ท่านเรียกใครว่าหวางเฟย(รีไรท์)

ตอนที่ 21 : ตอนที่ 21 สำนักเพ่ยฉี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32,232
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 545 ครั้ง
    7 พ.ค. 63


ตอนที่ 21

สำนักเพ่ยฉี

 

 

อี้มู่ซุนมองศิษย์ตนบนหลังสัตว์อสูรที่กำลังบินเหนือพื้นดินผ่านหมู่เมฆและกระแสลม นังหนูนี่ถึงแม้จะกลัวหากแต่ก็จัดการกับความกลัวเก็บความรู้ตัวเองได้ดี สังเกตได้จากการที่มือเรียวเล็กกำชายอาภรณ์ตนเองแน่นเมื่อยามเสี่ยวฟงเริ่มบนสูงขึ้นแล้วค่อยๆผ่อนคลายจนสามารถเป็นปกติ


ที่เขาใช้เสี่ยวฟงในการเดินทางสาเหตุก็เพราะจะได้เดินทางไปถึงเพ่ยฉีได้เร็วขึ้น

 

ไป๋เฟิ่งที่หายจากอาการประหม่ากับสิ่งที่ไม่คุ้นชินมองไปยังรอบๆตัวที่ตอนนี้มีบรรยากาศต่างจากตอนอยู่บนพื้นดิน เงยหน้ารับสายลมเย็นที่พัดผ่าน เส้นผมสีดำดุจน้ำหมึกไหวลู่ไปด้านหลังตามแรงลมลมเย็นๆที่ปะทะใบหน้าให้ความรู้สึกต่างจากยามได้สัมผัสสายลมตอนอยู่เบื้องล่าง สายตามองไปยังเบื้องล่างที่เห็นเพียงสีเขียวจากต้นไม้ใบหญ้า ลำธาร ภูเขา หรือเพียงหลังคาบ้านเรือนของเมืองต่างๆที่ผ่าน


นางและอาจารย์โบยบินอยู่กลางอากาศอีกประมาณสองชั่วยามก็ดูเหมือนว่าพวกนางจะมาถึงที่หมายเบื้องหน้าคือเกาะขนาดใหญ่คล้ายเป็นเศษเสี้ยวของแผ่นดินที่แตกออกไปแล้วถูกล้อมรอบด้วยน้ำ


สำนักเพ่ยฉีเป็นสำนักฝึกยุทธอันดับหนึ่งของยุทธภพที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นเอกเทศไม่ติดกับแคว้นใดแต่ใกล้กับแคว้นเย่วมากที่สุดในบรรดาสี่แคว้นสามชนเผ่า สำนักตั้งอยู่บนภูเขาสูงบนเกาะการตั้งสำนักเพ่ยฉีนั้นยากลำบากนักครั้งที่เหล่าผู้อาวุโสทั้งสามของสำนักเดินทางไปทั่วทุกสารทิศเพื่อค้นหาที่ตั้งสำนักก็ได้มาพบกับเกาะนี้โดยบังเอิญจึงได้ทำการเข้าสำรวจจนได้พบกับสัตว์อสูรมากมายทั่วเกาะแล้วเกิดการต่อสู้ระหว่างคนกับสัตว์อสูรขึ้น ในขณะที่ทั้งหมดกำลังสังหารสัตว์อสูรระดับล่างเกือบจะหมดก็ปรากฏสัตว์อสูรในตำนานที่ถูกเขียนบันทึกไว้ในตำราโบราณที่ไม่คิดว่าจะยังคงมีอยู่อย่างจิ้งจอกหิมะเก้าหางขึ้น ลองกวาดสายตาดูพบว่าจิ้งจอกตัวนั้นพึ่งจะมีเพียงเจ็ดหางเท่านั้นแต่ก็ยากที่สามารถเอาชนะแม้จะรวมพลังกันทั้งหมดเข้าสู้ก็ตาม 

 

ในครานั้นเหล่าผู้อาวุโสเล่าว่าพวกตนคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่เกาะแห่งนี้เสียแล้ว  จู่ๆก็ปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งที่ดูมีวรยุทธสูงส่งกว่าพวกเขามากนักได้ทำการยื่นมาเข้ามาช่วยทั้งสี่รวมพลังเข้าต่อสู้แต่ก็ไม่สามารถสังหารจิ้งจอกหิมะตัวได้ได้เพียงแค่รวมพลังกักขังจิ้งจอกตัวนั้นไว้ที่ถ้ำลึกในป่าด้านหลังของเกาะและเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ หลังจากการตั้งสำนักและเปิดรับศิษย์ทางสำนักจึงได้ตั้งกฎห้ามล่วงล้ำเข้าไปยังป่าด้านหลังสำนักเด็ดขาดหากใครฝ่าฝืนจะต้องถูกไล่ออกจากสำนักอย่างไม่มีข้อแม้

 

เสี่ยวฟงค่อยๆบินร่อนลงบนพื้นชายป่าบริเวณทางเข้าสำนัก


ไป๋เฟิ่งลงมาจากหลังสัตว์อสูรของอาจารย์ตนด้วยความระวัดระวังอย่างเช่นตอนที่ขึ้นไปนั่งบนหลังของมันด้วยรู้สึกว่าสัตว์อสูรตรงจะมิใคร่อยากให้คนอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของขึ้นไปนั่งสักเท่าไหร่


เสี่ยวฟงเจ้ากลับเข้าไปพักผ่อนเถิด อี้มู่ซุนบอกแก่สัตว์อสูรตน


วี้ดดดดดดดด 

 

          เสี่ยวฟงหวีดร้องรับคำสั่งก่อนที่จะหายตัวเข้าไปภายใต้จิตของผู้เป็นเจ้าของ ทำให้ไป๋เฟิ่งมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสนอกสนใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอันใด นางเองก็อ่านตำราเกี่ยวกับอสูรมาบ้าง สัตว์อสูรส่วนมากจะไม่ค่อยปรากฏตัวให้คนเห็นมักอาศัยอยู่รวมกันอยู่ที่ใดที่หนึ่งโดยที่มีสัตว์อสูรชั้นสูงที่มีสติปัญญาและแข็งแกร่งที่สุดเป็นผู้ควบคุมสัตว์อสูรที่เหลือและสัตว์อสูรที่ถูกทำพันธะสัญญาจะอาศัยอยู่ช่องว่างภายในจิตของผู้เป็นนาย  แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะได้รับการยอมรับแล้วทำพันธะสัญญากับพวกมัน


          จากนี้ไปเราต้องเดินทางกันเองต่อ  เจ้าใช้วิชาตัวเบาได้หรือไม่?” อี้มู่ซุนหันมาเอ่ยกับศิษย์ตนพร้อมถามคำถาม


          ได้เจ้าค่ะ ไป๋เฟิ่งพยักหน้า

 

          ดี ถ้าเช่นนั้นก็ไปต่อกันเถอะ อี้มู่ซุนพูดจบก็ทะยานออกตัวไปก่อนหน้าก่อนที่ไป๋เฟิ่งจะทะยานตัวตามไปติดๆ ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงด้านหน้าประตูทางเข้าสำนักที่มีคนเฝ้าประตูอยู่


          ขอดูป้ายเข้าสำนักด้วยขอรับ  เวรยามที่เฝ้าประตูเอ่ยกับผู้มาใหม่ที่เป็นหนึ่งชายชราและหนึ่งสตรีร่างบอบบางที่สวมผ้าคลุมหน้าอย่างสุภาพ


          อี้มู่ซุนมองคนถามอย่างเฉยชาก่อนจะล้วงเอาป้ายที่สหายเก่าเคยให้ไว้ออกมายื่นให้คนเฝ้าประตูดู


          ขออภัยที่ทำให้ล่าช้าเชิญผู้อาวุโสขอรับ เวรยามที่ได้รับป้ายมาดูถึงกับตะกุกตะกักเมื่อเจอแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากชายชราจนไม่ทันได้สังเกตพู่ที่ห้อยป้ายที่ตนได้เห็น


กึก


          ขออภัยแม่นาง ข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อนขอดูป้ายเข้าสำนักด้วย เวรยามคนเดิมเป็นคนเอ่ยเมื่อเห็นสตรีอีกคนที่ติดตามมากำลังจะเดินผ่านพวกมันไป


          ขออภัยพี่ชายข้าไม่มีป้ายที่ว่านั่น  ไป๋เฟิ่งหยุดชะงักเมื่อคนทั้งสองยกกระบี่ขึ้นมากันไม่ให้นางเข้าไปด้านใน


          หากไม่มีป้ายผ่านก็ไม่สามารถเข้าไปในสำนักได้เชิญแม่นางรอด้านนอกเถิด


          นางมากับข้า มีปัญหาอันใดหรือไม่?”  อี้มู่ซุนกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงไปด้วยความไม่พอใจ


          ตะ..ตะ..แต่ถ้าหากไม่มีป้ายก็เข้าไม่ได้นะขอรับ ผู้มีหน้าที่เฝ้าประตูยังคงยืนกรานเช่นเดิม มันไม่อยากถูกลงโทษเพราะทำผิดกฎเนื่องจากปล่อยให้คนนอกเข้าไปยังสำนัก ถึงมันจะรู้สึกเกรงกลัวชายชราตรงหน้าก็ตาม


            หากผู้ใดมีปัญหาก็ให้มาคุยกับข้าไป๋เฟิ่งตามข้ามา อี้มู่ซุนกล่าวอย่างเย่อหยิ่งแล้วสะบัดชายเสื้อก้าวเท้าไปต่อพร้อมเรียกศิษย์ตนให้เดินตามเข้าไป ด้านไป๋เฟิ่งเมื่อได้ยินคำสั่งจากผู้เป็นอาจารย์ก็เคลื่อนกายอ้อมคนเฝ้าประตูที่ยืนอึ้งอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรก้าวเท้าตามอาจารย์ไป

 

          เจ้ารีบไปแจ้งอาจารย์อวิ๋นเร็วเข้า  คนที่ได้สติก่อนรีบบอกอีกคนให้ไปแจ้งอารจารย์ผู้คุมกฎของสำนักอย่างเร่งด่วน

 

 

 

          ท่านอาจารย์อวิ๋นมีเรื่องด่วนขอรับ!” 


          มีเรื่องใดอันถึงได้วิ่งตะโกนโหวกเหวกเสียงดังมาที่ห้องอาจารย์เช่นนี้มิรู้หรือว่ามันรบกวนการทำงานของท่านอาจารย์ เสียงสตรีที่อยู่ในชุดสีฟ้าอ่อนงดงามหรูหราแต่ทว่าตัวชุดดูทะมัดทะแมงเข้ารูปเผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของหญิงสาวชัดเจน  ใบหน้าถือว่าเป็นหนึ่งในสตรีที่จัดได้ว่างดงามมากที่สุดผู้หนึ่งกำลังยืนจัดเรียงใบบันทึกกำหนดงานประลองของปีนี้ใกล้ๆกับโต๊ะของชายวัยกลางคนที่กำลังมีสีหน้าราวกับกำลังใช้ความคิด เอ่ยตำหนิคนที่เข้ามาอย่างชัดเจน


            ขออภัยท่านอาจารย์อวิ๋น องค์หญิงหลี่เซียน มันกล่าวอย่างเกรงๆกับหนึ่งในศิษย์คนสำคัญของสำนักที่มีฐานะเป็นถึงองค์หญิง


          มีเรื่องอันใด บุรุษวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าอาจารย์อวิ๋นถามคนที่รีบร้อนเข้ามาหา


          มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งพร้อมผู้ติดตามมายังสำนักขอรับ


            แล้วอย่างไร?” อวิ๋นเมิ่งเหยาถามต่ออย่างงุนงง เพียงแค่มีคนเข้ามาในสำนักเหตุใดต้องทำเหมือนเป็นเรื่องใหญ่จนต้องได้มาแจ้งเขาด้วย


          ผู้อาวุโสท่านนั้นมีป้ายผ่านเข้าสำนักที่มีพู่ห้อยเช่นเดียวกันกับท่านเจ้าสำนักทั้งสามเลยขอรับ!!” ผู้ที่มาแจ้งเรื่องจึงได้เอ่ยสิ่งที่ตนพึ่งสังเกตเห็นหลังจากชายชราเก็บป้ายเข้าไว้ที่ใต้แขนเสื้อ

 

มีป้ายที่ห้อยพู่เช่นเดียวกับท่านเจ้าสำนักงั้นหรือเป็นไปไม่ได้ คนที่ห้อยพู่สีทองมีเพียงท่านเจ้าสำนักทั้งสามเท่านั้น! หรือว่าจะเป็นผู้แอบอ้าง! ตอนนี้มีเพียงเจ้าสำนักเพ่ยฉีอันผู้เดียวที่ยังอยู่ในสำนักเพราะอาจารย์คนอื่นนำศิษย์มากกว่าครึ่งที่มีวรยุทธสูงออกไปทำบางอย่างทางเขตที่เชื่อมต่อกับป่าด้านหลังสำนัก ไม่ได้การล่ะ!!


ข้าจะไปจัดการคนผู้นั้นเดี๋ยวนี้!”  อวิ๋นเมิ่งเหยารีบหันมาบอกแก่ศิษย์ตนพร้อมรีบออกไปจากห้อง

 

.

.

.

            ทางด้านไป๋เฟิ่งที่ตามหลังอาจารย์ตนมาแอบกวาดสายตาสำรวจรอบๆภายในสำนักคร่าวๆ เท่าที่นางทราบมาสำนักเพ่ยฉีมีศิษย์ในสำนักนับร้อย แล้วนี่กลับพบคนเพียงเบาบางคนในสำนักหายไปไหนกันหมด นางได้แต่คิดสงสัยจนมาถึงหน้าอาคารใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นอาคารสำคัญแห่งหนึ่งของที่นี่เพราะมีการวางกำลังคุ้มกันรอบๆไม่น้อย

 

          พวกเจ้าเป็นใคร!!!” กลุ่มคนเฝ้าระวังรีบตะโกนเสียงดังเมื่อสังเกตเห็นบุคคลแปลกหน้าทั้งสองที่ตรงดิ่งเข้ามายังเขตหอเจ้าสำนัก


          หนวกหูยิ่งนัก อี้มู่ซุนกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือไปด้วยความรำคาญใจ พร้อมสะบัดมือใส่ทำให้ทั้งหมดไม่สามารถขยับหรือเปล่งเสียงออกมาได้ พวกมันได้แต่หน้าซีดตัวสั่น เพียงแค่สะบัดมือเบาๆก็สามารถหยุดทุกสิ่งได้นับว่าคนตรงหน้าน่ากลัวอย่างยิ่ง


          อี้มู่ซุนไม่เหลือบแลกลุ่มคนที่โดนตนจัดการ เดินผ่านคนเหล่านั้นไปพร้อมเอื้อมมือหมายจะเปิดประตูแต่ก็มีคนเปิดมันออกมาเสียก่อน


          คาราวะท่านจ้าวยุทธภพ เพ่ยฉีอันประสานมือโค้งคาราวะคนตรงอย่างนอบน้อม เขาที่ได้ยินเสียงตั้งแต่มีคนตะโกนหน้าหอของตน เมื่อสัมผัสปราณที่แผ่ให้เขารับรู้ก็รีบลุกจากที่นั่งด้านในออกมาต้อนรับบุคคลที่ทุกคนต้องเกรงทั้งยุทธภพอีกทั้งยังเป็นผู้มีพระคุณของพวกเขาสามพี่น้องอีกด้วย

 

          อืม อี้มู่ซุนมิได้กล่าวอันใดมากเพียงเอ่ยรับการคาราวะ


          เพ่ยฉีอันไม่ได้กล่าวอันใดอีกเมื่อคนตรงหน้ายังคงเงียบอยู่ได้แต่รอให้ผู้อาวุโสกว่าเป็นผู้เอ่ยปาก


          ไป๋เฟิ่งนี่คือหนึ่งในสามเจ้าสำนักเพ่ยฉี เพ่ยฉีอัน  อี้มู่ซุนเงียบไปพักหนึ่งเพราะรับรู้ได้ถึงพลังอะไรบางอย่างที่อยู่ใกล้ๆก่อนที่จะหันมาแนะนำบุคคลที่จะต้องรู้จักให้เยี่ยไป๋เฟิ่งได้ทราบ


          เยี่ยไป๋เฟิ่งคาราวะท่านเจ้าสำนัก ไป๋เฟิ่งรีบคาราวะชายชราที่น่าจะอายุราวสักหกสิบปีดูท่าทางอายุน้อยกว่าอาจารย์นางดูได้จากรูปลักษณ์ภายนอกของอีกฝ่าย


          ไม่ทราบว่าสตรีน้อยผู้นี้คือ?” เพ่ยฉีอันมองสตรีที่ติดตามท่านจ้าวยุทธภพมาด้วยความฉงนหรือว่าจะเป็นหลานสาว?


          นางคือศิษย์ของข้า เสียงเอ่ยราบเรียบดูไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดหากแต่ผู้ที่ได้ยินถึงกับเบิกตากว้างไปครู่หนึ่ง 


          ศิษย์หรือ?! นี่มันข่าวใหญ่กว่าการปรากฏตัวของท่านจ้าวยุทธภพซะอีก!!! ใต้หล้ามีใครไม่ทราบบ้างว่าท่านจ้าวยุทธภพอี้มู่ซุนไม่เคยรับศิษย์แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นผู้มีพรสวรรค์จากทั่วทั้งสี่แคว้นก็ตาม คิดแล้วพลางมองสตรีตรงหน้าอีกรอบอย่างอยากทราบว่าสตรีน้อยผู้นี้ทำเช่นไรถึงสามารถทำให้บุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในยุทธภพยอมรับเป็นศิษย์ได้ แม้จะมีคำถามมากมายเต็มไปหมดแต่ก็ไม่อาจเอ่ยออกมาได้แม้เพียงครึ่งคำ ศิษย์ของท่านจ้าวยุทธภพหาใช่ที่จะก้าวก่ายได้ต่อให้เขาเป็นเจ้าสำนักที่ผู้คนให้ความยำเกรงก็ตาม


          ท่านเจ้าสำนัก!”  เสียงที่เต็มไปด้วยความร้อนรนดังขึ้นพร้อมกับการมาของเจ้าของเสียงที่ดูแล้วน่าจะรีบมาไม่น้อย


อวิ๋นเมิ่งเหยาที่ทะยานมาด้วยความเร็วเท่าที่จะทำได้เห็นเจ้าสำนักตนกำลังยืนคุยกับชายชราผู้หนึ่งโดยมีสตรีร่างบางอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆกัน


มีอันใดหรือ? เมิ่งเหยาเพ่ยฉีอันถามผู้ที่เป็นหนึ่งในอาจารย์ในสำนักที่ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องอะไรซักอย่าง


เวรยามคุ้มกันประตูมาแจ้งมาว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามายังสำนักกล่าวว่าคนผู้นั้นถือป้ายผ่านเข้าสำนักที่มีพู่แบบเดียวกันกับเจ้าสำนักทั้งสาม แถมยังให้สตรีที่ไม่มีป้ายของสำนักติดตามเข้ามาด้วยข้าเกรงว่าจะเป็นคนร้ายแอบแฝงมาจึงได้รีบมาท่านอวิ๋นเมิ่งเหยาเอ่ยพร้อมหันไปทางชายชราและสตรีร่างบางอย่างสื่อความหมายว่าบุคคลที่กล่าวถึงคือสองคนที่อยู่ด้านหน้าตอนนี้


อย่าได้เสียมารยาท!” เพ่ยฉีอันเอ่ยบอกด้วยเสียงเข้มเนื่องด้วยเกรงว่าทำให้บุคคลตรงหน้าไม่พอใจ


แต่ท่านเจ้าสำนัก คนผู้นี้ดูไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่งเขาอาจจะเป็นคนร้ายแอบแฝงเข้ามามิหนำซ้ำยังพาคนติดตามเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัวต่อสำนักเพ่ยฉีของพวกเราโปรดอย่าได้ไว้ใจ  อวิ๋นเมิ่งเหยายังกล่าวต่อไปโดยไม่ได้สังเกตสีหน้าอันมืดครึ้มของคนที่เป็นเจ้าสำนัก


ทะ....  ยังไม่ได้ทันจะกล่าวต่อเสียงที่กำลังจะเปล่งออกมาดันหายไปพยายามเค้นเสียงเท่าไหร่แต่กลับไม่มีแม้แต่เสียงลมออกมาคล้ายว่าเป็นใบ้ทำให้เจ้าตัวตาเบิกกว้างอย่างตระหนกหันไปมองคนโน้นคนนี้เลิ่กลั่ก


ขออภัยคนขอข้าไม่รู้ความ ขอท่านจ้าวยุทธภพได้โปรดอย่าถือสาข้ารับปากว่าจะจัดการเขาอย่างเหมาะสม เพ่ยฉีอันรีบโค้งตัวประสานมือเอ่ยปากขออภัยแทนคนของตนทันที หากท่านอี้มู่ซุนเกิดมีโทสะขึ้นมาศีรษะคนทั้งสำนักก็ไม่อาจพอที่จะดับโทสะได้เหตุการณ์สะเทือนขวัญของฮ่องเต้แคว้นหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเป็นตัวยืนยันได้ดี


สำนักเพ่ยฉีของเรางั้นหรือ? หึ น่าขัน สำนักเพ่ยฉีเป็นของเจ้าตั้งแต่เมื่อใดกัน?” น้ำเสียงจากปากชายชราเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน


ไป๋เฟิ่งที่ยืนดูเหตุการณ์เงียบๆมาตั้งแต่แรกอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของท่านอาจารย์เป็นเช่นไรกันแน่กับผู้คนอื่นอาจารย์นางนั้นวางตัวอยู่สูงเหนือจากคนอื่นอย่างไม่แยแสแต่กับนางนั้นนับว่าเป็นอีกตัวตนหนึ่ง

 

เพ่ยฉีอันนำทาง  อี้มู่ซุนเอ่ยพร้อมหันหลังก้าวเดินออกไปจากตรงนั้นทันที ทำให้เพ่ยฉีอันและไป๋เฟิ่งรีบก้าวตามไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้อีกคนที่พูดไม่ได้ยืนนิ่งค้างหน้าซีดตั้งแต่ได้ยินคำเรียกขานจากท่านเจ้าสำนักต่อชายชราตรงหน้าว่า ท่านจ้าวยุทธภพ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 545 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,568 ความคิดเห็น

  1. #2510 Rutti003 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 16:26

    ท่านอาจารย์โคตรเทพ

    #2,510
    0
  2. #2219 Sudrarat (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 20:00

    อีกสามตอนไหมค่ะกำลังสนุก

    #2,219
    0
  3. #2218 Nantanat_neung (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 19:44
    รอออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ
    #2,218
    0
  4. #2217 zirconiazenith (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 18:10

    ไป่เฟิ่งคงเจอบททดสอบในสำนักเพ่ยฉีอย่างโหดแน่นอน

    #2,217
    0
  5. #2216 phenphornppp (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 14:41
    ท่านอาจารย์น่าจะตวาดว่า หนวกหู มากกว่า หูหนวก มั้งคะ
    #2,216
    1
  6. #458 trd_ka (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 22:08
    มาแล้วๆๆๆ
    #458
    0
  7. #457 Khwan23 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 22:06
    ❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️
    #457
    0
  8. #456 12345lan (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 22:06
    รอออออ
    #456
    0
  9. #455 packpack73 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 22:04
    คิดถึง คะ
    #455
    0
  10. #454 natchapakaun (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 22:00
    เจิมมมมมมมมมม
    #454
    0