โรงเรียนเวทย์มนต์โรวเฟอร์เรีย

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 325 Views

  • 0 Comments

  • 15 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1

    Overall
    325

ตอนที่ 3 : 3 :: ออกเดินทาง I

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    11 ธ.ค. 61


ออกเดินทาง I


ในคฤหาสน์ขุนนางชั้นสูงที่มีสายเลือดใกล้ชิดของกษัตริย์แห่งโรวเฟอร์เรีย

"เป็นยังไงจ๊ะเด็กๆ พร้อมกันหรือยังเอ่ย" หญิงสาวผมบลอนด์ดัดเป็นลอนรูปร่างหน้าตาสวยสง่าราวกับพึ่งจะ 30 ต้นๆในชุดเดรสราคาแพงพร้อมกับเครื่องเพชรราคาหลักล้านเดินเข้ามาในห้องรับรองห้องหนึ่งพร้อมกับเอ่ยเสียงหวาน ข้างหลังเธอมีชายท่าทางภูมิฐานและเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามในชุดสูทราคาแพงเดินตามเช้ามาติดๆ

"พร้อมแล้วค้าบคุณแม่" เป็นเด็กหนุ่มท่าทางน่ารักสดใสที่ตอบกลับไป ใบหน้าของเขามักจะมีรอยยิ้มที่ทำให้โลกใบนี้สว่างสดใสประดับอยู่ตลอดเวลา ด้วยลักษณะนิสัยที่ร่าเริงทำให้เขาเป็นที่เอ็นดูของคนรอบข้างอยู่เสมอมา

“เรียบร้อยครับ” เด็กหนุ่มอีกคนตอบกลับหญิงที่มีศักดิ์เป็นคุณนายใหญ่ของบ้าน ใบหน้าที่แสนเจ้าชู้เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านหญิงผู้นี้แล้วได้กลายเป็นเพียงใบหน้าของเด็กดีที่เชื่อฟังคำสั่งของผู้ใหญ่เท่านั้น เส้นผมสลวยที่มักจะถูกเซ็ทอย่างลวกๆให้ดูเป็นเพลย์บอยและนัยย์ตาสีดำที่มักจะส่งสายตายั่วยวนให้หญิงงามอยู่เสมอบัดนี้ถูกเก็บลงกล่องอย่างมิดชิดโดยไม่เหลือคราบแบดกายแม้แต่น้อย

“พรุ่งนี้พวกเราต้องเดินทางยังไงครับคุณแม่” ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบร้อย บนใบหน้าของเขามีแว่นตาทรงกลมปิดบังดวงตาดำซึ่งเป็นสีเดียวกันกับเส้นผมของเขาเอง ด้วยภาพลักษณ์เช่นนี้ทำให้คนรอบข้างเข้าใจว่าเขาคือคนที่คงแก่เรียนและมีความเรียบร้อยเป็นอย่างมาก

“ไม่ต้องห่วงจ๊ะ แม่จะให้คนขับรถพาไปส่งที่โรงเรียนพรุ่งนี้แต่เช้า แม่ส่งจดหมายไปที่โรงเรียนเรียบร้อยแลัว พวกเขาจะดูแลลูกๆเป็นอย่างดี” เสียงหวานเอ่ยกับเด็กหนุ่มทุกคนเพื่อคลายความสงสัย รอยยิ้มแสนสวยประดับบนใบหน้าซึ่งมาพร้อมกับริ้วรอยตามวัยที่มีเพียงน้อยนิดไม่ได้ดูน่าเกลียดจนเกินไป

“แล้วการทดสอบ ?” เป็นเสียงนุ่มทุ้มของเด็กหนุ่มอีกคนที่เอ่ยขึ้นมา เขามีเส้นผมสีน้ำเงินเข้มราวกับท้องทะเลลึกอันน่าพิศวง นัยย์ตาสีดำทมิฬดูลุ่มลึกนั่นเพียงแค่กรีดกรายไปที่ผู้ใด ผู้นั้นจะต้องยอมศิโรราบเป็นแน่แท้ เพียงแต่สายตาเย็นชานั่นเขาจะเก็บเอาไว้ใช้กับผู้อื่นซึ่งไม่ใช่คนสนิทอย่างครอบครัวหรือเพื่อนของเขา

และเขาผู้นี้คือคนที่มีศักดิ์เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณชายและคุณนาย เจ้าของคฤหาสน์หลังนี้

“ไม่ต้องห่วง ทุกคนจะได้รบการทดสอบเข้าเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ” ชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงเอ่ยขึ้น เขาเป็นคนที่มีความน่าเกรงขามและความเป็นผู้นำที่ดีเป็นอย่างยิ่ง “พวกเธอต้องผ่านการทดสอบอย่างยุติธรรมถึงจะเข้าเรียนได้ จะไม่มีข้อยกเว้นสำหรับลูกหลานขุนนางชั้นสูงหรอกนะ หึหึหึ” น้ำเสียงน่าเกรงขามเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเหี้ยมท้ายประโยค หากรู้จักท่านผู้นี้เป็นอย่างดีย่อมจะรู้ว่าท่านนั้นเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น พูดจริงและทำจริง

“คุณพ่ออย่าขู่สิครับบบ งี้ถ้าผมไม่ผ่านการทดสอบละก็ พ่อผมคง ... บรื๋อ แค่คิดก็กลัวแล้ววว” เด็กหนุ่มเอ่ยพร้อมกับทำท่ากอดตัวเองราวกับกำลังหนาวสั่นด้วยท่าทีขี้เล่น แต่เชื่อเถอะว่าเขานะพูดจริง

“ไม่เอาน่าฟราน อย่างนายเนี่ยนะจะไม่ผ่าน” คนเจ้าชู้ที่กำลังเก็บอาการเอ่ยปากกับเด็กหนุ่มเจ้าของชื่อฟรานที่กำลังนั่งเบ้ปาก เขาหนะรู้ดีว่าฝีมือของพวกเพื่อนๆเขาอยู่ระดับไหน

“มาร์คัสพูดถูก การทดสอบไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอก” น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยกับเพื่อนเพื่อสนับสนุนคำพูดของมาร์คัส สายตาของเขาที่มองไปยังฟรานเป็นสายตาของความเหนื่อยใจให้กับนิสัยเหมือนเด็กของเพื่อน 

“ใช่ดิ ฉันไม่ได้เก่งแบบนายนี่น่าเรียว” ฟรานพูดกับคนที่มองเข้าเหมือนเขาเป็นเด็กเล็กๆ ก็ไอ้เรียวลูกคุณนายของคฤหาสน์หลังนี้มันเฟอร์เฟคไปซะหมด คงไม่เข้าใจความกังวลของเขาหรอก

“มันไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอก คงจะแค่ทดสอบการต่อสู้ ทักษะการเอาตัวรอด แล้วก็ความรู้เรื่องเวทย์มนต์ทั่วไป พวกเราเคยเรียนมาหมดแล้วนี่หว่า” จาฟาร์ เด็กหนุ่มเจ้าของแว่นตาสีเทาเอ่ยบอกกับเพื่อนๆทุกคนตามข้อมูลที่ตนเองรับรู้มาเพื่อคลายความกังวลใจให้กับเจ้าเพื่อนนิสัยเด็กของเขา

“ใช่จ้ะ แม่เชื่อว่าไม่เกินความสามารถพวกลูกแน่นอน”

“หึ ก็ไม่แน่หรอก” ผู้เป็นพ่อของเรียวเอ่ยขึ้นหลังจากฟังบทสนทนาของเด็กๆ เขาเผยรอยยิ้มมุมปากที่ดูร้ายกาจขึ้นมาเมื่อคิดอะไรสนุกๆอยู่ในหัว

ร้ายกาจสมกับตำแหน่งรองเจ้าเมืองโรวเฟอร์เรีย

“...”

“อย่าประมาทจะดีกว่า คนที่มาสมัครเข้าเรียนที่นี่มีทั้งลูกหลานขุนนางจากต่างแดน ทั้งชนเผ่าอื่น...”

“พ่อจะบอกว่า มีคนเก่งๆจากที่อื่น .. ที่เก่งกว่าเรา ?” เรียวเอ่ยถามด้วยความสนใจ รอยยิ้มที่ปรากฏออกมาได้ยากมากสำหรับผู้ชายคนนี้กำลังหยักขึ้นที่มุมปาก บอกว่าเขากำลังสนใจเนื้อหาที่กำลังพูดคุยกันอยู่เป็นอย่างมาก

“แน่นอน มีอยู่แล้ว” คุณผู้ชายของคฤหาสน์เอ่ยขึ้นก่อนจะจ้องตาลูกชายอย่างรู้ทัน เขารู้ว่าลูกชายของเขากำลังคิดอะไรอยู่ในหัวสมองอันแสนเจ้าเล่ห์นั่น

“ไม่เอาน่าคุณ อย่าขู่ลูกอย่างนั้นสิคะ” แน่นอนว่าคุณนายของบ้านย่อมรู้นิสัยของสามีและลูกชายตัวเองเป็นอย่างดี แต่เธออยากให้ลูกชายเข้าไปเรียนอย่างมีความสุขมากกว่าเสาะแสวงหาการพัฒนาฝีมือของตนเองทุกวัน

เธออยากให้ลูกชายใช้ชีวิตเหมือนเด็กหนุ่มวัยรุ่นทั่วไป

“หึ ผมเปล่านี่”

“เอ้า ! ไปงานเลี้ยงกันได้แล้ว พ่อกับแม่ไปก่อนนะจ๊ะ เด็กๆพักผ่อนเตรียมออกเดินทางพรุ่งนี้กันดีกว่าเนอะ” แม้ของเรียวจบการสนทนาด้วยตนเองก่อนจะพาสามีไปยังงานเลี้ยงที่มีการนัดแนะเอาไว้

“ค้าบบ คุณแม่”

“ได้ครับ”

“อย่าลืมล่ะ ห้ามประมาทเด็ดขาด” คุณพ่อหันกลับมาย้ำเตือนอีกครั้งเพื่อบอกว่านี่คือเรื่องที่สำคัญจริงๆ

“นี่ ! คุณละก็”

“ฮะๆๆๆ โชคดีเจ้าพวกลูกชาย”

“รับทราบครับคุณพ่อ” มาร์คัสเอ่ยตอบคุณพ่ออย่างสุภาพก่อนที่คุณท่านทั้งสองจะเดินหายไปจากห้องรับรองของคฤหาสน์ 

“พวกมึงว่าจริงมั้ยวะ” ฟรานเอ่ยถามเพื่อนๆหลังรถเวทย์มนต์ของพวกท่านแล่นออกจากคฤหาสน์ด้วยระดับภาษาปกติที่พวกเขาใช้คุยกันเมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าพ่อและแม่

“มึงหมายถึงเรื่องอะไร” จาฟาร์ถามกลับพลางเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาถอดแว่นสีเทาที่ใช้สำหรับอ่านหนังสือออกก่อนจะปิดปากหาวด้วยความง่วง

“ก็ที่คุณพ่อบอกไง คนที่เก่งๆอะ” 

  “เดี๋ยวพรุ่งนี้มึงก็รู้” มาร์คัสตอบเพื่อนๆก่อนจะเสยผมขึ้นอย่างลวกๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกให้หายใจได้สะดวก รวมถึงหักคอซ้ายขวาเหมือนเมื่อครู่นั่งตัวเกรงมาเสียนาน

เขารู้ว่าคุณพ่อคุณแม่ของเรียวทราบว่าเขาหนะมันเจ้าชู้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านทั้งสองเขาก็อยากทำตัวสุภาพให้สมกับฐานะของพวกท่านมากกว่า

“รู้ยังไงว้าา เค้าจะแขวนป้ายห้อยคอไว้หรอว่าคนนี้เก่งสุดๆๆๆ” ฟรานเอ่ย้วยน้ำเสียงขี้เล่นของตัวเอง

ป้าบ !

“โอ้ย มึงตบหัวกูทำไมเนี่ยฟาร์ !” ฟรานลูบหัวตัวเองเบาๆหลังจากถูกเพื่อนสนิททำร้ายร่างกาย เขาเบ้ปากและทำสายตามองแรงใส่ไอ้หนอนหนังสือประจำกลุ่ม

“ให้มึงเลิกเพ้อเจ้อไง”

“:(”

“มึงไม่รู้หรอวะ ถ้าคัดตัวผ่านไปจนถึงรอบจัดอันดับเข้าห้องเรียน เค้าจะมีการเรียงคะแนนความสามารถด้านต่างๆ ทีนี้มึงก็รู้ละว่าใครเก่งกว่าเราบ้าง” จาฟาร์อธิบายให้กับเพื่อนที่ไม่ชอบศึกษารายละเอียดอะไรสักอย่างให้เข้าใจ จะได้เลิกตีตนไปก่อนไข้สักที

“จะมีจริงหรอว้าาา”

“ฟราน พ่อกูบอกแล้วไงอย่างประมาท” เรียวที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นมา “เดี๋ยวพรุ่งนี้มึงก็รู้ ว่ามีจริงมั้ย”

“เออๆๆๆ ไปพักผ่อนเหอะ พรุ่งนี้เดินทางเช้า ไอ้ฟาร์ตาจะปิดละเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆ” มาร์คัสล้อจาฟาร์ด้วยการทำตาปรือเหมือนจะหลับก่อนจะโดนจาฟาร์ถีบจนแทบเซตกโซฟา
 
ชายหนุ่มทั้งสี่คนออกจากห้องรับรองเพื่อขึ้นไปยังชั้นห้า ซึ่งเป็นห้องพักของพวกเขาทั้งหมด

“แล้วทำไมเราต้องไปแต่เช้าวะ โรงเรียนก็อยู่แค่นี้ เราไม่ได้อยู่ต่างเมืองกันสักหน่อย” 

“ก็ไอ้การทดสอบเข้าเรียนที่ว่าเนี่ยมันเริ่มแต่เช้าไงเว้ย มึงรู้อะไรบ้างวะเนี่ย” จาฟาร์เอ่ยตอบเพื่อนด้วยความเหลืออด การอดนอนติดต่อกันสามวันทำให้เขาควบคุมอารมณ์ได้ค่อนข้างยาก

“อย่าด่ากู คนไม่รู้ไม่ผิด !!!”

“ผิดตั้งแต่เป็นมึงละ” มาร์คัสเองก็ร่วมวงด่าฟรานกับจาฟาร์ด้วยเช่นกัน

“เชี่ยยย อยาารุมกู !!”

“พอได้ละพวกมึง” เรียวเบรกทัพเพื่อนๆก่อนที่จะวุ่นวายไปมากกว่านี้ “คุยกันยาวกว่านี้ไม่ได้นอนแน่ๆ”

“เออๆๆ กูไปละ” มาร์คัสบอกเมื่อขึ้นมาถึงชั้นที่พักของทุกคน เขาโบกมือให้เพื่อนๆก่อนจะเดินเข้าห้องรับรองแขกสำหรับตัวเองไป

“อืม เจอกันพรุ่งนี้พวกมึง” จาฟาร์บอกลาเพื่อนๆทั้งที่ตาแทบจะลืมไม่ขึ้นก่อนจะเดินเข้าห้องรับรองของตัวเองไปอีกคน

“ฝันดีเว้ยยย” ฟรานบอกและวิ่งเข้าห้องตัวเองไปเช่นกัน

เรียวยืนส่งเพื่อนๆเข้าห้องจนเสร็จเรียบร้อยในฐานะของเจ้าของบ้านก่อนจะเดินเข้าห้องนอนของตัวเองไปเช่นกัน

“คนเก่งกว่างั้นหรอ .. เหอะ อยากเจอแล้วสิ”


@โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองวาเรีย

ก็อกๆๆๆ

“สักครู่นะคะเซย์” เพิร์ลเอ่ยตอบจากในห้องหลังจากที่ฉันเคาะประตูของเธอ เวลาตอนนี้คือประมาณตีสาม เพราะห้องของเพิร์ลอยู่ขอบสุดทำให้ฉันสามารถเห็นบรรยากาศภายนอกได้จากระเบียงทางเดินที่ยืนอยู่

ผู้คนซาลงไปมากจากเมื่อหัวค่ำ ร้านค้าต่างๆเองก็เก็บข้าวของกันไปหมดแล้ว แต่บางร้านอย่างเช่นพวกสถานบรรเทิงกลับพึ่งเปิดให้บริการซึ่งมีคนเดินเข้าออกเต็มไปหมดทั้งหญิงชาย ผู้หญิงพวกนั้นนุ่งน้อยห่มน้อยเปิดหน้าเปิดหลังเสียจนหน้าหวาดเสียว 
อากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็นนี่ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อพวกเธอเลยสินะ

“เซย์คะ ไปกันเถอะ” เพิร์ลเดินออกมาจากห้องพร้อมกับกระเป๋าเวทย์ใบใหม่ที่เธอบอกว่าเธอพึ่งซื้อ ดวงตากลมโตนั่นดูบวมนูนขึ้นเล็กน้อยเหมือนคนที่ผ่านการร้องไห้มา

แอบร้องไห้คนเดียวละสิเนี่ย

ฉันหมุนตัวเดินนำเธอออกมาก่อน หลังจากที่เราออกจากห้องพักแล้วลูกกลมสีฟ้านั่นก็ลอยเข้ามาในมือ เพราะเราต้องใช้มันในการลงไปข้างล่างและคืนให้พนักงานต้อนรับที่เจอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

ระหว่างทางจะเดินไปยังแท่นเวทย์มนต์เคลื่อนที่ ผูู้ที่พักอยู่แต่ละห้องเองก็ทยอยออกมาจากห้องพัก คงเป็นเพราะที่นี่คือจุดพักใหญ่ๆจุดหนึ่งก่อนจะเดินทางไปยังโรงเรียนประจำอาณาจักรที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง คนที่จะไปสมัครเรียนเหมือนกับเราคงแวะพักที่นี่เหมือนกัน

หวืด ..

แท่นเวทย์มนต์ที่พาเรามายังชั้นบนเริ่มเคลื่อนที่อีกครั้งเพื่อส่งเรากลับไปหาพนักงานต้อนรับ ช่วงที่กำลังเคลื่อนที่ลงนั้นอากาศหนาวเย็นไปพัดผ่านร่างของฉันทำให้สดชื่นขึ้นมานิดหน่อย นอนพึ่งตื่นเนี่ยมันเบลอจริงๆเลยสินะ

“หาว ~” ยกมือขึ้นมาปิดเมื่อร่างกายทำงานตามกลไกของมัน ก้าวเท้าออกจากแท่นเดินตามเพิร์ลเพื่อไปคืนกุญแจห้องให้พนักงานต้อนรับคนเดิม 

“เซย์ไหวไหมคะเนี่ย นอนต่ออีกหน่อยมั้ยคะ” 

“ไหว” ยื่นกุญแจให้เพิร์ลก่อนจะบิดขี้เกียจออกมาเล็กน้อย ตบหน้าตัวเองแปะๆให้ตื่นตัวขึ้นกว่าเดิม เหลือบไปเห็นตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเลยสกิดเทียน่าแล้วชี้ไปทางตู้นั้น เธอพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินไปต่อคิวคืนกุญแจห้องพัก

ฉันเดินมาหยุดอยู่หน้าตู้จำหน่ายสินค้า ตู้นี้ถูกลงเวทย์ขยายพื้นที่เอาไว้ทำให้มีพื้นที่สำหรับกักเก็บอาหารต่างๆได้เยอะพอสมควร ซึ่งอาหารในตู้นี้ทั้งหมดเป็นอาหารที่อยู่ได้นานหลายสิบปี ทำให้ไม่ต้องเทียวเปลี่ยนอาหารให้ยุ่งยาก

กดเลือกเครื่องดื่มที่คิดว่าจะช่วยทำให้สดชื่นได้และอาหารอย่างอื่นอีกสามสี่อย่างมาติดกระเป๋าไว้เผื่อยามจำเป็น ใส่เงินตามจำนวนก่อนจะรับอาหารทั้งหมดนั่นมา

เพราะเมื่อคืนมัวแต่อ่านหนังสือมากไปหน่อย กว่าจะรู้ตัวอีกที่ก็เที่ยงคืนแล้วเลยได้นอนแค่สองสามชั่วโมงจนมีสภาพแบบนี้ ฉันคิดว่านอนตอนกลางวันมาเยอะแล้วนะเนี่ย นอนตอนไหนก็ทดแทนกันไม่ได้เลยสิน้า

“เซย์คะ ไปกันเถอะ” เพิร์ลที่เคลียร์ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยมายืนข้างๆพร้อมกับกระเป๋าเวทย์ของเธอ ฉันที่กำลังดื่มเครื่องดื่มในมือยักคิ้วให้เธอเล็กน้อยก่อนจะออกเดินไปนอกโรงแรม

จากที่นี่ไปถึงที่ที่มีรถเช่าอยู่ห่างกันราวๆ 10 กิโลเมตร ที่นั่นเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งฉันคิดว่าวันนี้น่าจะมีคนใช้บริการเยอะกว่าปกติเพราะใครๆต่างก็มีจุดมุ่งหมายในการเดินทางไปสมัครเรียนที่โรงเรียนเวทย์มนต์โรวเฟอร์เรียกันทั้งนั้น ถนนสายที่เรากำลังเดินอยู่นี้ก็คึกคักกว่าคืนไหนๆเพราะมีเพื่อนร่วมทางหลายคนกำลังเดินไปยังแหล่งบริการเช้ารถเช่นเดียวกัน

“จะว่าไป เซย์รู้เรื่องของตลาดแถวนี้ดีจังเลยนะคะ ทั้งพาฉันไปซื้อเสื้อ ไปย่านโรงแรมแล้วยังจะไปเช่ารถอีก เคยมาที่นี่หรอคะ” เพิร์ลถามระหว่างทางเพื่อไม่ให้บรรยากาศระหว่างเราเงียบเหงาจนเกินไป 

“จะว่าเคยก็เคยนะ” ฉันขยี้แก้วเปล่าในมือก่อนจะโยนลงถังขยะข้างทางอย่างแม่นย่ำ เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลก็เริ่มรู้สึกสดชื่นมากขึ้น

ฉันเคยมาที่นี่ .. เมื่อนานมาแล้ว

“ดีจังเลยนะคะ ฉันน่ะ แทบจะไม่เคยมาเที่ยวในที่แบบนี้เลย ท่านพ่อท่านแม่ไม่เคยอนุญาติเลยค่ะ” ท้ายเสียหม่นลงจนจับสังเกตได้

“...” เหลือบตามองเธอเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ใจจริงอยากจะถามอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับการเดินทางของเธอ แต่เมื่อกี้ได้เห็นตาที่บวมช้ำนั่น คิดว่าพับเก็บตัวเลือกที่จะถามเอาไว้ก่อนดีกว่า

“จะว่าไป อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลาเปิดรับสมัครแล้วนะคะ ฉันตื่นเต้นมากๆเลยค่ะ” ราวกับหาเรื่องมากลบเกลือนความเศร้าหมองภายในจิตใจ เธอปรับน้ำเสียงตัวเองให้ใสขึ้นกว่าเดิม คงจะไม่อยากให้ฉันไปรู้สึกสงสารเธอละมั้ง

“อือ .. นั่นสิ” ถึงจะพูดไปอย่างนั้นก็เถอะ ฉันว่าเธอเองก็น่าจะรู้ดีแก่ใจว่าลูกคุณหนูตระกูลผู้ดีแค่ก้าวเท้าเข้าในเขตโรงเรียนก็แทบจะมีคนมาประเคนรับถึงที่ ไม่ต้องไปลำบากเบียดเสียดผู้คนมากมายเพื่อเข้ารับการทดสอบในด่านต่างๆแบบฉันหรอก

“ฉันได้ยินมาว่าขั้นตอนการทดสอบต่างๆโหดหินมากๆเลยละค่ะ ฉันจะสอบผ่านมั้ยนะ ...” ริมฝีปากยู่ลงพร้อมกับคิ้วขมวด ท่าทางเหมือนคนที่วิตกกังวลมากๆ

คำพูดที่ว่า ‘จะสอบผ่านมั้ยนะ’ เนี่ย ควรเป็นฉันที่ต้องพูดมากกว่าหรือเปล่า ?

“โรงเรียนเวทย์มนต์อันดับหนึ่งของอาณาจักร คงต้องคัดเลือกอย่างเข้มข้นเป็นธรรมดานั่นแหละ”

“หวังว่าเราจะสอบผ่านกันทั้งคู่นะคะ”

“อือ ถ้าเป็นงั้นก็คงดีนะ”

หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันต่อ เราเดินไปเรื่อยๆตามถนนโล่งที่ไร้ซึ่งพาหนะใดๆแต่เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกับเรา คนพวกนี้รวมถึงพวกเราคือคนที่ต้องเดินทางไปยังสถานศึกษาแห่งนั้นด้วยตัวเอง บางคนที่มีฐานะหน่อยเหมือนเพิร์ลก็จะมีพาหนะเป็นของตัวเอง สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องแวะระหว่างเมืองเพื่อเดินทางไปโรงเรียนที่อยู่ใจกลางอาณาจักรเหมือนฉัน



"ที่นี่สินะคะ .." เพิร์ลเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองไปรอบๆ เราเดินกันเรื่อยๆจนมาถึงที่นี่ใช้เวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมง ฉันเห็นเธอร่ายเวทย์บางอย่างให้กับตัวเองเพื่อให้ไม่มีอาการเมื่อยล้ารวมถึงเผื่อแผ่เวทย์นั้นมาให้ฉันด้วย ถึงแม้ระยะทาง 10 กิโลเมตรสำหรับฉันจะไม่ได้มากมายอะไรแต่ก็ไม่อยากขัดความมีน้ำใจของเธอหรอก

ดูเหมือนพลังเวทย์ของเธอจะฟื้นคืนมาจากเมื่อวานบ้างแล้วสินะ

"คุณหนูทั้งสอง มีอะไรให้รับใช้หรือครับ" ผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาทักพวกเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ที่ไหล่ของเขามีผ้าขนหนูพาดอยู่ เนื้อตัวมอมแมมเล็กน้อย

"พวกเราจะเดินทางไปโรวเฟอร์เรียค่ะ" เพิร์ลตอบคนตรงหน้า เขาพยักหน้ารับก่อนจะผายมือไปยังทิศทางที่มีคนจำนวนนึงยืนรอกันก่อนแล้ว

"คุณหนูไปพร้อมกับขบวนนั้นได้เลยครับ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1000 โรวว์ครับ" 

"นี่ค่ะ" ฉันและเพิร์ลยื่นเงินให้กับเขาก่อนจะเดินไปยังทิศทางที่เขาชี้ไปเมื่อครู่

คนที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วยิ้มให้พวกเราเล็กน้อย พวกเขามีกระเป๋าเป้สำภาระคู่ตัวพาดอยู่บนไหล่ บางคนอ่านตำราเวทย์ บางคนนั่งหลับ บางคนเกร็งเสียจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่

ตึกๆๆๆ

เสียงรถลากตัวเองวิ่งเข้ามาใกล้เรียกให้พวกเราหันไปมอง บนนั้นมีผู้ชายคนนึงคุมบังเหียนเอาไว้ เขาควบคุมมันให้ค่อยๆจอดเทียบกับพวกเราพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเพื่อชักชวนให้พวกเราเข้าไป

ทุกคนเริ่มทะยอยเข้าไปนั่งข้างในจนเหลือฉันขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย พอนั่งได้ตำแหน่งที่เหมาะสมประตูนั้นก็ปิดลงก่อนที่มันจะเคลื่อนที่ออกไปอีกครั้ง

"อีกนานไหมคะกว่าจะถึง" เพิร์ลกระซิบถามหลังจากที่เราออกตัวมาสักพัก เพราะผู้ร่วมเดินทางคนอื่นๆเริ่มที่จะงีบพักผ่อนกันแล้วจึงทำให้ใช้ระดับเสียงปกติไม่ได้

"ประมาณสองชั่วโมง" กระซิบตอบกลับไป อีกคนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้

"งั้นฉันของีบสักพักนะคะ" เพิร์ลกระซิบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดเปลือกตาและเข้าสู่ห้วงนิทราไป

ทั้งๆที่ตอนออกจากที่พักเธอเป็นคนที่ถามฉันว่าไหวไหมแท้ๆ ตอนนี้เธอกลับชิงหลับไปก่อนฉันซะงั้น

เอาเถอะ ยังไงฉันก็ไม่คิดที่จะนอนต่ออยู่แล้วละ

เอื้อมมือไปเปิดม่านดูเล็กน้อย สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนภูมิทัศน์เป็นป่าที่ไม่ถึงขั้นรกทึบมาก อีกทั้งยังเข้าใกล้เขตเมืองหลวง เพราะงั้นทางนี้เลยไม่ค่อยมีโจรปรากฏตัวออกมามากเท่าไหร่นัก

อีกประมาณสองชั่วโมงจึงจะถึงเมืองหลวง ถึงอย่างนั้นระยะทางจริงๆแล้วจากจุดที่ออกมาจนถึงโรวเฟอร์เรียนับว่าไกลโข แต่เพราะรถลากตัวเองแต่ละคันใช้เวทย์มนต์ช่วยจึงทำให้มันเคลื่อนที่ได้ไวกว่าเดิมมาก

จุดที่จากมานั่นนับว่าอยู่เขตชานเมือง แต่เป็นชานเมืองที่เจริญอยู่มากเชียวละ ส่วนโรงเรียนเวทย์มนต์โรวเฟอร์เรีย โรงเรียนที่แสนยิ่งใหญ่ประจำอาณาจักรนั่นตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง เมืองโรวเฟอร์เรีย ยิ่งในวันที่มีการสมัครเรียนเช่นนี้ ฉันคิดว่าเราคงจะไม่ไปสายหรอกนะ ..


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น