FANFIC HARRY POTTER [AU,OC] : "BLUED DIARY บันทึกรักฉบับเรเวนคลอ"

ตอนที่ 2 : CHAPTER 1 ท่านจากไปแล้ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 174
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    19 มิ.ย. 63

“อเล็กซ่า อย่าวิ่งสิจ๊ะ เดี๋ยวก็หกล้มหรอก”

“คุณย่าฮะ เราไปขึ้นเรือกันเถอะ!”

เสียงเด็กน้อยวัยห้าขวบกังวานใสแจ๋วเรียกคุณย่าให้พาไปขึ้นเรือเฟอร์รี่ล่องทะเลสาบในคืนวันเฉลิมฉลองในกรุงลอนดอน มือน้อยๆของเด็กชายตัวจ้อยสวมแว่นตาหนาเตอะจูงนิ้วชี้ของคุณย่าไว้ นัยน์ตากลมโตสีน้ำเงินดั่งใต้มหาสมุทร สีหน้ายิ้มแย้มสดใส เดินเตาะแตะวิ่งไปที่ท่าเรือด้วยความตื่นเต้นดีใจ คุณย่าเตือนหลานให้เดินช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน พลางเอ็นดูหลานชายที่วิ่งตาตื่นไปที่ท่าเรือ แต่ด้วยความรีบเร่งของเจ้าหนู ไม่ทันขาดคำ หนูน้อยคนนั้นก็หกล้มจงได้

“โอ้ย!”

“อุ้ยตายแล้ว เจ็บไหมจ๊ะ”

“ฮึก...แงงงงง!” เด็กน้อยใสซื่อร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาด้วยความเจ็บ ครู่นั้น คุณย่าผู้ใส่ใจก็สังเกตได้ว่าเข่าของหลานเป็นแผลถลอกเล็ก ๆ

“ตายแล้ว..เป็นแผลเลย มา ๆ เดี๋ยวย่าช่วยให้หายเองนะ” คุณย่าพูดโอ๋หลานอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยนดั่งนางฟ้าแสนใจดีลงมาช่วยจากสวรรค์ ไม่ช้า คุณย่าก็อุ้มหลานไปที่ท่าเรือ และก้มตัวลงเพื่อเข้ามาใกล้ๆหลานชายที่บาดเจ็บ

“ย่าจะใช้เวทย์มนต์ทำให้หนูหายเองนะจ๊ะ โอมมม ปิ๊ง!” สิ้นคำร่ายคาถา แผลบนเข่าของหนูน้อยก็หายไปในพริบตาเหมือนก่อนหน้านี้เขาไม่ได้หกล้มหกแผละ

“ว้าว! คุณย่าเก่งจังเลยฮะ อย่างกับมีเวทย์มนต์จริงๆเลย” หนูน้อยออกปากชมคุณย่า ด้วยความซื่อและบริสุทธิ์ของเด็ก ตัวผมในวัยเยาว์ไม่รู้เลยว่า นั่นคือเวทย์มนต์จริงๆ

“ขอบคุณนะฮะคุณย่า ถ้าผมโตขึ้นผมจะต้องเป็นคนมีเวทย์มนต์แบบคุณย่าให้ได้เลยย!”

“พยายามเข้านะจ๊ะ ย่ารู้ว่าหนูต้องทำได้แน่ ๆ ”

หนูน้อยที่ชื่นชมในอำนาจประหลาดของคุณย่าตั้งปณิธานตามประสาเด็กๆ คุณย่าก็ให้ขวัญกำลังใจไปตาม ๆ กัน พลางลูบผมสีดำดกอย่างเอ็นดูหลานน้อยหัวคิดจินตนาการคนนี้ ช่างเป็นคุณย่าที่อบอุ่นและน่ารักเสียจริง

“อเล็กซ่าจ๊ะ”

“ฮะ คุณย่า”

“ถ้าวันหนึ่ง ย่าไม่อยู่แล้ว สัญญากับย่าซิ”

“สัญญาอะไรฮะ?”

“ว่าหนูจะเป็นคนที่อ่อนโยนและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเสมอนะจ๊ะ”

“คุณย่า...”

“ย่าจะไม่อยู่แล้ว แต่หนูต้องมีความสุขนะ”

เมื่อคุณย่าสุดที่รักของหลานพูดจบ รอบตัวของเด็กน้อยก็ปกคลุมด้วยหมอกสีขาวจางๆ ร่างของคุณย่าก็ค่อย ๆ เลือนรางตามหมอกและควัน เสมือนว่า ท่านกำลังหายไปอย่างลับตาจากเด็กน้อยคนนั้น

“คุณย่าจะไปไหนฮะ?!”

“อย่าทิ้งผมไป! คุณย่า!”

“...”

 

“อเล็กซ่า!”

 

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาในตู้รถไฟเพราะมีเสียงคนคนหนึ่งเรียกชื่อของผม อาจเป็นเพราะผมละเมอพูดถึงคุณย่าในความฝันจนเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ด้วยได้ยิน

“เธอโอเคไหมอเล็กซ่า?”

“ฉ..ฉันไม่เป็นไร”

ผมตอบนักเรียนหญิงใส่แว่นผมสั้นตรงข้ามด้วยเสียงเรียบๆเพราะเพิ่งตื่นด้วยความงัวเงีย พลางถอดแว่นตาออกขยี้ตาตัวเองให้หายง่วง รถไฟที่ผมกำลังนั่งอยู่นี้ กำลังขนส่งนักเรียนจำนวนมากกว่า 1,000 ชีวิตไปยังโรงเรียนพ่อมดแม่มดและคาถาศาสตร์ “ฮอกวอตส์ (Hogwarts)” มีเสียงนักเรียนคุยกันเจื้อยแจ้วตามตู้ต่างๆของรถไฟดังมาหึ่ง ๆ ทำให้ผมยิ่งตื่นตัวกว่าเดิม การจะนั่งรถไฟสายด่วนไปฮอกวอตส์ใช้เวลาเกือบวันหนึ่งเต็ม ๆ ทำให้ผมผล็อยหลับไปและฝันเห็นตัวเองตอนเด็กอยู่กับคุณย่า

ผมที่ตื่นมาเพิ่งจำได้ว่าตัวเองผล็อยหลับทั้ง ๆ ที่ถือของบางอย่างอยู่ในมือ มันคือสโนว์โกลบไขลานสีฟ้าใส ของขวัญจากคุณย่าที่ผมรักและเคารพที่สุด และยังเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายของคุณย่าที่ได้ให้ผมไว้ ก่อนหน้าที่จะได้รับของขวัญชิ้นนี้ ผมได้รับมันที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน ผมรับจากมือคุณย่าซึ่งเป็นผู้ให้ที่นอนซมติดเตียง ไม่นาน คุณย่าก็จากไปเพราะโรคมะเร็ง

ยอมรับตรงๆว่า ตั้งแต่วันนั้นที่ผมเห็นคุณย่าหยุดหายใจและดับชีวิตลงต่อหน้าต่อตา ผมนอนไม่หลับและร้องไห้ทุก ๆ คืน ทุกเสี้ยววินาทีหลังจากวันนั้น ผมไม่เคยหยุดคิดถึงและห่วงหาท่านเลย คุณย่าอยู่กับผมมาตั้งแต่เด็ก ผมจึงผูกพันกับท่านมาก ไปไหนมาไหน ไม่เคยห่างกับคุณย่าเลย พอท่านไม่อยู่แล้ว ความอ้างว้างและโดดเดี่ยวคล้ายฉุดให้ผมจมอยู่ในมหาสมุทรลึกล้ำก็โถมเข้าใส่ผมอย่างจัง ผมยังทำใจไม่ได้ แม้มันจะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม

คิดถึงมาก ๆ คิดถึงเสมอนะครับคุณย่า

เมื่อเวลาที่แสนทรมานผ่านไปแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่ผมจะต้องร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายตลอดเวลา ผมสูดลมหายใจเฮือกใหญ่พร้อมปาดน้ำตาที่หยดอาบแก้ม หลังจากนั้น ผมสัญญากับตัวเองอย่างแน่วแน่ว่าหลังจากนี้จะมีความสุขและเก็บคุณย่าเป็นเพียงความทรงจำที่งดงาม เพื่อให้ท่านได้หลับอย่างสุขสบายในดินแดนแห่งความรัก

“เราใกล้ถึงหรือยังเนี่ย?” ผมถามเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

“อื้ม อีกสักครึ่งชั่วโมงก็จะถึงฮอกวอตส์แล้วล่ะ”

คนที่ตอบผมคือ “มอลลี่ วินเทอร์ (Molly Winter)” เพื่อนสนิทจากบ้านเรเวนคลอด้วยกันเอง เชื้อบ้านนี้ของเธอคงจะแรงกว่าผมเอามาก ๆ พอตอบผมเสร็จปุ๊ป เธอก็เพ่งสายตาไปหาหนังสือที่กางอยู่บนมือทันที

ผ่านไปครึ่งชั่วโมงตามเวลาที่ยัยนั่นบอก รถไฟก็จอดสนิท เสียงเครื่องจักรพ่นไอน้ำดังลั่นไปทั่วขบวน นักเรียนทยอยกันลงจากรถเพื่อเดินเข้าโรงเรียน ผมและมอลลี่ก็พากันหอบเอากองหนังสือเดินออกจากรถไฟ เธอเดินนำออกไปก่อนผมจัดเรียงเหล่าหนังสือเล่มโปรด

แต่ไม่ทันที่ผมจะเดินออกประตูใหญ่ จู่ ๆ ร่างสูงโปร่งของนักเรียนชายคนหนึ่งก็ชนเข้าเต็ม ๆ ที่ผมอย่างไม่ทันตั้งตัว

*โครม*

“โอ้ย!”

แผ่นอกใหญ่ชนแขนข้างซ้ายของผมจนต้องอุทานออกมา แรงกระแทกจากเขาทำเอากองหนังสือหล่นแผละกระจัดกระจายตามพื้น ใครกันวะ เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเลย!

แต่ยังไงผมไม่มีเวลาไปเถียงกับคู่กรณีนั่น พอเห็นว่าหนังสือหล่นก็พรวดพราดก้มตัวลงไปเก็บทันทีอย่างไม่รีรอ คงไม่ต้องบรรยายมากว่าผมรักหนังสือแค่ไหน รอให้เก็บครบก่อนเถอะจะจัดชุดใหญ่ให้ (พูดงั้นแต่ผมก็ไม่รู้อยู่ดีว่าใครที่เดินมาชน)

“เอ่อ..ขอโทษนะ เดี๋ยวเราช่วยเก็บ” เสียงชายปริศนาแว่วผ่านหู ผมมองดูคู่กรณีที่กำลังก้มลงช่วยเก็บของตกพื้น

เด็กหนุ่มรูปร่างสูง หน้าตาหล่อเหลา ผมสีน้ำตาลเงางาม ดูรุ่นราวคราวเดียวกับผม แต่ออร่าบางอย่างทำให้เขาดูใจดีไม่มีพิษภัย ดึงดูดให้ผมมองคนคนนั้นอย่างตาไม่กระพริบ ทว่าผมกลับรู้สึกใจเต้นแปลกๆ ไม่เหมือนเวลาเจอผู้คนทั่วไปครั้งแรก ผมได้แต่จ้องเด็กหนุ่มคนคนนั้นจนเขาเก็บหนังสือให้ครบ

“อะ ครบแล้ว เราขอโทษจริง ๆ นะ เราไม่ทันเห็นนายน่ะ”

“อ..อื้ม..”

เพราะมัวแต่ตกตะลึงในออร่าแปลกๆของหมอนั่น ทำให้ผมลืมคำด่าไปจนหมดสิ้น ได้แต่มัวยืนนิ่งแล้วตอบเขาด้วยเสียงที่อยู่ในลำคอ จากนั้นเขาก็เดินผ่านไป และตรงไปหาเด็กสาวคนหนึ่งที่ก็อยู่ปีเดียวกัน

“ใครเหรอที?” เด็กสาวผมบลอนด์มัดทวินเทลถามเด็กหนุ่มที่เดินมาหาหล่อน

“อ๋อ เราเดินไปชนเขาน่ะ ก็เลยช่วยเก็บของอยู่”

ถ้าให้ผมเดา สองคนนี้คงจะต้องเป็นแฟนกันแน่ๆ คงเป็นเรื่องปกติแหละมั้งที่คนหน้าตาดีเขาจะมีแฟนกันเป็นตัวเป็นตน ผมได้แต่มองเขาทั้งสองยืนคุยกันที่ประตูทางออกรถไฟ จนมอลลี่ เพื่อนสนิทของผมเดินมาตาม

“อเล็กซ่า! เกิดอะไรขึ้นหรอ?”

“อ๋อ อุบัติเหตุนิดหน่อย คือคนนั้นทำหนังสือฉันตกน่ะ ก็เลยช่วยเก็บกันอยู่” ผมตอบเธอพลางชี้นิ้วไปที่ชายคนดังกล่าว

“โอ้ตาย เขาเข้ามาคุยกับเธอเหรอ? นั่นน่ะหนุ่มฮอตเลยเชียวนะ”

“จริงเหรอ?”

“ก็ใช่น่ะสิ นั่นน่ะ ทีโอ คอลิส (Theo Coulis) กับแฟนเขา รูบี้ เซโลฟีน่า (Ruby Serophina)”

“น..หนุ่มฮอตเหรอ?”

“เดือนฮอกวอตส์เลยก็ว่าได้แหละ”

ไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องใส่ใจอยู่ดี แม้หมอนั่นจะมีบางอย่างในตัวที่น่าสนใจ แต่ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรนัก ผมจึงเดินออกจากรถไฟไปกับมอลลี่และเตรียมเข้าปราสาทฮอกวอตส์

ในการเข้าปราสาทฮอกวอตส์ เราจะต้องนั่งเรือเพื่อข้ามทะเลสาบไปยังอีกฝั่ง ซึ่งปราสาทตั้งอยู่ที่นั่น เรือเวทย์มนต์ลำเล็กที่ไร้คนพายจำนวนมากส่งนักเรียนเทียวละ 2 คน ระหว่างนั่งเรือมา เราจะได้เห็นทิวทัศน์ของปราสาทฮอกวอตส์ในยามค่ำคืน พลางดูหมู่ดาวที่พร่างพรายทั่วท้องฟ้าสีดำมืด แสงไฟตามห้องต่างๆของปราสาท ทำให้ฮอกวอตส์สว่างไสวแม้ในความมืด เป็นบรรยากาศที่จะได้สัมผัสทุกวันเปิดเทอมแรกของฮอกวอตส์

เมื่อเข้ามาถึงตัวปราสาท เราจะต้องเข้าห้องโถงใหญ่เพื่อพิธีเปิดภาคเรียนและพิธีคัดสรรบ้านสำหรับเด็กนักเรียนปีหนึ่งที่เข้ามาใหม่ เพดานห้องโถงตกแต่งด้วยหมู่ดาวต่างๆ และมีเทียนไขลอยล่องอยู่เหนือโต๊ะยาวของแต่ละบ้าน เรเวนคลอเป็นบ้านที่นักเรียนถูกคัดสรรให้อยู่บ้านนี้น้อยกว่าบ้านอื่นๆ ส่วนใหญ่พวกเขาจะอยากอยู่กริฟฟินดอร์หรือสลิธีรินมากกว่า ถึงฮัฟเฟิลพัฟจะมีบ้างแต่ก็มากกว่าเรเวนคลออยู่ดี ผมไม่ได้คิดอะไรมาก คนน้อยๆยิ่งดี เวลาอยู่ในห้องนั่งเล่นจะได้สงบ ๆ คนไม่พลุ่งพล่าน

พอพิธีทุกอย่างจบอย่างเรียบร้อย ศาสตราจารย์มักกอนนากัลซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์ ณ ตอนนี้ ก็ปล่อยให้นักเรียนเข้าบ้านพักของตัวเอง ผมต้องรอขึ้นบ้านพักบนหอคอยพร้อมกับมอลลี่ เพราะการจะเข้าหอพักเรเวนคลอนั้น จะต้องตอบปัญหาเชาว์ของที่เคาะรูปนกอินทรีย์สลักหน้าประตูเสียก่อน จึงจะผ่านเข้าไปได้ อย่างที่บอกว่าเชื้อเรเวนคลอของมอลลี่แรงกว่าผม ผมจึงต้องพึ่งพาความหัวไวและฉลาดเป็นกรดของเธอช่วยตอบคำถามให้ พูดก็พูดเถอะ ผมไม่ถนัดไอ้การตอบปัญหาเชาว์ของที่เคาะประตูเลยสักนิด ถึงจะเป็นเรเวนคลอ แต่ก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าใครเลย คุณสมบัติเดียวที่เห็นว่าน่าจะตรงกับบ้านตัวเองน่าจะเป็นแค่ชอบอ่านหนังสือล่ะมั้ง

เราต่างเข้าห้องพักด้วยความเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน บางคนทิ้งตัวนอนบนเตียงตัวเองทันที บางคนก็ยังไหว มีแรงมาอ่านตำราเรียน ทำการทดลองต่าง ๆ หอพักเรเวนคลอเอื้ออำนวยต่อคนแบบพวกเราสุด ๆ ทั้งชั้นหนังสือที่มีหนังสือและตำราวางเรียงร้อย เหมือนยกส่วนหนึ่งของห้องสมุดมาไว้ในบ้านพักเลยก็ว่าได้ มีอุปกรณ์สำหรับการศึกษาจิปาฐะ ทั้งหม้อปรุงยา กล้องส่องดาว แถมหน้าต่างยังเป็นหน้าต่างบานใหญ่ ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ข้างนอกจากมุมสูงได้ชัดเจนและกว้างขวาง เหมาะกับพวกอยากรู้อยากเห็นอย่างเราจริง ๆ

แต่ในเวลาแบบนี้ ใครไหวจะเรียนรู้อะไรก็ทำไปเถอะ ผมจะทำเหมือนที่ทำทุกคืนในปีที่ผ่านๆมา เอนกายลงบนเตียงอุ่น ๆ นุ่ม ๆ พร้อมหนังสือวรรณกรรมเล่มโปรด ที่อ่านมาแล้วกว่าสิบ ๆ รอบ พลิกไปพลิกมา จนในที่สุดก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับหนังสือในมือ และผ่านไปอีกวัน เพื่อรอวันพรุ่งนี้ ในชีวิตฮอกวอตส์ปีที่ 5 ที่โดดเดี่ยวและอ้างว้างกว่าปีไหน ๆ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #7 _DARKGHOST_ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 19:58
    ไรท์คะ ถ้าเราเข้าใจไม่ผิดนะคะ การเดินทางด้วยเรือบดข้ามฟากทะเลสาบเพื่อเข้าไปยังฮอกวอตส์จะมีแค่ตอนปี1นะคะ ส่วนปี2-7จะเดินทางด้วยรถม้าที่เทียมด้วยเธสตรอลค่ะ
    ปล.เนื้อเรื่องน่าสนใจมากค่ะ
    #7
    1
    • #7-1 TEALS(จากตอนที่ 2)
      10 มิถุนายน 2563 / 00:26
      ขอบคุณสำหรับข้อมูลมากๆนะครับ ไรท์แค่ติดตากับฉากนั้นก็เลยอยากใส่ในฟิคด้วย ยังไงก็ขอบคุณที่ชอบฟิคไรท์นะครับ ^^
      #7-1
  2. #2 icesupicha (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 00:43

    โหยน้องง สนใจสิ่งรอบข้างหน่อยลูก 😅

    #2
    0