FANFIC HARRY POTTER [AU,OC] : "BLUED DIARY บันทึกรักฉบับเรเวนคลอ"

ตอนที่ 11 : CHAPTER 10 งานคู่วิชาพยากรณ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    24 มิ.ย. 63

ผ่านไป 9 สัปดาห์กับการหยุดช่วงคริสต์มาส จนในที่สุดก็ได้เวลากลับมาเรียนที่ฮอกวอตส์ตามปกติ อากาศของฮอกวอตส์ยังคงมีลมเย็น ๆ พัดมาเรื่อย ๆ กลิ่นไอของฤดูหนาวยังคงไม่หมดไปง่าย ๆ วันแรกของการเรียนฮอกวอตส์ในปีใหม่ ชวนให้ผมอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรใหม่ ๆ ขึ้นบ้าง แต่ที่แน่ ๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองนั้นได้เปลี่ยนไป

ตั้งแต่วันนั้นที่ผมบังเอิญเจอกับทีโอที่สวนสาธารณะแถวบ้าน ผมและทีโอก็ออกมาเจอกันเป็นครั้งคราวตลอด 9 สัปดาห์ บ้างก็พากันไปเดินเล่นรอบเมือง ซื้อของ ทานอาหารตามร้านคาเฟ่ของโลกมักเกิ้ล ไม่รู้สิ อาจจะฟังดูธรรมดา เหมือนเพื่อนกันไปเที่ยวเล่นด้วยกันปกติ แต่มันก็ทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนคนนี้มากขึ้นเลยล่ะ เราสลับกันแนะนำสถานที่ที่น่าสนใจในโลกมักเกิ้ลให้กัน คล้ายกับว่าที่ที่เขาแนะนำให้ผม มันก็สะท้อนตัวตนของเขาออกมา นึกแล้วก็น่าเอ็นดูดีนะ เพราะทุกที่ที่ทีโอแนะนำให้ผม มันจะเป็นร้านขนมหวานซะส่วนใหญ่ กับร้านที่มีของน่ารักกุ๊กกิ๊ก ดูแล้วคนฮอตและมาดเท่อย่างทีโอไม่น่าจะชอบอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ แต่มุมมุมนี้ นาน ๆ ทีเผยให้เห็นก็ดีเหมือนกัน

ช่วงเช้าของวันเรียนฮอกวอตส์ ผมเดินไปเรียนวิชาพยากรณ์ศาสตร์ที่หอคอยด้านเหนือชั้นเจ็ดกับมอลลี่สองคน ระหว่างทางเราก็สนทนาตามประสาคนไม่ได้เจอกันตั้งนาน มีเพียงแค่จดหมายที่ส่งถึงกันและกันบอกเล่าเรื่องที่น่าตื่นเต้นของแต่ละฝ่าย แม้ของผมจะไม่ได้มีอะไรน่าหวือหวาเขียนให้เธออ่าน แต่อย่างน้อยเราก็ยังนึกถึงกันในฐานะเพื่อนสนิท

ผมและมอลลี่เดินมาได้ถึงครึ่งทาง คุยกันสัพเพเหระไปเรื่อย แต่เสียงเด็กสาวคนหนึ่งก็เรียกพวกเราให้หยุดรอเธอ

“พวกเธอ!” เสียงตะโกนไล่หลังคล้ายจะเรียกทักผมและมอลลี่เป็นของเด็กสาวผมบลอนด์เพื่อนคนล่าสุดของเรานี่เอง

“ลีเดีย! มาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ” ผมถามเด็กสาวที่วิ่งตามหลังพวกเรามาอย่างหอบเหนื่อย

“ก็---เห็นผ่าน ๆ ตรงทางเดินน่ะ---ก็เลยรีบวิ่งตามมา” ลีเดียตอบไปหอบไป

“จะไปเรียนวิชาอะไรกันเหรอ?” พอหายเหนื่อย ลีเดียก็ถามอย่างเป็นมิตร

“อ๋อวิชา--” ผมที่กำลังจะพูดตอบเธอ แต่ก็ถูกหยุดไว้เพราะโดนเพื่อนคนข้าง ๆ ชิงตอบก่อน

“พยากรณ์น่ะ แล้วลีเดียล่ะ” มอลลี่ถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ผิดกับที่รู้จักลีเดียตอนแรก ๆ อย่างกับคนละคนเลยน่ะ

“เหมือนกันเลย” ลีเดียตอบแล้วอมยิ้ม

“งั้นเดินไปด้วยกันเลยสิ จะได้อยู่คุยกันด้วย” มอลลี่ชักชวนเด็กสาวที่เพิ่งมาอย่างไม่รีรอ ถ้าเป็นเมื่อก่อนล่ะก็ คงจะตะเพิดไล่อีกฝ่ายไปแล้วแหง ๆ

“อื้อ! งั้นไปกันเถอะ” ว่าแล้วสามสหายอย่างพวกเราก็เดินไปเรียนด้วยกันอย่างเฮฮา โดยเฉพาะมอลลี่ ตั้งแต่เปิดใจรับลีเดีย ก็ดูเหมือนว่าจะเข้ากันได้ดีเลยทีเดียว

พวกเราสามคนเดินมาจนใกล้จะถึงประตูทางเข้า แต่แล้วพวกเราทั้งสามคนก็ต้องตกใจกับเสียงแว้ด ๆ แหลม ๆ ของผู้หญิงคนนึงที่ตะโกนต่อว่าใครสักคนอยู่

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องยุ่งมาก มันน่ารำคาญเข้าใจมั้ย!?” เสียงแหลมของเด็กสาวกำลังต่อว่าใครบางคนอยู่ ชนิดที่ว่าไม่ไว้หน้ากันเลย

“รูบี้! รูบี้เป็นแฟนเรานะ ไม่อย่างงั้นเราจะคบกันไปทำไมล่ะ” เจ้าของเสียงที่ผมคุ้นเคย คล้าย ๆ ว่าจะเป็นเสียงของคนที่ใช้เวลาช่วงวันหยุดนั้นตอบกลับอีกฝ่ายด้วยอย่างจริงจัง ผมมองไปที่สีหน้าของทีโอ เขาดูกังวลและดูท้อแท้มากจริง ๆ นี่เรื่องของแฟนเขายังไม่จบอีกเหรอเนี่ย

“ทำไมล่ะ เพราะเราขี้หึงไปเหรอ เราต้องเฉย ๆ ใช่ไหมที่รูบี้ไปตีสนิทกับรุ่นพี่คนนั้นน่ะ”

“ก็บอกว่าไม่มีอะไรไง คุยเล่นเฉย ๆ ทีโออยู่ ๆ ก็ลากเราให้ออกมาจากพี่เขา คิดว่าที่ทำอยู่มันดีกว่าที่ทีโอว่าเราตรงไหนกันล่ะ?” แฟนสาวของเขายังคงอ้างไปเรื่อย

“ก็เราหวงอะ รูบี้เป็นแฟนเรานะ คิดว่าเราจะปล่อยไว้อย่างงั้นได้เหรอ!?” ทีโอจับแขนแฟนเขาไว้ แล้วมองค้อนอีกฝ่าย

“รู้ไหม สิ่งที่เราไม่ชอบเลยคือการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว” รูบี้บอกอีกฝ่ายด้วยเสียงเรียบนิ่งและดูเย็นชา ว่าแล้วแม่สาวคนนั้นก็สลัดมือของฝ่ายชายออกอย่างไร้เยื่อใย

“หมายความว่าไงน่ะ…” ทีโอถามแฟนสาวตรงหน้า

“ฉันจะบอกให้เอาบุญนะ ที่มาคบกับเธอด้วยก็เพราะเห็นว่าเป็นหนุ่มฮอตหรอก เลยแกล้งมาควงเธอให้พวกเพื่อนฉันมันอิจฉาเล่น แต่พอมาลองเล่นด้วย เธอมันก็แค่คนธรรมดาคนคนนึงแหละน่า น่าเบื่อจะตาย ฉันว่าฉันกำลังขี้เกียจเล่นละครอยู่พอดีเลย” รูบี้พูดด้วยคำพูดที่เปรียบเสมือนมีดแหลมคมปักเข้าไปที่อกคนโดนพูดเต็ม ๆ อย่างไม่เวทนาใดใด

“รูบี้...เธอประชดฉันใช่ไหม บอกฉันสิว่าไม่ได้กำลังจะเลิกกับฉันใช่ไหม” เขาถามด้วยเสียงอ่อน ๆ

“ไม่ต้อง ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว รู้ว่าเป็นห่วง คงจะกลัวว่าฉันจะหาใครไม่ได้สินะ แต่ขอโทษ มีชายหนุ่มอีกเป็นร้อยในฮอกวอตส์ที่อยากควงฉันจะตัวสั่น ทีนี้ก็เลิกฝันซะเถอะนะหนุ่มฮอต เรื่องของพวกเราจบลงแค่นี้ โชคดี”

คำพูดที่แสนมั่นอกมั่นใจเต็มร้อยทิ้งไว้ให้มันทิ่มแทงเด็กหนุ่มคนนั้นอย่างเจ็บปวด แล้วเจ้าของคำพูดก็เดินหนีออกจากตรงนั้นอย่างไม่สนใจใยดี

ทีโอได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น คงจะอารมณ์ดิ่งลงเหวสุด ๆ ผมที่ยืนอยู่ตรงนี้ก็เสียความรู้สึกไปด้วย ถ้าเป็นผม คงจะทนไม่ได้แน่ ๆ กับคำพูดเหล่านั้น ผมค่อย ๆ เดินไปหาเขาจากด้านหลังช้า ๆ แล้วแตะที่บ่าหลังของเขาอย่างเบาบาง

“ทีโอ...ไม่เป็นไรนะ” ผมถามเขาด้วยเสียงแผ่วเบา ใบหน้าของเขาที่หันหลังให้ผมอยู่นั้น อาจจะเศร้าอยู่มาก ๆ ก็เป็นได้

คนยืนหันหลังให้ผมยกแขนขึ้นมาปาดหน้าตัวเองแล้วสูดหายใจเข้าออกลึก ๆ ก่อนจะหันหลังมาหาผม

“เรา...เราโอเค ขอบคุณนะอเล็กซ่า” เขาตอบผมด้วยเสียงสะอื้น ไม่อะ ดูยังไงก็ไม่โอเคแน่ ๆ ผมล่ะเป็นห่วงเขาจังเลย

“อย่าไปคิดมากเลยนะ ปล่อยเขาไปเถอะ” ผมพูดพลางลูบไหล่เขาอย่างเบาบาง

“เวลาแบบเนี้ยก็มีแต่ต้องปล่อยแล้วล่ะ---” สะดุดกับประโยคตัวเอง ทีโอก็ก้มหน้าและส่งเสียงสะอึกสะอื้นออกมา

เพื่อนที่แสนดีของผม ตอนนี้คงกำลังแย่ ผมลูบหัวเขาเบา ๆ พร้อมพูดคำว่า“ไม่เป็นไร” เบา ๆ อยู่หลายรอบ แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันช่วยเขาได้ไหม เหมือนยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้เขากลั้นน้ำตาตัวเองไม่ไหว เขาพรวดพราดโน้มตัวลงมาซบอกผมแล้วปล่อยทุกความเศร้าที่อัดอั้นออกมา เสียงร้องไห้ของเขา เด็กหนุ่มที่เคยสดใสและร่าเริงตลอดเวลา พอได้ฟังแล้ว เราก็เหมือนจะเศร้าตามเขาไปด้วย

ผมรับตัวเขาไว้และโอบกอดเพื่อปลอบประโลม มือก็พลางลูบหลังเขาให้รู้สึกสบาย

“ไม่เป็นไรนะ อยากร้องก็ร้องออกมาเลย ทีโอมีค่ากว่านั้นนะ อย่าไปใส่ใจมากเลย” ผมพูดอย่างแผ่วเบาข้าง ๆ หูเขา ในขณะที่น้ำตาของเด็กหนุ่มก็ยังคงไหลพรากใส่อกผม ตอนนี้ผมคงทำได้เพียงอยู่ข้าง ๆ เพื่อนคนนี้แล้วล่ะ

หลังจากที่ทุกความทุกข์โศกของเพื่อนคนนี้ระบายลงบนอกผมหมดแล้ว แม้เสื้อผมจะเปียกคราบน้ำตาเขา ผมก็ยอม ถ้าเพื่อนคนนี้ได้สบายใจขึ้น เขาเช็ดคราบน้ำตาบนหน้าตัวเองแล้วกล่าวขอบคุณผมอีกครั้งด้วยเสียงอ่อน ๆ เวลาแบบนี้ จะอ่อนแอก็ไม่เป็นไรหรอกนะ

แต่เมื่อเขาเริ่มรื้อฟื้นอารมณ์ตัวเองได้ แม้รอยขอบตาจะยังช้ำอยู่บ้าง แต่เขาก็กลับสู่โหมดเดิม เพื่อนที่แสนดี ที่ดูแลผมมาตลอด เขาเห็นรอยคราบน้ำตาตัวเองบนเสื้อคลุมผม เขาก็ไม่รอช้าที่จะใช้มือเช็ดมันออก จริง ๆ ผมไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำกับรอยพวกนั้น

“ขอโทษนะ เราทำเสื้อคลุมอเล็กซ่าเปียกเป็นรอยเลย”

“ไม่เป็นไรหรอก ช่างมันเถอะ ทีโอดีขึ้นแล้วใช่ไหม?”

“อือ พอได้อยู่กับอเล็กซ่า มันก็สบายใจขึ้นมาเยอะเลย ขอบคุณอีกครั้งนะ” ผมยิ้มแล้วพยักหน้ารับคำขอบคุณที่อ่อนโยนนั่น เพื่อคนนี้ มากกว่านี้ผมก็ดูแลให้ได้ ให้สมกับที่เขาก็เคยอยู่กับผมในช่วงเวลาที่ลำบากเหมือนกัน

“ใกล้เวลาเรียนแล้ว ทีโอรีบไปเรียนเถอะ”

“ต่อไปเราก็เรียนวิชาพยากรณ์นี่แหละ เดี๋ยวก็จะเข้าไปแล้ว”

“งั้นก็ เข้าไปด้วยกันเลยนี่แหละเนอะ”

ว่าแล้วผม ทีโอ และเพื่อนอีกสองคนที่ยืนมองเก้อนั้นก็ได้เข้าห้องเรียนสักที

วิชาพยากรณ์ศาสตร์ สอนโดยศาสตราจารย์ซีบิลล์ ทรีลอนนี่ (Sybill Trelawney) วิชาที่น้อยคนนักจะให้ความสนใจหรือมีการตอบสนองที่ดีนัก แต่สำหรับ การได้เดาสุ่มหรือคาดคะเนมันก็สนุกดีเหมือนกัน ผมและมอลลี่ก็คิดแบบนั้น แต่ลีเดียหรือทีโอเนี่ยจะคิดยังไงกันนะ ห้องเรียนพยากรณ์จะเป็นห้องที่ค่อนข้างเล็ก จุคนได้ไม่เยอะมากนัก โต๊ะก็ต้องนั่งกันคนละสองตัว เป็นโต๊ะตัวเตี้ยที่มีลูกแก้วทำนายวางอยู่โต๊ะละลูก

วันนี้เราจะได้เรียนถึงการเคลื่อนไหวของดวงดาว และคำทำนายจากดวงดาว การย้ายตำแหน่งดวงดาว บอกอะไรเราได้บ้าง อาจจะเป็นความสุข โชคลาภ เรื่องเศร้าโศก หรือแม้กระทั่งความรัก

วิชาพยากรณ์ศาสตร์ดำเนินไปอย่างธรรมดาและไม่ค่อยหวือหวาเท่าไหร่ แต่กับนักเรียนคนอื่น ๆ คงต้องใช้คำว่าซังกะตายเลย ศาสตร์แห่งการพยากรณ์อาจไม่ค่อยแม่นยำเท่าศาสตร์อื่น ๆ แต่ผมว่ามันก็ไม่เลวที่จะลองเรียนรู้ วันนี้ เราได้การบ้านมาจากศาสตราจารย์ทรีลอนนี่ ให้งานคู่เป็นการวาดตำแหน่งของดวงดาวจักรราศีลงบนแผ่นกระดาษด้วยเวทย์มนต์อะไรใดใดก็ตามหรือด้วยฝีมือคนทำเอง

การจับคู่ทำงานของศาสตราจารย์ทรีลอนนี่อาจจะแปลกไปบ้าง เพราะมันคือการทำนายเลือกคู่โดยปากเปล่าของศาสตราจารย์เอง ผมที่คาดหวังว่าจะได้คู่กับเพื่อนสนิทตัวเองก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะชื่อของเธอได้ถูกป่าวประกาศก่อนใครเพื่อน ให้ต้องคู่กับลีเดีย ถึงผมจะแอบเซ็งนิดหน่อย แต่พอได้เห็นใบหน้าของเพื่อนสนิทที่อมยิ้มมุมปากไว้ ก็เลยหายห่วง เพื่อนสนิทผม เขาดีใจกับคู่ทำงานตัวเองขนาดนั้นเลยเหรอ

พอมาถึงตาผม ไม่รู้ว่าโชคชะตาหรือการทำนายแบบสุ่ม ๆ ของศาสตราจารย์ ที่ทำให้ผมได้บังเอิญไปคู่กับทีโอ เพื่อนที่เพิ่งผ่านทุกข์ผ่านโศกมาหมาด ๆ ผมเองก็เคยแค่ได้ใช้เวลาอยู่กับเขา แต่ก็ไม่รู้ว่าเวลาทำงานจะเป็นยังไง แต่บอกตามตรงว่า ผมก็แอบดีใจเล็ก ๆ เหมือนกันนะ

เราไปรับกระดาษมาจากศาสตราจารย์ แล้วไม่นาน เวลาก็หมดลงพอดี ผมและมอลลี่ที่นั่งข้างกัน ลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อเตรียมตัวสำหรับวิชาต่อไป ก่อนออกจากห้อง มอลลี่ได้ถามลีเดียว่าต่อไปจะได้เรียนวิชาเดียวกันไหม แต่คำตอบของลีเดีย มันก็ทำให้เพื่อนผมดูจะผิดหวังเล็ก ๆ อะไรกัน นี่เป็นถึงขนาดนี้แล้วหรือนี่

แต่ก่อนจะแยกกับลีเดีย ทีโอก็วิ่งตามผมมา แล้วรั้งให้ผมรอไว้ก่อน ดูเหมือนเขามีเรื่องจะพูดด้วย

“ว่าไงทีโอ?”

“งานวิชาพยากรณ์วันเนี้ย เรามาเริ่มทำตอนหลังเลิกเรียนกันเลยมะ?” คนถามถามผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ราวกับว่าอารมณ์ที่หดหู่ก่อนเข้าเรียนได้หายวับไปกับตา

“เอาเลยสิอเล็กซ่า เราก็ว่าจะทำกับลีเดียด้วยเหมือนกัน” มอลลี่พูดเสริมผม

“เอางั้นก็ได้ ที่ไหนดีล่ะ?” ผมตกลงและถามความเห็นจากทีโอ

“งั้นห้องโถงใหญ่ละกัน ที่กว้างดีด้วย”

“ได้สิ ตกลง” หลังจากนัดแนะกันเสร็จใบหน้าของทีโอก็ลดหย่อนลงมาเทียบกับข้าง ๆ หูผม

“งั้นไว้เจอกันนะกำลังใจ” ฉายาใหม่ที่เขาตั้งให้ผมถูกเอาพูดเบา ๆ ใส่ข้าง ๆ หูผม ว่าแล้ว เจ้าของคำพูดชวนให้คนฟังต้องหน้าแดงทุกครั้งก็เดินหนีไปแบบไม่ให้อยู่ซักถามอะไรเลย ผมมองท่าทีที่ร่าเริงของเด็กหนุ่มคนนั้นจากข้างหลัง ค่อย ๆ เดินไปจนลับตา เวลาที่เขาร่าเริงน่ะ มันน่าเอ็นดูแล้วก็สดใสจริง ๆ ด้วย

วันแรกของฮอกวอตส์หลังจากหยุดยาว 9 สัปดาห์ก็ล่วงเลยจนเลิกเรียนพอดี ผมก็ต้องขอแยกกับมอลลี่เพื่อไปทำงานตามที่ทีโอได้นัดไว้ที่ห้องโถง ในเวลาแบบนี้ เด็กนักเรียนบางกลุ่มก็นั่งจับกลุ่มกันสังสรรค์เฮฮาตามประสา และน้อยคนด้วยที่จะใช้เวลาในหองนี้ทำงานหรือการบ้านแบบผม ผมเดินมานั่งที่โต๊ะเรเวนคลอแล้วก็พบว่า โต๊ะตัวนี้มีแค่ผมที่นั่งอยู่คนเดียว เพราะพวกเราเรเวนคลอส่วนใหญ่ก็จะใช้เวลากับห้องสมุดไม่ก็ห้องนั่งเล่นรวม มันได้สมาธิกว่าเยอะมาก ใจผมก็อยากไปที่ที่สงบกว่านี้หน่อย แต่ในเมื่อทีโอเขาเป็นคนนัดมา ผมก็ไม่อยากขัดใจเขาด้วย ก็เลยต้องมานั่งรอตามนัด

ผมวางกระดาษและอุปกรณ์ไว้บนโต๊ะ ก่อนที่ผมจะออกมาที่จุดนัดภพ ผมเตรียมของมาชนิดที่ว่าหนักกระเป๋าเลยทีเดียว ทั้งสีระบาย พู่กัน ปากกาขนนกและหมึก ทำให้กระเป๋าของผมมันทั้งหนักและตุงมาก ๆ ผมไม่รอช้าที่จะกระทุ้งมันลงบนโต๊ะ แล้วนวดไหล่ข้างที่สะพายกระเป๋าเบา ๆ อยากรู้จังว่าทีโอจะเอาอะไรมาบ้าง แต่ตอนนี้ทีโอยังไม่มา อาจจะติดอะไรสักอย่าง ผมจึงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา เวลาผมอ่านหนังสือ สมาธิทุกอย่างของผมจะเพ่งไปที่ทุกตัวอักษร จนทุกสิ่งรอบข้าง กลายเป็นเสียงเงียบและความว่างเปล่าไปเลย

ผมอาจจะฆ่าเวลาไปกับหนังสือมากไป จนไม่ได้สังเกตว่าคนที่ผมรอมาถึงแล้ว เขาเดินมานั่งตรงข้ามผมเงียบ ๆ แต่ผมก็ยังไม่เห็นอยู่ดี สงสัยเขาจะรู้ว่าผมไม่ทันได้สังเกต ทีโอจึงส่งเสียงเคาะเบา ๆ มาที่ปกหนังสือของผม จนผมหันเหความสนใจนั้นไปที่เขาตามอย่างที่ต้องการ

“อ้าว ทีโอ มาถึงแล้วเหรอ โทษที ไม่ทันได้สังเกตเห็นน่ะ”

“ไม่เป็นไร ขอโทษเหมือนกันที่ทำให้รอนาน เราเตรียมอะไรไว้นิดหน่อยน่ะ มาเริ่มทำกันเถอะ”

สิ้นเสียงของเขา ทีโอก็วางกระเป๋าที่ดูเบากว่าผมมาก ๆ ลงบนโต๊ะ เขาเอาหนังสือเกี่ยวกับข้อมูลมาสักสองสามเล่ม ไว้ใช้ประกอบภาพ ผมเริ่มกางม้วนกระดาษออก มันใหญ่กว่าที่ผมคิด และเราต้องเขียนหรือวาดข้อมูลเกี่ยวกับดวงดาวจักรราศีลงบนกระดาษ อาจจะกะทันหันไปบ้าง แต่ผมต้องบอกว่า เรื่องการวาดภาพ ผมก็เรียกได้ว่าดีอยู่พอตัว ผมจึงเป็นคนร่างรูปแบบ จัดเรียงตำแหน่ง แล้วให้ทีโอเป็นคนบอกข้อมูลสำคัญที่จะต้องใช้ในงาน

เริ่มทำแล้ว ผมก็ละเลงจินตนาการและฝีมือของตัวเองลงบนแผ่นกระดาษอย่างไม่ยั้งมือ ไม่ได้จะบอกว่ามันเว่อร์ แต่มันจริง ที่ว่าฝีมือผมนั้นใช้ได้ เพราะทุก ๆ ลายเส้นและสีที่ผมลง มันทำเอาทีโอที่ช่วยผมระบายส่วนต่าง ๆ มองจนตาค้างเลย เขาบอกกับผมว่า เป็นทักษะอีกอย่างของผมที่ยอดเยี่ยมและน่าทึ่งมาก ๆ

ผมวาดไปได้ 10 นาที ทีโอก็ช่วยบอกข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ งานนี้สำหรับผมท่าทางจะราบรื่นเพราะความถนัดของตัวผมเองและเพื่อนร่วมงานที่ดีด้วยส่วนหนึ่ง จนหมดข้อมูลและรายละเอียดที่ต้องใช้ ทำให้ส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของผมทั้งหมด ทีโอจึงว่าง ถึงผมจะกลัวว่าเขาเบื่อ แต่ตัวเองก็ยังขะมักเขม้นทำงานต่อไป แม้จะมีชำเลืองสายตาไปมองคนตรงข้ามบ้างก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ผมสลับสายตาไปมองเขา ผมจะเห็นแววตาที่จ้องผมไว้ตลอดและได้รอยยิ้มส่งกลับมาทุกครั้ง แล้วมันก็ยังเป็นพลังบวกที่ดีที่ทำให้ผมเหนื่อยน้อยลงด้วย ผมกำลังจะระบายส่วนที่เป็นดาวหาง เลยกำลังจะจุ่มพู่กันไปที่สีขาว แต่ก็พบว่า มันหมดลงแล้ว

“อ้าว สีขาวหมดแล้วอะ” ผมพูดขึ้นมาลอย ๆ แล้วจู่ ๆ มือของเพื่อนร่วมงานก็ยื่นขวดสีขาวสีใหม่ให้ ผมไม่ทันได้สังเกตเลยว่าเขาไปเอามาใหม่ตอนไหน และที่สำคัญ เขายังไปเอามาทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้บอกก่อนด้วย

“ทีโอ...ทำไมถึง--” ผมกำลังจะถามเขาด้วยความสงสัย

“เราเห็นตั้งนานแล้วว่าสีขาวมันใกล้จะหมด ก็เลยไปหามาให้ก่อนน่ะ”

“อ๋อ...ขอบคุณนะ” ผมรับสีจากมือเขา แล้วละเลงสีลงบนกระดาษต่อ พลางคิดในใจว่า ทีโอจะต้องมีไหวพริบและหัวที่ไวมากแน่ ๆ เพราะขนาดผมที่เป็นคนวาดเองก็ไม่ได้สังเกตเลย

“ให้เราช่วยอะไรได้บ้างไหม?” ทีโอถามผม

“อืม...ไม่รู้สิ เราทำเองได้เกือบทุกอย่างเลย เลยไม่รู้ว่าจะให้ทีโอทำตรงไหนดี”

“อเล็กซ่าเป็นพวกชอบทำงานคนเดียวสินะ”

“จริง ๆ ก็ใช่แหละ แหะ ๆ แต่ทีโอมาทำด้วยเราก็สนุกดีนะ”

“เราก็ว่าสนุกดีเหมือนกัน แต่นั่งมองอเล็กซ่าที่ขยันทำงานแล้วสนุกกว่าอีก” คำพูดนั้นของทีโอ ทำให้มือที่ผมกำลังจะลงสีพื้นหลังท้องฟ้าต่อหยุดชะงักลง ต่อด้วยใบหน้าที่เงยหน้าไปมองคนพูดที่กำลังยิ้มแหยจนตาหยี มันก็ทำให้ผมยิ้มตามด้วย

เพราะผมถนัดเรื่องวาดรูประบายสีอะไรแบบนี้ ผมก็เลยทำมันเพลินจนลืมเวลาไปเลย รู้ตัวอีกทีก็เย็นจนใกล้จะฟ้ามืดแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะต้องกลับหอพัก ทำให้ผมต้องเร่งมือหน่อย ท่าทางที่ขะมักเขม้นของผม จนเหงื่อออกพลั่ก ๆ มันทำให้เพื่อนตรงหน้าสังเกตเห็น

“อเล็กซ่า ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ?” ทีโอถามผม

“ก็...ก็นิดหน่อยน่ะ แต่ว่าจะทำให้ได้สักครึ่งทางก่อนแล้วค่อยพักน่ะ”

“ไม่ได้นะ ถ้าเหนื่อยแล้วก็พักเลยสิ” เพราะคำพูดนั้น ผมจึงวางพู่กันลง แล้วหยุดพักตามที่เพื่อนตรงหน้าบอก

“แล้วอเล็กซ่าไม่หิวบ้างเหรอ?”

“ก็ไม่ค่อยนะ” ถึงจะบอกอย่างนั้น เจ้ากระเพราะเจ้ากรรมของผมมันก็ร้องออกมาซะดังลั่นได้จวบจังหวะเหมาะจริง ๆ แล้วมันก็ทำเอาคนตรงหน้าผมหัวเราะออกมาแบบไม่เก็บอาการเสียด้วย ผมล่ะอายจนหน้าแดงแปร๊ดเลย

“ถ้าหิวก็บอกกันสิ” ทีโอพูดพลางขมวดคิ้วไปเหมือนกำลังดุผมอยู่ยังไงอย่างงั้น ว่าแล้วเขาก็คว้ากระเป๋าตัวเองหยิบกล่องบางอย่างออกมา ผมเห็นว่ามันเป็นถุงขนมบางอย่างที่ยังใส่ขนมไว้เต็ม แล้วเขาก็แกะมันออกแล้วหยิบชิ้นนึงออกมา

“เอ้า อ้าปากเร็ว” ทีโอยื่นคุกกี้ชิ้นพอดีมาที่หน้าผม ไม่ได้ยื่นให้กิน แต่เป็นป้อนให้กินหรอกเหรอ ผมมองหน้าเขาสักพักก่อนที่จะงับคุกกี้ชิ้นนั้นจากมือเขาเข้าไปเต็มคำ

ผมค่อย ๆ เคี้ยวและสัมผัสรสชาติมัน ผมแทบจะอุทานออกมาเลย เพราะมันอร่อยมาก ๆ อร่อยจนผมเบิกตากว้าง เป็นคุกกี้ที่ทำออกมาได้รสชาติลงตัวที่สุด ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นคุกกี้ที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยชิมเลยล่ะ ก่อนจะเปิดเรียนฮอกวอตส์ ทีโอพาผมไปแนะนำร้านขนมหลายร้าน ชิมคุกกี้จากหลาย ๆ ที่ แต่ผมต้องสารภาพว่า ที่ทีโอเคยพาไปชิมนั้น มันเทียบไม่ติดกับชิ้นที่ผมกำลังกินอยู่ตอนนี้เลย

“อร่อยจังเลยทีโอ! ซื้อที่ไหนน่ะ!” ผมถามเขาอย่างลุกลี้ลุกลน

“เราทำเองนี่แหละ” ผมที่ตกใจกับรสชาติคุกกี้เมื่อกี้ ตอนนี้ก็มาตกใจกับคำเฉลยของคนที่ให้ผมกินคุกกี้อีก

“อร่อย อร่อยมาก ๆ เลยล่ะ ทีโอทำได้ยังไงน่ะ”

“ก็ตอนหยุดช่วงคริสต์มาส เราเห็นอเล็กซ่าชอบกินคุกกี้น่ะ เราก็เลยลองหัดทำดูบ้าง จะให้อเล็กซ่าได้กินบ่อย ๆ ไง” นี่แหละความน่าเอ็นดูของทีโอ ทั้งใส่ใจแล้วก็มีไหวพริบ ผมชื่นชมเขาผ่านทางสีหน้าที่ยิ้มแย้ม แล้วออกปากไปว่าจะคอยชิมคุกกี้เขาทำให้บ่อย ๆ

“หายเหนื่อยขึ้นมาหรือยัง?” ทีโอถาม

“อื้ม! กลับมามีแรงแล้วล่ะ ทีนี้ก็ทำต่อได้แล้ว” ผมตั้งพู่กันขึ้น เตรียมปั่นรูปวาดดวงดาวต่อ

“อย่าดีกว่าเลย ทุ่มหนักไปมันก็ไม่ดีนะ” ทีโอยกมือขึ้นมาหยุดผมไว้

“ไว้พรุ่งนี้เราค่อยนัดมาทำกันอีกรอบดีกว่านะ”

“อื้อ...ก็ได้” ผมวางพู่กันลงตามคำสั่งเพื่อน ไม่สิ ตามคำสั่งของคุณพ่อดีกว่า เพราะตอนนี้ ผมและทีโอก็ไม่ต่างอะไรมากจากพ่อลูกคู่หนึ่งที่กำลังช่วยกันประดิษฐ์อะไรสักอย่าง แล้วเจ้าลูกชายคนนี้ก็ยังมีแรงล้นเหลือหามรุ่งหามค่ำ จนต้องให้คุณพ่อสั่งหยุดแล้วเรียกเข้าบ้าน คิดแบบนี้ก็ตลกดีเหมือนกันแฮะ

“ขอบคุณนะทีโอ วันนี้ช่วยได้เยอะเลยล่ะ พรุ่งนี้ค่อยเจอกันเวลาเดิมนะ” ผมโบกลาเขาเตรียมหันหลังกลับหอพัก

“แก้ปริศนาหน้าห้องได้แล้วใช่ไหม?” ทีโอถามจนผมนึกได้ ตายล่ะหว่าทีนี้ ขาผมหยุดนิ่งแล้วแข็งเป็นหินจนไม่อาจก้าวต่อได้เลย นี่ก็ดึกมากแล้ว จะให้รอเด็กบ้านเรเวนคลอผ่านไปผ่านมาก็คงจะลำบาก ซวยแล้วล่ะสิ

“ย...ยังไม่ได้ครับ...” ผมยอมรับกับทีโอโดยตรง

“หึหึ เป็นอย่างที่คิดเลย” ทีโอป้องปากตัวเองแล้วหัวเราะในลำคอ

“ให้เราเดินไปส่งนะ เผื่อจะช่วยได้” ผมหันไปยิ้มรับกับมือที่ยื่นมาอาสาจะช่วยผมรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แล้วก็เป็นอันตกลง เราทั้งคู่เดินออกจากห้องโถงพร้อมกัน แล้วขึ้นบันไดวนตรงไปยังห้องเรเวนคลอทันที ระหว่างทาง เราก็ได้สนทนากันเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบฉี่จนเกินไป เรื่องที่คุยกันก็เป็นเรื่องทั่วไป สัพเพเหระ แต่ผมก็สงสัยอยู่ ตลอดช่วงเวลาที่เราสองคนทำงานด้วยกัน สีหน้า แววตา และคำพูด รวมทั้งออร่าแห่งความร่าเริงและสดใสเหมือนกับทุก ๆ ทีของเขานั้น ไม่เหมือนคนที่เพิ่งโดนแฟนบอกเลิกเมื่อเช้านี้เลย

“ไม่เศร้าหน่อยเหรอ?” ผมถามเขาขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“เศร้า? เศร้าอะไรเหรอ เราว่าตอนนี้ก็มีความสุขดีนะ” เขากลับมาถามผมอย่างงุนงง

“ทีโอเพิ่งโดนบอกเลิกหนิ จริง ๆ มันก็ดีนะ ที่ทีโอยังยิ้มได้เหมือนปกติ แต่ไม่ซึมหรืออะไรหน่อยเหรอ?” ผมถามเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ก็มีบ้าง ถึงจะเป็นแค่ช่วงแรก ๆ แต่พอได้อยู่กับอเล็กซ่า มันก็ลืมเรื่องพวกนั้นไปเลยน่ะ จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ เหมือน อเล็กซ่าเป็นพลังบวกให้เราประมาณนั้นล่ะมั้ง” ผมยิ้มบาง ๆ รับคำชมนั้นจากเขา เห็นเพื่อนไม่ทุกข์ใจผมก็ยินดีด้วย แต่ว่า ไม่รู้ทำไม คำคำนั้นที่เขาบอกว่าผมเป็นพลังบวกให้เขา มันทำให้ใจผมเต้นแรงขึ้น หน้าของผมก็แดงและค่อยร้อนผ่าวขึ้นมา แถมยิ้มที่ให้เขาไปตอนฟัง มันก็หุบไม่ลงเสียด้วย รู้ตัวอีกที เราก็มาอยู่ที่หน้าห้องเรเวนคลอเรียบร้อย คงได้เวลาบอกลาแล้ว

ผมเคาะประตูสองครั้ง แล้วนกอินทรีย์ก็เริ่มถามคำถามเหมือนทุกครั้ง เป็นคำถามชวนงงที่ทำให้ผมมึนได้ทุกครั้งที่โดนถาม นี่มันก็ 5 ปีแล้วนะที่ผมเจอกับคำถามท้าทายสมอง แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกสักที แล้วก็อีกครั้งที่ทีโอช่วยตอบปัญหาให้ผมได้อย่างชาญฉลาดและรวดเร็ว พูดตรง ๆ เขาควรมาอยู่เรเวนคลอแทนผมจริง ๆ

“ขอบคุณนะทีโอ ช่วยไว้ได้ตลอดเลย”

“ไม่เป็นไร ถ้าแก้ปริศนาไม่ได้อีกก็...เรียกเราได้ทุกเมื่อเลย”

“ฮ่ะ ๆ ไม่กล้ารบกวนขนาดนั้นหรอก งั้น เจอกันพรุ่งนี้” ผมกำลังจะเอี้ยวตัวไปเข้าห้อง แต่ยังไม่ได้หันหลังเต็มที ทีโอก็จับหัวผมล็อคไว้ก่อน ผมหันหลังกลับไปมองเขาที่เหมือนจะรั้งผมไว้ แล้วยื่นหน้ามาข้าง ๆ หูผม ออกเสียงกระซิบอย่างเบา ๆ

“ฝันดีนะกำลังใจ”

ทุกทีที่เขาเรียกชื่อผมแบบนี้ ก็ต้องวิ่งหนีหายไปตลอด ผมที่ยืนแข็งทื่อเพราะเขินอยู่ตรงนี้คนเดียวก็อึ้งนิ่งกับคำนั้นอยู่นานหน้าประตู ใจเต้นตุบตับและแรงขึ้นกว่าครั้งไหน ๆ ความเสียอาการของผมยังไม่หยุด จนมอลลี่ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่กลางห้องสังเกต

“เป็นอะไรน่ะอเล็กซ่า” เธอถาม

“อ๋อ เปล่า ๆ ไม่มีอะไร” ผมพูดไปขมุบขมิบปากที่ยิ้มออกมา มอลลี่ถลึงสายตามาที่ผม คล้ายกับว่าไม่เชื่อคำว่าไม่มีอะไรของผม

“ขอเดานะ ทีโอมาส่งใช่ไหม?” เธอถามผมทั้ง ๆ ที่ผมยังไม่ได้ปริปากเอ่ยเลย

“ระ...รู้ได้ไง” ผมถามเธอกลับอย่างตกใจเล็กน้อย

“ปกติจะแก้ปริศนาหน้าห้องไม่ค่อยได้ไม่ใช่เหรอ?”

“ก็...ใช่แหละ”

หลังจากตอบมอลลี่ เธอหันมาทำท่าครุ่นคิดบางอย่าง แล้วเพ่งสายตามาที่หน้าที่แดงก่ำและลุกลี้ลุกลนของผม ตอนนี้ความเสียอาการของผมมันยังไม่หาย เพราะคำพูดทรงอาณุภาพนั้นของทีโอแท้ ๆ

“อเล็กซ่า ถามจริง ๆ นะ” เธอมาใกล้ ๆ ผมและถามคำถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนผมอ้ำอึ้งรอฟังคำถาม

 

“เธอ...ชอบทีโอเหรอ?”

 

ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เป็นคำถามที่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะต้องตอบ เพราะผมเองก็มัวแต่ตั้งคำถามว่าความรู้สึกผมที่เกิดขึ้นเวลาอยู่กับทีโอมันคืออะไร เป็นคำถามที่ผมเองก็ไม่กล้าจะฟันธงคำตอบ และผมก็ไม่รู้ตัวเลยว่า เราชอบเขาขึ้นมาจริง ๆ หรือเปล่า

“ทำไมคิดงั้นอะ...”

“ตั้งแต่ที่เธอปลอบเขาตอนนั้นหน้าห้องพยากรณ์แล้ว และสายตาของเธอตอนที่คุยกับเขา อาการแปลก ๆ นั่น ฉันเป็นเพื่อนเธอมาจะ 5 ปีแล้ว ทำไมจะดูไม่ออกล่ะ ตกลงเธอชอบเขาจริง ๆ ใช่ไหม?”

ผมลังเลกับคำตอบ เหมือนกับว่ากำลังทะเลาะกับตัวเองอยู่ในหัว เวลาเราจะชอบใครสักคนมันดูจากอะไร ผมไม่รู้เลยจริง ๆ

“ฉันก็ไม่รู้นะมอลลี่ ฉันดูอาการตัวเองไม่ออก”

“จะว่าไงดีล่ะ...ฉันก็พอจะรู้มาอยู่บ้างจากในหนังสือ เวลาที่เราที่ชอบใคร ใจเราจะเต้นแรง สูญเสียความเป็นตัวเองเวลาอยู่กับเขา นิ่งแข็งทื่อเป็นหินบ้าง หุบยิ้มไม่ได้บ้าง เวลามองเขา เราจะเห็นความน่ารักออกมาผ่านทางสายตา แล้วที่สำคัญ

เราจะดูแลคนคนนั้นได้เป็นพิเศษ เธอเป็นแบบนั้นหรือเปล่า?”

มันคือผมชัด ๆ ทั้งเรื่องที่เขาดูแลผมจนทำให้ไม่สามารถให้คำตอบตัวเองได้ ว่าทำไมเราถึงได้เป็นอย่างที่มอลลี่ว่าทั้งหมด ทั้งใจเต้นแรงเวลาเขาเรียกชื่อผม หรือฉายานั่น ที่ทำให้ผมรู้สึกพิเศษ และอย่างที่สำคัญ เราก็คอยรองรับกันในเวลาที่ลำบากด้วย เหมือนกับที่เขาทำให้ผม หรือว่านี่จะเป็นต้นเหตุของรอยยิ้มปริศนาของผม

นี่ผม...ชอบทีโอแล้วจริง ๆ ใช่ไหม

“อือ...” ผมตอบมอลลี่ด้วยเสียงที่อยู่ในลำคอ คำตอบสุดท้ายของตัวเอง ไม่คิดมาก่อนเลยว่าคนที่อยู่ใกล้ผมตลอดเวลา จะเป็นคนแรก ที่ทำให้ผมรู้สึกถึงเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ได้

“ตายแล้ว... เป็นอย่างที่คิดไว้” มอลลี่พูดด้วยเสียงไม่ค่อยตกใจนัก ผิดกับผม ที่ยังอึ้งกับคำตอบของตัวเองอยู่เลย

“อเล็กซ่า เธอต้องถามเขานะ” มอลลี่เข้ามาจับแขนผมไว้ แล้วพูดเน้นเสียง

“ถาม...ถามอะไร”

“ความรู้สึกของทีโอที่มีต่อเธอไง”

“บ้าไปแล้วเหรอมอลลี่ ถ้าเกิดเขาไม่คิดเหมือนฉันขึ้นมาล่ะจะทำยังไง”

“ก็ต้องลองดูก่อนสิ คิดดูนะ ทีโอน่ะทั้งอยู่ด้วยกันกับเธอขนาดนี้ ดูแลและช่วยเหลือทุกครั้ง แถมที่ได้ฟังในจดหมายน่ะ พวกเธอก็ยังดูสนิทกันอีก ฉันว่าทีโอเขาก็ต้องมีบ้างแหละน่า” มอลลี่พูดลากเสียงยิ่งโน้มน้าวให้ผมถามเขาโต้ง ๆ ที่เจ้าตัวจะอึดอัดไหมผมก็ไม่รู้

“แล้วถ้าเขา...ไม่ได้คิดล่ะ แย่กว่านั้น ถ้าเขาเกิดเกลียดฉันขึ้นมาล่ะ...” ผมตอบเขาเสียงอ่อน ๆ ด้วยความหวาดระแวง

“พูดตรง ๆ เลยนะ เขาคงไม่เกลียดเธอหรอก หรือยังไง เธอกับเขาก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ พวกเธอน่ะ ดูมีความใส่ใจให้กันและกันตลอด คงไม่แตกหักกันง่าย ๆ หรอก ฉันเชื่อแบบนั้นน่ะ”

แม้ผมจะเชื่อเธอ แต่ผมก็ลังเลอยู่ดี เขาทั้งดีกับผม คอยดูแลผม ถึงมันจะน่าคิด แต่คำถามที่ผมจะต้องถามเขา ผมก็ระแวงเหมือนกันถ้าจะทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเราต้องสั่นคลอน

แล้วทีนี้ผมจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย บางทีถ้าเราบอกออกไปแล้วเขาคิดเหมือนกันกับผม มันอาจจะดีก็ได้ แต่ในเวลาเดียวกัน ถ้าทีโอไม่ได้คิดแบบผมล่ะ เราจะยังเป็นเหมือนเดิมกันได้ไหม คำถามพวกนี้ มันคงจะมาแทนที่คำถามที่ว่า เรารู้สึกอะไรกับเขา กลายเป็นว่า ผมจะต้องปวดหัวเป็นสองเท่ากับคำถามใหม่ที่ผุดขึ้นมา ไอ้เรื่องความรักอะไรเนี่ย มันเข้าใจยากจริง ๆ ตอนนี้ผมน่ะคิดหนักเหมือนคนบ้าเพราะคำว่า “รัก”คำเดียวเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #9 Ingey (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 กันยายน 2563 / 07:38
    สนุกมากเลย เพิ่งมาอ่าน5555 รอนะคะ
    #9
    0
  2. #8 NeveRainbow: (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 18:12
    งู้ยยยยน้องจะถามแล้วว~ยังรอไรท์อยู่นะคะ55555
    #8
    1
    • #8-1 TEALS(จากตอนที่ 11)
      23 สิงหาคม 2563 / 22:10
      ถ้าไรท์ว่างเดี๋ยวมาลงให้นะครับ ช่วงนี้ไรท์ใกล้สอบด้วย ขอบคุณที่รอนะค้าบบ >v<
      #8-1