ท่านเรียกใครว่าหวางเฟย(รีไรท์)

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 12 งานเลี้ยง (ต้น)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35,330
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 513 ครั้ง
    2 พ.ค. 63


ตอนที่ 12

งานเลี้ยง (ต้น)


 

เมื่อครอบครัวของเสนาบดีคนสำคัญเข้ามายังบริเวณงานทำให้ถูกจ้องมองโดยคนทั้งหมดในงานอย่างช่วยมิได้  ท่านเสนาบดีเยี่ยไป๋เจี้ยนแต่เดิมก็เป็นบุรุษรูปงามอยู่แล้วย่อมมีหญิงสาวมากมายต่างเคยหมายปองอีกทั้งอ้ายเหม่ยหลินก็ยังเป็นถึงอดีตองค์หญิงรูปโฉมงดงามไม่เป็นรองใครจากแคว้นอ้าย ไหนจะบุตรชายที่เป็นถึงรองแม่ทัพที่ขึ้นตรงต่อชินอ๋องมีกองกำลังส่วนตัวที่กำลังมีความดีความชอบจากการชนะศึกและบุตรสาวที่ถูกกล่าวขานจากบรรดาอาจารย์ว่าเป็นอัจฉริยะในทุกๆด้านอีกทั้งความงามที่ทุกคนพากันเลื่องลือแต่น้อยคนนักที่จะได้เคยพบพาน


แยกย้ายกันไปนั่งที่ตนเองเถอะอีกเดี๋ยวฝ่าบาทและเหล่าเชื้อพระวงศ์คงเสด็จมากันแล้วไป๋เจี้ยนเอ่ยกับคนในครอบครัวโดยไม่สนสายตาและเสียงพูดคุยมากมายที่ตรงมายังครอบครัวตน


          การจัดที่นั่งจะแบ่งฝั่งบุรุษ-สตรี โดยจะจัดแบ่งตามลำดับความสำคัญของบุคคล และแต่ละครอบครัวก็จะนั่งตรงข้ามกันตามฝั่งแยกชายหญิง  เนื่องด้วยครอบครัวของไป๋เฟิ่งนั้นมีความสำคัญระดับต้นๆจึงถูกจัดที่นั่งต่อจากเชื้อพระวงศ์ฝั่งสตรีมาไม่กี่แถว


นางและมารดาเดินมาถึงที่นั่งที่จัดเตรียมไว้ที่นั่งข้างๆพวกนางสองแม่ลูกมีสตรีสองคนจับจองก่อนหน้านั้นอยู่แล้วคาดว่าคงเป็นฮูหยินของเหล่าแม่ทัพหรือขุนนางจวนใดซักจวน


คาราวะเยี่ยฮูหยินสตรีที่นั่งอยู่ก่อนเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดมาถึงก็รีบลุกขึ้นเอ่ยทักทายด้วยความคุ้นเคย


อู๋ฮูหยินอ้ายเหม่ยหลินกล่าวตอบ อู๋ฮูหยินผู้นี้เป็นภรรยาของท่านแม่ทัพบูรพาอู๋ป๋าไห่ที่พอจะคุ้นเคยพูดคุยยามออกงานสังสรรค์ระหว่างบรรดาฮูหยินด้วยกันบ้าง


          นี่บุตรสาวข้าซูเซียนเจ้าค่ะ  เซียนเอ๋อร์รีบคาราวะเยี่ยฮูหยินเร็วเข้าจางลี่มี่เอ่ยแนะนำบุตรสาวที่ยืนอยู่ข้างตนที่อีกฝ่ายไม่เคยเจอมาก่อน


คาราวะเยี่ยฮูหยินเจ้าคะ  


เยี่ยฮูหยินอันใดกันเรียกท่านป้าเถิด อ้ายเหม่ยหลินกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเองกับสตรีที่ดูน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับบุตรสาวตน รูปโฉมน่ารักน่าเอ็นดูแต่ท่าทางแก่นเซี้ยวไม่น้อย


เจ้าค่ะท่านป้า ท่านป้างดงามมากๆเหมือนอย่างท่านแม่ข้าบอกไว้เลยเจ้าค่ะอู๋ซูเซียนเอ่ยอย่างใจคิดเยี่ยฮูหยินยังคงดูอ่อนเยาว์จริงๆอีกทั้งยังงดงามมากอีกด้วย


อย่างงั้นหรือว่างๆเจ้าก็แวะไปหาป้าที่จวนบ้างนะ อ้ายเหม่ยหลินนึกชอบใจในความช่างพูดสดใสดูมีชีวิตชีวาบุตรสาวของสหาย


อย่าเลยเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวนางจะไปทำของที่จวนท่านเสียหายซะเปล่าๆ จางลี่มี่เอ่ยอย่างเหนื่อยใจกับความแก่นแก้วของบุตรสาวที่ไม่ค่อยสมเป็นกุลสตรีสักเท่าไหร่ทั้งยามอยู่ในจวนและนอกจวน


อ้อ นี่บุตรสาวข้าไป๋เฟิ่งอ้ายเหม่ยหลินที่นึกขึ้นได้จึงกล่าวแนะนำบุตรสาวที่ยังคงยืนอยู่ด้านหลังนางเงียบๆ


          ไป๋เฟิ่งคาราวะอู๋ฮูหยินเจ้าค่ะ  ไป๋เฟิ่งที่ยืนฟังมารดาคุยกับอีกฝ่ายจนนางจวนเจียนจะหลับร่างบางโค้งศีรษะให้อีกฝ่ายไม่มากไม่น้อยจนเกินไปด้วยเกียรติและศักดิ์ของตนเองที่มีอยู่


อู๋ฮูหยินและซูเซียนมองคนตรงหน้าอย่างสนอกสนใจโดยเฉพาะซูเซียนที่ไม่เคยพบไป๋เฟิ่งมาก่อนได้ยินเพียงข่าวที่เขาล่ำลือกันเท่านั้น ส่วนอู๋ฮูหยินที่เคยพบไป๋เฟิ่งเมื่อครั้งนางยังเพียงสิบหนาวที่ไปงานเลี้ยงร่วมชมดอกไม้ของฮูหยินจวนขุนนางท่านหนึ่ง ครานั้นได้ยลใบหน้านวลว่างามแล้ว บัดนี้ใต้ผ้าคลุมหน้าคงจะงามขึ้นมาอีกหลายส่วน


เรียกข้าว่าท่านป้าอย่างที่เซียนเอ๋อร์เรียกเยี่ยฮูหยินเถิด ตายจริงยืนคุยกันเสียตั้งนานเชิญนั่งเถิดเจ้าค่ะเยี่ยฮูหยิน แล้วมารดาทั้งสองคนก็พูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติจนไม่สนใจบุตรสาวตนที่นั่งอยู่ด้านหลังอีกเลย


นี่ๆคุณหนูเยี่ยเจ้าน่ะเคยมางานแบบนี้บ้างไหม  ไป๋เฟิ่งมองอีกฝ่ายที่เป็นฝ่ายพูดคุยกับนางก่อนก่อนที่จะตอบคำถาม


เรียกไป๋เฟิ่งก็ได้นะหากเจ้าไม่รังเกียจส่วนคำตอบของข้าคือไม่เคย ตามธรรมเนียมแคว้นจ้าวหากยังมิถึงวัยปักปิ่นจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานเลี้ยงใดๆในวังหลวงโดยเด็ดขาดยกเว้นแต่เชื้อพระวงศ์


ไม่รังเกียจๆหากเช่นนั้นเจ้าก็เรียกข้าซูเซียนนะ


อื้อ


ข้าก็ไม่เคยมางานแบบนี้เหมือนกันและก็ไม่ชอบสักเท่าไหร่


เจ้าไม่ชอบหรือ?”ร่างบางเอียงคอถามด้วยสีหน้านิ่งๆภายใต้ผ้าคลุม ดวงตาหงส์มองอีกฝ่ายที่กล่าวว่าไม่ชอบออกมาได้อย่างง่ายดายทั้งๆที่เจ้าตัวดูออกจะดูเคยชินกับงานประเภทนี้ต่างจากไป๋เฟิ่ง

 

ก็ใช่น่ะสิงานแบบนี้นะมีแต่พวกใส่หน้ากากเสแสร้งทั้งนั้นแหละ บรรดาคุณหนูทั้งหลายก็ชอบอวดอ้างตนเองจนข้าหมั่นไส้แทบอยากจากอ้วก ซูเซียนกล่าวพร้อมทำท่าทางและสีหน้าว่าไม่ชอบจริงๆได้อย่างน่าขบขัน  ในสายตาไป๋เฟิ่งคิดว่าสตรีผู้นี้ถือว่าเป็นคนเถรตรงยิ่ง สดใสดูมีชีวิตชีวาหากคบเป็นสหายคงไม่เสียหายอันใด  ตัวนางเองก็ไม่มีสหายมาก่อน


ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ไป๋เฟิ่งพยักหน้าหงึกหงัก


ใช่ไหมล่ะซูเซียนพูดด้วยน้ำเสียงสดใสดีใจที่มีคนคิดอย่างตน เมื่อได้มีโอกาสมองใบหน้าของอีกฝ่ายซูเซียนก็ต้องยอมรับว่าไป๋เฟิ่งเป็นสตรีที่ดึงดูดให้ผู้คนจ้องมองโดยแท้  แค่นั่งนิ่งๆเห็นใบหน้าเพียงหน้าผากมนขาวนวลเนียนกับดวงตาหงส์กลมโตมีประกายเจิดจ้าหากเผลอจ้องมองนานเกินไปก็อาจทำให้ตกบ่วงเสน่ห์ได้ขนาดนางเป็นสตรีด้วยกันแท้ๆยังแอบมองคนตรงหน้า  มิแปลกที่บรรดาบุรุษในงานต่างเมียงมองมาทางนี้บ่อยๆ  นางเองก็เคยได้ยินเรื่องราวของสหายคนใหม่อยู่เหมือนกันเรื่องความงามที่ราวโดนมนต์สะกดนี่ท่าจะจริงส่วนเรื่องความเก่งกาจในด้านต่างๆน่าคงต้องรอชมต่อไป


          ห่างออกไปอีกหลายแถวของฝั่งสตรีด้วยกันเองมีสตรีกลุ่มหนึ่งที่จ้องมองไปยังเยี่ยไป๋เฟิ่งและอู๋ซูเซียนที่กำลังพูดคุยกันอยู่  ซึ่งมองดูแล้วฝั่งซูเซียนน่าจะเป็นฝ่ายชวนคุยฝ่ายเดียวก็เถอะสายตาที่จ้องมองออกอาการริษยาอย่างปิดไม่มิด


สตรีที่คลุมหน้านั่นใครกันหลี่เหมยฟางที่เป็นจุดสนใจก่อนหน้าที่ไป๋เฟิ่งจะมาเอ่ยถามสตรีในกลุ่มด้วยกันเอง นางนั้นรู้จักอู๋ซูเซียนหากแต่ไม่รู้จักอีกคน


นางคือบุตรสาวของเสนาบดีที่ปรึกษาส่วนพระองค์นามเยี่ยไป๋เฟิ่งเจ้าค่ะสตรีนางหนึ่งซึ่งเป็นบุตรสาวขุนนางชั้นล่างที่เป็นพรรคพวกหลี่เหมยฟางตอบ


เยี่ยไป๋เฟิ่งหรือ?”นางพึมพำกับตัวเอง นางจำได้แล้วว่าสตรีที่คลุมหน้าผู้นี้คือคนเดียวกันกับที่กล้าเมินนางที่ร้านฟู้หยวนนึกว่าสตรีนางนั้นเป็นเพียงบุตรีขุนนางเล็กๆซะอีก หึ!  เป็นลูกเสนาบดีแล้วอย่างไร นางเองก็เป็นลูกแม่ทัพเช่นกันมิมีอันใดต้องเกรงกลัว

 

มีข่าวลือมากมายถึงความงามของนางผู้คนที่เคยพบหน้าต่างบอกว่านางงดงามราวกับนางจิ้งจอกเลยเจ้าค่ะ


ข้าว่าเป็นเพียงข่าวลอยลมมากกว่าหากนางงามจริงคงมิต้องปิดบังใบหน้าหรอกกระมัง หม่าฟางหรูที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันพูดขึ้นอย่างไม่เห็นด้วย


นั่นน่ะสิเจ้าคะ ถ้าเป็นข่าวจริงนางคงมิปิดบังหน้าข้าว่าภายใต้ผ้าคลุมหน้านางอาจจะอัปลักษณ์ก็เป็นได้ คิก คิก  สตรีอีกคนเอ่ยพร้อมหัวเราะคิกคักพลอยทำให้หลี่เหมยฟางแอบยิ้มพอใจ


ข้าว่าถึงนางจะงามจริงก็คงมิอาจสู้คุณหนูหลี่ที่เป็นถึงหญิงงามอันดับหนึ่งหรอกเจ้าค่ะ สตรีคนแรกที่เป็นบุตรสาวขุนนางกล่าวอย่างประจบเอาใจ ที่นางเข้ามาพูดคุยก็เพียงเพื่อให้ได้เป็นจุดสนใจเท่านั้นแหละมิได้เอ่ยอย่างจริงใจเท่าใดนักซึ่งหลายคนก็คิดเช่นเดียวกัน

 

 

ฝ่าบาทเสด็จจจจจจจจจจจจจจจจจ เสียงขันทีป่าวประกาศการมาของบุคคลผู้ครองแคว้นดังขึ้น  


ขบวนเสด็จที่กำลังเดินเข้ามาส่งผลให้เหล่าผู้คนในงานต่างหยุดพูดคุย บรรดาสตรีต่างๆก็พากันจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่เพื่อให้ตนเองดูงดงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ จ้าวหมิงหลงเดินนำขบวนเสด็จมาพร้อมอู๋หวงไท่โฮ่วด้านหลังเป็นเหล่าสนมที่ได้รับเชิญให้เข้ามางานนี้ซึ่งมีไม่มากประกอบไปด้วยเฟยทั้งสี่ เฉินกุ้ยเฟย เจียงซูเฟย หม่าเต๋อเฟย ไป๋เสียนเฟย และสนมชั้นผิน (สนมขั้นสอง ชั้นเอก เป็นรองจากตำแหน่งเฟย)ที่กำลังเป็นที่โปรดปรานอีกสองคนคือมู่เจาอี๋และหลานชงหรง


ถวายพระพรฝ่าบาท  ขอทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่น หมื่น ปี!!”


ลุกขึ้นจ้าวหมิงหลงกล่าวหลังจากที่ประทับลงบนพระที่นั่งแล้ว


ขอพระทัยพะยะค่ะ/เพคะ


          ดวงตาคมมองที่นั่งใกล้ตนจึงได้รู้ว่าผู้ที่เป็นคนสำคัญของงานนี้ยังไม่มาจ้าวหมิงหลงถอนหายใจกับความไม่เดือดเนื้อร้อนใจของน้องชายตน ตามความเป็นจริงทุกคนในงานต้องเข้ามางานก่อนที่เขาผู้ซึ่งเป็นฮ่องเต้จะเสด็จมา แต่เอาเถอะน้องชายเขายอมมาก็ดีเท่าไหร่แล้ว


ชินอ๋องยังมิมาอีกหรือ?”เขาเอ่ยขึ้นทำให้ทุกคนที่ยังคงเงียบอยู่เงียบขึ้นไปอีกเนื่องด้วยเกรงกลัวโทสะของฮ่องเต้


          เฟยหลงอาจจะยังติดธุระสำคัญอยู่ก็ได้อู๋หวงไท่โฮ่วเอ่ยปากแทนพระโอรสเลี้ยงคนโปรด


          พะยะค่ะเสด็จแม่มิต้องแปลกใจว่าเหตุใดเฟยหลงจึงเป็นเช่นนี้ก็เพราะเสด็จแม่เขาคอยให้ท้ายเช่นนี้ไงเล่า ขนาดเขาเป็นลูกแท้ๆยังไม่เคยให้ท้ายขนาดนี้เลย  เหอะๆ


เอาเถอะเริ่มงานได้หลังสุรเสียงทุ้มเอ่ยปากให้สัญญาณงานเลี้ยงก็เริ่มขึ้นบรรดาอาหารต่างๆถูกลำเลียงเข้ามามากมาย แต่ยังไม่ทันที่จะเริ่มการบรรเลงเพลงก็มีเสียงขันทีประกาศดังขึ้นอีกครั้ง


ชินอ๋องเสด็จจจจจจจจจจจจจร่างสูงองอาจกำยำอย่างคนเป็นแม่ทัพภายใต้อาภรณ์เนื้อดีที่สามารถสวมใส่ได้เฉพาะเชื้อพระวงศ์สีดำปักลายพยัคฆ์คำรามดูน่าเกรงขามเดินเข้ามาด้วยความสง่างาม รอบกายเผยกลิ่นอายฆ่าฟันดูน่าหวาดหวั่นออกมาแต่ก็ยังคงเป็นที่สนใจของบรรดาสตรีที่ทั้งออกเรือนและยังไม่ออกเรือนอยู่ดี  ใบหน้าคมเข้มผสมกับความงดงามที่ลงตัวนิ่งเฉยไม่สนใจต่อบรรดาสายตาของสตรีที่ส่งมาให้อย่างไม่ขาดสาย  ร่างสูงยังคงเดินเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนหยุดตรงหน้าที่นั่งของผู้เป็นพี่ชายและผู้ที่เขานับถือดั่งมารดา


ถวายพระพรฝ่าบาท  ถวายพระพรเสด็จแม่พะยะค่ะ 


เจ้ามาแล้วหรือเฟยหลงมานั่งเถิดอู๋เหลียนฮวารีบกล่าวกับโอรสเลี้ยงอย่างดีใจ นางนั้นไม่พบหน้าโอรสเลี้ยงผู้นี้นานถึงสี่ปีเต็ม ครั้นเมื่อกลับมายังเมืองหลวงก็มีงานราชกิจมากมายให้สะสางจึงมิอาจมาเข้าเฝ้าได้ซึ่งพระนางก็เข้าพระทัยดี มองใบหน้าที่แสนจะนิ่งอยู่เป็นนิจยิ่งทวีความเย็นชามากขึ้นแต่ก่อนมากนักด้วยความคิดถึง ความห่วงหาอาทรที่พระนางแสดงออกทำให้จ้าวเฟยหลงที่มักทำหน้านิ่งเผยแววตาอบอุ่นออกมาให้เห็น


ขอบพระทัยพะยะค่ะเสด็จแม่ 


          จ้าวหมิงหลงมองน้องชายตนที่ทำหน้านิ่งที่ไปนั่งที่ตนเองอย่างหมั่นไส้ เสด็จแม่โอ๋จ้าวเฟยหลงจนไม่เห็นหัวเขาที่เป็นฮ่องเต้เสียด้วยซ้ำ เหอะ! มันน่าน้อยใจ


เอาล่ะเริ่มงานต่อได้เขาละความสนใจต่อมารดาและน้องชายที่พูดคุยกันแล้วหันมาส่งสัญญาณให้เริ่มงานเลี้ยงต่อ   เสียงบรรเลงดนตรีเริ่มขึ้นพร้อมกับนางรำจากกองดนตรีออกมาร่ายรำอย่างงดงามชวนให้ผู้คนในมองอย่างสำราญผู้คนต่างพูดคุยสังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน  งานนี้นับว่าเป็นงานรื่นเริงในวังหลวงครั้งแรกในรอบหลายปีจึงทำให้บรรยากาศดูครื้นเครงมากกว่าทุกครั้ง  บรรดาคนหนุ่มสาวต่างเมียงมองไปยังบุคคลที่ตนสนใจคาดว่าหลังจบงานนี้คงมีแต่ข่าวน่ายินดีของหลายๆจวนอย่างแน่นอน

 

ในงานน่ายินดีเช่นนี้ข้าขอดื่มฉลองให้ชินอ๋องพะยะค่ะ ขุนนางฝ่ายบุ๋นคนหนึ่งกล่าวขึ้นหลังจากการแสดงร่ายรำจบลงพร้อมชูจอกเหล้าในมือตัวเองขึ้นโดยไม่สนใจสีหน้าคนอื่นที่มองมายังตน

ช่างหาเรื่องใส่ตัวโดยแท้ ใครบ้างไม่รู้ว่าชินอ๋องมิชอบให้ใครไปวุ่นวายกับตนเอง คนที่เห็นต่างคิดในใจ


จ้าวเฟยหลงมองคนที่กล้าเข้าวุ่นวายกับพระองค์ด้วยสายตานิ่งๆ หลังจากที่พูดคุยกับมารดาเลี้ยงเสร็จตนก็นั่งดื่มเงียบๆไม่พูดคุยกับผู้ใด ซึ่งทุกคนก็ต่างรู้ดีไม่มีใครมาวุ่นวายแต่ก็มินึกว่ายังมีพวกสมองหมูกล้ามายุ่งกับเขา ขุนนางที่ขวัญกล้าหน้าซีดตัวเริ่มสั่นกับสายตาที่ถูกส่งมายังตนจนประคองจอกเหล้าในมือแทบไม่อยู่ 


ข้าขอดื่มให้แด่ทหารกล้าทุกคนที่ชนะศึกในครั้งนี้  ดื่ม!” จ้าวหมิงหลงเห็นสถานการณ์มิสู้ดีจึงกล่าวดื่มฉลองชัยชนะแด่ทหารเพื่อทำลายบรรยากาศอึมครึม พวกขุนนางที่รู้ความก็กล่าวสรรเสริญบรรดาทหารกล้าที่ออกไปรบเพื่อปกป้องบ้านเมืองอีกหลายคำ

 

เสียดายนักที่จางกั๋วกง*มิได้มา อู๋หวงไท่โฮ่วเอ่ยขึ้นกับโอรสทั้งสองถึงบุคคลสำคัญของครอบครัวอีกคนหนึ่ง


นั้นสิพะยะค่ะ ข้าเองก็มิได้สนทนากับกั๋วกงนานมากแล้ว


ท่านตามิอาจเดินทางไกลได้พะยะค่ะจ้าวเฟยหลงตอบท่านตาของเขานั้นเดิมทีเป็นผู้ครองตำแหน่งแม่ทัพใหญ่จนกระทั้งถึงวัยปลดเกษียณจึงส่งต่อตำแหน่งให้กับเขาที่ท่านตาฝึกปรือสั่งสอนมากับมือ จากนั้นจึงเดินทางไปยังเมืองกู่ฮั่นบ้านเกิดใช้ชีวิตในบั้นปลายพร้อมกับบรรดาศักดิ์ที่ผู้เป็นพี่ชายแต่งตั้งให้ ปัจจุบันมีปัญหาด้านสุขภาพของคนวัยชราจึงทำให้ไม่อาจเดินทางไกลได้


ไว้ข้าจะส่งโสมหมื่นปีไปให้กั๋วกง จ้าวหมิงหลงก็พอจะทราบข่าวคราวของกั๋วกงวัยชราอยู่บ้าง


ขอบพระทัยฝ่าบาทพะยะค่ะกล่าวจบดวงตาคมก็กวาดมองไปทั่วงานอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนที่สายตาจะหยุดลงฝั่งตรงข้ามที่มีสตรีที่พระองค์ได้ช่วยโดยบังเอิญเมื่อวันก่อนกำลังก้มหน้าก้มตากินขนมที่ทางวังหลวงจัดให้ไม่สนใจผู้ใด แม้ว่าจะมีสายตาของบุรุษน้อยใหญ่มองมานางก็หาสนใจไม่ ดวงตาคมที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัวฉายแววตาขบขันเล็กน้อย


ไป๋เฟิ่งที่กำลังกินขนมอยู่รู้สึกถึงสายตาที่มองมามากมายแต่มิได้สนใจอะไร แต่มีสายตาคู่หนึ่งมองอยู่นานกว่าสายตาคู่อื่นจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังบุคคลที่จ้องนาง เมื่อเห็นว่าเป็นใครนางจึงหลุดเสียกิริยาไปครู่หนึ่งมองกลับพร้อมส่งสายตากลับไปว่ามองนางทำไม?


จ้าวเฟยหลงที่มองสตรีฝั่งตรงข้ามนานไปหน่อยคาดว่าคงทำให้เจ้าตัวรู้สึกตัวจึงได้เงยหน้าขึ้นมาพร้อมสายตาที่ราวกับกำลังจะถามว่ามองนางทำไมกัน เขาหลุดสีหน้าเฉยชาไปวูบหนึ่งยิ้มมุมปากเมื่อนางรู้สึกตัวว่าทำอะไรมิควรแล้วเชิดหน้าขึ้นทำทีไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ถวายพระพรฝ่าบาท หม่อมฉันมีความปรารถนาอยากทำการแสดงเพื่อเป็นการขอบคุณเหล่าทหารกล้าเพคะขอฝ่าบาททรงอนุญาต เสียงสตรีนางหนึ่งผู้มีใบหน้างดงามน่ารักจิ้มลิ้มดังขึ้นพร้อมคุกเข่าลงตรงหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้แล้วแสดงเจตจำนงของตน  สายตาทุกคนในงานจับจ้องมายังสตรีใจกล้าผู้นี้อย่างอยากรู้ว่าเป็นบุตรสาวผู้ใด  ทางด้านหม่าซูเหวินผู้เป็นบิดาที่เห็นการกระทำอันน่าอับอายของบุตรสาวถึงกับหน้าดำคล้ำแต่ก็มิอาจเอ่ยปากอันใดต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้


ไม่ทราบว่าเจ้ามีนามว่าอันใดจ้าวหมิงหลงเอ่ยกับสตรีที่คุกเข่าต่อหน้าพระองค์คลับคล้ายคลับคลาว่าพระองค์เคยเห็นหน้าสตรีผู้นี้มาก่อนแต่จำมิได้


หม่อมฉันหม่าฟางหรูเพคะ เสียงหวานแหลมเอ่ยพร้อมส่งสายตาหวานเชื่อมให้แก่ฮ่องเต้อย่างไม่ปิดบัง


อ้อ บุตรสาวคนรองท่านเสนาบดีกรมพิธีการน้องสาวของเย่วอิงนี่เอง เขาพยักหน้าให้กับสตรีตรงหน้าก่อนที่จะหันไปยิ้มกว้างให้แก่หม่าเย่วอิงที่นั่งจิบชาอยู่เงียบๆโดยมิได้ใส่ใจสายตาที่ถูกส่งมาแม้แต่น้อย ด้านหม่าเย่วอิงเห็นดังนั้นจึงยิ้มให้จ้าวหมิงหลงกลับนิดๆ


เพคะ หม่าฟางหรูกัดฟันแน่นอย่างข่มอารมณ์ นี่ขนาดนางคุกเข่าอยู่ต่อหน้าพระพักตร์แท้ๆแต่ก็ยังคงไม่อยู่ในสายพระเนตรฮ่องเต้ นังเย่วอิงนี่มันเป็นตัวขัดขวางความสุขของนางเสียจริง!

 

บรรดาสนมนอกจากหม่าเย่วอิงที่ติดตามเสด็จมามองหน้าของผู้ที่บังอาจส่งสายตาให้ฮ่องเต้อย่างไม่มียางอาย ไม่ว่าคนใดก็มิอาจมองหม่าฟางหรูอย่างเป็นมิตรได้ใครจะอยากให้มีสตรีเข้ามาฝ่ายในเพิ่มกันเล่า แค่นังแพศยาแซ่หม่าผู้พี่เพียงคนเดียวก็แย่งความโปรดปรานจากฝ่าบาทจนแทบไม่เสด็จตำหนักใดแล้ว


ก็ดีเหมือนกันนะเพคะฝ่าบาท ทหารกล้าหลายคนบากบั่นทำสงครามอยู่ที่ชายแดนหลายปีคงมิมีอันใดให้ความสำราญแก่พวกเขาการที่คุณหนูหม่าเอ่ยปากถือว่าเป็นรางวัลส่วนหนึ่งในการสร้างความสำราญให้กับพวกเขาก็แล้วกันนะเพคะ เฉินกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่มองหม่าฟางหรูตั้งแต่นางก้าวออกมาคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์จ้าวหมิงหลงจนกระทั้งสตรีใจกล้าผู้นี้กล้าส่งสายตาให้ฝ่าบาทอย่างโจ่งแจ้งเอ่ยขึ้น

 

          ผู้ที่คุกเข่าอยู่ได้ยินคำพูดของเฉินกุ้ยเฟยถึงกับลอบกำมือกับชายกระโปรงแน่น คำพูดของเฉินกุ้ยเฟยคือการตบหน้านางเปรียบเทียบนางดั่งนางคณิกาที่ให้ความสำราญกับบุรุษ หูของนางได้ยินเสียงขบขันเบาๆจากฝั่งสตรี นางทำอันใดมิได้นอกจากอดกลั้นในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงกุ้ยเฟย เฉินซิ่วอิงความอับอายในครั้งนี้ข้าจะจำไว้!!


          ส่วนสนมคนอื่นก็พากันลอบยิ้มอย่างสะใจที่มีคนหักหน้าสตรีตรงหน้าโดยที่พวกนางไม่ต้องลงแรงอันใด


          ถ้าเช่นนั้นข้าอนุญาต


ขอบพระทัยเพคะ หม่าฟางหรูเอ่ยก่อนจะลุกขึ้นไปเตรียมตัว

 

คุณหนูหม่าใจกล้าไม่เบา อู๋ซูเซียนกล่าวขึ้นเมื่อเหตุการณ์ตรงหน้าจบลง  ไป๋เฟิ่งพยักหน้าเล็กน้อยแสดงออกเสียขนาดนั้นเป็นผู้ใดก็ดูออก


ว่าแต่เมื่อครู่นี้ชินอ๋องทรงมองมายังทางนี้เจ้าว่าพระองค์สนใจสตรีคนไหนหรือเปล่านะ ด้วยตัวนางเองที่ชอบมองไปเรื่อยเปื่อยจึงสังเกตเห็นสายตาจากหลายๆคนที่มองมายังทิศทางนี้จนกระทั่งสังเกตเห็นสายตาชินอ๋องที่มองมาแต่นางก็มิทราบว่ามองผู้ใด 


ข้าเองก็ไม่รู้ ไป๋เฟิ่งตอบปัดไปอย่างไม่รู้ไม่เห็นหลังจากที่แสดงการกระทำที่ม่ควรจนต้องก้มหน้าไม่กล้าสบตากับบุรุษสูงศักดิ์อีกคน เขาอาจจะมองคุณหนูคนอื่นที่ไม่ใช่นางด้วยก็ได้ใครจะไปรู้


ใครกันน๊าที่จะได้ครองใจชินอ๋องข้าล่ะอยากรู้ซะจริง  พี่ชายเจ้าเป็นรองแม่ทัพนี่ไม่ทราบบ้างหรือ?” ซูเซียนถามด้วยความอยากรู้ ตัวนางนึกชมชอบชินอ๋องแต่มิได้มีใจชมชอบในเชิงหนุ่มสาว นางชื่นชมในความสามารถของชินอ๋องต่างหากถ้านางเลือกได้นางก็อยากได้สามีที่สง่างามและแข็งแกร่งเหมือนกับชินอ๋องจ้าวเฟยหลงญาติผู้พี่ของนาง

 

ข้ากับพี่ชายติดต่อกันผ่านจดหมายพูดคุยเรื่องทั่วไปเท่านั้นเรื่องอื่นข้าไม่รู้หรอก


ซูเซียนพยักหน้าหงึกหงักมองสหายตนที่นางรู้สึกว่าเจ้าตัวเป็นคนมิค่อยพูดจาอันใด ติดจะดูเอื่อยเฉื่อยไปบ้างไหนจะท่าทีที่ดูเบื่อหน่ายปนง่วงงุน เจ้านอนมิพอหรือไป๋เฟิ่ง?

 

 

 

 

 

 

*กั๋วกง ตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นกง ขั้น 1 ชั้นรอง และเป็นตำแหน่งสูงสุดที่ขุนนางจะได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 513 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,558 ความคิดเห็น

  1. #2506 Rutti003 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 15:07

    น้องเฟิ่งนอนน้อย555

    #2,506
    0
  2. #2210 kimurakung (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 13:27
    ไป๋เฟิง อึนๆตลอด 55
    #2,210
    0
  3. #95 068981 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 15:32

    ขอให้ผ่านอุปสรรคไปได้ด้วยดี

    #95
    0
  4. #93 mod15071986 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 14:18

    รอตอนต่อไปค่ะ
    #93
    0