ท่านเรียกใครว่าหวางเฟย(รีไรท์)

ตอนที่ 24 : ตอนที่ 24 ไม่พอใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32,967
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 524 ครั้ง
    10 พ.ค. 63


ตอนที่ 24

ไม่พอใจ

 


อึ่ก!


ไม่ทันจะได้คำตอบจากผู้เป็นอาจารย์ไป๋เฟิ่งก็รู้สึกว่าพลังภายในร่างกายที่ดูดซับมาเมื่อครู่เริ่มปั่นป่วน


กำหนดจิตให้มั่นควบคุมพลังนั้นไว้ที่จุดตันเถียน!” อี้มู่ซุนเห็นดังนั้นก็พอเข้าใจว่านางเป็นอะไรจึงได้ร้องบอกให้รีบทำสมาธิอย่างรวดเร็ว


ไป๋เฟิ่งรีบหลับตาลงอีกครั้งเพื่อทำสมาธินางควบคุมพลังที่กำลังปะทุในร่างกายไปไว้ที่จุดตันเถียนนางก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างกายพลังที่ดูดซับมาคล้ายว่าจะอัดแน่นเส้นพลังปราณจนจะปริแตกทันใดนั้นเองเสียงระเบิดก็ดังขึ้น

 

ปัง!  ปัง!  ปัง!


          ม่านหมอกสีดำจางๆรายล้อมตัวของไป๋เฟิ่งเป็นการบ่งบอกว่านางนั้นได้เลื่อนขั้นวรยุทธเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ในหัวของอี้มู่ซุนในตอนนี้มีความสับสนวุ่นวายเต็มไปหมดเมื่อเห็นสิ่งที่ไม่คาดคิด เดิมทีการบ่มเพาะพลังนั้นน้อยนักที่จะสามารถทำได้ในครั้งแรก คนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกก็หาแทบนับนิ้วได้แต่ก็มิได้น่าตื่นตะลึงเท่าศิษย์ตน บางคนการฝึกบ่มเพาะพลังให้ได้ในครั้งแรกยังใช้เวลานับสัปดาห์นับเดือน นี่ไม่เพียงบ่มเพาะพลังได้ในครั้งแรกแถมยังสามารถเลื่อนขั้นวรยุทธได้นี่นางเป็นปีศาจหรืออย่างไร!!!!!!


          ท่านอาจารย์ใบหน้างามที่ตอนนี้มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมากมายบ่งบอกว่าเมื่อครู่ใช้พลังงานและสมาธิในการควบคุมพลังที่ปั่นป่วนมากแค่ไหน  นางคิดว่าเมื่อครู่ใช่นางเลื่อนขั้นหรือไม่? ตอนนี้นางไม่มีแรงแม้แต่จะตรวจเส้นพลังปราณตน


          ช่างน่ายินดีวรยุทธเจ้าได้ทำการเลื่อนขั้นแล้ว อี้มู่ซุนกลับมามีสติอีกครั้งเมื่อศิษย์น้อยตรงหน้าเรียก แล้วใช้พลังตนตรวจสอบวรยุทธของอีกคนก็ต้องตกตะลึงอีกรอบเลื่อนขั้นทีเดียว ต้น กลาง ปลาย จะมีมนุษย์คนไหนที่เลื่อนวรยุทธจากขั้นสี่ไปขั้นสี่ปลายได้แบบนี้บ้าง นี่มันปีศาจ ปีศาจชัดๆ!!!!


          ไป๋เฟิ่งพยักหน้า


          อาจารย์ศิษย์มีเรื่องข้องใจบางอย่างเสียงหวานเรียบนิ่งเอ่ยถามสิ่งที่ตนข้องใจมานาน


          ว่ามา


          เหตุใดศิษย์จึงไม่สามารถเปิดตำราเล่มนั้นได้หรือเจ้าคะ ทั้งๆที่ทำทุกวิถีทางแล้ว


          ไม่แปลกอันใด หากอยากจะเปิดก็เพียงถ่ายพลังปราณที่แท้จริงของเจ้าลงไปแต่ตอนนี้เจ้ายังไม่สามารถเปิดมันได้หรอก


          พลังปราณที่แท้จริง?”


          ก็พลังปราณที่เกิดจากธาตุหลักอย่างไรเล่าตัวเจ้าที่เป็นผู้ถือครองธาตุมืดต้องสามารถใช้ทุกธาตุให้ได้เสียก่อนจึงจะผสานพลังธาตุหลักตนได้ คราแรกนั้นมีเพียงดูดพลังปราณเจ้าเพื่อยอมรับเป็นนายตัวมันเองอี้มู่ซุนรู้เงื่อนไขของตำราเนื่องจากตนก็เป็นผู้ที่ฝึกมาก่อนตำราเล่มนั่นมีจิตวิญญาณสถิตอยู่ เดี๋ยวนางก็ได้รู้เองในยามถัดไป


          ศิษย์เข้าใจแล้ว


          หลังจากนั้นทั้งสองศิษย์และอาจารย์ก็พูดคุยกันเล็กน้อยเรื่องการบ่มเพาะพลังธาตุต่อไปซึ่งอี้มู่ซุนเห็นว่าวันนี้สมควรพอแค่นี้จึงได้เอ่ยให้ไป๋เฟิ่งไปพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวในวันรุ่งขึ้น





          เช้าวันรุ่งขึ้นไป๋เฟิ่งก็ตื่นขึ้นมาจัดการตนเองเสร็จเรียบร้อยก็ออกไปรออู๋ซูเซียนตามที่นัดหมายกันไว้ว่าจะไปพร้อมกัน ตลอดเส้นทางที่นางเดินผ่านพบเจอผู้คนบ้างและผู้คนเหล่านั้นต่างซุบซิบเมื่อพบว่านางเดินออกมาจากเส้นทางไปเรือนรับรองด้านหลังของหอเจ้าสำนัก


          เมื่อถึงที่ลานกว้างที่อาจารย์นัดหมายไป๋เฟิ่งจึงหาที่เหมาะๆยืนรออีกคนที่น่าจะกำลังเดินมาจากทางเรือนพักของพวกศิษย์ในสำนัก ไม่นานคนที่นางรอก็มาถึง


          เจ้าช่างมาเร็วเสียจริง


          ข้าเพียงคิดว่ามันใกล้เวลาที่อาจารย์นัดแล้วก็เท่านั้นนางเอ่ยตอบคนที่เดินมาถึง


          เจ้าเห็นเผยซินหรือไม่ ข้านัดนางมาพร้อมกันนี่ 


          ไป๋เฟิ่งส่ายหน้า


          โอ๊ะ มาแล้ว อู๋ซูเซียนร้องขึ้นเมื่อเห็นคนที่ตนหาเดินมาทางที่พวกตนอยู่ ดียิ่งนักที่หลางฝูชิงมิได้มาด้วยไม่อย่างนั้นนางอยู่ไม่สุขแน่ๆ


          อรุณสวัสดิ์ทั้งสองคน คนที่มาใหม่เอ่ยทักทายยามเช้า


          เช่นกันเผยซิน


          ข้าล่ะอยากรู้เร็วๆยิ่งนักว่าพวกเราจะได้เรียนอันใดบ้าง อู๋ซูเซียนพูดความรู้สึกตื่นเต้น กว่านางจะขอท่านพ่อและท่านแม่มาเข้าร่วมทดสอบได้ก็นานนับปีพอได้มาเรียนจริงๆก็ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่


          ไป๋เฟิ่งก็ได้แต่เงียบฟังสหายทั้งสองสนทนากัน นางก็พอรู้มาบ้างว่าคนที่ร่ำเรียนจบจากที่นี่ไปต่างล้วนเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงบ้างก็กลายเป็นผู้ปรุงโอสถชั้นสูงที่มีสำนักแพทย์หรือวังหลวงของแคว้นต่างๆต้องการ บ้างก็กลายเป็นผู้เยี่ยมยุทธที่ผันตัวเป็นคนของสำนักคุ้มภัยที่มีค่าตัวหลายพันตำลึงและอื่นๆอีกมากมาย


          นี่ไป๋เฟิ่งเจ้าไม่คิดจะปลดผ้าคลุมหน้าบ้างหรือ?” อู๋ซูเซียนถามสหายตน ส่วนเสวี่ยเผยซินเองก็นึกสงสัยตั้งแต่ครั้งแรกที่พบแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว


          เจ้าก็น่าจะรู้เหตุผลของข้านะซูเซียน คนถูกถามกล่าวตอบด้วยเสียงที่แสดงความเบื่อหน่ายใช่ว่านางอยากคลุมหน้าซะเมื่อไหร่ หากเป็นผู้อื่นอาจจะชมชอบการเผยใบหน้าที่แสนภูมิใจให้คนทั่วไปได้ยลแต่กับนางนั่นไม่ นางไม่อยากนำเรื่องยุ่งยากมาใส่ตัวและมิชอบให้ใครมาวุ่นวายกับตน งานเลี้ยงคราวก่อนเป็นเรื่องยืนยันได้ดี


          “อ่า นั่นสินะอู๋ซูเซียนพยักหน้าเข้าใจ


          เสวี่ยเผยซินที่สีหน้าแสดงความสงสัยอย่างปิดไม่มิดแต่ก็เลือกที่เงียบ


          ไม่มีอันใดเป็นความลับหรอกเผยซินเพียงแต่นางงดงามเกินไปต่างหากเล่า ฮ่าๆ อู๋ซูเซียนเอ่ยกับเสว่ยเยซินด้วยความตลกกับสีหน้าของสหายตนเมื่อพูดถึงใบหน้าอีกฝ่าย แม้จะคลุมผ้าอยู่ก็ดูออกว่านางแสดงความเบื่อหน่ายแค่ไหนแล้วอย่างไรเล่าก็นางพูดเรื่องจริงนี่ไป๋เฟิ่งงดงามมากเกินไปจริงๆ


          เลิกเย้าข้าเสียทีไปกันเถอะใกล้เวลาแล้ว ไป๋เฟิ่งตัดบทแล้วเดินนำทั้งสองไป


          นางจะโกรธหรือไม่ซูเซียน สหายใหม่อย่างเสวี่ยเผยซินเห็นกิริยาของอีกคนที่เดินนำไปก่อนก็นึกกังวลว่านางจะโกรธ


          ไม่หรอกไป๋เฟิ่งมิใช่คนคิดเล็กคิดน้อยถึงจะพึ่งได้รู้จักและพูดคุยกันแต่นางก็พอจะเดานิสัยอีกฝ่ายได้ เห็นหน้ามึนๆอย่างนั้นนะเป็นพวกนิสัยดื้อเงียบอย่างพี่ชายนางแน่นอน ดูสิท่านพ่อนางเป็นแม่ทัพแต่บุตรชายกลับไปเอาดีทางด้านขุนนางทำเอาจวนนางทะเลาะกันใหญ่โตระหว่างบิดากับพี่ชายไปพักหนึ่ง พี่ชายนางเห็นเชื่อฟังบิดาและมารดามาตั้งแต่ไหนแต่ไรและไม่ค่อยพูดบทจะดื้อเพ่งก็ยอมหักไม่ยอมงอ


          ไป๋เฟิ่งเจ้ารู้หรือว่าสถานที่ที่อาจารย์เฟินนัดนั่นอยู่ที่ไหน?!!” อู๋ซูเซียนที่เดินตามหลังตะโกนถามคนงามที่เดินไปก่อนพวกตน


          ไป๋เฟิ่งที่เดินออกมาก่อนถึงกับหยุดชะงัก ใบหน้างามที่ติดมึนๆนั่นเกิดอาการเก้อเขินเมื่อตนเผลอทำตัวเด๋อด๋าพลันหูได้ยินเสียงขบขันจากสหายสกุลอู๋จึงหันหลังตวัดสายตาที่บ่งบอกว่านางจะงอนแล้วนะแกล้งนางอยู่ได้


เอาน่ะๆ อย่าพึ่งงอนข้าเลยข้าไม่แหย่เจ้าแล้ว คิกคิก


          ทั้งสามคนพากันสาวเท้ารีบไปยังที่นัดหมายโดยการนำของผู้รู้ทางทั้งสอง

 

          ในห้องโถงกว้างที่พวกนางมาถึงตอนนี้เต็มไปด้วยศิษย์คนอื่นๆที่มารอกันก่อนแล้ว เมื่อพวกนางมาถึงเหล่าคนที่อยู่ในห้องโถงต่างก็หันหน้ามองมายังพวกนางไม่ใช่สิไป๋เฟิ่งรู้สึกว่าทุกคนต่างมองตรงมายังนางผู้เดียว


ทั้งอู๋ซูเซียนและเสวี่ยเผยซินต่างเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรเสียงอาจารย์ผู้อาวุโสของสำนักก็ดึงความสนใจไปเสียก่อน


เอาล่ะมาครบแล้วใช่หรือไม่ ผู้อาวุโสคนใหม่ที่ปรากฏตัวเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงซุบซิบของบรรดาศิษย์ใหม่ของสำนัก แม้ไม่อยากใส่ใจกับการนินทาในครั้งนี้นักแต่หูของผู้ฝึกวรยุทธขั้นสูงเช่นตนมีหรือจะไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้น สายตาเหลือบไปเห็นสตรีร่างบางที่ดูโดดเด่นแม้ว่าจะมีผ้าคลุมหน้าท่ามกลางผู้คนก่อนจะมีคนของทางเจ้าสำนักเดินมากระซิบบางอย่างที่หูเขาจึงพยักหน้าเป็นอันรับรู้


อาจารย์เฟินคงจะบอกพวกเจ้าไปแล้วคร่าวๆเมื่อวานแต่ข้าจะกล่าวเพิ่มเติมการฝึกของสำนักเพ่ยฉีจะแบ่งออกเป็นสองอย่างคือ กลุ่มที่เข้ารับการฝึกยุทธและกลุ่มที่เข้ารับการฝึกเป็นผู้ปรุงโอสถ แต่ก่อนที่พวกเจ้าจะได้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นทั้งหมดจะได้รับการสอนความรู้ทั้งสองอย่างเบื้องต้นเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วจะเป็นการตัดสินว่าพวกเจ้าจะเลือกเดินทางสายใด


วันนี้ข้าจะให้พวกเจ้ามารับตารางเรียนพร้อมกับตำราเรียนพวกเจ้าจะสลับหมุนเวียนไปเรียนวิชาต่างๆเป็นกลุ่ม ส่วนพวกเจ้าจะได้อยู่กลุ่มใดก็ดูตามตารางตนเอง


พออาจารย์ผู้อาวุโสท่านนั้นพูดจบก็มีคนของทางสำนักแผ่นกระดาษและกองตำราเข้ามา หลังจากนั้นเหล่าศิษย์ใหม่ก็ต่างพากันเข้าไปรับตารางเรียนและตำราเรียนตามที่บอก

 

          พวกเราค่อยเข้าไปดีหรือไม่ข้าไม่อยากเข้าไปเบียดกับผู้คน อู๋ซูเซียนเอ่ยเสนอทั้งสองซึ่งทั้งคู่ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย รอไม่นานผู้คนที่ไปรับเสร็จก็แยกย้ายกันกลับเรือนพักของตนไปหลงเหลือกลุ่มคนที่ยังไม่ได้รับตารางเรียนและตำราอยู่บ้างเช่นเดียวกันกับกลุ่มของไป๋เฟิ่งแต่ไม่มากนัก


          ทั้งสามจึงได้ก้าวเข้าไปตรงหน้าท่านอาจารย์เริ่มโดยเสวี่ยเผยซินที่ยื่นป้ายประจำตัวศิษย์ในสำนักให้คนที่รับหน้าที่แจกทั้งสองสิ่ง จากนั้นก็ต่อด้วยอู๋ซูเซียนแล้วก็มาถึงตานาง


          ขอป้ายประจำตัวด้วยคนของทางสำนักที่ก้มหน้าจดรายชื่อของบรรดาผู้รับตารางเรียนและตำราไปแล้วเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยกับเยี่ยไป๋เฟิ่งที่ไม่ยอมยื่นป้ายประจำตัวให้ซักที


          ข้าไม่มีป้ายประจำตัวเจ้าค่ะ เสียงหวานไพเราะเอ่ยขึ้นราบเรียบ


          หย่งสือเจ้าให้ทั้งสองอย่างแก่นางไปเถิดนางคือศิษย์คนพิเศษของเจ้าสำนักเพ่ยฉีอัน หานจินกวงกล่าวกับคนของทางสำนักพลางลูบเคราตนเอง  ตนพินิจมองสตรีน้อยนางนี้มาตั้งแต่แรกเพราะไม่คุ้นก่อนจะได้รับรู้ว่านางคือศิษย์คนพิเศษที่ทางเจ้าสำนักสามเป็นคนฝากฝังมา


          ขอบพระคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ ไป๋เฟิ่งโค้งกายขอบคุณอาจารย์ที่นางยังไม่รู้จักชื่อแต่สายตาที่มองมายังนางมีความสงสัยและสนใจเช่นเดียวกันกับอาจารย์เฟิน


          ทั้งสามคนเดินออกมาจากตัวห้องโถงเช่นเดียวกับคนอื่นๆที่ในมือมีกระดาษตารางเรียนและตำราในห่อผ้าคนละอย่าง


          วันแรกก็เรียนการเป็นผู้ปรุงโอสถเบื้องต้นเสียแล้วข้าอยากเรียนการฝึกวรยุทธเสียมากกว่า เสียงอู๋ซูเซียนบ่นขึ้นเมื่อได้อ่านตารางเรียนตอนของวันพรุ่งนี้


          ข้าเองก็เรียนปรุงโอสถเช่นกัน / ข้าเองก็เรียนปรุงโอสถเช่นกัน เสวี่ยเผยซินและเยี่ยไป๋เฟิ่งต่างกล่าวออกมาพร้อมกัน ทำให้ทั้งสามมองหน้ากันก่อนที่อู๋ซูเซียนจะเป็นฝ่ายเอ่ยอย่างดีใจ


          พวกเราได้อยู่กลุ่มเดียวกันหรือ ดีจริงๆ!”


          มีเรื่องอันใดน่ายินดีหรือข้าขอร่วมยินดีได้หรือไม่?” เสียงที่ดูขี้เล่นมาพร้อมกับการปรากฏตัวของหลางชิงฝูที่ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ประจำตัว


          องค์ชายท่านไม่ควรออกมาข้างนอก เสวี่ยเผยซินที่เห็นองค์ชายของตนปรากฏตัวก็เอ่ยเตือนขึ้นพร้อมใบหน้าที่แสดงอาการไม่พอใจที่บุรุษสูงศักดิ์ไม่ฟังตน ตนนั้นได้เป็นคนนั้นจัดการเรื่องตารางเรียนและตำราให้อีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว


          ไม่เอานาเผยซินข้าไม่ได้เป็นอันใดซักหน่อย หลางชิงฝูบอกปัด


          เมื่อครู่ได้ยินว่าพวกเจ้าอยู่กลุ่มเดียวกันหรือ ช่างน่าเสียดายข้ากับหลี่เหวินดันได้ไปฝึกยุทธวันแรก


          น่าเสียดายๆ


          หม่อมฉันกลับยินดีที่องค์ชายมิได้อยู่กลุ่มกับพวกหม่อมฉัน อู๋ซูเซียนที่ไม่ชอบขี้หน้าองค์ชายเจ้าเล่ห์นี่เอ่ยตัด


          โถ่ว เซียนเซียนคนงามเจ้าไม่อยากอยู่ใกล้ข้าหรือ หลางชิงฝูเอ่ยเย้าสตรีเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มตรงหน้า


          อย่ามาเรียกข้าว่าเซียนเซียนนะ!” อู๋ซูเซียนที่ได้ยินอีกฝ่ายเรียกตนเช่นนั่นถึงกลับหลุดคำพูดที่ไม่สมควรที่จะใช้กับเชื้อพระวงศ์


          ซูเซียนพอเถอะ ไป๋เฟิ่งเอ่ยห้ามเมื่อเห็นสหายตนแทบจะกระโจนเข้าไปตะกุยหน้าองค์ชายสามแห่งแคว้นหลาง เสียงดังจนเริ่มเป็นที่สนใจของศิษย์คนอื่นๆที่กำลังจะเดินกลับทางเดียวกัน

 


สตรีแคว้นจ้าวช่างไร้มารยาทและพิเศษยิ่งนัก ผู้หนึ่งเป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่แต่กลับกล้าเอ่ยวาจาไม่เคารพเชื้อพระวงศ์ต่างแคว้น อีกผู้หนึ่งเป็นใครก็ไม่ทราบแต่กลับได้อภิสิทธิ์พิเศษที่นอกจากจะได้ร่วมเรียนที่สำนักโดยไม่ต้องผ่านการทดสอบแล้วยังได้พักแยกเรือนกับศิษย์ผู้อื่นแถมเรือนพักก็ยังเป็นที่เรือนรับรองพิเศษของเจ้าสำนักสามเสียด้วย ช่างพิเศษเสียจริงองค์หญิงเช่นข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว เสียงหวานทว่าติดแหลมทางหางเสียงของสตรีผู้หนึ่งที่ยืนอยู่กลุ่มกับสตรีอีกสองสามคนเอ่ยขึ้นทำให้ผู้ที่กำลังเดินผ่านกลุ่มของเยี่ยไป๋เฟิ่งที่ยืนอยู่กับหลางชิงฝูหยุดชะงักรอชมเหตุการณ์


องค์หญิงหลี่เซียนท่านกล่าวหาใครอู๋ซูเวียนที่ตอนนี้ไม่คิดคำนึงถึงมารยาทที่เหมาะสมที่ควรแสดงออกกับเชื้อพระวงศ์ใดๆทั้งสิ้นเพราะความเริ่มโมโหกับถ้อยคำกล่าวหาขององค์หญิงจากทางแคว้นเย่ว


ยังจะให้ข้าเอ่ยอีกหรือในเมื่อความเป็นจริงก็อยู่ตรงหน้า ใบหน้างามที่ติดเย่อหยิ่งตามฉบับสตรีวังหลวงเชิดขึ้นนางไม่พอใจสตรีนางนี้ตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอ รู้สึกชิงชังที่ทุกคนต่างให้ความสนใจคนที่จู่ๆก็เข้ามาร่วมเรียนกับพวกนางหน้าตาเฉยทั้งที่ไม่ได้ผ่านการทดสอบอะไรทั้งนั้น

 

หึ ในสำนักเพ่ยฉีต่างออกกฎชัดเจนทุกคนไม่ว่าจะเชื้อพระวงศ์หรือคนธรรมดาต่างก็มีสิทธิเท่าเทียมกันไม่มีการเอาบรรดาศักดิ์มากดข่มผู้อื่นการเคารพอยู่ที่ตัวบุคคลว่ามีใจเคารพหรือไม่ ตัวข้าที่มาทีหลังท่านยังจำกฎของสำนักได้อย่างแม่นยำ แล้วตัวท่านที่มาก่อนนี่มิจดจำและเคารพกฎบ้างหรือถึงได้เอาบรรดาศักดิ์มากดข่มผู้คนเช่นนี้อู๋ซูเซียนพูดรัวจนไม่มีช่องว่างให้อีกฝ่ายได้เอ่ยอันใด


นี่เจ้า!!!!!!!”เย่วหลี่เซียนกรีดร้องเสียงดังด้วยความโกรธ ตั้งแต่นางเข้ามาที่สำนักเพ่ยฉีทุกคนต่างเคารพนางในฐานะองค์หญิงแห่งแคว้นเย่วที่ถึงแม้ว่ากฎทางสำนักจะบอกว่าทุกคนเท่าเทียมทำให้นางรู้สึกอยู่เหนือผู้อื่นมาตลอดไม่นึกว่าจะมาโดนสตรีที่เป็นเพียงบุตรีของแม่ทัพต่างแคว้นกล่าวอย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้


พอได้แล้วหลี่เซียน เสียงนุ่มทุ้มเข้ามาหยุดสานการณ์ที่กำลังจะบานปลายเพราะดูท่าทางสตรีทั้งสองแทบจะเตรียมพุ่งเข้าหากัน


          เสด็จพี่


          ขออภัยคุณหนูอู๋และคุณหนูเยี่ยแทนน้องสาวข้าด้วย เย่วหลี่เหวินที่มาใหม่มองน้องสาวตนอย่างตำหนิก่อนจะหันมาขอโทษแทนน้องสาวตนกับสตรีที่ถูกน้องสาวตนว่าร้ายเมื่อครู่


          เสด็จพี่พวกนางต่างหากที่ควรเอ่ยคำนั้นกับข้า!”


          หลี่เซียนกลับไปที่เรือนพักเสีย


          แต่!!!”


          หลี่เซียน!” องค์ชายรองเย่วหลี่เหวินเอ่ยเสียงเข้ม


          ฮึ!”


          องค์ชายหลี่เหวิน อู๋ซูเซียนที่อารมณ์เย็นลงหลังจากเห็นอีกฝ่ายเดินสะบัดหน้าเดินกลับไปอย่างไม่พอใจโค้งกายให้บุรุษสูงศักดิ์ที่มาใหม่ ในขณะที่เยี่ยไป๋เฟิ่งยืนอยู่เฉยๆเนื่องจากไม่ทราบว่าเป็นใครพอได้ยินสหายกล่าวก็โค้งกายตาม


          ข้าขออภัยคุณหนูอู๋แทนหลี่เซียนอีกครั้ง


          ไม่เป็นไรเพคะหม่อมฉันก็ต้องขออภัยเช่นกันเมื่อครู่หม่อมฉันก็เอ่ยในสิ่งไม่สมควรไปหลายอย่าง นางไม่ใช่คนไม่รู้ความรู้ว่าตนเองพูดหนักไปเช่นกันถึงจะเป็นความจริงก็เถอะ


          คุณหนูเยี่ยข้าต้องขออภัยแทนเช่นกัน ดวงตาคมละสายตาจากอีกคนมาสบตากับดวงตาหงส์ที่มีประกายไม่ค่อยพอใจจางๆ แต่ก็ไม่ได้มีท่าทางแสดงออกแต่อย่างใด


          ไม่เป็นไรเพคะ เสียงหวานเอ่ยตอบ ทำให้ยิ้มละมุนกว่าทุกครั้งขององค์ชายรองแคว้นเย่วถูกส่งให้สตรีร่างบางโดยที่มีสายตาของสตรีอีกคนคอยมองอยู่เช่นเดียวกันแววตาที่นิ่งเรียบฉายแววไหววูบไปมาราวกลับเทียนต้องลม

 







ติดแก้วิจัยนะคะ ขอโทษด้วยที่อัพช้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 524 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,569 ความคิดเห็น

  1. #2523 The Sky 9096 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 14:41
    เบาได้เบานะ เจ้าของเขาหวง เดี๋ยวพี่ท่านยกทัพไปตีจะแย่
    #2,523
    0
  2. #2239 LovelyWonbin (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 20:05
    ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดีคะ
    #2,239
    0
  3. #2236 Viwkhittayarssv (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 17:18
    มีแต่คนสนใจน้องชินอ๋องรู้จะทำยังไงนะ55555
    #2,236
    0
  4. #2235 Lucifer19 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 16:55

    เป็นกำลังใจให้นะคะ ขอให้แก้งานได้ราบรื่น ผ่านฉลุย
    #2,235
    0
  5. #746 Minseok_J (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 21:43

    สู้ๆนะคะไรท์
    #746
    0
  6. #745 wilainat27 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 21:43
    มือหนานั้นคือมือชินอ่องงงงงช่ายปะ
    #745
    0
  7. #744 chanyanuch2545 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 21:40
    ช่วงนี้มาถี่ขึ้นดีจายยยย
    #744
    0
  8. #743 nnnapich (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 21:35
    ค้างงง
    #743
    0