LOVE SHOT! (รักพลิกล็อก!)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 4,949 Views

  • 150 Comments

  • 81 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    33

    Overall
    4,949

ตอนที่ 1 : LOVE SHOT! 01 - ผู้หญิงที่เชื่อเรื่อง 'ดวง' และใช้ 'เซ้นส์' เป็นที่ตั้ง (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 671
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    21 ม.ค. 62


LOVE SHOT! 01

ผู้หญิงที่เชื่อเรื่อง 'ดวง' และใช้ 'เซ้นส์' เป็นที่ตั้ง



“แล้วถ้าหนูเข้าไปแล้ว หนูจะมีความสุขมั้ยคะ” by LOOKJUN.






ครืดดดด~~ ครืดดดด~~

เสียงโทรศัพท์ที่สั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์สีซีดทำให้ฉันต้องละความสนใจจากอาหารเช้าแสนอร่อยอย่างแซนวิชอะโวคาโดกับกาแฟเย็นตรงหน้าแล้วใช้มือข้างที่ว่างล้วงเข้าไปหยิบเจ้าเครื่องมือสื่อสารนั้นออกมาดู และพอเห็นว่าใครเป็นคนโทรเข้ามาก็รีบกดรับโดยทันที

“ฮัลโหลค่ะ”

[นี่แม่เองนะลูก]

“ค่า คิดถึงแม่จังค่ะ ทริปไหว้พระเป็นไงบ้างคะ?” ถามจบก็ยกกาแฟตรงหน้าขึ้นดูดอึกใหญ่ก่อนจะหยิบแซนวิชมากัดอีกคำระหว่างรอฟังคำตอบจากแม่

[ปากหวานจังเลยนะ ก็สนุกดีค่ะ นี่ก็ไหว้กันไปหลายวัดแล้ว] น้ำเสียงสดใสที่ตอบกลับมาจากปลายสายถือเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีเลยว่าแม่ของฉันคงมีความสุขกับทริปทำบุญครั้งนี้จริงๆ

“แล้วอากาศหนาวมั้ยคะแม่” ถามไปเพราะจำได้ว่าเมื่อวานดูข่าวแล้วเห็นว่าช่วงนี้ที่พม่าเหมือนจะมีพายุเข้าเลยค่อนข้างเป็นห่วงเพราะคนร่วมทริปก็ค่อนข้างมีอายุมากอยู่เหมือนกัน “ลูกได้ยินว่าพายุเข้า ทุกอย่างโอเคใช่มั้ยคะ”

[ใช่จ้า แค่เมื่อคืนฝนตกลมแรงหน่ะ แต่ก็ไม่หนาวมากหรอก เย็นกว่าไทยนิดหน่อย] แม่ตอบกลับมาเสียงสดใส เอาเข้าจริงถ้าเทียบอากาศที่อื่นกับประเทศไทยแล้วก็คงถือว่าเย็นกว่าทั้งนั้นแหล่ะนะ

“งั้นก็ดีแล้วค่ะ”

[แล้วนี่เมื่อไหร่จะกลับบ้าน แม่คิดถึงจังเลยอ่ะ ไม่กลับมาหาแม่นานแล้วนะ]

“แม่พูดอย่างกับกรุงเทพฯ เชียงใหม่ใกล้กันเหมือนมีนบุรีสาทรงั้นแหล่ะค่ะ” ฉันอดที่จะกระเซ้าคนเป็นแม่กลับไปไม่ได้ ก็รู้อยู่แหล่ะว่าแม่คงคิดถึง แต่ว่าด้วยงานที่ทำก็หาเวลาหยุดยาวและกลับไปหาแม่ที่เชียงใหม่ยากอยู่เหมือนกัน

[แล้วมีนบุรีกับสาทรมันใกล้กันตรงไหนไม่ทราบ]

“ก็ตรงที่อยู่จังหวัดเดียวกันไงคะ ฮ่าๆๆ” ฉันตอบเสียงทะเล้นและพอได้ยินเสียงคาดโทษจากปลายสายก็ต้องเงียบปากลงฉับพลัน

[ไปเรื่อยจริงๆ] แม่บ่นอุบอิบ เดาว่าตอนนี้ท่านต้องส่ายหน้าให้กับมุกสุดแป้กเมื่อสักครู่อยู่แน่ๆ [แล้วนี่ลูกไปทำบุญมาหรือยังคะ อย่าลืมไปทำนะแม่จะได้สบายใจ]

“กำลังจะไปค่ะ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จก็จะไปแล้ว”

[ดีมากค่ะคนเก่ง ไปถึงแล้วถ่ายรูปมาให้แม่ดูด้วยนะคะ]

“แม่ไม่เชื่อใจลูกหรอคะ เห็นลูกชอบโกหกหรือไง” ฉันบ่นกระปอดกระแปด ถึงแม้จะรู้ดีแก่ใจว่าที่แม่อยากเห็นฉันไปทำบุญก็เพราะท่านอยากได้ความสบายใจแค่นั้นแหล่ะ แต่พอเห็นแม่จริงจังแบบนี้ก็เลยอดที่จะแซวไม่ได้

[ไม่ต้องมาชวนดราม่าเลยค่ะ ลูกก็รู้ว่าแม่จริงจังกับเรื่องนี้แค่ไหน] แม่ตอบกลับมาเสียงจริงจัง [แม่บอกตามตรงนะว่าแม่ไม่สบายใจเลยจริงๆ]

“อย่าคิดมากสิคะ ลูกบอกแล้วไงว่ามันก็แค่ความฝัน” ฉันพูดปลอบเพื่อให้ท่านสบายใจ

ความจริงแล้วสาเหตุที่แม่ต้องชวนเพื่อนยกโขยงกับทำบุญถึงพม่าก็เพราะว่าท่านฝันร้ายหน่ะ แต่ว่ามันเป็นฝันร้ายที่เกี่ยวกับฉันแม่ก็เลยรู้สึกไม่สบายใจและกังวลใจมาก และเพราะแม่ไม่ค่อยสบายใจเรื่องนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอลองไปเล่าให้เพื่อนฟัง แต่ละคนก็งัดทฤษฎีทำนายฝันกันมาเป็นกะตักว่ามันแปลว่าแบบนู้นมั่งหล่ะ จะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับฉันมั่งหล่ะ แม่ก็เลยยิ่งไม่สบายใจและรีบชวนเพื่อนไปออกทริปทำบุญกันแบบนี้ แถมยังกำชับฉันเสียงเข้มว่าต้องหาเวลาไปทำบุญบ้าง และถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แต่เพื่อความสบายใจของแม่ วันนี้ฉันเลยต้องงัดตัวเองออกมาจากเตียงในเช้าวันเสาร์เพื่อไปทำบุญที่วัดแบบนี้

นี่ก็ไม่รู้ว่าถ้าแม่รู้ว่าเมื่อไม่กี่คืนก่อนเจองูเผือกสีขาวตัวใหญ่รัดแน่นและทำท่าจะเขมือบฉันกลืนลงกระเพาะไปทั้งตัวแบบนั้นแม่จะยิ่งเครียดมากกว่าเดิมหรือเปล่าหน่ะสิ!

 [แต่มันเหมือนจริงมาก แม่กลัว...]

“ลูกก็กำลังจะไปทำบุญวันนี้แล้วไงคะ แม่อย่าคิดมากนะ” ฉันพูดแทรกขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงสั่นพร่าจากปลายสาย “ลูกปลอดภัยดีแล้วก็สบายดีมากเลยค่ะ แม่อย่าห่วงเลยนะคะ”

[งั้นก็ได้ค่ะ ถ้าลูกไปทำบุญแบบนี้แม่ก็สบายใจ] แม่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้นเล็กน้อย [แล้วนี่วันเสาร์หน้าลูกว่างมั้ย? ต้องเข้าเวรหรือเปล่าคะ?]

“ไม่เข้าค่ะ ลูกว่...” คำว่า ‘ว่าง’ ถูกกลืนหายไปฉับพลันเมื่อสายตาเลื่อนไปยังปฏิทินที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันแล้วเห็นชัดๆ ว่าวันเสาร์หน้าเป็นวันที่เท่าไหร่ ถ้าแก้ตอนนี้จะทันมั้ยนะ?

“แม่ขาลูกไม่ว่างแล้ว”

[ลูกจันทร์...] เสียงเข้มที่เรียกกลับมาทำให้ฉันรู้ว่าที่ถามว่าทันมั้ยเมื่อกี้ก็คือได้คำตอบแล้วว่าไม่ทันแน่นอน อยากจะตบปากตัวเองจริงๆ ไม่น่าปากไวเลยยัยลูกจันทร์เอ้ยยย!

“แต่แม่คะ...”

[ไปหน่อยนะลูก อย่างน้อยก็ไปให้คุณจักรเค้าเห็นหน้าสักนิดก็ยังดี] พอได้ยินจุดประสงค์ของแม่ฉันก็รู้สึกว่าลมหายใจของตัวเองติดขัดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ก็ที่กำลังปฏิเสธอยู่นี่ก็เพราะไม่อยากเจอ ‘คุณจักร’ หรือเปล่าหล่ะ!

“แค่ส่งของขวัญไปให้ได้มั้ยค่ะ ลูกมีเคส...”

[ไม่ได้ค่ะ] แม่ตัดบทฉับพลันโดยไม่รอฟังข้ออ้างของฉันแม้แต่น้อย [งานวันเกิดนะ ยังไงคุณจักรเค้าก็อยากเจอลูก]

“แต่ลูกไม่อยากนี่คะ” ฉันสารภาพเสียงอ่อย “แม่ก็รู้ว่าถ้าไปก็อาจจะมีเรื่องกันอีก”

[ก็อย่าให้มีสิคะ]

“แม่ก็รู้ว่ามันยากกกกก” ฉันบ่นกระปอดกระแปด การห้ามตัวเองไม่ให้มีเรื่องหน่ะไม่ยาก แต่การห้ามไม่ให้คนอื่นมาหาเรื่องเรานี่มันยากซะยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาอีกนะแม่จ๋า

[แต่แม่เชื่อว่าลูกของแม่ทำได้] แม่ตอบกลับมาเสียงทุ้ม [จริงมั้ยคะคนเก่ง?]

“แม่อ่ะ...”

[สรุปว่าไปนะคะ เดี๋ยวแม่โทรไปบอกคุณจักรให้ ส่วนเรื่องการ์ดกับของขวัญลูกจันทร์จะไปหาซื้อเองหรือจะให้คุณผึ้งจัดการให้ดีคะ] แม่รีบเสนอชื่อเลขาคนสนิทมาให้ความช่วยเหลือฉันทันที คงกลัวว่าฉันจะหาข้ออ้างชิ่งอีกหล่ะมั้ง

“ส่งคุณผึ้งไปตั้งแต่แรกก็จ...”

[ลูกจันทร์...]

“ค่ะๆ ลูกไม่เถียงแล้วค่ะ เอาเป็นว่าฝากคุณผึ้งจัดการเรื่องของขวัญด้วยแล้วกันนะคะ ส่วนเรื่องงานลูกไปแค่ชั่วโมงเดียวพอนะคะ”

[ได้ค่ะ แต่ต้องไปเจอคุณจักรนะ ห้ามไปแล้วก็แกล้งหลบหน้าเด็ดขาด] แม่พูดดักคออย่างกับรู้ว่าฉันกำลังคิดจะทำอะไร นี่หล่ะนะที่คนเค้าบอกไว้ว่าไม่มีอะไรเล็ดลอดสายตาหรืออยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์แม่ได้ และถ้าลองว่าดักทางกันขนาดนี้ฉันจะปฏิเสธยังไงหล่ะ

“รับทราบค่า”

[น่ารักที่สุดค่ะลูก] แม่ตอบกลับมาเสียงหวานอย่างพอใจ แต่ฉันนี่สิกลับรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเลยสักนิด ยิ่งต้องไปเจอหน้าคุณจักรแบบนี้ด้วยแล้วฉันหล่ะไม่อยากไปเลยจริงๆ

[งั้นแค่นี้นะลูก ดูแลตัวเองดีๆ แล้วก็อย่าลืมเคลียร์งานแล้วกลับมาหาแม่นะ] แม่พูดเสียงรัวก่อนที่จะตัดสายไป...

เฮ้ออออออออ!

หลังจากวางสายไปแล้วฉันก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองควรเครียดเรื่องไหนก่อนดีระหว่างเรื่องความฝันที่แม่เก็บเอาไปคิดเป็นตุเป็นตะหรือเรื่องที่จะต้องไปงานวันเกิดคุณจักรในวันเสาร์หน้า

กี่ปีแล้วนะที่ไม่ได้เจอ ‘คุณจักร’ หน่ะ เจอกันตอนนี้คงประหลาดดีพิลึก!






“สาธุ...”

เปล่งเสียงรับพรหลังจากถวายสังฆทานเสร็จเรียบร้อยฉันก็ก้มหน้ารอรับน้ำมนต์เป็นการปิดท้าย ก่อนจะยกมือขึ้นประนมตรงกลางอกและก้มกราบสามครั้งเพื่อลาพระท่านหลังจากเสร็จพิธีแล้ว

เพราะวันนี้เป็นเสาร์และก็ตรงกับวันหยุดของฉันพอดี ฉันเลยใช้เวลาว่างในช่วงเช้างัดตัวเองออกมาจากเตียงและขับรถมายังวัดใกล้บ้านเพื่อมาทำบุญถวายสังฆทานตามที่ได้สัญญากับแม่ไว้ นี่ก็ถ่ายรูปส่งไปรายงานเรียบร้อยแล้วด้วยหล่ะ แต่คาดว่าแม่คงกำลังทำสมาธิถือศีลอยู่แน่ๆ เลยยังไม่ได้อ่านไลน์จากฉัน

บรรยากาศของวัดในวันเสาร์อาทิตย์แบบนี้ไม่ได้เงียบเหงาจนเกินไปนัก มองไปรอบๆ ก็ยังพอเห็นว่ามีคนทยอยเข้ามาทำบุญกันอย่างต่อเนื่อง ถึงจะดูบางตาไปบ้างเพราะว่านี่เป็นแค่วันหยุดธรรมดาไม่ได้เป็นวันสำคัญทางศาสนา แต่ก็ถือว่ายังมีผู้คนมาทำบุญกันไม่ขาดสายหล่ะนะ

หลังจากเดินออกมาจากตัวโบสถ์แล้วฉันก็ตรงมายังคลองน้ำสีขุ่นข้างวัดที่ติดป้ายตัวใหญ่สีแดงไว้อย่างชัดเจนว่า ‘เขตอภัยทาน ห้ามจับสัตว์น้ำ’ เดินดุ่มๆ เข้าใกล้มากขึ้นก่อนจะตัดใจซื้อขนมปังสำหรับให้อาหารปลาที่ทางวัดวางจำหน่ายอยู่ข้างกันแล้วเดินเข้าไปใกล้คลองนั้นมากขึ้น และเพราะตอนนี้บรรยากาศยังไม่ร้อนมากบวกกับสายลมเย็นในช่วงปลายปีก็สามารถขับกล่อมให้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นมาได้มากเหลือเกิน

จ๋อมม!

เสียงโยนเศษขนมปังลงน้ำก่อนจะตามมาด้วยเสียงน้ำกระเพื่อมอย่างบ้าคลั่งเมื่อฝูงปลานับหลายสิบตัวต่างพยายามแวกว่ายแดกดันกันขึ้นมาเหนือผิวน้ำเพื่อมารับอาหารจากฉัน มองภาพนั้นแล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่าเราทุกคนต่างก็ต้องทำเพื่อตัวเองกันทั้งนั้นสินะ ขนาดปลายังต้องพยายามโผล่หัวขึ้นมาเหนือผิวน้ำที่ตัวเองชื่นชอบเพื่อความอยู่รอดของตัวเองเลย

ดังนั้นถ้าคนเราจะยอมเสียสิ่งที่รักเพื่อรักษาความเป็นตัวตนของตัวเองไว้ก็คงจะไม่แปลกอะไรอยู่ดี...


ตุบ!

เสียงของแข็งสักอย่างที่ตกกระแทกพื้นทำให้ฉันตื่นออกจากภวังค์แล้วหันไปมองตามเสียงนั้นทันที

“ขอโทษครับ ผมทำให้คุณตกใจหรือเปล่า” เสียงทุ้มแต่ทว่าดูดุดันไม่หยอกถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ ก่อนที่ผู้ชายตัวโตที่เพิ่งก้มเก็บถุงขนมปังอาหารปลาจะเดินมาหยุดอยู่ข้างกัน

“เปล่าค่ะ ฉันแค่หันไปมองตามสัญชาตญาณ” ตอบจบก็หันกลับมาสนใจกับภาพเบื้องหน้าและหมู่มวลปลาที่เริ่มสงบลงแล้วเพราะขาดการโยนอาหารให้ไปนาน

ผู้ชายคนนั้นไม่ได้พูดอะไรต่อ เค้าทำเพียงแค่แกะห่อขนมปังที่ว่าแล้วบิดมันออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้อาหารปลาเท่านั้น เพราะเสียงที่ได้ฟังเมื่อกี้ยังคงกวนใจฉันอยู่เลยพยายามเหลือบสายตาไปมองผู้ชายตัวโตที่ดูจากความสูงคงไม่ต่ำกว่าร้อยแปดสิบห้าแน่ๆ ที่ตอนนี้แม้จะอยู่ในชุดเสื้อยืดคอวีสีขาวกับกางเกงยีนส์แต่งขาดและสวมแว่นตาสีดำแทบจะปกปิดไปครึ่งหน้าแต่ก็ยังคงดูดีอยู่ดี แถมกลิ่นน้ำหอมสะอาดที่ลอยโชยมาบางๆ ก็ชวนให้ใจของฉันสงบไม่น้อย

ก็ดูเหมือนจะดี...แต่ทำไมฉันถึงได้รู้สึกแปลกๆ แบบนี้ก็ไม่รู้!

“มาทำบุญหรอครับ” เสียงทุ้มจากคนที่ยืนอยู่ข้างกันทำให้ฉันชะงักไปเล็กน้อย เหลือบสายตาไปมองคนถามที่ตอนนี้สายตาของเค้าก็ยังคงจดจ้องอยู่กับภาพฝูงปลากำลังตะเกียดตะกายกันแย่งรับอาหารจากเค้า

‘มาวัดคงมาซื้อของมั้ง’ นี่คือประโยคที่คิดอยู่ในหัว แต่ว่าสิ่งที่ตอบกลับไปหน่ะก็แค่... “ค่ะ”

“แล้วทำไมมาคนเดียวหล่ะครับ”

“แล้วมีกฎหมายข้อไหนบัญญัติไว้หรอคะว่าคนเรามาทำบุญคนเดียวไม่ได้” ฉันสวนกลับไปทันควันและพอเห็นว่าคนที่ยืนข้างกันไม่ได้ตอบอะไรกลับมา “ถ้าไม่มีก็แสดงว่าเป็นเรื่องปกติไม่เห็นจะแปลกอะไรเลยค่ะ” ฉันตอบไปตามตรง ไม่ชอบเลยพวกที่ชอบพูดเหมือนว่าคนโสดจะทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ หรือพวกที่ชอบมีปัญหากับการไปไหนมาไหนคนเดียวของคนโสดอย่างพวกฉันเนี่ย

ไปคนเดียวมีอิสระจะตายไป พวกคนมีคู่ไม่ได้สัมผัสความสบายใจข้อนี้หรอก!

“ถ้ามี...” คนข้างตัวพูดขึ้นมาเสียงเรียบก่อนจะเบนสายตามามองกันเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ผมก็คงทำผิดกฎหมายเหมือนกันสิครับ”

แม่เจ้า!

ไม่ใช่คำพูดของเค้าหรอกที่ทำให้ฉันต้องร้องอุทานในใจ แต่มันเป็นจังหวะที่ริมฝีปากชมพูติดคล้ำกระตุกยิ้มมุมปากนั่นต่างหากหล่ะที่ทำให้ฉันรู้สึกสายตาพร่าเบลอราวกับจะล้มลงไปกองที่พื้นซะเดี๋ยวนี้เลย

นี่โชคดีที่เค้าใส่แว่นอยู่ เพราะถ้าเกิดถอดแว่นแล้วทำแบบเมื่อกี้ฉันคงได้ทรุดตัวลงไปขายขี้หน้าบ้างหล่ะ!

“ขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบก็ค้อมศรีษะให้กันเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป...

สุภาพจัง... ที่สำคัญฉันว่าเค้าต้องหล่อมากแน่ๆ เลย

แต่ไม่รู้ทำไมอะไรบางอย่างในตัวของเค้ากลับทำให้ฉันรู้สึกว่าภายใต้ความสุภาพนั้นมันอันตรายจนน่าขนลุก!

นี่คือเซ้นส์ของฉันทำงานได้ย้อนแย้งกันอีกแล้วหรอเนี่ย!!



หลังจากคุณเทพบุตรสุดหล่อแยกตัวออกไป ฉันก็ยืนสงบจิตสงบใจอยู่ตรงนั้นสักพักแล้วค่อยแยกตัวออกมา แต่ในระหว่างที่กำลังจะเดินกลับไปที่รถเพื่อขับกลับคอนโดฯ เสียงที่ดังขึ้นคล้ายกับว่ามีของหนักหล่นก็ทำให้ฉันต้องสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ

ตุบ!

หันซ้ายแลขวาไปจนทั่วบริเวณก็ยังไม่เจอว่ามีอะไรตกอยู่แถวนี้ เลยตัดใจเพราะคิดว่าตัวเองคงจะฟุ้งซ่าน แต่แล้วก็คิดผิดเพราะทันทีที่เดินอ้อมมายังฝั่งคนขับก็เห็นได้ชัดเลยว่าที่มาของเสียงนั้นคืออะไร

“คุณยาย!” ฉันร้องออกมาเสียงดังอย่างตกใจเมื่อเห็นคุณยายที่อายุราวๆ 60-70 ปีล้มตัวลงนั่งอยู่ตรงพื้นข้างประตูรถของฉัน สัญชาตญาณความเป็นหมอทำให้ฉันรีบตรงเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าแล้วถามอาการทันที “เป็นยังไงบ้างคะ?”

“เจ็บ...” ท่านร้องโอดโอยออกมาได้แค่นั้นก่อนจะเอื้อมมือไปแตะบริเวณเอวของตัวเองด้วยสีหน้าเจ็บปวด พอเห็นแบบนี้เลยรู้ได้ทันทีเลยว่าตอนที่ล้มคงจะเอาช่วงกลางตัวลงแน่นอน

“ลุกขึ้นมานั่งพักก่อนนะคะ” ฉันพูดพลางเข้าไปช่วยพยุงท่านเพื่อให้มานั่งพักบริเวณใต้ต้นไม้ที่ก่อปูนขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่นั่งพักอย่างทุลักทุเล “เบาๆ นะคะ”

“ขอบใจมากจ้ะหนู”

“คุณยายมากับใครคะ” ฉันถามพร้อมมองซ้ายมองขวาไปทั่วเพราะดูจากอายุและการแต่งตัวของท่านแล้วฉันไม่คิดว่าท่านจะมาที่นี่คนเดียวหรอกนะ แต่ดูยังไงก็เห็นว่าตรงนี้คงมีแค่ฉันกับคุณยายเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงแค่สองคนเท่านั้นแหล่ะ

“มากับหลานจ้ะ”

“แล้วหลาน...”

“กลับไปแล้ว เค้ามีธุระด่วนหน่ะ”

ฟังจบก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาช่วยไม่ได้ เป็นหลานประเภทไหนกันนะที่ทิ้งให้คนแก่อยู่ที่นี่คนเดียวแล้วตัวเองกลับไปก่อนแบบนี้หน่ะ ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ!

“งั้นคุณยายไปหาหมอมั้ยคะ เดี๋ยวหนูพาไป” ฉันเสนอตัวอย่างหวังดีเพราะคิดว่าหลานชายตัวดีที่กล้าทิ้งคุณยายไว้ที่นี่เพียงลำพังคงไม่กลับมาแล้วแน่ๆ และถ้าเป็นนั้นไม่แคล้วคุณยายก็นั่งรถแท็กซี่หรือไม่ก็รถเมล์กลับเองแน่ๆ

“ไม่เป็นไรหรอกลูก ยายไม่ได้เจ็บอะไรมากขนาดนั้น อีกเดี๋ยวรถที่บ้านก็คงมารับแล้วแหล่ะ ขอบใจมากนะจ้ะ” เสียงแหบทุ้มฉบับคนมีอายุตอบกลับมา ก่อนที่คุณยายจะใช้มือของตัวเองไปนวดเบาๆ บริเวณเอวและสะโพก

“งั้นระหว่างรอรถที่บ้านมารับ ให้หนูตรวจดูอาการเบื้องต้นก่อนนะคะ” ฉันตอบทันทีแต่เมื่อเห็นว่าคุณยายหันมามองกันด้วยสีหน้าแปลกๆ เลยรีบพูดต่อ “คือหนูเป็นหมอค่ะ ถึงจะไม่ใช่หมอด้านกระดูกโดยตรงแต่หนูก็ตรวจอาการเบื้องต้นให้ได้ค่ะ”

“อ่อ งั้นก็ได้จ้ะ”

พอได้รับคำอนุญาตฉันเลยขยับเขาไปใกล้ก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสบริเวณเอวและสะโพกของคุณยายดู แต่แค่เพียงมือไปแตะที่ตรงชายเสื้อสีหน้าของท่านก็แหยแกซะจนต้องถาม “เจ็บหรอคะ”

“จ้ะ แต่ยายทนได้ หนูตรวจต่อเลย” คุณยายกัดฟันพูด พอเป็นแบบนั้นฉันก็เลยหันกลับไปสนใจตรงบริเวณที่ท่านพูดว่าเจ็บต่อ แต่ก็ไม่ลืมที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของท่านไปด้วย

“คุณยายมาทำบุญกับหลานแค่สองคนหรอคะ” ถามจบก็เลื่อนมือไปเลิกชายเสื้อขึ้นเล็กน้อยเพื่อดูว่ามีแผลภายนอกอะไรหรือเปล่า

“ใช่จ้ะ วันนี้วันเกิดหลานชายยายหน่ะ นี่ก็ต้องบังคับให้มาเลยนะถึงจะยอมมา” คุณยายตอบกลับมาทันควัน เมื่อเห็นว่าท่านมีท่าทีผ่อนคลายแล้วฉันเลยลองกดย้ำตรงบริเวณสีข้างของท่านเล็กน้อยเพื่อตรวจอาการ “โอ๊ยยย”

“ขอโทษค่ะ เจ็บมากเลยหรอคะ” ฉันถามหน้าเจื่อนแต่พอคุณยายส่ายหน้าน้อยๆ ตอบกลับมาฉันก็ยิ้มออก “ถึงขั้นต้องบังคับเลยหรอคะ” ชวนคุยต่อพร้อมกับสำรวจบาดแผลไปด้วยและก็โล่งใจเมื่อเห็นว่าท่านไม่มีแผลอะไรภายนอก

“ใช่สิ เด็กหนุ่มสาวสมัยนี้ถ้าไม่บังคับก็ไม่เข้าวัดกันหรอก” คุณยายพูดบ่นอุบอิบ “แล้วหนูหล่ะมาทำบุญคนเดียวหรอลูก”

“ใช่ค่ะ” ว่าจบฉันก็ทรุดตัวนั่งลงข้างท่านแล้วบอกอาการ “ไม่มีแผลด้านนอกนะคะ กระดูกไม่ได้หักแต่ก็คงเขียวช้ำอยู่ค่ะ คุณยายกลับไปก็หายาแก้ฟกช้ำทานะคะ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นยังไงหนูแนะนำว่าให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้งค่ะ

“ขอบใจมากนะลูก สวยแล้วยังใจดีอีก” คุณยายชมเปาะจนฉันต้องยิ้มเขิน “แล้วทำไมหนูมาคนเดียวหล่ะ หายากนะหนุ่มสาววัยนี้แต่ยังมาเข้าวัดแบบนี้หน่ะ”

“คุณยายอยากรู้ความจริงมั้ยคะ” ฉันแกล้งเร้าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและพอเห็นว่าท่านพยักหน้ารัวๆ ฉันจึงขยับเข้าไปใกล้แล้วพูดต่อ “หนูโดนแม่บังคับให้มาค่ะ”

“หืมมมมมม? ทำไมหล่ะลูก”

“คือแม่หนูเค้าฝันร้ายหน่ะค่ะ” ฉันตอบกลับไปเสียงกลั้วขำเมื่อนึกถึงตอนที่แม่โทรมาเล่าความฝันให้ฟังด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดถึงแม้ว่าตอนที่ได้ฟังวันนั้นจะขำไม่ออกเพราะแม่ดูจริงจังเหลือเกินก็เถอะ

“แล้วแม่หนูเค้าฝันว่าอะไรหรอลูก” คุณยายถามกลับมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ฉันที่กำลังช่างใจอยู่ว่าจะเล่าดีมั้ยแต่คุณยายก็พูดสำทับขึ้นมาก่อน “เล่าให้ยายฟังได้นะ ยายทำนายฝันทำนายดวงแม่นอยู่นะ”

ทำนายฝันอีกแล้วหรอ...

ว่ากันตามตรงว่าถึงแม้ฉันจะเป็นผู้หญิงที่เชื่อในเรื่องของดวงและใช้เซ้นส์ในการดำเนินชีวิตเป็นที่ตั้ง แต่เรื่องของความฝันกับลางบอกเหตุหรือการทำนายอนาคตนี่ไม่ใช่ทางของฉันเท่าไหร่นะ เพราะสำหรับฉันความฝันก็คือความฝัน ถ้าอธิบายให้เข้าใจตามหลักวิทยาศาสตร์ก็อธิบายได้ว่าความฝันเกิดจากความต้องการส่วนลึกภายในจิตใจสั่งให้จิตสำนึกและสมองจินตนาการภาพเหล่านั้นขึ้นมา หรือไม่ก็อาจเกิดจากที่เรากังวลหรือเกิดเหตุการณ์อะไรสะเทือนใจสักอย่างเลยทำให้เกิดภาพพวกนั้น เพราะงั้นจะให้เชื่อว่าความฝันจะเป็นลางบอกเหตุเรื่องในอนาคตได้นี่ก็ดูจะเชื่อยากเกินไปหน่อยหล่ะ

“เล่ามาเลยลูก ยายรอฟังอยู่” เพราะน้ำเสียงและแววตาใจดีของคุณยายที่มองมาทำให้ฉันรู้สึกหนักใจไม่น้อย ถึงจะบอกว่าไม่เชื่อเรื่องความฝันอะไรนั่นเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อยากให้ท่านเสียน้ำใจเลยยอมพูด

“ฝันว่าหนูเดินเข้าไปในสวนดอกไม้แต่พอจะเดินออกมาทั้งตัวก็เต็มไปด้วยเลือดค่ะ” เพราะวันนั้นแม่เล่าให้ฟังยาวเหยียด และฉันเองก็ดันเพิ่งตื่นนอนเลยทำให้ฉันจำได้บ้างไม่ได้บ้าง เลยคิดว่าโดยรวมก็น่าจะสรุปประมาณนี้แหล่ะ แต่พูดก็พูดเถอะว่าความฝันนี้ก็ออกจะแปลกอยู่สักหน่อยนะ ฉันเดินเข้าไปในสวนดอกไม้นะไม่ได้เข้าไปในสนามรบจะได้กลับออกมาแล้วมีแผลมากมายขนาดนั้นหน่ะ

“ขอยายดูลายมือหน่อยได้มั้ยจ้ะ” คุณยายถามกลับมาทันควัน และท่านก็ไม่รอให้ฉันตอบอะไรแต่กลับคว้ามือของฉันไปดูทันทีก่อนจะพูดต่อเสียงเรียบ “ชีวิตกำลังจะถึงจุดเปลี่ยนนะ”

“คะ?”

“จะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ เลือกให้ดีหล่ะ” คุณยายพูดก่อนจะเงยหน้ามาสบตากันด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจังแล้วค่อยพูดย้ำอีกครั้ง “คิดและตัดสินใจให้ดีนะหนู”

“เรื่องอะไรหรอคะ?” ฉันถามกลับไปด้วยความสนใจ ก็บอกแล้วไงว่าเรื่องความฝันหน่ะไม่เชื่อแต่ถ้าเป็นเรื่องดวงนี่สู้ตายเลยนะ อีกอย่างวันนึงมีเรื่องต้องตัดสินใจมากมาย ถ้าพอจะจำกัดเรื่องได้จะได้รู้ว่าควรรับมือกับเรื่องนั้นยังไงและแบบไหนดี “หนูต้องตัดสินใจเรื่องอะไรคะ?”

“ผู้ชาย”

“หา?” ฉันอ้าปากตาโตด้วยความตกใจเมื่อได้ฟังคำเฉลยจากคุณยาย นี่หมายความว่าชีวิตฉันจะเปลี่ยนไปเพราะผู้ชายงั้นหรอ หรือว่าฉันจะได้เจอคุณเนื้อคู่ที่ตามหามาแสนนานแล้วกันนะ!

“จะเลือกใครหรือตัดสินใจทำอะไรก็คิดให้ดี ชีวิตต่อไปจะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับหนูว่าจะเลือกทางไหน”

O M G!

นี่หมายความว่าสามีในอนาคตของฉันจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของฉันเลยหรอเนี่ย!

“แล้วหนูควรเลือกแบบไหนดีคะ” ฉันถามกลับไปตาเป็นประกาย ความจริงอยากถามคุณยายว่าบนลายมือนี่เห็นหน้าว่าที่สามีฉันเลยมั้ย ถ้าเห็นก็อยากให้ช่วยสเก็ตภาพว่าที่สามีในอนาคตของฉันให้หน่อยจะได้รู้ไปเลยว่าควรเลือกใครจะได้ไม่ตัดสินใจพลาดอีก หรือไม่ถ้าได้เห็นหน้ากันชัดๆ ฉันจะเอาไปลงประกาศตามหาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย!

“ขึ้นอยู่กับตัวหนูเอง” คุณยายตอบกลับมาเสียงเรียบ “แต่จำไว้ว่าอย่าให้ความสวยงามเปลือกนอกหลอกล่อได้ คิดและใช้ความรู้สึกของตัวเองตัดสินให้ดี เพราะสิ่งที่หนูเลือกจะเป็นอีกโลกนึงที่หนูต้องเดินเข้าไป”

“อีกโลกนึงเลยหรอคะ?” ถามสีหน้าแหยเก นี่คุณยายคงไม่ได้หมายความว่าคุณว่าที่สามีในอนาคตของฉันจะมาจากนอกโลกหรือเป็นมนุษย์ต่างดาวอะไรทำนองนั้นหรอกนะ!

“ใช่...จำไว้ว่าถ้าเลือกเดินเข้าไปแล้วจะไม่สามารถถอยหลังได้อีก”

“คุณยายหม...” ฉันกำลังจะถามว่าคุณยายหมายถึงอะไร แต่เสียงสั่นของโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็ดึงความสนใจฉันขึ้นมาซะก่อน และพอหยิบออกมาดูแล้วเห็นเบอร์โรงพยาบาลก็รีบกดรับทันทีอย่างไม่ลังเล

“สวัสดีค่ะ...ได้ค่ะ...เดี๋ยวจะเข้าไปตอนนี้เลยค่ะ...สวัสดีค่ะ” ฉันพูดจบแล้วก็เตรียมจะหันมาลาคุณยายแต่ท่านก็พูดขึ้นมาซะก่อนราวกับรู้ใจ

“ถ้ามีงานด่วนก็ไปเถอะลูก อีกเดี๋ยวรถก็มารับยายแล้ว”

“คุณยายอยู่ได้แน่หรอคะ หนูไปตาม...”

“อยู่ได้จ้า ยายมาทำบุญวัดนี้ประจำไม่ต้องห่วงหรอก” คุณยายตอบกลับมาเสียงหนักแน่นเพื่อให้ฉันมั่นใจ พอเป็นแบบนั้นฉันก็เลยต้องตัดใจพยักหน้ารับและยกมือไหว้ลา

“งั้นหนูไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” ว่าจบก็เตรียมจะหันหลังกลับไปที่รถ แต่เพราะความสงสัยจึงหยุดขาไว้ก่อนแล้วหันกลับไปถามคุณยายอีกครั้ง “คุณยายขา...”

“แล้วถ้าหนูเข้าไปแล้ว หนูจะมีความสุขมั้ยคะ”

“ถ้าหนูตัดสินใจเดินเข้าไป หนูก็ต้องรับทุกอย่างที่มันจะเกิดขึ้นให้ได้จ้ะ”

ก็จริงนะ...ถ้าตัดสินใจเดินหน้าแล้วก็แค่ยอมรับผลของมันก็แค่นั้นเอง!



**********************************************************

เอาซี่~~ เลือกผู้ผิดชีวิตเปลี่ยนเลยน๊าาาาาาาาาาาาาา

มารอลุ้นและให้กำลังใจพี่ลูกด้วยนะคะว่าหนุ่มคนนั้นของพี่ลูกจะเป็นใคร ^^

เจอกันตอนหน้าค่าาาาาาาาาาา :)



**********************************************************

Talk2:

เปิดตัวผู้สุดพรีเมี่ยมคนแรกค่าาาาาาา ต้องหล่อขนาดไหนนะถึงทำพี่ลูกของเราแทบล้มทั้งยืนขนาดนี้

เจอกันครั้งแรกเซ้นส์ก็ร้องเตือนซะแล้ว มาเป็นกำลังใจให้พี่ลูกด้วยน๊าาาาา

รออ่านคอมเม้นท์จากรีดเดอร์ที่น่ารักอยู่นะคะ :)

เดี๋ยวมาต่อน๊าาาาาา



**********************************************************

มาค่าาาาาาาา ได้ฤกษ์เปิดตัวพี่ลูกจันทร์และหนุ่มสุดหล่อของเธอแล้ว

บอกเลยว่าพี่ลูกในเรื่องนี้น่ารักมากกกกกก

เรื่องนี้รักโรแมนติกปนสืบสวนนิดๆ แต่รับรองว่าความน่ารักมาเต็มพิกัดแน่นอน มาเป็นกำลังใจให้พี่ลูกเยอะๆ นะคะ

รออ่านคอมเม้นท์จากรีดเดอร์ที่น่ารักอยู่นะคะ ใครรอพี่ลูกอยู่แสดงตัวให้เค้ารู้หน่อยเร้ววววว ^^

เดี๋ยวมาต่อค่าาาาาาา :)




!!อิมเมจตัวละคร!!




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #2 viskik (@viskik) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 09:34
    เค้าคือมาเฟียมั้ยคะ 555
    #2
    0
  2. #1 boling117 (@boling117) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 04:34
    ใครคือผู้ของพี่ลูกอยากรู้แล้วค่ะมาต่อเรื่อยๆเลยค่ะ
    #1
    0