FANFIC HARRY POTTER [AU,OC] : "BLUED DIARY บันทึกรักฉบับเรเวนคลอ"

ตอนที่ 10 : CHAPTER 9 เรื่องบังเอิญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    15 มิ.ย. 63

ในที่สุด ก็ปีใหม่สักที ฮอกวอตส์จะให้นักเรียนกลับบ้านไปร่วมฉลองและพักผ่อนในช่วงวันหยุดหรือแล้วแต่นักเรียนว่าจะอยู่ที่ฮอกวอตส์ตลอดเวลา 9 สัปดาห์ วันนี้เป็นวันแรกของปี พ่อและแม่ของผมขับรถมารับที่ชานชาราพร้อมกล่าวสวัสดีปีใหม่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและต้อนรับ ผมได้กลับบ้านตัวเองในโลกมักเกิ้ล ที่ไม่ได้กลับมานาน พอได้กลับมาอีกที มันก็รู้สึกใจแป้ว ก็บ้านหลังนี้น่ะ เป็นบ้านที่ผมเคยอยู่กับคุณย่ามาตลอดนี่นา

ผมเดินเข้าไปสำรวจบ้านที่คุ้นเคย กลิ่นไอและบรรยากาศที่ผมสัมผัสมาตั้งแต่เด็ก กับคนพิเศษ ยังคงงดงามดังเดิมเสมอ

ผมขึ้นไปชั้นบน ที่ที่เป็นห้องนอนของตัวเอง เพื่อเข้าไปเก็บของและสัมภาระอันหนักอึ้งของตัวเองให้เรียบร้อย พร้อมใช้เวลา 9 สัปดาห์เต็มที่โลกมักเกิ้ล ห้องนอนของผมนั้น แน่นอนว่าจะต้องจะต้องเต็มไปด้วยชั้นหนังสือที่มีเหล่าตำราและวรรณกรรมหลากหลายเล่มวางเรียงราย บางเล่มผมก็ยังไม่ได้อ่าน หลังจากที่เก็บของเสร็จเรียบร้อย ผมจึงตัดสินใจใช้เวลาของวันหยุดแรกของตัวเองในการจัดการกับหนังสือที่ค้างไว้ ผมมองหาหนังสือบนชั้นสักเล่มที่น่าสนใจ แล้วพบกับเล่มหนึ่งที่ผมทิ้งร้างไว้นานที่สุดในชั้น ชนิดที่ว่าผมเองยังจำไม่ได้แล้วว่าได้มันมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“Our Loves เรื่องราวเราสองคน”

ผมอ่านชื่อหนังสือที่เขียนตัวใหญ่พร้อมกับรูปดอกกุหลาบ พนันได้แน่ ๆ ว่าต้องเป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แน่นอน ถึงผมจะไม่ค่อยผ่านหูผ่านตากับหนังสือแนวความรักโรแมนติกสักเท่าไหร่ แต่อารมณ์ไหนของผมไม่รู้ ที่ตัดสินใจจะลองเปิดอ่านมันสักครั้ง ผมนั่งอ่านที่เตียงของตัวเองอย่างใจจดใจจ่อ

ผม ผู้โดดเดี่ยวและไร้วิญญาณ ไม่มีใครเคยเข้ามาในชีวิตของผมเลยสักครั้ง ชีวิตของผมที่เงียบเหงาและอ้างว้าง ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทาครึ้ม ดูแล้วหดหู่จิตใจชะมัด

แต่ทันใดนั้น ใครคนหนึ่งได้เดินเข้ามาฉุดตัวของผม ให้ออกจากเงามืดและหมอกดำนั่น และจูงมือผมไปยังโลกที่แสนสดใส ดินแดนใหม่ที่มีแค่เราสองคน

ทั้งภาษา สุนทรียภาพ และการเกริ่นนำที่น่าสนใจนี้ มันสะดุดใจผมแปลก ๆ แล้วยิ่งทำให้รู้สึกว่าอยากอ่านมันขึ้นเป็นเท่าตัว หนังสือแนวโรแมนติคพวกนี้อาจจะดีเหมือนกันนะ ผมต้องได้เรียนรู้อะไรสักอย่างแน่ ๆ จากมัน

แต่กลับกัน ผมก็รู้สึกเหงากับถ้อยคำเหล่านั้นในหนังสือ อาจเป็นเพราะ พวกหนังสือ มันคืออย่างนึง ที่เชื่อมผมไว้ กับคนที่จากผมไป

ผมมองออกไปนอกประตูที่เปิดอ้า แล้วมองเห็นห้องห้องหนึ่งที่ปิดประตูสนิท ห้องนั้นผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี แล้วผมยังรู้สึกว่า มันดึงดูดให้ผมเข้าไปในห้องนั้น รับบรรยากาศของวันวานที่ผ่านมา ผมสัมผัสได้ว่า ในห้องนั้น อาจจะทำให้ผมสบายใจกว่านี้ก็ได้ ผมจึงถือหนังสือเล่มที่ค้างไว้และเดินตรงไปเปิดประตูห้องนั้น

เพียงแค่เปิดเข้าไป ห้องที่อึมครึม พอมีแสงลอดเข้ามาบ้าง แต่ก็เตียนโล่ง มีแค่ตู้เสื้อผ้าที่ไร้ชุดใด ๆ แขวนไว้ และเตียงเปล่า ๆ เท่านั้น ราวกับว่า เจ้าของเก่าของห้องนี้ ได้จากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

รอยยิ้มบาง ๆ เกิดขึ้นบนใบหน้าผมในฉับพลันทันทีที่เข้ามาในห้องนี้ ความทรงจำต่าง ๆ ผุดแล่นเข้ามาในหัวของผม มันช่างชวนให้ผมคิดถึงจริง ๆ วันคืนและเวลาที่แสนมีค่า กับหนังสือที่ต่างกันทุกวันในมือของผมและคุณย่า เราสองคนเข้าไปสู่โลกแห่งหนังสือด้วยกันทุกครั้งในห้องนี้ รู้จักและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไปด้วยกัน เสมือนคุณย่านั้น จูงมือผมท่องไปยังดินแดนที่แสนพิเศษและสวยงาม ช่วงเวลาเหล่านั้น มันยังคงสวยงามเสมอในความทรงจำของผม

จริงสิ ผมจำได้แล้ว หนังสือบนมือผมที่ถืออยู่ตอนนี้ คุณย่าท่านเคยให้ไว้นี่เอง

ผมนั่งอ่านหนังสือที่เคยได้รับจากท่านเมื่อนานมาแล้วบนเตียงสีขาวโล่ง ๆ ต่อในห้องที่ไร้เจ้าของ ยิ่งบรรยากาศที่มีแสงเล็ดลอดเข้ามา พร้อมกับกลิ่นเก่า ๆ ที่ผมได้กลิ่นเป็นประจำ ยิ่งทำให้ทุกตัวสะกด ทุกตัวอักษรในหนังสือ มีค่าและน่าตราตรึงใจกว่าทุกครั้งที่ผมอ่าน

ผ่านไปหลายต่อหลายหน้า ในห้องที่เงียบสงัดและอ้างว้าง ทุก ๆ แผ่นหน้าที่เปิดอ่าน มีรอยยิ้มของผมอยู่ บรรยากาศที่ชวนให้คิดถึงนี้ แม้มันจะเป็นที่ที่ทำให้ผมมีความสุข แต่ก็เศร้าในเวลาเดียวกัน เพราะบรรยากาศนั้น หยาดหยดน้ำจากขอบตาของผมจึงได้ร่วงหล่นลงกระทบกับแผ่นกระดาษ อาจเป็นเพราะ ผมคงจะเสพสรรค์บรรยากาศที่มีสองอารมณ์ปนอยู่ด้วยกันมากเกินไป ผมควรออกไปจากห้องนี้ซะก่อน

ผมตัดสินใจปิดปกหนังสือหนา แล้วผละตัวเองออกจากเตียง เดินออกจากห้องและปิดประตูห้องที่อ้างว้างนั้นให้สนิทเสีย มันอาจจะไม่เป็นการดี ถ้าผม ยังคงจมปลักอยู่ที่ที่เดิม ไม่แน่ ข้างนอกที่มีแสงลอดเข้ามา ลมคลอพัดมาในฤดูหนาว อาจจะช่วยบรรเทาอารมณ์ที่ตีกันไปมาตอนนี้ของผมได้ เป็นที่ไหนดีนะ จริงสิ สวนสาธารณะก็ได้ ทั้งสงบและชวนให้ร่มรื่น สิ้นความคิดนั้น ผมจึงเดินไปยังหน้าประตูบ้าน ใส่รองเท้าและผ้าพันคอเพื่อความอบอุ่นแล้วเปิดประตูออกไปหน้าบ้านทันที พร้อมกับหนังสือรักโรแมนติคที่ผมเปิดใจอ่านถือไปด้วย

ในสวนสาธารณะของวันแรกแห่งปี ไร้ซึ่งผู้คนออกมาเที่ยวชมและดื่มด่ำบรรยากาศที่เงียบสงัด ลมพัดพาเศษใบไม้มาแต่ไกล เสียงน้ำพุใหญ่ที่ดังคลอสถานที่นี้ไว้ มันคือที่ทีี่เหมาะสำหรับผมจริง ๆ นี่อาจจะดีกว่าห้องแห่งความทรงจำนั้น

ผมไม่รอช้า หาที่นั่งเหมาะ ๆ สักที่ แล้วนั่งเอนหลังอย่างสบายใจ แล้วเริ่มอ่านหนังสือเล่มเดิมต่อ

ลมที่พัดของฤดูหนาว แม้มันจะยังหนาวเย็นอยู่บ้าง แต่มันก็เป็นพื้นหลังที่ดีในการผ่อนคลายกับหนังสือ แต่เพราะนี่เป็นฤดูหนาวในเดือนมกราคม ลมจึงพัดแรงเป็นพิเศษเป็นบางครั้งบางคราว มันทำเอาผ้าพันคอที่ผมไม่ได้จับเอาไว้ พลันปลิวไปตามสายลมอย่างที่ผมไม่ได้ระวัง ผมเบนความสนใจจากหนังสือไปหาผ้าพันคอที่ปลิวไปตามลมทันที แล้ววิ่งไล่ตามผ้าพันคอตัวเองไปเรื่อย ๆ

ลมไม่มีทีท่าว่าจะหยุดขโมยผ้าพันคอของผมไป ผมวิ่งไปไอไปด้วยความหนาวเหน็บ ยิ่งทำให้การทวงคืนผ้าพันคอของผมจากสายลมล่าช้าลงเรื่อย ๆ ผมไออยู่กับที่สักพัก จนผ้าพันคอของตัวเองหายไปอย่างลับตา แล้วแบบนี้ผมจะอ่านหนังสืออย่างสงบโดยปราศจากอาการหนาวเหน็บของตัวเองได้อย่างไร

ผมยืนไออยู่ตรงนั้นคนเดียว แล้วคิดว่า คงต้องปล่อยให้ผ้าพันคอนั่นปลิวไปกับสายลมแล้วล่ะ แล้วเราก็คงต้องกลับบ้านโดยปริยาย จะอ่านหนังสือในบรรยากาศดี ๆ ก็ไม่ได้ แค่วันแรกของปีก็ซวยซะแล้ว ผมถอนหายใจตัวเองเฮือกใหญ่ แล้วหันหลังกลับเตรียมเดินกลับบ้าน

“นี่ใช่ของคุณหรือเปล่าครับ?!” เสียงชายปริศนาตะโกนถามผมมาจากข้างหลัง ผมคิดว่า ผมยังคงมีโชคอยู่ที่คนคนนั้นอาจจะบังเอิญเจอผ้าพันคอของผม ผมจึงหันหลังไปหาคนที่ถามไถ่

ผมและชายปริศนาคนนั้น หลังจากเห็นหน้ากันและกัน ก็ตกใจอย่างมาก เพราะมันไม่ใช่แค่บังเอิญธรรมดา แต่มันบังเอิญสุด ๆ เพราะคนที่บังเอิญไปเก็บผ้าพันคอของผมได้

ก็คือทีโอ

ผมเห็นผ้าพันคอของผมอยู่ในมือเขา แล้วกำลังจะอ้าปากตอบเพื่อรับมันคืน แต่เขาก็พูดสวนขึ้นมาก่อน

“อเล็กซ่า มาอยู่นี่ได้ไงอะ!?” เขาถามผมอย่างเน้นเสียง เหมือนจะตกใจปนดีใจเล็ก ๆ

“ก็ บ้านเราอยู่ระแวกนี้น่ะ ก็เลยออกมาอ่านหนังสือที่สวนสาธารณะ แล้วทีโอล่ะ มาอยู่นี่ได้ไง”

“บังเอิญแหละมั้ง ที่บ้านของเราพามาเที่ยวในช่วงวันหยุดน่ะ อ้อ นี่ ผ้าพันคออเล็กซ่าใช่ไหม?”

“อ๋อ ใช่ ๆ ขอบคุณนะที่เก็บไว้ให้” ผมรับผ้าพันคอจากมือเขาแล้วรีบเอามาห่มรอบคอตัวเองทันที แล้วในที่สุดผมก็กลับมาอุ่นอีกครั้ง คงพร้อมที่จะอ่านหนังสือต่อแล้วล่ะสิ

“ทีโอมาทำอะไรที่นี่ล่ะ?” ผมถามทีโอ

“เราออกมาเดินเล่น ว่าจะอยู่ที่สวนสาธารณะสักพักแล้วก็กลับบ้านน่ะ ปีนี้เป็นปีแรกเลยนะ ที่เราจะได้ใช้เวลาวันหยุดในโลกมักเกิ้ล เราก็เลยออกมาสำรวจดูพื้นที่สักหน่อยน่ะ”

“อ่า! งั้น ไหน ๆ เราก็บังเอิญมาเจออเล็กซ่าพอดี เราขออยู่กับอเล็กซ่าหน่อยละกันนะ”

“เข้าใจแล้วล่ะ คงเหมือนทุกทีสินะ” ผมหัวเราะเบา ๆ ตอบ เพราะเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ที่เขาได้ขอเข้ามาโลดแล่นในสายตาผม

“แต่เราจะอ่านหนังสือนะ ทีโอจะทำอะไรล่ะงั้น?”

“งั้นเรานั่งกับอเล็กซ่าเฉย ๆ ก็ได้”

คนคนนี้นี่เขามีเรื่องให้เซอร์ไพรส์ผมตลอดเลย เขาหาความสนุกตรงไหนกับการนั่งเฝ้าผมอ่านหนังสือกันนะ จริง ๆ ผมจะรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย เวลาอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ คนเดียวแล้วมีใครเข้ามาอยู่รอบ ๆ ยิ่งถ้าไม่ใช่คนที่รู้จักมานานหรือมีอุดมการณ์เดียวกัน มันจะทำให้ผมเสียสมาธิอย่างมาก อย่างงี้ผมก็ต้องปฏิเสธไปอยู่แล้ว

แต่ผม...กลับยอมเขาอย่างง่ายดาย แบบที่ตัวเองไม่รู้สึกอึดอัดใจเลยสักนิด

ผมตอบตกลง แล้วอีกฝ่ายก็หันมายิ้มด้วยความดีใจเหมือนเด็กเล็ก ๆ ตามเคย ว่าแล้ว เขาก็เอามืออุ่น ๆ ที่สวมถุงมือไหมพรม คว้าแขนของผมไว้และเดินนำหน้าไปที่ไหนสักแห่งเหมือนทุกครั้ง และมันก็ทำให้ผมรู้สึกแบบเดิมทุกครั้ง

ระหว่างที่เราทั้งสองคนเดินข้างกัน บรรยากาศที่ลมเย็น ๆ พัดมาคลอ ๆ มันก็ทำให้สงบดี ยิ่งมีคนที่ทำให้ผมอุ่นใจอยู่ข้าง ๆ ก็เป็นบรรยากาศที่ไม่เลวเหมือนกัน

“รู้ไหมอเล็กซ่า” คนเดินข้าง ๆ ผมพูดเปิดประเด็นขึ้นมา

“อะไรเหรอ?”

“วันนี้วันเกิดเราแหละ” เขาได้บอกสิ่งที่ทำให้ผมตกใจเล็กน้อย กับความบังเอิญเหลือเกินที่เป็นวันเกิดของทีโอ แล้วยังเป็นวันปีใหม่เสียด้วย

“จริงเหรอ? เกิดวันปีใหม่เลยเหรอ?” ผมถามเขาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นนิด ๆ

“อือ แถมยังเป็นตอนเที่ยงคืนเป๊ะเลยนะ”

“สุดยอด...อ้ะ จริงสิ---” 

“สุขสันต์วันเกิดนะ ขอให้มีความสุขมาก ๆ” ผมอวยพรเขา แล้วได้รับใบหน้ายิ้มแย้มตอบกลับมา

“ขอบคุณนะ” ทีโอรับคำอวยพรด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ปีนี้ก็ขอให้เป็นปีที่ดีละกันนะ”

“อเล็กซ่าก็เหมือนกัน”

“แต่...เรายังไม่มีของขวัญให้ทีโอเลยเนี่ยสิ”

“โธ่...เสียใจนะเนี่ย เราอุตส่าห์รอของขวัญจากอเล็กซ่าด้วยซ้ำ” ทีโอพูดด้วยเสียงละห้อย ๆ แต่ก็ดูไม่จริงจังนัก ซึ่งผม ก็บ้าจี้เล่นไปตามเขาเหมือนเคย

“อ๋า~ ขอโทษ ๆ ก็มันเพิ่งรู้นี่นา ไว้เดี๋ยวจะหามาให้ละกัน”

“ไม่ต้องหาหรอก เดี๋ยวเราก็ได้แล้ว”

คำพูดที่ชวนสงสัยของเขา ทำให้ผมมึนงงอีกครั้ง คำว่า "ได้แล้ว" คืออะไร ได้ตอนไหน ได้อะไร ผมหันไปทำหน้าซื่อใส่เขา รอฟังคำตอบนั้นอยู่ แต่เขาก็ได้แต่หัวเราะแล้วยิ้มบาง ๆ มาให้ผมซะอย่างงั้น

“แล้ว...ทีโอได้คุยกับรูบี้หรือยัง เคลียร์กันเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?” 

อีกฝ่ายส่ายหน้าและแล้วหุบยิ้มแบบปลง ๆ

“รูบี้ไม่ยอมคุยกับเราเลยตั้งแต่คืนนั้น” เขาตอบผมด้วยเสียงนิ่ง ๆ เย็น ๆ คล้ายกับว่ายังเครียดและกังวลไม่หาย

“โอเคใช่ไหม?” ผมถามเขาพลางจับไหล่ทีโอ

“อืม...เราโอเค...” เขาตอบผมด้วยเสียงเย็น ๆ ที่ดูยังไงก็รู้ว่าไม่โอเคง่าย ๆ หรอก ทีโอปาดหน้าตัวเองเหมือนจะเพื่อปรับอารมณ์ตัวเองไม่ให้เครียดเกินไป

“อเล็กซ่า เราไปนั่งตรงนั้นกันเถอะ” คนชวนผมพยักเพยิดไปทางสนามโล่ง ๆ ในสวนสาธารณะ ในเวลาแบบนี้ การตามใจเขาสักพักอาจจะดีก็ได้ ผมพยักหน้าตอบตกลง แล้วก็ไปกับเขาอย่างยินยอม พวกเราสองคนนั่งบนพื้นสนามที่เย็น ๆ ข้างกัน แล้วเริ่มเปิดหนังสืออ่าน อีกฝ่ายก็นั่งเฉย ๆ ผมเองก็แอบห่วงเหมือนกันว่าเขาจะเบื่อไหม ก็เลยถามเปิดประเด็นเล็กน้อยขึ้นมา

“แล้วของขวัญที่จะได้นี่...คืออะไรเหรอทีโอ?” ผมถามเขาอีกครั้ง

“งั้นเอาเป็น...นี่ละกัน”

ว่าแล้ว คนพูดก็เอนหัวตัวเองลงบนตักของผม แล้วปล่อยกายสบายใจ พร้อมกับหลับตาสนิท มันทำให้ผมตกใจเล็กน้อย แต่เวลาแบบนี้ ผมจะปล่อยให้เขาทำอย่างที่ต้องการ ก็มันเป็นวันเกิดเขานี่เนอะ ตักผมอาจจะไม่อุ่นมากพอให้เขาสบายได้ แต่ผมนุ่ม ๆ ของทีโอที่ทับตักผมอยู่ มันก็ทำให้ผมหน้าแดงเล็ก ๆ

“สบายไหม?” ผมถามเขาด้วยเสียงแผ่วเบา พลางจับเส้นผมของเขาอย่างนุ่มนวล

“อืม...สุด ๆ เลยล่ะ” ผมยิ้มกว้างและหัวเราะเบา ๆ กับคำตอบเขา ดีใจจังที่ผมทำให้เขาสบายใจได้

“นี่ อเล็กซ่า อ่านอะไรอยู่เหรอ? อ่านให้ฟังหน่อยสิ” คนพูดพูดด้วยน้ำเสียงอ้อน ๆ พลางส่งสายตาหวานหยดย้อยมาที่ผม ดูแล้วน่าหมั่นเขี้ยวดีแฮะ

“เรื่องราวเราสองคน เป็นวรรณกรรมรักน่ะ”

“อ่านให้ฟังหน่อยสิ” คนพูดส่งสายตาหวาน ๆ แบบเดิมมาที่ผม แล้วอ้อนด้วยน้ำเสียงเดิมกับเมื่อกี้

“โอเค ๆ จะเริ่มล่ะนะ” ผมบอกคนนอนตักของผมที่ทำหน้าตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ

เพราะมีเธอที่เดินเข้ามา ทำให้ผมเดินต่อไปยังเส้นทางใหม่ เส้นทางที่ไม่ได้มีใครกำหนดหรือขีดเอาไว้ แต่เป็นทางที่ผมและเธอร่วมกันขีดและวาดมันขึ้นมา ผมมองใบหน้าของคนที่แสนงดงามที่สุดในโลกสำหรับผมตอนนี้ แล้วคว้ามือที่นุ่มและเรียวสวยที่สุด เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ เราสองคนจับมือกันเดินไปตามทางที่พวกเราเองสร้างขึ้นมา ระหว่างทาง มีทั้งดอกไม้ที่เติบโตอย่างงดงาม และพุ่มหนามที่พร้อมจะทำลายเราได้ทุกเมื่อ แต่มือที่พวกเราสองคนนั้นจับกันไว้ มันไม่เคยปล่อยห่างออกจากกันเลย

ผมอ่านไปยิ้มไป แล้วรู้สึกใจเหลวไปตามตัวอักษรที่หวานหยดย้อย เหมือนจะหลอมละลายคนอ่านได้ทั้งตัว แปลกที่ผม ที่ไม่ค่อยจะเข้าถึงนิยายรักพวกนี้สักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ ผมกลับรู้สึกตรงข้าม

ผมรู้สึกลึกซึ้งและเข้าถึงเรื่องราวเหล่านี้ แบบที่ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน อย่างกับว่า ผมเองก็เหมือนจะเคยเจอเรื่องคล้าย ๆ แบบนี้มาเหมือนกัน

“ทีโอ...ฟังอยู่หรือเปล่า?” ผมพูดเสียงกระซิบแล้วเบี่ยงหนังสือที่ปิดหน้าเขาไว้ออก แล้วผมก็ถอนหายใจออกมา เด็กน้อยคนนี้หลับลงซะแล้ว

ผมวางหนังสือลงข้าง ๆ แล้วจ้องมองใบหน้าที่หลับสนิท คงจะกำลังโลดแล่นที่ไหนสักแห่งในความฝันตัวเองสิท่า จะว่าไป ใบหน้าของเขาที่หลับ มันไร้เดียงสาและบริสุทธิ์เหมือนเด็กจริง ๆ มันน่าเอ็นดูและน่ารักจนอยากจะโน้มตัวลงแนบริมฝีปากจูบเบา ๆ ที่หน้าผาก แต่ผมกลับทำได้แค่ลูบหัวเขาเบา ๆ แล้วหักห้ามใจตัวเองไว้ เพราะคนที่นอนตักผมอยูตอนเนี้ย

เขาคือเพื่อนที่แสนดีของผมนี่นา แล้วเขาก็มีแฟนแล้วด้วย

คิดได้อย่างนั้น ผมผละหน้าตัวเองออกแล้วปล่อยให้เขาได้หลับอย่างผ่อนคลายบนตักผมเงียบ ๆ แม้หน้าของเขาตอนหลับ จะเชื้อเชิญผมให้จ้องอย่างตาไม่กระพิบก็ตาม แต่ผมก็หยิบหนังสือเล่มเดิมมาอ่านต่อ แล้วปล่อยคนบนตักผมนอนอย่างงั้นไว้

ผมหันไปสนใจหนังสือ แล้วปล่อยทุกอย่างไว้รอบ ๆ แต่สัมผัสของศีรษะของทีโอที่หนุนตักผมไว้ตอนนี้ มันเหมือนจะจุดประกายให้ทุกตัวอักษรในหนังสือที่ผมอ่าน คล้ายจะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ผมยิ่งจินตนาการถึงมันได้ดีกว่าเดิม เหมือนกับว่าทุกบรรทัด ผมจะเห็นหน้าใครบางคนเป็นเหมือนตัวละครในหนังสือ ที่ผ่านเรื่องราวความรักเหล่านั้นไปพร้อม ๆ กันกับผม

แล้วบังเอิญเหลือเกิน ที่หน้าของคน ๆ นั้น จะไปคล้ายกับคนที่นอนตักผมอยู่ตอนนี้เสียด้วย...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น