โรงเรียนเวทย์มนต์โรวเฟอร์เรีย

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 325 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1

    Overall
    325

ตอนที่ 7 : 7 :: เข้าสู่ป่าจำลอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 62
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    14 ธ.ค. 61


เข้าสู่ป่าจำลอง


“เมื่อกี้คนถูกเชิญออกเยอะจังเลยนะ” เพิร์ลเอ่ยขึ้น สายตาเธอจ้องไปยังคนที่นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ คนพวกนั้นคือคนที่ทุจริตในการทดสอบเมื่อครู่ ฉันคิดว่าพวกเขาอาจจะโดนแบล็คลิสจากโรงเรียนหรือจากเมืองอะไรทำนองนั้นด้วยละมั้ง

“อือ ทั้งๆที่มีคำเตือน แต่ก็ยังกล้าทำกันอีกนะ” 

“ว่าแต่เมื่อกี้เซย์ทำได้ไหม ฉันไม่ค่อยแน่ใจเลยอะ” อีกฝ่ายพูดด้วยสีหน้ากังวล 

“ก็พอได้ แต่ไม่รู้จะรอดมั๊ย” ฉันบอกไปตามความจริง เวลา 1 ชั่วโมงผ่านไปเร็วกว่าที่คิดเสียอีก รู้ตัวอีกทีก็มีสัญญาณเตือนว่าเหลือเวลานิดหน่อยให้ตรวจทานความเรียบร้อย บอกตามตรงว่าเวลาที่ให้ตรวจทานเนี่ย ฉันเปิดกระดาษยังไม่ถึงหน้าสุดท้ายเลยด้วยซ้ำ ข้อสอบกับปากกาที่วางอยู่บนโต๊ะก็หายวับไปเรียบร้อยแล้ว 

เป็นโรงเรียนที่เคร่งต่อกฏกติกาเสียจริงนะ 

“แค่ด่านแรกก็ทำฉันหมดกำลังใจแล้วเนี่ย ฮื่อ” เพิร์ลโอดครวญไม่ต่างจากคนอื่นๆที่อยู่บริเวณนี้ บางคนมีอาการซึมๆดูเหม่อลอย บางคนถึงกับร้องไห้จ้าออกมาเลยทีเดียว 

“ไม่เอาน่า ยังเหลือการทดสอบอีกตั้ง 2 อย่าง เรียกกำลังใจตัวเองกลับมาได้แล้ว ถ้ามัวแต่ซึมจะทำคะแนนในด่านต่อไปได้ไม่ดีนะ” ฉันว่าพร้อมกับส่งยิ้มอ่อนๆให้เธอ การออกมามีปฏิสัมพันธ์กับสังคมภายนอกนี่เปลืองยิ้มจังแหะ

“อื้อ เข้าใจแล้ว” ใบหน้าน่ารักนั่นดูดีขึ้นเล็กน้อย แต่คิ้วของเธอหนะมันยังขมวดปมอยู่เลยยัยคุณหนู

“รอบต่อไปก็ทำให้ดีขึ้นอีก อย่าไปเอาเรื่องเก่ามาคิด โอเคมั้ย”

“อือออออออ ว่าแต่เซย์ดูไม่เครียดเลยนะ เธอทำได้หมดเลยหรอ”

“เปล่าซะหน่อย ฉันก็แค่ไม่รู้ว่าจะเครียดไปทำไม มันผ่านมาแล้วนี่ ยังไงก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อยู่แล้ว”

“ก็จริงอ่า งั้นฉันเลิกคิดมากดีกว่า” สีหน้าเธอกลับมาสดใสเหมือนเดิม ซึ่งก็ดีแล้วละนะ

‘การทดสอบทักษะการใช้อาวุธ ณ ลานกว้างทางทิศตะวันตก จะเริ่มขึ้นในอีก 20 นาที ขอให้ผู้เข้ารับการทดสอบทุกท่านเตรียมพร้อมด้วยค่ะ’

เสียงประกาศดังขึ้นอีกครั้ง ได้ยินดังนั้นฉันและคนข้างๆเลยเดินไปตามทิศทางที่คนอื่นๆกำลังไป ปลายทางของพวกเราทุกคนคือลานกว้างทางทิศตะวันตก

คนจำนวนเหยียบหมื่นกำลังเคลื่อนที่พร้อมกันไปยังจุดๆหนึ่ง บอกตามตรงว่านี่เหมือนการประท้วงอะไรสักอย่างที่เป็นวาระระดับประเทศเลยละ และแน่นอนว่าสถานที่แห่งนี้ต้องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับคนนับหมื่นคนในการเคลื่อนย้ายไปยังจุดต่างๆ

โรงเรียนโคตรรวย

พวกเราเดินมาเรื่อยๆจนเลยเขตรั้วโรงเรียนออกมาเล็กน้อย ทัศนวิสัยข้างทางเปลี่ยนเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ทั้งซ้ายและขวา ลานกว้างทิศตะวันตกและตะวันออกที่ว่าคงจะเป็นสองแห่งนี้ละมั้ง

ฉันและเพิร์ลหยุดเดินเมื่อคนข้างหน้าไม่ได้เคลื่อนที่ต่อ เราไม่ได้อยู่หน้าสุดจนเห็นลานที่ว่าอย่างชัดเจน แต่ถ้าเทียบกับคนที่อยู่ท้ายแถวแล้วละก็ ได้อยู่ตรงนี้ก็ดีแล้วละ

‘ลานกว้างฝั่งตะวันตก’ 

ชาร์ตบอกชื่อสถานที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ฉันพยายามเขย่งเท้าเพื่อดูสถานที่ที่จะใช้ในการทดสอบครั้งต่อไป แต่ก็เหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

‘การทดสอบทักษะการใช้อาวุธ เวลาที่ใช้ในการทดสอบ ไม่จำกัด

สถานที่ทดสอบ ลานกว้างฝั่งตะวันตกซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นป่าจำลองจำนวน 50 ชั้น 

ในป่าแต่ละชั้นจะสามารถทะลุถึงกันได้โดยช่องมิติแบบสุ่มซึ่งจะปรากฏเป็นระยะ และในแต่ละชั้นจะมีจุดสแกนหินเวทย์อยู่ชั้นละ 2 จุด 

กติกาสำหรับการทดสอบ ผู้เข้ารับการทดสอบทุกท่านสามารถเลือกอาวุธจำลองได้ 1 อย่าง

ท่านจะต้องใช้อาวุธที่ได้รับในการฟันฝ่าอุปสรรคและจะสามารถผ่านการทดสอบได้ก็ต่อเมื่อนำหินเวทย์ที่อยู่กับท่านไปสแกนในจุดที่กำหนดไว้

หากจุดสแกนหินเวทย์ได้ทำงานไปแล้วครั้งหนึ่ง มันจะสามารถสแกนได้อีกครั้งหลังจากผ่านไป 10 นาที

หากท่านใดได้รับการสแกนหินเวทย์แล้วจะถือว่าเป็นผู้ผ่านการทดสอบและจะสามารถออกมาจากป่าจำลองได้

การทดสอบทักษะการใช้อาวุธจะสิ้นสุดเมื่อท่านผ่านการทดสอบ ทุจริตการทดสอบ เกิดเหตุอันตรายถึงชีวิตหรือมีความประสงค์ที่จะยุติการทดสอบ’

คำอธิบายยาวเหยียดปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้เข้ารับการทดสอบทุกคน เสียงผู้หญิงคนเดิมบอกกฏกติกาของการทดสอบอย่างชัดเจน

ถึงจะบอกเป็นการทดสอบการใช้อาวุธก็เหอะ แต่นี่มันจะเหมือนทดสอบวิธีเอาชีวิตรอดมากกว่าละมั้ง

“ดูยากจังเลย” เพิร์ลพูดขึ้นหลังจากฟังคำอธิบายจบ

“จุดสแกนหินเวทย์มีแค่ 100 จุด แถมยังมีคูลดาวน์อีก 10 นาที เท่ากับว่าใน 1 ชั่วโมงจะมีคนผ่านมากสุดแค่ 600 คน” นอกจากนั้นยังมีอุปสรรคอะไรสักอย่างที่ว่าอยู่ในป่านั่น ต้องต่อสู้กับขีดจำกัดร่างกายตัวเองทั้งเรื่องความหิวและความเหนื่อย หากบังเอิญเจอจุดสแกนพร้อมกับใครสักคนคงไม่พ้นแย่งกันอย่างบ้าคลั่งแน่ หรือถ้าปล่อยเวลาไหลไปเรื่อยๆโดยไม่ยอมเอ่ยปากยอมแพ้มันก็คือการเล่นสงครามประสาทกับตัวเองดีๆนั่นแหละ

เป็นการทดสอบที่ตัดคนออกไปได้เกือบหมด ข้อสอบที่ทำเมื่อกี้แทบจะไม่มีความหมายเลยด้วยซ้ำ

“จะรอดไหมเนี่ย” 

“รอดสิ กินอะไรหน่อยมั้ย ถ้าไปติดอยู่ในนั้นนานจะยิ่งยากนะ” ฉันว่าพร้อมกับควานหาขนมในกระเป๋าตัวเอง ถึงเราจะพึ่งทานข้าวเช้ามาแต่ถ้าเข้าไปในนั้นแล้วหาจุดสแกนไม่ได้สักทีรับรองว่าได้ยอมแพ้เพราะความหิวแน่

“ขอบคุณนะ” คนข้างกายเอ่ยพร้อมกับยื่นมือมารับขนมที่ฉันยื่นให้ 

ฉันเองก็ถือขนมกินรองท้องด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างควานหาของจำเป็นที่อาจจะเอาเข้าไปได้โดยไม่ผิดกติกา อย่างพวกพลาสเตอร์แบบธรรมดาที่ไม่มีเวทย์รักษาอยู่ด้วยทำนองนั้น เพราะการทดสอบครั้งนี้ไม่สามารถนำกระเป๋าเข้าไปด้วยได้เหมือนอย่างการสอบก่อนหน้า ต้องฝากไว้ข้างนอก คงเพราะกลัวมีคนนำอาวุธจริงเข้าไปด้วยละนะ

แน่นอนว่านี่คือรอบทดสอบทักษะการใช้อาวุธ สิ่งที่เราใช้ได้มีเพียงอาวุธจำลอง แสบๆคันๆพอใช้ตอบโต้ได้แต่ไม่ถึงชีวิต สถานที่จำลองคือป่า หากมีการบันทึกเป็นคะแนนคงเป็นเรื่องทักษะไหวพริบในการใช้อาวุธ ความแม่นยำ การใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทำนองนั้น

‘การทดสอบจะเริ่มในอีก 2 นาที 

ผู้เข้ารับการทดสอบจะถูกสุ่มชั้นของป่าและสถานที่เริ่มต้นโดยไม่เรียงลำดับหมายเลขผู้สมัคร 

สัมภาระของทุกท่านจะได้รับการดูแลด้วยมาตรฐานสูงสุดจากทางโรงเรียน 

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการทดสอบค่ะ’

“จะเริ่มแล้วสินะ” เพิร์ลพูดด้วยน้ำเสียงติดกังวล

“เธอทำได้”

“อื้อ พวกเราจะต้องสอบติดนะเซย์” เธอยิ้มพร้อมกับกำมือทำท่าสู้ๆส่งมาให้ ฉันจึงส่งยิ้มบางๆกลับไปให้เธอเช่นกัน สัมภาระในมือเราเริ่มเรืองแสงและค่อยๆหายไป แสงสว่างสีฟ้าเปล่งประกายที่โรงเรียนเวทย์มนต์โรวเฟอร์เรียแห่งนี้เพื่อพาผู้เข้าทดสอบนับหมื่นไปยังบททดสอบด่านต่อไป

“แล้วเจอกันนะ”

                พรึบ !!

“!!!” ภายในเสี้ยววินาทีที่วิสัยทัศน์เปลี่ยนไป ร่างกายของฉันที่เคยยืนอยู่บนพื้นข้างๆเพิร์ลกลับมาปรากฏตัวอยู่บนต้นไม้สูงต้นหนึ่งซึ่งถ้าจับไว้ไม่ทันละก็ รับรองว่าตกลงไปเจ็บหนักแน่

ฉันค่อยๆประคองตัวเองนั่งลงบนกิ่งไม้ยักษ์ สภาพแวดล้อมรอบตัวถูกเปลี่ยนจากผู้คนแน่นขนัดกลายเป็นป่าทึบสุดลูกหูลูกตา แม้ในกติกาจะบอกว่าป่ามีหลายชั้นแต่ก็ยังมีท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ให้ได้เห็น นอกจากนั้นยังมีเสียงสัตว์ป่าและเสียงน้ำไหลลอยแว่วมาตามสายลมอีกด้วย 

ถึงจะบอกว่านี้เป็นป่าจำลองก็เหอะ แต่นี่มันจะเหมือนจริงเกินไปหน่อยไหมเนี่ย

ฉันรู้สึกว่าสัมผัสที่เอวมันแปลกๆไปจึงก้มลงไปดู ก่อนจะพบว่ามีปลอกพร้อมกับสายบางอย่างพาดอยู่ตรงนั้น ลองหยิบมันออกมาพลิกซ้ายพลิกขวา อาวุธจำลองของฉันไม่มีอะไรพิเศษกว่าปกติ มันก็แค่ปืนธรรมดาที่มาพร้อมกับกระสุนยางจำนวนจำกัด

อย่างที่ว่า อาวุธจำลองน่ะประสิทธิภาพด้านการโจมตีไม่มีทางสู้ของจริงได้อยู่แล้ว จะใช้ต่อกรกับสัตว์ที่อยู่ในป่าจำลองแห่งนี้จนได้รับชัยชนะคงเป็นไปได้ยาก ที่ฉันต้องทำในการทดสอบอาวุธครั้งนี้คือใช้สิ่งที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยอาศัยไหวพริบและทักษะการใช้อาวุธที่มี 

ไม่จำเป็นจะต้องต่อสู้กับใครหรืออะไรตรงๆจนชนะ เพียงแค่ต้องหาวิธีไปให้ถึงจุดสแกนและสแกนหินเวทย์นี่ก็พอ ฉันคิดว่าอย่างงั้นอะนะ

เมื่อสำรวจอาวุธเสร็จแล้วก็จัดการใส่กระสุนและเก็บมันไปไว้ที่เดิมก่อนจะมองดูบริเวณรอบๆอีกครั้ง เพราะอยู่บนกิ่งไม้สูงทำให้ทัศนวิสัยกว้างไกลกว่าปกติ แต่แน่นอนว่ามีต้นไม้อยู่เยอะจนมันบดบังพื้นที่ข้างล่างเอาไว้ จากที่มองดูรอบๆก็ไม่เห็นวี่แววของคนอื่นหรือจุดสแกนเลยสักนิด ฉันเลยเลือกที่จะค่อยๆปีนลงมาจากต้นไม้ด้วยความระมัดระวังและเปลี่ยนไปใช้วิธีการเกินสำรวจแทน

“กรี๊ดดดดดดดดดด !!!!!!” เสียงกรี๊ดลั่นป่าจากทางไหนสักทางดังขึ้นแว่วมาจากที่ที่ไม่ไกลมากนัก ฝูงนกแตกฮือทันทีที่เสียงกรี๊ดดังขึ้นมา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆรัวๆกำลังเคลื่อนที่มาทางนี้

ชักจะไม่ดีแล้วแหะ รออยู่บนต้นไม้นี้อีกสกนิดแล้วกัน

“แอ๋ !!!!! แอ๋ !!!!!” เสียงร้องพิศวงดังขึ้นแสบแก้วหูจนแทบทนไม่ไหว ฝุ่นควันตลบจากการวิ่งอย่างรุนแรงที่พื้นดินลอยคลุ้ง ร่างที่โผล่ออกมาร่างแรกคือหญิงสาวคนหนึ่ง ในมือเธอมีดาบถือเอาไว้อยู่ 

“ช่วยด้วย !! ใครก็ได้ช่วยที !!” เธอตะโกนเสียงดังพร้อมกับวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ดาบในมือคงช่วยอะไรเธอไม่ได้มากเพราะมันไม่มีทางที่จะฟันอะไรเข้าอยู่แล้ว
 
“แอ๋ แอ๋ แอ๋ !!!” ฝีเท้าหนักๆที่กำลังวิ่งตามเธอมานั้นดังชัดเจนขึ้นกว่าเดิม อะไรบางอย่างโผล่พ้นฝุ่นควันออกมากวัดแกว่งเหมือนพยายามจับตัวหญิงสาวที่กำลังวิ่งหนีมันอยู่ วินาทีต่อมาร่างขนาดใหญ่ที่มี 4 เท้าพร้อมกับเขาแหลมๆกลางหน้าผากและงวงสองงวงของมันก็ปรากฏออกมาเต็มตัว

มันคือช้างป่าแอมัส และพวกมันมาเป็นฝูง !!!!

ต่อให้ฉันจะอยากเข้าไปช่วยเธอมากแค่ไหน แต่ฉันก็รู้ดีว่าตัวฉันที่มีแค่ปืนโง่ๆกระบอกนึงไม่มีทางจะทำอะไรมันได้แน่ๆ แถมพวกมันยังมากันซะฝูงใหญ่ ลงไปตอนนี้มีแต่จะโดนเหยียบตายเท่านั้นแหละ

“อึก !!!” เธอวิ่งห่างไปจากต้นไม้ที่ฉันอยู่ได้ไม่ไกลนักก็สะดุดล้มลงอย่างน่าสงสาร ช้างป่าแอมัสที่วิ่งตามเธอไม่ได้มีท่าทีที่จะลดความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย กลับกันยิ่งเห็นเธอล้มพวกมันยิ่งส่งเสียงแปลกๆนั่นลั่นป่าเหมือนดีใจที่กำลังจะได้จัดการเหยื่ออันโอชะตรงหน้านั่น

“อย่าเข้ามานะ ...” เธอค่อยๆพยุงตัวเองลุกขึ้นก่อนจะหยิบดาบขึ้นมาชี้ไปทางพวกมันด้วยร่างกายที่สั่นระริก และแน่นอนว่าพวกสัตว์ป่ามันไม่มีทางที่จะกลัวเหยื่อตัวน้อยที่กำลังอ่อนแรงตรงหน้าพวกมันหรอก

“แอ๋ !!!” ช้างป่าแอมัสตัวที่อยู่หน้าสุดคำรามลั่นก่อนจะยกเท้าหน้าสองข้างและผงาดงวงของมันขึ้นเพื่อที่จะตะปบเหยื่อด้วยแรงทั้งหมดที่มันมี เธอคนนั้นยกดาบขึ้นมากันเพื่อรับการโจมตีที่มีแรงมหาศาลนั่นอย่างหวาดกลัว

และแน่นอนว่า ...

พรึบ !

ตู้ม !!!!

เสียงเท้ากระทบพื้นอย่างรุนแรงจนเกิดฝุ่นคลุ้งไปทั่วทำให้นกแตกฮืออีกรอบ ช้างป่าแอมัสคำรามลั่นเมื่อมันคิดว่าจัดการเหยื่อของตัวเองสำเร็จเรียบร้อยแล้ว 

“แอ๋ ..” ฝุ่นดินที่ค่อยๆจางไปทำให้ภาพตรงหน้ามันชัดขึ้น ก่อนที่มันจะพบว่าไม่มีเหยื่อตัวน้อยดูอ่อนแอที่น่าจะสยบแทบเท้ามันนอนอยู่ตรงหน้า ไม่มีแม้แต่คราบเลือดหรือร่องรอยของเธอคนนั้นเหลืออยู่

“แอ๋ !!!!” ช่างป่าทั้งฝูงร้องอย่างแตกตื่น ดูท่าพวกมันคงจะตกใจมากที่คิดว่าเหยื่อหนีรอดไปได้จึงรีบวิ่งตรงออกไปเพื่อตามจับเหยื่อตัวเดิม โดยที่ไม่รู้ว่าเหยื่อของพวกมันน่ะออกจากป่านี้ไปแล้ว

ใช่ เธอคนนั้นถูกวาร์ปออกจากป่าและถูกตัดออกจากการทดสอบเพราะอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายถึงชีวิตละนะ สาเหตุหนึ่งที่ฉันเลือกจะยืนดูอยู่บนนี้และไม่ลงไปช่วยเธอเพราะรู้ดีว่าเดี๋ยวเธอก็ถูกวาร์ปออกไปถ้าแก้ไขสถานการณ์ไม่ได้ แถมถ้าฉันลงไปช่วยละก็ เมื่อกี้จะไม่ได้มีแค่เธอที่ถูกตัดสิทธิ์ แต่ฉันเองก็คงไม่รอดโดนตัดออกจากการทดสอบเช่นกัน

ฉันรอสักพักจนแน่ใจว่าช้างป่าพวกนั้นหายไปหมดแล้วและจะไม่ย้อนกลับมาทางเดิมอีก ก่อนจะปีนลงจากต้นไม้ด้วยความระมัดระวังและเงียบเชียบที่สุด ไม่รู้ว่าที่นี่เป็นป่าจำลองประสาอะไร ทำไมถึงมีสัตว์ป่าจริงๆวิ่งอยู่เต็มไปหมด ให้คนนับหมื่นชีวิตมาวิ่งเล่นเป็นเหยื่อให้พวกมันวิ่งไล่แบบนี้มันจะโหดร้ายเกินไปแล้ว

“เฮ้อ ...” ถอนหายใจเบาๆเมื่อปีนลงมาถึงพื้นสำเร็จ บอกตรงๆว่าฉันเองก็มืดแปดด้าน จากที่สังเกตมาด้านบนคือป่านี้กว้างมาก กว้างจนเดาไม่ถูกเลยว่าจุดสแกนหินเวทย์จะไปซ่อนอยู่ตรงไหน

หรือว่าฉันจะตามหาแม่น้ำเป็นอันดับแรกดีนะ ถ้าคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในป่าชั้นเดียวกันไปที่แม่น้ำละก็ บางทีฉันอาจจะเก็บข้อมูลจุดสแกนจากพวกเข้าได้บ้างก็ได้

โอเค เอาตามนั้น

ฉันเดินไปตามทางที่คิดว่าได้ยินเสียงน้ำไหลพร้อมกับสอดส่องรอบข้างไปด้วย ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นสูงจนทำให้การเดินค่อนข้างจะลำบาก จากที่สังเกตุคือเท่าที่เดินผ่านมาฉันแทบจะไม่เห็นสัตว์ตัวไหนโผล่ออกมาเลยนอกจากฝูงช้างป่าแอมัสเมื่อกี้ จะมีบ้างก็คือพวกนกที่อยู่บนต้นไม้ห่างออกไปหลายเมตรที่ค่อยส่งสายตาอาฆาตมาให้เท่านั้น 

ตามปกติแล้วสัตว์ป่าน่าจะไม่มีจิตมุ่งร้ายต่อคนที่ไม่ได้เริ่มทำร้ายมันก่อนรุนแรงถึงเพียงนี้ ดูเหมือนในป่าจำลองนี่ สัตว์ทุกตัวจะถูกกำหนดให้มองคนอื่นนอกจากพวกมันในป่านี้เป็นศัตรูหมดเลยสินะ

ป่านนี้ยัยนั่นจะเป็นยังไงบ้าง หวังว่าคงจะไม่ถูกตัดสิทธิ์ส่งออกไปข้างนอกนั่นแล้วใช่ไหม

หรือบางทีเพิร์ลอาจจะเอาตัวรอดดีกว่าฉันก็ได้ เธออาจจะหาจุดสแกนเจอแล้วผ่านการทดสอบอย่างง่ายดาย ไปหาอะไรกินอย่างสบายใจแล้วละมั้ง 

เฮ้อ ฉันควรจะเอาตัวเองให้รอดก่อนไปห่วงคนอื่น การอยู่คนเดียวนี่ทำให้คิดอะไรฟุ้งซ่านจริงๆเลยนะ  

ฉันเดินมาเรื่อยๆโดยไม่หยุดพัก หยาดเหงื่อเริ่มรินไหลลงมาตามกรอบหน้าจนฉันต้องใช้หลังมือเช็ดมันออกไป ไม่รู้ว่าเดินมาจนไกลขนาดไหนหรือนานเท่าไหร่ แต่เสียงสายน้ำที่เริ่มจะชัดเจนขึ้นก็เป็นแรงผลักดันให้เดินต่อไปได้ดีทีเดียว

สวบๆๆ

“...” ฉันหยุดเดินทันทีพร้อมกับย่อตัวลงใกล้ๆโคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งเพื่อเป็นที่กำบัง หลังจากได้ยินเสียงบางอย่างกำลังเคลื่อนที่ผ่านไปใกล้ๆนี้ ถ้าหากสิ่งนั้นคือสัตว์ป่าฉันควรจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับมันโดยตรงด้วยการรอให้มันผ่านไปก่อนแล้วค่อยเดินออกไปอีกทาง

แต่ถ้าหากเป็นคนละก็ ...

“ทางเดินยากชิบ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทิศทางที่ฉันได้ยินการเคื่อนไหวเมื่อครู่ อ่่า ดูเหมือนเขาจะเป็นหนึ่งในผู้เข้ารับการทดสอบเหมือนกับฉัน ไม่ใช่สัตว์ป่าสินะ 

แต่ถึงจะเป็นคนก็ไม่ควรแสดงตัวอยู่ดี เพราะยังไงซะก็ไม่รู้ว่าเขาจะญาติดีกับเราด้วยหรือเปล่า เผลอๆคนนี่แหละที่น่ากลัวกว่าสัตว์ป่าเสียอีก

“เนรมิตได้ทุกอย่าง ไม่มีปัญญาทำทางเดินดีๆหรือไงวะ” น้ำเสียงบ่งบอกถึงอารมณ์หงุดหงิดของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี ฟังจากเสียงแหวกต้นไม้รกพวกนั้นแล้ว เขาคนนั้นคงมีอาวุธเป็นดาบหรือไม่ก็กระบองที่สามารถใช้ฟาดกิ่งไม้รกๆเพื่อเปิดทางเดินให้แก่ตนเองได้

เสียงฝีเท้าค่อยๆห่างไกลออกไปพร้อมกับคำบ่นร่ำไรและเสียงอาวุธกระทบกิ่งไม้ที่จางลงเช่นกัน ฉันหลบอยู่ที่เดิมสักพักจนคิดว่าเป็นระยะปลอดภัยมากพอจึงค่อยๆเดินออกมาก่อนจะเดินไปตามทางที่คนเมื่อกี้เปิดทางไว้ให้ด้วยความระมัดระวัง

แหม ขอบคุณจริงๆที่เคลียร์ทางให้เดินสบายๆกันแบบนี้

เสียงน้ำไหลชัดขึ้นเรื่อยๆเมื่อฉันเริ่มเดินทางต่อ หมายความว่าคนที่เปิดทางนี้ให้ฉันก็คงกำลังตรงไปที่แม่น้ำเช่นกัน ซึ่งนั่นหมายถึงฉันไม่ควรจะโผล่ไปที่แม่น้ำโดยตรง ต้องหาจุดสังเกตการณ์ดีๆสักที่ให้ฉันได้เก็บข้อมูลของป่าชั้นนี้

นานจนขนาดนี้แล้วยังไม่ได้ใช้อาวุธเลยแฮะ อย่างนี้ฉันจะผ่านการทดสอบไหมเนี่ย หรือว่าต้องเอาปืนมาเคลียร์ทางเดินแบบคนเมื่อกี้กันนะ

นี่โชคดีหรือโชคร้ายที่ดันได้ปืนมาเป็นอาวุธในสถานการณ์แบบนี้กันเนี่ย

ซ่าๆๆ ..

ดูเหมือนฉันจะมาถึงแล้วละนะ

เสียงสายน้ำที่ดังเข้าโสตประสาททำให้ฉันเลือกที่จะไม่เดินไปตามทางที่มีคนปูไว้ให้ไปจนสุด แต่เบนเส้นทางไปทางซ้ายแทน เลือกต้นไม้ใหญ่สักต้นที่จะช่วยให้บดบังกายตัวเองได้ ต้นหญ้าแถวนี้สูงมากพอที่จะช่วยให้ฉันนั่งลงโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

“สดชื่นจริงเว้ยยย” เสียงเดิมที่ได้ยินเมื่อครู่ดังขึ้น เขาคงจะใช้น้ำในแม่น้ำทำอะไรสักอย่าง ให้ตายสิ ฉันก็อยากดื่มน้ำเหมือนกัน เปิดเผยตัวไปแลกข้อมูลกับเขาดีไหมนะ

แต่ว่า ฉันไม่มีข้อมูลอะไรเลยนี่หว่า ... เหอะๆ

“นั่นสินะพี่ชาย !” 

หืม ... หมอนั่นไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกหรอ ? 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น