LOVE SHOT! (รักพลิกล็อก!)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,798 Views

  • 72 Comments

  • 57 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,129

    Overall
    1,798

ตอนที่ 5 : LOVE SHOT! 05 - ผู้หญิงน่าไม่อาย VS ผู้ชายไร้จิตสำนึก (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 146
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    16 ม.ค. 62

LOVE SHOT! 05

ผู้หญิงน่าไม่อาย VS ผู้ชายไร้จิตสำนึก




“คุณทำเพื่อนฉันเจ็บ คุณต้องรับผิดชอบ!” by LOOKJUN.




ถ้านับจากวันที่พนันกับน้ำหวานแล้วนี่ก็ผ่านมาได้สามวันถ้วน!

สามวันที่ไม่มีวี่แววว่าจะเจอคุณเทมส์เลยด้วยซ้ำ เพราะตลอดสามวันที่ผ่านมาฉันเจอแต่เด็กไม่ซ้ำหน้าแค่นั้นแหล่ะ!    

“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะคนเก่ง ให้คุณหมอดูแผลหน่อยน๊า” ฉันพยายามเรียกร้องความสนใจของเด็กน้อยวัยสี่ขวบที่กำลังร้องไห้งอแงอยู่กับอกแม่อยู่แบบนั้นเพราะแผลจากการลื่นล้มที่หัวเข่าซ้าย

“เก่งมากเลย น้องจัสตินเก่งที่สุดในโลกเลยครับ” ว่าจบแล้วก็ค่อยใช้สำลีเช็ดแผลให้อย่างเบามือ ถึงแม้ว่าเด็กน้อยจะยังคงร้องไห้งอแงอยู่ แต่เพราะได้รับความร่วมมือจากคนเป็นแม่อย่างดีการทำแผลเด็กตัวน้อยที่ดูเหมือนจะยากก็เสร็จในเวลารวดเร็วกว่าที่คิด

“อันนี้คุณหมอให้ครับ” ฉันยื่นหุ่นยนต์การ์ตูนชื่อดังตัวเล็กส่งไปให้ และพอเด็กน้อยยอมหยุดร้องไห้และให้ความสนใจฉันเลยรีบยื้อไว้แล้วพูดต่อ “แต่น้องจัสตินต้องสัญญากับคุณหมอก่อนนะคะว่าจะไม่ทะเลาะกับเพื่อนจนลื่นล้มอีก สัญญากันนะ”

“ค...ครับ สัญญาครับ” เด็กน้อยพูดเสียงสะอึกสะอื้นก่อนจะยื่นมือมารับหุ่นยนต์จากฉันซึ่งก็ยอมยื่นให้แต่โดยดี

“ขอบคุณมากเลยนะคะคุณหมอ”

“ยินดีค่ะ ยังไงก็ระวังอย่าให้แผลน้องโดนน้ำนะคะ ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าให้เดินหรือวิ่งเร็วๆ เพราะถ้าแผลตึงเกินไปน้องอาจจะสะดุดล้มอีกได้ค่ะ”

“ได้ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” คนเป็นแม่ยกมือไหว้ฉันด้วยความซาบซึ้งใจอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งครอบครัวจะเดินออกไป...

“มาหาหมอแถมได้ของเล่นกลับไปแบบนี้ ถึงว่าสิคะเด็กป่วยทีไรเรียกหาแต่คุณหมอลูกจันทร์” เสียงจากพี่แยมที่เดินเข้ามาเก็บแฟ้มคนไข้เอ่ยแซวขึ้นด้วยรอยยิ้ม แต่นี่มันก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้นี่เนอะ

“อ้าววววว นี่ที่คิวลูกจันทร์แน่นเป็นเพราะของเล่นหรอคะเนี่ย อดคิดว่าตัวเองเก่งอยู่ตั้งนาน” ฉันแสร้งพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ซึ่งพอพี่แยมได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมาเป็นการใหญ่

“แหมๆ ใครจะสวยเก่งเหมือนหมอลูกจันทร์ไม่มีแล้วหล่ะค่ะ” พี่แยมเยินยอจนฉันยิ้มเขิน “วันนี้คนไข้หมดแล้วนะคะ พี่ขอตัวเลยนะคะคุณหมอ”

“ค่ะ เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ”



Rrrrr~~ Rrrrrr~~

เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายทำให้ฉันหยุดชะงักขาที่กำลังเดินไปทางลานจอดรถแล้วหยิบมันขึ้นมาดู และพอเห็นว่าเป็นชื่อยัยเพื่อนตัวดีที่ทิ้งฉันเมื่อวันก่อนก็รีบกดรับทันควัน

“ว่าไงยะ นังเพื่อนไม่รักดีทิ้งเพื่อนได้ลงคอ” กรอกเสียงไปด้วยความหมั่นไส้ขั้นสุด ก็ถ้ายัยจีจี้ไม่เห็นผู้ชายดีกว่าฉัน เรื่องมันก็คงไม่เป็นนี้หรอก ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ฉันได้เจอกับคุณเทมส์สุดหล่อ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าไม่เจอและเรื่องเลวร้ายกว่านี้ฉันคงเสียใจมากเลยทีเดียว

[เอ่อ...ขอโทษครับ] เสียงทุ้มแหบต่ำที่ดังจากปลายสายทำให้ฉันอดขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจไม่ได้ว่าใครกันที่โทรมา แต่ประโยคต่อมาจากปลายสายก็คลายความสงสัยของฉันได้ลง [ผมชื่ออนุชิตนะครับ คุณเป็นเพื่อนของเจ้าของโทรศัพท์นี้ใช่มั้ยครับ]

“ค่ะ แล้วจีจี้...”

[คุณจีรพันธ์ประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลครับ]

“ว่าไงนะคะ!!!”




FIRE’s TALK.


“ผมโทรไปเบอร์ล่าสุดแล้วนะครับ น่าจะเป็นเพื่อนและเห็นบอกว่ากำลังมาครับ”

“โอเค” ผมพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “งั้นเดี๋ยวกูมานะ”

“เฮียกลับก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวผมจัด...”

“ไม่เป็นไร ไม่ได้รีบไปไหนอยู่แล้ว อยู่ช่วยให้จบได้” ผมตอบเสียงเรียบก่อนจะเดินแยกตัวออกไปสูบบุหรี่ด้านนอก

ความจริงวันนี้ผมกับชิตลูกน้องคนสนิทตั้งใจจะออกไปกินข้าวเย็นกัน แต่เพราะระหว่างทางดันเจอกับอุบัติเหตุซะก่อน ด้วยสัญชาตญาณความเป็นตำรวจเราสองคนก็เลยเลือกที่จะจอดรถและลงไปช่วยผู้บาดเจ็บจนพามาส่งโรงพยาบาลนี่แหล่ะ เดี๋ยวรอเคลียร์และคุยกับญาติคนเจ็บก็คงหมดธุระแล้ว

สูดควันนิโคตินเข้าปอดอึกใหญ่อีกสองสามครั้งจนรู้สึกผ่อนคลายขึ้นจึงเดินไปทิ้งบุหรี่ลงถังขยะที่ทางโรงพยาบาลเตรียมไว้ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปด้านในอีกครั้ง

“ชะ...” กำลังจะเรียกลูกน้องตัวเองแต่ก็ต้องหยุดไว้ก่อนเมื่อเห็นว่าชิตไม่ได้อยู่แค่คนเดียวแต่มีผู้หญิงคนนึงยืนอยู่ด้วย และเหมือนลูกน้องจะเห็นหน้าผมเลยหันมามอง

“มาพอดีเลยคือคุณ...”

เพี้ยะ!

เสียงตบหน้าฉาดใหญ่พร้อมกับใบหน้าของผมที่สะบัดตามแรงอารมณ์ของผู้หญิงตัวเล็กตรงหน้าทำผมคิ้วกระตุก พอตวัดสายตาไปมองก็ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็นใคร

ทำไมถึงเป็นผู้หญิงคนนี้หล่ะ?

“คุณมันไม่มีความรับผิดชอบ!” ตะโกนใส่หน้ากันเสร็จแค่นั้นคุณเธอก็หันไปหาลูกน้องของผมอย่างอนุชิตที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่แล้วรีบฟ้องด้วยน้ำเสียงที่ฟังแทบจับใจความไม่ได้ “คุณตำรวจต้องจับผู้ชายคนนี้นะคะ เค้าทำเพื่อนฉันเจ็บขนาดนี้จะปล่อยไว้ไม่ได้”

“เดี๋ยวนะ ผมทำอะไร?” ถามออกไปด้วยความสงสัยจบก็หันไปมองหน้าอนุชิตแล้วถามย้ำอีกครั้ง “นี่มันอะไรกันวะ?”

“เอ่อ...คุณศศิธรใจเย็นๆ ก่อนนะครับ คือว่า....”

พลั่ก!

เสียงเปิดประตูห้องฉุกเฉินที่ผลักออกมาพอดีทำให้คำอธิบายของอนุชิตขาดหายไป และเมื่อคุณหมอที่คาดว่าน่าจะเป็นเจ้าของไข้เดินออกมาจากห้องฉุกเฉินความสนใจทั้งหมดของเราทั้งสามคนก็ตรงไปที่คนนั้นทันที

“เพื่อนฉันเป็นยังไงบ้างคะคุณหมอ จีจี้เจ็บมากหรือเปล่า อาการหนักมั้ย แล้วเค้า...”

“คุณช่วยเงียบแล้วรอฟังก่อนมั้ยหล่ะ ถามรัวแบบนั้นหมอเค้าจะเอาเวลาไหนตอบคุณ” ผมพูดแทรกขึ้นมาเสียงหงุดหงิดเมื่อคุณเธอห่วงเพื่อนจนเกิดเหตุแบบนี้ ก็เล่นถามรัวไม่หยุดแบบนี้เมื่อไหร่จะคุยกันรู้เรื่องหล่ะ

“เงียบไปเลยนะไอ้ฆาตกร!”

ฆาตกร?

“นี่คุณ...”

“เอ่อ...ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ ฟังหมอก่อนนะ” เป็นคุณหมอที่พูดห้ามทัพขึ้นมาแทนและพอเราทั้งหมดสงบลงจึงเบนสายตากลับมาหาผู้หญิงหนึ่งเดียวที่แสดงตัวว่าเป็นเพื่อนของคนไข้แล้วพูดต่อ “คนไข้ปลอดภัยแล้วนะครับ มีแค่แผลฟกช้ำตามร่างกายแค่นั้น ไม่ได้มีอาการสาหัสอะไร”

“แค่ฟกช้ำหรอคะ?” ผู้หญิงคนนั้นถามตาโต “แต่ว่าตอนโทรมาบอกว่าประสบอุบัติเหตุ...”

“ก็ประสบอุบัติเหตุแต่ที่กำลังจะบอกคือแค่โดนรถเฉี่ยวครับ” เป็นอนุชิตที่คลายข้อสงสัยทุกอย่างให้กระจ่าง

“แล้วฉันเข้าไปเยี่ยมได้เลยมั้ยคะ”

“ได้ครับ และถ้าน้ำเกลือหมดขวดก็ให้กลับบ้านได้เลยครับ” คุณหมอพูดแค่นั้นก่อนจะขอตัวเดินออกไป


พอคุณหมอลับสายตาผมที่กำลังจะหันไปเอาเรื่องคนที่ตบหน้าผมทันทีแต่แม่ตัวดีก็ผลุบหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้เหลือแค่ชิตที่ยืนหน้าเจื่อนอยู่ข้างกัน

“มึงไปบอกอะไรเค้า”

“ก็บอกแค่ประสบอุบัติเหตุครับ”

“กูหมายถึงว่าทำไมเค้าถึงทำท่าทางอย่างกับว่ากูไปฆ่าเพื่อนเค้าแบบนั้น” ผมถามอย่างหัวเสีย คนสติดีที่ไหนจะมาตบคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกกันหล่ะ

หรือความจริงควรจะนับว่าครั้งที่สองดี เพราะตอนงานวันเกิดเมื่ออาทิตย์ก่อนก็เคยเจอกันแล้วครั้งนึงนี่เนอะ

“คือคุณศศิธรถามว่าใครเป็นคู่กรณีครับ ผมกำลังจะพูดชื่อแล้วแต่ว่าบังเอิญสายตาหันมามองทางเฮียก่อนก็เลย...”    

“ยัยผู้หญิงมือหนักนั่นก็เลยคิดว่ากูเป็นคนขับรถชนเพื่อนเค้า?”

“ถูกต้องนะคร้าบบบบ” ไอ้ชิตร้องออกมาเสียงดัง แต่พอเห็นท่าทีไม่เล่นด้วยของผมมันก็หงอลงทันตา “เอาน่าเฮีย คุณหมอคนสวยเค้าก็แค่เข้าใจผิด เฮียอย่าไปถือสาเลยเนอะ”

“เนอะบ้านมึงสิ ดูหน้ากูนี่ รอยครบห้านิ้วขนาดนี้ยังจะให้กูเย็นอีกหรอ ผู้หญิงบ้าอะไรมือหนักชะมัด!”

“แล้วผู้ชายบ้าอะไรนินทาผู้หญิงลับหลัง” เสียงแหลมเล็กที่ดังอยู่ด้านหลังทำให้ผมชะงักไปเล็กน้อย เหลือบสายตามองทางไอ้ชิตที่ยืนข้างกันก็เห็นว่ามันกำลังส่งยิ้มแหยๆ มาให้พร้อมส่งสายตาที่แปลได้ว่า ‘ผมกำลังจะห้ามแล้วครับแต่ไม่ทันจริงๆ’

“ผมไม่ได้นินทา”

“คุณนินทาค่ะ” ผู้หญิงคนนั้นเดินมาหยุดรถเข็นเพื่อนตัวเองตรงหน้าผมก่อนจะเดินอ้อมมาประจันหน้ากันแล้วพูดต่อ “หรือคุณจะปฏิเสธว่าเมื่อกี้ไม่ได้ว่าฉัน เหอะ...เป็นผู้ชายซะเปล่าแต่ไม่มีความรับผิดชอบ”

“นี่มันจะเกินไปแล้วนะคุณ มาถึงก็ตบ พอออกมาอีกทีก็ด่า นี่คุณจะเอา...”

“พอก่อนครับเฮีย ใจเย็นๆ นะครับคุณศศิธร” ไอ้ชิตที่เห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาห้ามผมทันควัน แต่ถึงระยะห่างของเราสองคนจะมากขึ้นเพราะมีอนุชิตมาคอยยืนห้ามทัพ แต่สายตาก็ยังคงมองหน้ากันอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้ออยู่แบบนั้นไม่ไปไหน

“คุณทำเพื่อนฉันเจ็บ คุณต้องรับผิดชอบ!”

“ชะนีแกใจเย็นๆ ก่อน คือว่า...” เพื่อนที่นั่งอยู่บนรถเข็นทำท่าจะพูดอะไรสักอย่างแต่แม่คุณตรงหน้าก็ไม่ฟังอะไรเลยสักนิด

“ไม่เย็นแล้วแก” ตัดบทกับเพื่อนเสร็จก็หันมามองหน้าผมทันควัน “คุณต้องรับผิดชอบเพื่อนฉัน คุณทำให้เพื่อนฉันทำงานไม่ได้ คุณรู้มั้ยว่าค่าตัวเพื่อนฉันตั้งเท่าไหร่ แล้วหน้าเป็นแบบนี้จะทำงานยังไง!”

ค่าตัว? นี่หมายความว่าสองคนนี้...

“นี่เดี๋ยวนี้คุณกล้าประกาศเรื่องนั้นตรงนี้เลยหรอ น่าไม่อาย” ผมพูดด้วยท่าทีขยาด งั้นก็แสดงว่าข้อสันนิษฐานของจ่ายอดเป็นจริงสินะ นี่ถ้ารู้ว่าผมเป็นตำรวจคงหงอแทบไม่ทันหล่ะสิ

“แล้วทำไมฉันต้องอาย ฉันกับเพื่อนไม่ได้ทำอะไรผิด”

“กล้าพูดขนาดนี้ยังไม่ผิดอีกหรอ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคุณไม่มีหรือไง”

“แล้วคนที่ไม่มีความรับผิดชอบกล้าพูดเรื่องสำนึกผิดได้ด้วยหรอ ไอ้ผู้ชายไร้จิตสำนึก!”

“แล้วผู้หญิงที่ทำงานแบบนั้นมีสิทธิ์มาด่าคนอื่นให้ละอายด้วยหรอ ยัยผู้หญิงน่าไม่อาย”

“นี่คุณ!”

“พอทั้งหมดทุกคนนั่นแหล่ะค่ะ!” เสียงดังเฉียบขาดของพยาบาลมีอายุที่กำลังเดินมาทางนี้ทำให้สงครามขนาดย่อมหยุดลงฉับพลัน “ที่นี่โรงพยาบาลนะคะ จะตีจะทะเลาะหรือจะฆ่ากันก็ช่วยไปทำข้างนอก เพราะที่นี่ต้องการความสงบค่ะ”

“ขอโทษค่ะ”

“ขอโทษครับ”

“คุณจีรพันธ์ใช่มั้ยคะ? เชิญทางนี้ค่ะเดี๋ยวฉันถอดสายน้ำเกลือให้” คุณพยาบาลหันไปพูดกับผู้ชายที่นั่งอยู่บนรถเข็นเล็กน้อยและเมื่อเค้าพยักหน้าอนุญาตจึงออกแรงเข็นให้ไปด้วยกัน

“เอาเบอร์ของคุณมา?” ผู้หญิงตรงหน้ายื่นมือมาตรงหน้าผมแล้วพูดเสียงเข้ม “คุณต้องรับผิดชอบเพื่อนฉัน เดี๋ยวฉันจะติดต่อมาเรื่องเรียกค่าเสียหาย”

“แล้วทำไมผมต้องให้?”

“ก็เพราะคุณชนเพื่อนฉันไง”

“ผมเปล่า”

“นี่คุณจะปัดความรับผิดชอบอีกแล้วหรอ”

“ผมไม่ได้ปัด แต่ที่ผมจะบอกคือผมไม่ได้เป็นคนชน คนที่ชนเพื่อนคุณมันหนีไปไหนแล้วก็ไม่รู้ และถ้าคุณอยากจับมันก็เอาเวลาที่เถียงผมฉอดๆ เนี่ยไปแจ้งความซะเรื่องมันจะได้จบ!” ผมพูดรัวยืดยาวอย่างไม่หยุดหายใจ ซึ่งคนตัวเล็กตรงหน้าก็มีสีหน้าเหวอไปอย่างเห็นได้ชัด

“แต่คุณคนนี้บอกว่า...”

“คือผมกำลังจะพูดแบบนี้แหล่ะครับ คนนี้เจ้านายผมเองครับ พันตำรวจตรีรัชต์ภาคย์ เกษมรัตนากรณ์ครับ”

“ตำรวจ!” ทันทีที่ได้ยินชื่อและตำแหน่งของผมยัยผู้หญิงปากกล้าก็อ้าปากค้างด้วยความตกใจ ก็สมควรหรอกนะเปิดเผยตัวตนเรื่องนั้นขนาดนี้นี่ ผมไม่ปล่อยให้รอดแน่!

“ใช่ ตำรวจ...แล้วก็ไม่รีบต้องตกใจไปหรอกเพราะเรามีเรื่องคุยกันอีกเยอะ” พูดจบผมก็หันไปทางอนุชิตที่ยืนอยู่ข้างกันแล้วสั่งเสียงเรียบ “มึงพาคนเจ็บไปส่งบ้านที”

“แล้ว...”

“เดี๋ยวญาติคนเจ็บกูจัดการเอง!”

FIRE Ends.


         

************************************************************

​เจอกันเป็นทางการครั้งแรกก็เปิดศึกใส่กันซะแล้วววววววว

แบบนี้จะเชียร์พี่ไฟต่อดีมั้ยน๊าาาาาาาา

รออ่านคอมเม้นท์จากรีดเดอร์ที่น่ารักอยู่นะคะ

มีใครอยู่ทีมหนุ่มเซอร์สุดหล่อแบบพี่ไฟบ้างเอ่ยยยยยย ^^

เจอกันตอนหน้าค่าาาาาา :)

MelloNY :)




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #6 Koy_Jaja (@mornman) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 12:42
    โอโห ฟัดกันจมเขี้ยวตั้งแต่เจอครั้งแรก ท่าจะสนุก เชียร์พี่ไฟแล้วกัน อิอิ
    #6
    0