Baby WIFE (เจ้าสาวตัวร้าย) [E-Book]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,305 Views

  • 7 Comments

  • 40 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    17

    Overall
    2,305

ตอนที่ 8 : BabyWIFE 07 - แต่งงาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 260
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    31 พ.ค. 61


“ก็ดุจริงๆ นั่นแหล่ะค่ะ ดุยิ่งกว่าที่เจอตอนแรกอีกค่ะ”​ by KHWAN.



หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่เจอคุณเตชินทร์อีกเลย มีแค่เพียงเมื่อวานที่เค้าให้เลขาอีกคนนำชุดแต่งงานสำหรับที่จะใช้ในพิธีมาให้ฉัน จนกระทั่งวันนี้...

ในที่สุดก็มาถึง...วันแต่งงานของฉันกับคุณเตชินทร์

         

ตอนนี้ฉันกำลังนั่งเป็นตุ๊กตาอยู่ในห้องแต่งตัวให้เหล่าช่างหน้าช่างผมมะรุมมะตุ้มแปลงโฉมกันอยู่

“อยู่นิ่งๆ สิคะคุณขวัญ เดี๋ยวไม่สวยนะคะ” พี่ช่างทำผมพูดแบบนี้เป็นครั้งที่สิบได้แล้วมั้ง เพราะตั้งแต่มานั่งอยู่เนี่ย ฉันสัปหงกไปหลายครั้งแล้ว ก็คนมันง่วงนิ ไม่รู้จะปลุกฉันขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่ตีสามทำไม ทั้งที่กว่าพิธีจะเริ่มก็ตั้งเก้าโมงนู่น

เฮ้อออ ง่วงชะมัด!


หลังจากแต่งหน้าทำผมเรียบร้อยแล้วฉันก็มาเปลี่ยนชุด งานช่วงเช้าเป็นพิธีหมั้นและพิธีสู่ขอ ทำให้ฉันต้องมาใส่ชุดไทยที่แสนน่าอึดอัดตอนนี้ ชุดไทยที่ฉันใส่อยู่นี้ก็มาจากทางคุณหญิงแม่ของคุณเตชินทร์นั่นแหล่ะเป็นคนเลือกให้ เป็นชุดไทยสีครีมทองสะไบเฉียงจักรีประยุกต์ปักด้วยปล้องสลับคริสตัลอย่างสวยงาม เข้าชุดกันกับผ้านุ่งทอมือสีครีมแซมดิ้นทองทอลายอย่างประหนีต ช่วงเอวคาดด้วยเข็มขัดทอง ซึ่งรับกันกับชุดเครื่องประดับสีทองที่ฉันใส่อยู่ตอนนี้

ไหนบอกว่าแค่แต่งงานทางธุรกิจไง มันอลังการเกินไปหรือเปล่านะ..

“เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ สวยมากเลยค่ะคุณขวัญ” พี่ๆ ที่มาช่วยฉันแต่งตัวพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม

“ขอบคุณนะคะ” ฉันหันไปส่งยิ้มบางๆ ให้เป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะเดินไปนั่งตรงโซฟาเพื่อรอเวลา


ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยป้านมที่เดินเข้ามาในห้อง

“คุณหนูของป้า วันนี้สวยมากเลยนะคะ” ป้านมพูดออกมาน้ำตาซึม

“ถ้าขวัญสวยจริงๆ ป้านมจะร้องไห้ทำไมหล่ะคะ” ฉันเย้าคนแก่กลับไป

“ก็ป้าดีใจนี่คะ เลี้ยงมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ไม่คิดเลยว่าวันนี้คุณหนูจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว” ป้านมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงยินดี

“พอๆ ค่ะ ห้ามดราม่านะคะ ถ้าขวัญร้องไห้ขึ้นมา พี่ช่างแต่งหน้าปาดคอขวัญแน่เลยค่ะ” ฉันพูดติดตลก เมื่อป้านมได้ฟังแบบนั้นก็ยิ้มออกมา

“ขบวนขันหมากกำลังมาแล้วค่ะ คุณหนูรออยู่นี่นะคะ เดี๋ยวถึงเวลาแล้วจะให้คนมาตาม” ป้านมพูดยิ้มๆ ก่อนจะหันไปพยักหน้ากับพี่ๆ ช่างหน้าช่างผมให้เดินตามกันออกไป ตอนนี้ทั้งห้องเลยเหลือฉันอยู่แค่คนเดียว..


ก๊อกๆๆ

ฉันนั่งสัปหงกไปมาจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ จนเมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นฉันถึงสะดุ้งตื่น หลังจากกระพริบตาปริบๆ สองสามครั้งไล่ความง่วง จึงเปล่งเสียงออกไป “เชิญค่ะ”

สิ้นเสียงคำนั้นพอประตูเปิดเข้ามา ฉันถึงได้ตาสว่างขึ้นเมื่อเห็นว่าเป็นใครที่เดินเข้ามา

“พี่พิม”

“มีความสุขมากสินะ ที่กำลังจะได้แต่งงานกับคุณเตชินทร์หน่ะ” พี่พิมพูดขึ้นนิ่งๆ

“ทำไมคะ อิจฉาหรอ” ฉันย้อนถามหน้าตาย

“แก!” พี่พิมตวาดลั่นอย่างไม่พอใจ “อย่าคิดนะว่าการที่แกได้แต่งงานกับเค้าแล้วแกจะมีความสุขหน่ะ คนอย่างคุณเตชินทร์เค้าไม่มองเด็กกะโปโลอย่างแกหรอก แกก็เป็นได้แค่เมียบังหน้าเท่านั้นแหล่ะ” พี่พิมพูดออกมายืดยาว

“ถึงจะเป็นแค่เมียบังหน้า แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘เมีย’ นะคะ และดูท่าแล้วก็คงจะมีความสุขกว่าคนอยากเป็นเมียจนตัวสั่นเหมือนใครบางคนแถวนี้” ฉันตอกกลับไป

“นังขวัญ!”

 “อย่านะ!” ฉันยกมือขึ้นชี้หน้าพี่พิมทันทีที่ทำท่าจะกระโจนเข้ามาหาฉัน ก่อนจะพูดต่ออย่างเหนือกว่า “ถ้าพี่พิมทำอะไรขวัญแล้วทำให้งานล่ม คุณพ่อเอาพี่พิมตายแน่”

 “แก!” พี่พิมกำมือสองข้างแน่นอย่างโกรธจัด

 “คุณขวัญคะ ถึงเวลาต้องลงไปด้านล่างแล้วค่ะ” เสียงจากอีกฝั่งของประตูดังขึ้น ทำให้พี่พิมฟึดฟัดอย่างไม่พอใจก่อนจะรีบเปิดประตูออกไป พอเป็นแบบนั้นฉันก็เลยเลือกที่เดินออกไปบ้าง

 

เพราะงานวันนี้ทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นจัดที่โรงแรม (ที่ฉันก็เพิ่งทราบว่าเป็นโรงแรมของคุณเตชินทร์) เลยทำให้สะดวกยิ่งขึ้น ฉันเดินมาเรื่อยๆ ก่อนจะค่อยๆ เดินลงบันได้อย่างระมัดระวังเพื่อลงไปยังพิธีด้านล่าง ในใจก็ภาวนาขอให้ฉันไม่สะดุดล้มหกคะเมนตีลังกาไปซะก่อน

พอมองไปด้านล่างก็อดที่จะประหม่าเล็กๆ ไม่ได้ อันที่จริงต้องบอกว่าประหม่ามากๆ ถึงจะถูกเลยหล่ะ ถึงช่วงเช้าจะมีแขกไม่เยอะมากนัก แต่มันก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ ด้านล่างมีคุณพ่อฉันและคุณน้ากานดาที่นั่งรออยู่ฝั่งขวา ส่วนท่านโตมรกับคุณหญิงนันทนานั่งคู่กันอยู่ฝั่งซ้าย ด้านหน้ามีคุณเตชินทร์ที่วันนี้อยู่ในชุดสูทไทยประยุกต์สีเข้ากับชุดของฉันนั่งพับเพียบรออยู่

เมื่อเดินลงมาถึงด้านล่าง ทีมงานก็ส่งสัญญาณให้ฉันเดินเข้าไปนั่งตรงหน้าคุณเตชินทร์

อ่า... ต้องยอมรับว่าวันนี้เค้าดูหล่อจริงๆ นั่นแหล่ะนะ

หลังจากนั่งเกร็งอยู่แบบนั้นสักพัก เสียงคุณหญิงนันทนาก็ดังขึ้น “ได้ฤกษ์แล้วค่ะ เตสวมแหวนให้น้องสิลูก”

พอคุณเตชินทร์ได้ยินแบบนั้นก็เอื้อมมือมาด้านหน้าเพื่อขอมือจากฉัน แต่ด้วยความที่ตื่นเต้นเกินไป แทนที่จะยื่นมือซ้ายไปให้ ฉันกลับส่งมือขวาให้แทนซะอย่างงั้น

“มือซ้าย” คุณเตชินทร์กระซิบเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะส่งสายตาไปมองมืออีกข้างของฉัน

“แหะๆ ขอโทษค่ะ” ฉันส่งยิ้มแหยๆ ไปให้ ก่อนจะที่ส่งมือซ้ายให้เค้าแทน

พอเป็นแบบนั้นคุณเตชินทร์ก็หยิบแหวนเพชรเม็ดงามวงโตที่ประเมินจากสายตาคงหลายกระรัตโขอยู่ขึ้นมาก่อนจะบรรจงสวมเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของฉัน ความเย็นจากโลหะที่สัมผัสกับนิ้วร้อนทำให้ฉันขนลุกแปลกๆ ได้แต่นั่งจ้องแหวนที่ค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่นิ้วนางของฉันช้าๆ จนสุด หลังจากนั้นฉันจึงก้มลงไปไหว้ที่ตักของคุณเตชินทร์ ซึ่งเค้าก็พนมมือรับไหว้ฉันเช่นกัน

และต่อไปก็เป็นคิวของฉันที่หยิบแหวนทองคำขาวเกลี้ยงขึ้นมา ก่อนจะบรรจงสวมลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของคุณเตชินทร์และยกมือไหว้เค้าไปอีกครั้ง หลังจากนั้นก็เป็นการไหว้ขอขมาผู้ใหญ่และรดน้ำสังข์ ก็เป็นอันเสร็จพิธีช่วงเช้า..


หลังจากนั้นฉันกับคุณเตชินทร์ก็ถูกจับแยกจากกันอีกรอบเพื่อมาเตรียมตัวสำหรับงานช่วงเย็น สำหรับชุดช่วงเย็นของฉันก็เป็นชุดเจ้าสาวสีครีมยาวฟูฟ่อง เพิ่มลูกเล่นด้วยการดีไซน์ให้เป็นแบบปาดไหล่ โดยมีดีเทลงานลูกไม้ช่วงด้านบนตลอดจนแขนทั้งสองข้างทำให้ดูสวยหวานและไม่โป๊จนเกินไปนัก ด้านทรงผมก็ดัดลอนคลายๆ แล้วมันรวบไว้ด้านหลังเพิ่มดีเทลด้วยมงกุฎเล็กๆ รับกับเวลยาว

“คุณขวัญคะ ลงไปข้างล่างกันค่ะ งานจะเริ่มแล้ว”

“ค่ะ เฮ้ออออ” ฉันตอบรับทีมงานก่อนจะถอนหายใจหนักๆ อีกครั้ง เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปปั้นยิ้มโชว์อีกแล้ว ฉันลงมาด้านล่างก็เจอเข้ากับคุณเตชินทร์ที่อยู่ในชุดสูทสีเทาเข้มเต็มยศที่ยืนรอรับแขกอยู่ตรงซุ้มดอกไม้แสนอลังการ

ก็ดูเท่ห์แบดๆ ตามสไตล์เช่นเคยอ่ะนะ

ฉันเดินเข้าไปเรื่อยๆ แต่ในจังหวะที่ใกล้จะถึงจู่ๆ ก็เกิดสะดุดกระโปรงยาวฟูฟ่องของตัวเองจนเกือบหน้าคะมำ ด้วยความที่รู้แน่ว่าตัวเองต้องล้มแน่นอน ฉันเลยหลับตาปี๋อย่างยอมรับชะตากรรม

หมับ!

“ระวังหน่อย” เสียงเข้มกึ่งดุที่กระซิบข้างหู พร้อมกับแรงกอดรัดทางช่วงเอวทำให้ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองแล้วก็เจอกับสายตาคมของคุณเตชินทร์ที่ตอนนี้ห่างกับฉันเพียงแค่คืบ

“เอ่อ..ขะ ขอโทษค่ะ” ฉันพูดออกไปก่อนจะเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนเค้า ซึ่งเค้าก็ยอมปล่อยแต่โดยดี

หลังจากนั้นเราสองคนก็ยืนยิ้มและยกมือไหว้รับแขกกันจนเมื่อย แต่เพราะอยู่บนส้นสูงมาตั้งแต่เช้า ตอนนี้ขาฉันเลยเกิดอาการปวดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ฉันกระทืบเท้าเต้นเร่าๆ เบาๆ เพื่อหวังให้เส้นเลือดได้ผ่อนคลายและรีแล๊กซ์ได้บ้าง แต่ก็ไม่เลยสักนิด! ไม่รู้ว่าจะให้ใส่ส้นสูงทำไม กระโปรงยาวขนาดนี้พันทบขึ้นมาอีกชั้นยังได้เลยมั้ง

“ยืนนิ่งๆ” คนตัวโตข้างๆ ฉันบ่นขึ้นดุๆ

“ค่ะ” ฉันตอบรับพร้อมทำสีหน้าเหยเกกลับไปให้ เจ็บเท้าอ่ะ เมื่อไหร่จะเสร็จสักทีเนี่ย T_T

“เจ้าบ่าวเจ้าสาวเชิญด้านในค่ะ” เสียงทีมงานเอ่ยขึ้นก่อนที่เราสองคนจะไปเตรียมตัวเดินเข้าไปด้านใน

“เกาะไว้” คุณเตชินทร์พูดเรียบๆ ก่อนจะคว้าแขนฉันไปเกาะแขนเค้าไว้ หลังจากนั้นเราสองคนก็ค่อยๆ เดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน เราสองคนเดินขึ้นไปยืนบนเวที เมื่อท่านประธานกล่าวคำอวยพรพร้อมคล้องพวงมาลัยเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นช่วงเวลาของการตอบคำถาม..

“ไม่ทราบว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวเจอกันได้ยังไงครับ” เสียงพิธีกรหันมาถามด้วยรอยยิ้ม แต่ฉันนี่สิอึ้งกิมกี่เลยหล่ะ ฉันควรจะตอบว่ายังไงให้ดูดีหรอ

อ๋อ พอดีว่าที่บ้านอยากทำธุรกิจร่วมกัน คุณพ่อเลยใช้ฉันเป็นสะพานค่ะ แบบเนี้ยหรือไง!

“เราเจอกันโดยความบังเอิญหน่ะครับ” จู่ๆ คุณเตชินทร์ก็พูดขึ้น

“บังเอิญยังไงหรอครับ แล้วเป็นรักแรกพบเลยมั้ยครับ” พิธีกรยังคงถามจี้ ส่วนฉันก็หันไปมองหน้าคนตัวโตงงๆ เหมือนกันว่าเค้าจะรับมือยังไง

“ขอไม่ลงรายละเอียดแล้วกันนะครับ ส่วนรักแรกพบมั้ย...เอาเป็นว่าผมประทับใจเธอครับ” คุณเตชินทร์ตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ

เชื่อเค้าเลย! นี่ถ้าไม่รู้ว่าเป็นนักธุรกิจฉันจะคิดว่าเค้าเป็นนักแสดงนะ ออสการ์ต้องมาแล้ว!!

“แล้วเจ้าสาวหล่ะครับ เจอเจ้าบ่าวครั้งแรกรู้สึกยังไง” คราวนี้คุณพิธีกรหันมาถามฉันแทน

“พูดดีๆ นะ” คุณเตชินทร์กระซิบข้างหูเสียงเข้ม

แต่ฉันก็ทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจคนข้างๆ แล้วก็แกล้งตอบไปยิ้มๆ แทน “เจอครั้งแรกหรอคะ ก็รู้สึกว่า..ดุค่ะ” ฉันตอบออกไปตามตรง พอได้ยินแบบนั้นแขกเครือด้านล่างก็หัวเราะกันครืนเลย

“ดุยังไงครับ” พิธีกรยังคงถามต่อ

ถึงแม้ว่าตอนนี้จะสัมผัสได้ว่าคนตัวโตข้างๆ กำลังพยายามระงับอารมณ์ที่จะกระโจนเข้ามาบีบคอฉัน แต่ฉันก็ทำเป็นไม่สนใจและตอบพิธีกรกลับไปเสียงหนักแน่น “ก็ดุทุกอย่างเลยค่ะ ท่าทางก็ดุ เสียงก็ดุ ตาก็ดุค่ะ ตอนแรกคิดว่าคงเป็นเพราะไม่รู้จักกันมากพอ...”

“แล้วพอรู้จักกันมาสักพักหล่ะครับ..รู้สึกประทับใจหรือชอบตอนไหน” พิธีกรถามต่อด้วยเสียงตื่นเต้น

“เพียงขวัญ” เสียงกระซิบลอดไรฟันของคุณเตชินทร์ดังขึ้นข้างหู แต่ฉันก็ทำเป็นไม่สนใจและหันไปตอบคุณพิธีกร

“ก็ดุจริงๆ นั่นแหล่ะค่ะ ดุยิ่งกว่าที่เจอตอนแรกอีกค่ะ” ฉันยังคงยืนยันคำเดิม “ส่วนประทับใจตรงไหน..” ฉันหยุดพูดเล็กน้อยก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดต่อ “น่าจะเป็นตอนที่เค้าช่วยฉันไว้ค่ะ” 

"..."

“เพราะตอนนั้นฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่เหลือใครแล้ว แต่เค้าก็ช่วยดูแลฉัน ถึงจะเป็นวิธีการช่วยและคำพูดที่ทำร้ายจิตใจไปหน่อย แต่มันก็ทำให้ฉันมีสติแล้วก็คิดได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ฉันควรจะทำค่ะ” ฉันตอบออกไปเรียบๆ ก่อนจะหันกลับไปพูดดักคอคุณพิธีกรเรียบๆ “แต่ฉันไม่บอกหรอกนะคะว่าเค้าพูดว่าอะไร”

“หึ!” เสียงหัวเราะในลำคอจากคนตัวโตด้านข้างทำให้ฉันต้องหันไปมอง แต่เค้าก็ยังคงทำสีหน้านิ่งเรียบเหมือนไม่รู้สึกอะไร คงจะมีแต่แววตาสีนิลคู่นั้นแหล่ะที่ดูอ่อนลงแล้วแถมยังมีประกายวิบวับแห่งความพึงพอใจอยู่ไม่น้อย

         

หลังจากตอบคำถามเสร็จก็เป็นการตัดเค้กและพิธีการอื่นๆ ที่ผ่านไปได้ด้วยดี จนตอนนี้ก็ถึงพิธีเข้าหอแล้ว ฉันกับคุณเตชินทร์เดินเข้าไปขอพรผู้ใหญ่ โดยเริ่มจากฝั่งท่านโตมรกับคุณหญิงนันทนาก่อน ฉันกับคุณเตชินทร์ก้มลงกราบที่ตักของท่านทั้งสองก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเพื่อรับพร

“แม่ขอให้ลูกทั้งสองมีความสุขมากๆ นะลูก ต่อไปนี้เตไม่ได้ตัวคนเดียวแล้วนะลูก เตเป็นพี่ต้องดูแลน้องให้ดีรู้มั้ย” คุณหญิงนันทนาหันไปพูดกับคุณเตชินทร์

“ครับ”

“ส่วนหนูขวัญ แม่ขอต้อนรับหนูเข้าสู่บ้านของเรานะลูก ไม่ต้องคิดเรื่องอะไรทั้งนั้น ตอนนี้หนูเป็นลูกสาวของแม่แล้ว ถ้าพี่เค้าทำอะไรให้ไม่พอใจ บอกแม่ได้เลยรู้มั้ย” คุณนันทนาพูดอย่างใจดี

“ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความซึ้งใจ เพราะรู้ดีว่าทุกท่านรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร แต่ท่านทั้งสองยังคงเอ็นดูและเมตตาฉันขนาดนี้ มันทำให้ฉันอดที่จะซึ้งใจไม่ได้

“มีความสุขมากๆ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดนะ” ท่านโตมรอวยพรเรียบๆ

“ครับ/ค่ะ” เราสองคนตอบรับพร้อมกันก่อนจะก้มลงกราบท่านทั้งสองอีกครั้ง แล้วเคลื่อนตัวย้ายไปทางฝั่งที่คุณพ่อของฉันกับน้ากานดานั่งอยู่

“ไม่ว่าขวัญจะคิดยังไง พ่ออยากให้ขวัญรู้ว่าพ่อทำเพื่อขวัญนะลูก” คุณพ่อพูดพร้อมกับจ้องหน้าฉันด้วยความปิติยินดี ก่อนจะหันไปพูดกับคุณเตชินทร์เรียบๆ “ผมฝากลูกสาวผมด้วยนะ”

“ครับ” คุณเตชินทร์ตอบรับเรียบๆ

“มีความสุขมากๆ นะลูก ถึงน้าจะไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่น้าก็ดีใจกับหนูมากๆ นะลูก” น้ากานดาพูดน้ำตาคลอ

เหอะ! ดูจากดาวเสาร์ยังรู้เลยว่ามันคือละครฉากใหญ่หน่ะ!

และสงสัยว่าหน้าตาฉันจะออกอาการไปมั้ง คุณเตชินทร์เลยเอื้อมมือมาแตะข้อศอกฉันเบาๆ เป็นเชิงเรียกสติ ก่อนที่เราสองคนจะก้มลงกราบคุณพ่อกับน้ากานดา เป็นอันเสร็จพิธีส่งตัวเข้าหอ..

เรื่องหนักใจต่อมาก็คือ ฉันจะผ่านคืนนี้ไปได้ยังไง!


*******************************************************************************************

นั่นสิคะ น้องขวัญของเราจะผ่านคืนเข้าหอไปได้มั้ยน๊าาาาา

มาเอาใจช่วยน้องขวัญกันนะคะ

เจอกันตอนหน้าค่าาา ^^

MelloNY.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

0 ความคิดเห็น