทศนาไปหนึ่งยก ผมก็หัวเราะในลำคอกับป้องปากอยู่คนเดียว รอชมการแสดงความเลินเล่อของคุณสตาร์ลวาร์ทอย่างใจจดใจจ่อ

“เอาล่ะ หากใครสักคนเสกคาถาวารีนี้ได้ คุณสตาร์ลวาร์ทจะได้กลับไปนั่งและเรียนต่อ ไหน มีใครรู้บ้างเอ่ย??”

มันสาแก่ใจผมซะจริงจริง แต่ว่า คาถาวารี ชื่อนี้มันคุ้นคุ้นแฮะ อ่า จริงสิ ผมเคยอ่านเจอคาถานี้ ออกตัวเลยว่าง่ายมาก ๆ ผมไม่รอช้า ยกแขนชูมือขึ้นแทบจะจรดเพดานห้องอย่างทันควัน

“โอ้ว! คุณเมอร์เลียห์นี่เอง เอ้า เชิญเลย ๆ”ศาสตราจารย์ผายมือเชิญผมให้ออกมาหน้าชั้นอย่างภูมิใจ พร้อมเสียงเชียร์ปรบมือจากเพื่อน ๆ ให้ตายสิ อย่างงี้ผมก็เขินแย่เลย

อะควาเมนติ! (Aguamenti)

สิ้งเสียงผมร่ายคาถา น้ำในแก้วก็เอ่อล้นจนเต็มขอบแก้วอย่างใจนึก ไม่เสียแรงที่นั่งอ่านมันทั้งคืน และเป็นครั้งที่สองที่ผมทำแต้มให้เรเวนคลอใน 10 คะแนน ว่าแล้วผมก็กระดกแว่นขึ้นลงอย่างภูมิใจ

แต่ความกลลาหลมันก็เรียกให้ผมหาเรื่องใส่ตัว เมื่อน้ำในแก้วที่ผมเพิ่งจะเสกไป มันกระฉอกเรี่ยราด และมันก็กระเซ็นไปโดนเจ้าเซรัสจอมเกเรนั่นเต็ม ๆ งานเข้าแล้วล่ะทีนี้

“เฮ้ย! หยุดมันสิ! หยุดมัน!”

หมอนั่นตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แต่น้ำก็ไม่หยุดกระฉอกไปใส่เขา ผมก็ไม่รู้วิธีหยุดด้วยเนี่ยสิ จนต้องให้ศาสตราจารย์ช่วยหยุดมัน พอเขาตั้งตัวได้ หมอนั่นก็ไม่รอช้าที่จะเดินปึงปังมาจัดการกับผม

“แก! แกกล้ามากไอ้สี่ตา!”

“ข..ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ”

เขาขมวดคิ้วพูดกระแทกใส่ด้วยความโมโห พร้อมดึงปกเสื้อผมจนตัวผมลอยตามแรงเขา ผมกลัวมาก ๆ เจ้านี่มันนักเลงไม่น้อย ผมได้แต่หลับตาปี๋ พนมมือพูดขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ สีหน้าเขาดูโกรธแค้นเหมือนแทบจะตะลุมบอนผมให้เละคามือให้ได้ แต่ก็ติดที่ว่าศาสตราจารย์อยู่ด้วย เขาจึงยอมผละผมออก แล้วกลับไปนั่งที่อย่างจำใจ คราวนี้ผมรอดตัวไปได้อย่างหวุดหวิด

พอหมดวิชาเรียนเป็นเวลาพักเที่ยง ผมเดินออกจากห้องเรียนและมุ่งหน้าตรงไปที่ห้องสมุดทันที ไม่ได้เข้าห้องสมุดที่ใหญ่โตโอ่อ่าของฮอกวอตส์มาตั้งนาน ต้องไปให้หายคิดถึงสักหน่อย ระหว่างทางผมเดินเร่งฝีเท้าด้วยความตื่นเต้น แต่ก็ต้องหยุดชะงัก เพราะมีเสียงอันแสนจะคุ้นเคยเรียกชื่อผมระหว่างทาง

“จะไปไหนเหรอเจ้าสี่ตา?”

ใจผมแทบหล่นไปถึงตาตุ่ม จะตามจองล้างจอมผลาญไปถึงไหนกันนะคนคนนี้ หมอนี่จะต้องมาเอาคืนที่ผมไปทำน้ำหกใส่ในคาบที่แล้วแน่ ๆ ผมหันหลังไปหาเขาช้า ๆ แล้วเริ่มรู้ชะตากรรมตัวเองว่าจะเจอดีเข้าให้ แทนที่จะรีบวิ่งหนี ตัวผมกลับแข็งเป็นหิน เหงื่ออกพลั่ก ๆ ด้วยความหวาดระแวง

“แหม บังเอิญจังเลยเนอะ ได้เจอกันอีกแล้ว”

“นาย...คงไม่ได้รออยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้วใช่ไหม”

“สำคัญตัวดีหนิสี่ตา แต่ก็ใช่...เรายังไม่ได้คิดบัญชีกันเลยนี่เนอะ” หมอนั่นเดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อย ๆ ทุกฝีก้าวทำให้ผมใจเต้นตุบ ๆ เหมือนกำลังรอคอยหายนะมาเยือน จนเขามายืนแทบประกบตัวผม เด็กเกเรยื่นหน้ามาใกล้จนแทบจะทาบหน้า แล้วใช้นิ้วชี้เกยคางผมขึ้นมา ตาจ้องเขม็งมาที่หน้าถอดสีของผม ผมแทบจะร้องขอชีวิตแม้จะรู้ว่ายังไงก็ไม่รอดแน่

“ฉ..ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ...”

“นับว่ากล้ามากเลยนะที่ทำให้ฉันอับอาย ทั้งทำให้โดนว่า และมาทำให้ฉัน --- เปียก”

“แต่...นายก็เป็นคนเริ่มก่อนเองหนิ”

ปากที่ลั่นก่อนคิดของผมลั่นอะไรที่ท้าทายคนที่จะลงทัณฑ์ตัวเองอยู่วันยันค่ำไปเสียแล้ว

“เฮ้ย! นี่ไม่ได้สำนึกเลยใช่ไหม!?”เขาตะคอกเสียงแข็งใส่ กระชากเสื้อผมไว้อย่างแรง พร้อมง้างหมัดเตรียมชกไปที่หน้าเต็ม ๆ กะให้กรอบแว่นแตกคามือแน่ ๆ

“อย่าสิ!”

โชคดีของผมที่อยู่ ๆ ก็เหมือนมีคนมาหยุดหมัดเขาไว้อย่างรวดเร็ว ชายคนนึงจับแขนหมัดกำแน่นปักของเขาไว้ ตัวของเขาสูงพอ ๆ กับเซรัสเมื่อมายืนติดกัน อ่า ใช่ เขาคือคนที่มาชนผมไว้เมื่อวานนี้นี่เอง โผล่มาได้จังหวะจริง ๆ

“พอได้หรือยัง”

“แกมายุ่งอะไรด้วย”

“นายน่ะ..”ผู้พูดหันหน้ามาพยักเพยิดที่ผม

“ฉ..ฉันเหรอ?”

“มาอยู่ข้างหลังฉัน”สิ้นเสียงชายคนนั้น ผมก็วิ่งแจ้นไปหลบข้างหลังเขาอย่างหวาดกลัว

“เซรัส หยุดแกล้งได้แล้ว ไม่รู้เหรอว่าทำให้เขากลัว”

“แกก็อยู่ด้วยหนิทีโอ เห็นชัด ๆ ว่ามันทำฉันก่อน หลบไปสักทีสิ!”

“ฉันเห็นชัด ๆ ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ เขาไม่ได้ตั้งใจสักนิด ทีนี้ก็ไปได้แล้ว”

“ไม่! มันยังไม่ได้รับในสิ่งที่สมควร!”

“ฉันขอเตือนก่อนว่าถ้านายไม่หยุด เรื่องจะต้องถึงหูศาสตราจารย์วิลด์แน่ ๆ”

“เขาไม่ทำอะไรฉัน เขาเป็นศาสตราจารย์บ้านฉันนะ”

“แต่ศาสตราจารย์ฟลิตวิกก็เป็นศาสตราจารย์ของบ้านเมอร์เลียห์ซึ่งเขาก็อยู่ในชั้นเรียน เขายืนยันได้แน่ว่าเมอร์เลียห์ไม่ได้ทำผิดอะไร----”

“และถ้านายยังพยายามแกล้งเขาอีก บ้านของนายจะต้องถูกลบแต้มแน่ๆ”

“หนอย! คราวนี้แกรอดไปนะ”เขากระแทกเสียงแข็งใส่หน้าผมและเดินปึงปังไปอย่างหงุดหงิด รอดหวุดหวิดอีกแล้วคราวนี้

“นายไม่เป็นอะไรนะ?” ผู้ช่วยชีวิตผมหันมาถามด้วยความเป็นห่วง

“เราโอเค ขอบใจนะที่มาช่วย”

“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเราไม่ผ่านมานายคง—รู้ใช่มะ”

“ฮ่าๆ ใช่ โชคดีจัง นาย..ทีโอ ใช่ไหม?”

“อ๋อ ใช่ เราชื่อ ทีโอ คอลลิส อยู่บ้านฮัฟเฟิลพัฟ ดีใจที่ได้เจอกันอีกนะเมอร์เลียห์”

“เดี๋ยวนะ...รู้จักเราด้วย ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

“อ๋อ ใช่ ที่ได้ยินในชั้นเรียนแล้วก็ตอนที่เราชนกับนายบนรถไฟไง จำไม่ได้เหรอ?”

“อ่า จริงด้วย”

ทำไมผมจะจำไม่ได้ ก็เป็นตัวเองไม่ใช่เหรอที่เดินดุ่ม ๆ มาชนผมเข้าเต็ม ๆ จนเหล่าหนังสือล้ำค่าของผมต้องได้รับบาดเจ็บน่ะ แต่ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

“ฮ่ะๆ งั้น..เมอร์เลียห์ กำลังจะไปไหนเหรอ?”

“เรียกอเล็กซ่าก็ได้”

“งั้น อเล็กซ่า! ดูสนิทขึ้นเยอะเลยเนอะ แฮะ ๆ กำลังจะไปไหนเหรอ?”

“ห้องสมุดน่ะ ทำไมเหรอ?”

“อื้ม ว่าแล้วเชียว งั้นไปด้วยสิ น้า~”

“อ...เอ๊ะ!”

จู่ ๆ ก็พรวดพราดมาช่วย แล้วก็จะขอตามไปด้วยอีก อะไรของคนคนนี้เนี่ย ผมได้แต่ยืนงุนงงอยู่ตรงหน้าเขา จนเขาก็ยื่นหน้ามาใกล้ ๆ หูผมแล้วกระซิบบางอย่าง

“นายคงรู้นะ ว่าหมอนั่นพร้อมจะซัดหน้านายตลอด คงยังไม่พร้อมใช่ไหมล่ะ?”

แค่พูดถึงเจ้าเด็กเกเร ผมก็ขนลุกซู่แล้วคิดตามเขาขึ้นมาทันที ว่าไป แรงแค้นของหมอนั่นก็ไม่ธรรมดาเลยล่ะ ผมเลยต้องตัดสินใจให้เขาเดินตามไปด้วยอย่างยินยอม

“อื้ม...ก็ได้”

“เย้! งั้นไปกันเถอะ”

พูดเสร็จ เขาก็คว้ามือผมแล้วจูงเดินตรงไปทันที ไอ้ท่าทางคนดุ ๆ เมื่อกี้มันหายไปไหนกัน! แต่ผมก็ต้องยอมรับว่า ออร่าความอบอุ่นของคน ๆ นี้ ดูพิเศษอย่างน่าเหลือเชื่อ ระหว่างทางผมมองมือเรียว ๆ ที่จับมือของผมจูงเดินไป แล้วก็รู้สึกบางอย่าง บางอย่างที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มและไม่เหมือนใคร ไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ

“นี่ไง ถึงแล้ว”

“แล้วทีโอจะเข้ามาอ่านหนังสือด้วยไหม?”

“ก็น่าสนนะ แต่ขอโทษที เราต้องไปหารูบี้ต่อน่ะ”

“รูบี้..?”ชื่อนี้มันคุ้นหูผม เหมือนมอลลี่จะเคยเล่าอะไรให้ฟังสักอย่าง

“(ก็ใช่น่ะสิ นั่นน่ะ ทีโอ คอลิส กับแฟนเขา รูบี้ เซโลฟีน่า)” เสียงของมอลลี่ที่ดังขึ้นมาในหัวผมจนจำได้

“อ๋อ แฟนทีโอเหรอ?”

“...ฮ่ะๆๆ ใช่” เขาตอบแล้วเกาแก้มตัวเอง หน้าเขาแดงเล็กๆเหมือนกล่าวถึงแฟนตัวเอง

“งั้นถ้าไม่มีอะไร เราขอตัวละนะ”

“อะ...อืม ขอบคุณที่มาส่งนะ...”

ไม่นาน เขาก็เดินจากไป

แปลกที่ผมรู้สึกผิดหวังเล็กๆ ซึ่งโดยปกติผมก็ชินกับการอ่านหนังสือคนเดียวอยู่แล้ว เผลอๆสบายใจกว่าด้วยซ้ำ แต่กับคนคนนี้ ผมกลับรู้สึกเสียดายซะอย่างนั้น

“(ไปด้วยสิ น้า~)”

“...”

แค่มีเสียงเขาลอยเข้ามาในหัว แก้มของผมก็เลือดฝาดและร้อนผ่าวขึ้นมาซะได้ หยั่งกับพบสิ่งมีชีวิตที่น่าเอ็นดูอยู่ตรงหน้ายังไงอย่างงั้น นี่เราคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย

ผมใช้สองมือตบหน้าเตือนสติตัวเองเบา ๆ และมุ่งหน้าเข้าไปยังห้องสมุดเพื่อหาหนังสืออ่านอย่างที่หวัง วันเรียนวันแรกก็เจอเข้ากับเหตุการณ์ระทึกขวัญซะแล้ว ถ้าเขาไม่โผล่เข้ามาช่วย ผมคงต้องเดินเข้ามาในห้องสมุดพร้อมกับรอยแผลเต็มใบหน้าแน่ ๆ ผมติดหนี้บุญคุณเขาซะแล้ว

ขอบคุณนะที่มาช่วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #3 icesupicha (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 00:50

    อาการเริ่มมาแล้ว ฟุฟุฟุ https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-big-08.png

    #3
    0