Vampire Princess อัศวินแห่งฟาร์มารีน&เจ้าหญิงแวมไพร์จอมแก่น

ตอนที่ 5 : บทที่ 3 อัศวินแห่งฟาร์มารีนและเจ้าหญิงแวมไพร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,413
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 พ.ค. 62

บทที่ 3 อัศวินแห่งฟาร์มารีนและเจ้าหญิงแวมไพร์

 

อัศวินแห่งฟาร์มารีน คือผู้พิทักษ์ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ตระกูลคลีฟเชื่อว่าวิญญาณบริสุทธิ์จะได้ไปอยู่ที่นั่น เป็นสถานที่ที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากจะใช้ชีวิตหลังความตาย แต่ไม่มีใครรู้ว่าสรวงสวรรค์แห่งนี้คัดสรรค์ดวงวิญญาณอย่างไร เพราะคำว่าบริสุทธิ์ของพวกเขาไม่ได้หมายความว่าเหล่าสมาชิกแห่งคลีฟจะต้องไม่เคยทำบาปทำกรรมในยามมีชีวิตแต่ประการใด มันมีความหมายอย่างอื่นที่แอบแฝงไว้มากกว่านั้น ตั้งแต่ฉันเรียนเรื่องนี้มาฉันยังไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าสมาชิกแห่งคลีฟจะได้รับอนุญาตให้นำชุดของเหล่าอัศวินแห่งฟาร์มารีนมาใช้ได้ เว้นเสียแต่เขาจะเป็นบุคคลที่มีโอกาสจะได้ใช้ชีวิตหลังความตายที่นั่น หรือไม่ก็ต้นขั้วบรรพบุรุษได้ทิ้งเครื่องแต่งกายสำหรับเฉลิมฉลองวันแต่งตั้งอัศวินเอาไว้ให้พวกเขา

“อัศวินแห่งฟาร์มารีน” ฉันรีบสะบัดหัวทันทีเมื่อรู้สึกตัวว่าน้ำเสียงของตนเองมันเคลิบเคลิ้มจนออกหน้าออกตาไปนิด ถึงขนาดคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ายังต้องหัวเราะในลำคอ “เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนรึเปล่าคะ”

“คุณคิดว่าคุณเคยเจอผมที่ไหนล่ะครับ เจ้าหญิง”

“ไม่ ฉันอาจจะคิดมากไปเอง” สรรพนามที่เขาใช้เรียกฉัน คำว่าเจ้าหญิง...เมื่อหลุดออกมาจากปากของเขากลับให้ความรู้สึกแตกต่างจากแดเนียลโดยสิ้นเชิง

“คุณจะเต้นรำกับผมไหมครับ” เสียงทุ้มเอ่ยถามอีกครั้ง

“ฉันมีคู่เต้นรำแล้ว” ฉันลังเลและมองหาแดเนียลอีกรอบ แต่เขายังไม่ปรากฏตัวเสียที เสียงดนตรีก็เริ่มบรรเลงแล้วด้วย และหัวใจฉันมันก็อยากจะตอบตกลงเสียเดี๋ยวนี้ตอนนี้เลย ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างที่ฉันหาคำอธิบายไม่ได้

“คุณจะโกรธไหม หากผมจะบอกว่าผมเป็นคนขอคุณจากเขาแล้ว”

“คุณเจอแดเนียลหรือ”

“เขาชื่อแดเนียลหรือ”

“ถ้าคุณขอจากคนที่แต่งตัวเป็นหัวขโมยแห่งคลีฟ”

“ใช่เลย ผมขออนุญาตเขาแล้วจริงๆ นะ” เขายื่นมือส่งให้ฉัน

“ฉันคงไม่มีทางปฏิเสธที่จะเต้นรำกับคุณ” เมื่อวางมือลงบนมือเขา หัวใจฉันปรารถนาอยากให้เขาไม่สวมถุงมืออยู่เพื่อที่ฉันจะได้ถอดถุงมือออก แล้วสัมผัสดูสักครั้งว่ามือของอัศวินแห่งฟาร์มารีนผู้สง่างามที่ยืนอยู่ตรงหน้า จะให้ความรู้สึกยังไง

“ถือเป็นเกียรติของผมจริงๆ ที่คุณตอบตกลง”

จังหวะที่เขาก้มหน้าลงจูบหลังมือ หัวใจฉันเต้นแรงและพองโตอย่างบอกไม่ถูก ขาฉันสั่นเล็กน้อยจนเกือบจะเสียการควบคุมในตัวเอง

“คุณเป็นใครกัน ถึงได้ให้ความสำคัญกับมันนัก ก็แค่ฉันยอมเต้นรำด้วย ในขณะบุคคลที่ฉันเคยมอบสิทธิ์นี้ให้เขาแท้ๆ เขายังไม่ต้องการมันเลย”

“ใครที่ทำแบบนั้นต้องเป็นคนที่โง่มากแน่ๆ เลย” ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความสดใสไม่ได้ดูหมิ่น ทั้งยังทำให้อารมณ์ร้อนๆ ของฉันเย็นลงได้

“อันที่จริงเขาก็ไม่ใช่คนโง่หรอกนะ แต่เขาฉลาดเกินไปและงี่เง่าเกินไปต่างหาก” ฉันรู้สึกผิดอยู่บ้างเวลาพูดถึงดีแลนในทางเสียหายให้คนแปลกหน้าฟัง แต่ฉันยอมรับว่าน้อยใจที่เขาไม่มางานแฟนซีในคืนจันทราสีเงินนี้ ในขณะที่คนอื่นกลับบอกว่ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เต้นรำกับฉัน แม้ว่ามันจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม

“เขาคนนั้นงี่เง่ายังไงกันนะ”

“งี่เง่าหมดทุกเรื่อง” ฉันโพล่งออกไป เพราะไม่รู้ว่ามันมีอะไรบ้าง

“เขาจะต้องทำยังไงถึงจะไม่งี่เง่า แล้วนี่ผมเผลองี่เง่าใส่คุณรึยัง”

“อันที่จริงเขาอาจจะไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ แค่ตามใจฉันบ้างก็ดี” ฉันพูดเข้าข้างตัวเองพลางหัวเราะ “แต่เขาชอบขัดใจฉันอยู่เรื่อยเลย”

“คุณต้องการอะไร ถ้าเขาไม่ตามใจคุณเดี๋ยวผมทำให้เอง”

“ความต้องการของฉันไม่คงร่องคงรอย คุณตามฉันไม่ทันหรอก ขนาดดีแลนยังตามไม่ทันเลย” ฉันอธิบาย

“คนที่ทำให้คุณหัวเสียขนาดนี้ ชื่อว่าดีแลนหรือ แล้วอย่างนี้...เขาเป็นคนๆ เดียวกันกับที่คุณบอกว่าเขาไม่ต้องการเต้นรำกับคุณด้วยรึเปล่า”

“ก็คงอย่างนั้นละ” ฉันก้มหน้าลง

“ใช่ หรือ ไม่ใช่”

“ก็ใช่” ฉันเบ้ปากแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพราะน้อยใจดีแลนไม่หาย ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วหันกลับมา พยายามสบตาของบุคคลตรงหน้า “คุณเป็นนักจิตวิทยารึเปล่า คุณถามจนฉันเผลอเอ่ยชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับฉันมาสองหนแล้วนะ”

“คุณกำลังไม่สบายใจ ผมก็แค่อยากรับฟัง คุณพูดอะไรออกมา ผมฟังให้คุณได้ทั้งนั้น ที่สำคัญผมไม่ได้เป็นนักจิตวิทยาอย่างที่คุณคิดสงสัยหรอก ก็บอกแล้วไง ว่าผมคืออัศวินแห่งฟาร์มารีน” เสียงของเขาอบอุ่นอ่อนโยนฟังดูลื่นหู

“ทำไมคุณถึงอยากเต้นรำกับฉันคะ”

“เพราะคุณน่ารัก”

“ตั้งแต่เข้ามางานฉันยังไม่ถอดหน้ากากเลย คุณรู้ได้ไงว่าฉันน่ารัก”

“ผมอาจจะเจอคุณนอกงานก็ได้ ที่สำคัญ...ความน่ารักของคุณที่ผมกำลังจะบอกอาจไม่ได้หมายถึงรูปลักษณ์ภายนอก” มือใหญ่ทาบลงบนแผ่นหลังฉันแผ่วเบาเพื่อประคองไม่ให้ฉันเสียหลัก ตอนที่ฉันก้าวขาพลาดเพราะรู้สึกเหมือนถูกสะกดด้วยเวทมนตร์ระหว่างรับฟังในสิ่งที่เขาพูด

“แล้วมันคืออะไร”

“อาจจะเป็นลักษณะการเดินของคุณ”

“คุณเห็นมันบ่อยแค่ไหนกัน”

“อาจจะเป็นน้ำเสียงของคุณ”

“แต่เราเพิ่งได้เจอกันนะคะ”

“อาจจะเป็นเพราะว่าคุณมีแรงดึงดูด”

“แรงดึงดูดอะไรของคุณนั่นทำให้คุณหลงฉันหัวปักหัวปำรึยังล่ะ”

“ใช่เลย คุณทำให้ผมหลงคุณจนโงหัวไม่ขึ้น”

“คุณ...” คำพูดมาจุกอยู่ที่คอ ฉันตกใจจนก้าวขาไม่ออก ความสงสัยยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ “ไปเอาเวลาไหนมาหลงใหลฉันกัน”

“ผมชอบเพลงเต้นรำช้าๆ แบบนี้จัง” เขาเลี่ยงที่จะตอบ

ฉันสังเกตเห็นว่าเขาหลับตาลง เหมือนต้องการจะลิ้มลองทุกวินาทีแห่งความสุข เมื่อเห็นว่าฉันคงไม่ได้รับคำตอบจากเขาแล้ว ฉันจึงลองตั้งใจฟังเพลงบรรเลงชุดใหม่นี้ดู ก่อนจะหันไปมองดูคู่รักที่อยู่รอบด้านขยับกายเข้าใกล้ชิดกัน จนกระทั่งในที่สุดก็กลายเป็นการโอบกอด ในขณะที่เราทั้งสองยังยืนห่างกันเหมือนเดิม

“ดีแลน” เผลอพึมพำชื่อเขาออกมา ฉันรู้สึกเหงาจับขั้วหัวใจเพราะนึกถึงเขา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ค่อยถูกกันหรือพูดให้ถูกอีกทีฉันไม่ถูกกับเขา แต่ฉันก็ยังพอจดจำได้ว่าการได้เข้าไปซุกอยู่ในอ้อมกอดของดีแลนมันทำให้ฉันอบอุ่นขนาดไหน ความรู้สึกที่เหมือนไม่มีใครจะถูกทำลายหายไป ตั้งแต่เล็กจนโต บางครั้งฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงไม่พึงพอใจในสิ่งที่เขาทำหลายๆ อย่าง ถึงขั้นโกรธจนร้องไห้ตัวสั่น ทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วว่าเขาทำสิ่งดีๆ ให้ฉันอย่างมากมายมหาศาล

“คุณต้องการให้ผมทำแบบนั้นไหม” เสียงทุ้มที่ทักขึ้นเรียกสติฉันคืนกลับคืนมา

“แบบไหนคะ”

“ท่าเต้นคู่รัก” เขาเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น หน้าฉันร้อนผาวขึ้นมาทันที

“ถ้ามันไม่ผิดกฏของตระกูลคลีฟ เราไม่ใช่คู่รักกัน แถมมายืนอยู่กลางวงสัญลักษณ์แบบนี้ ภาวนาให้พระเจ้าคุ้มครองเราทั้งสองเถอะค่ะ”

“คุณมีอัศวินแห่งฟาร์มารีนอยู่ตรงหน้านี้แล้วไง จะเรียกหาพระผู้เป็นเจ้าไปทำไมกัน ผมจะปกป้องคุณเอง ปล่อยให้พระเจ้าท่านได้คุ้มครองคนอื่นบ้างเถอะ”

“คุณจะปกป้องฉันหรือ”

“ถ้าคุณต้องการ”

“เพื่ออะไรกัน คุณเอ่ยปากว่าจะปกป้องผู้หญิงที่คุณเพิ่งจะเจอโดยไม่คิดหน้าคิดหลังอย่างนี้น่ะหรือ” ฉันอยากรู้

“ผมทำแบบนี้จนเคยชินแล้ว”

“แสดงว่าคุณเคยปกป้องผู้หญิงหลายคน”

“ก็หลายคน” เขาเอ่ยแล้วหัวเราะเบาๆ “หนึ่งในนั้นก็เป็นคุณด้วย”

“คุณพูดอย่างกับเคยปกป้องฉัน”

“ผมก็กำลังทำอยู่นี่ไง” น้ำเสียงทุ้มต่ำช่างอ่อนโยนจนฉันแทบเคลิ้ม “ปกป้องคุณจากความกลัว คุณไม่ได้รู้สึกกลัวจากอำนาจของตราสัญลักษณ์ในขณะที่ผมอยู่กับคุณใช่ไหม” เขาขยับเข้ามาใกล้

ฉันกะพริบตาปริบๆ และถี่รัว จมูกของฉันเกือบจะชนกับอกของเขาตอนที่วงแขนกว้างโอบเอวฉันอย่างอ่อนโยนแล้วดันร่างฉันเข้าหาตัว ฉันเลื่อนมือขึ้นไปโอบลำคอเขาเอาไว้แน่น ตัวเขาสูงพอๆ กับดีแลนเลย จนทำให้ฉันเผลอใจแนบใบหูลงบนอกกว้าง ฟังเสียงหัวใจเขาที่เต้นแรงอยู่หลายอึดใจและกำลังจะสงบลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

“คุณใจเต้น” ฉันทัก

“ผมกอดผู้หญิงอยู่นะ จะไม่ให้ใจเต้นได้ไง”

“คุณนี่ตลกชะมัดเลย” ฉันหัวเราะเยาะเขา ทั้งที่ใจตัวเองก็ไม่ได้เต้นแรงน้อยไปกว่าเขาเลย

“ผมดีใจที่ไม่ได้ทำตัวงี่เง่าในสายตาคุณ” น้ำเสียงของเขาจริงจังมาก

“คุณไม่ได้งี่เง่าสักหน่อย” ฉันแหงนหน้ามองดูเขา

“โล่งอกไปที”

“อันที่จริงฉันเขินนะ ที่จะต้องกอดคุณเอาไว้แบบนี้ เพราะฉันไม่เคยกอดผู้ชายแปลกหน้าคนไหนไว้นานขนาดนี้นอกจากดีแลน เพราะทุกชั่วโมงเรียนเต้นรำฉันแทบจะไม่ได้จับคู่กับผู้ชายอื่นเลยนอกจากเขา เราเต้นรำด้วยกันบ่อยมากจนบางครั้งเมื่อหลับตาฉันก็ยังสามารถบอกได้เลยว่าเป็นเขา” และสิ่งที่ฉันเล่าไปเมื่อครู่นี้ก็เป็นอีกหนึ่งในหัวข้อถกเถียงระหว่างฉันกับดีแลนเช่นกัน ซึ่งฉันมักจะหัวเสียเวลาที่เขาห้ามไม่ให้ฉันเต้นรำกับคนอื่น ในขณะที่ฉันอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง แต่จะว่าไปแล้ว...อัศวินแห่งฟาร์มารีนมีลักษณะการเต้นที่เหมือนกับดีแลนชนิดที่ฉันแยกแยะไม่ออกเลยทีเดียว

“ผมก็ต้องการให้มันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว”

ชะงัก!

“คุณต้องการอะไรนะคะ”

“ต้องการให้คุณไม่กอดผู้ชายคนไหนอีกนอกจากดีแลน”

“ฉันก็กอดคุณอยู่นี่ไง”

“ผมคิดว่าผมสู้ดีแลนได้” เขาบอกออกมาเต็มปากเต็มคำ “มันโล่งใจมากขึ้นที่จะได้ยินคำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากคุณ”

“คุณนี่ตลกจริงๆ ด้วย คุณกำลังจีบฉันหรือ”

“ผมคิดว่าคงไม่ได้จีบหรอกมั้ง ก็ผมรุกเสียขนาดนี้” เขาขึ้นเสียงเหมือนล้อเลียน

“ยังไงกันแน่นะ” ฉันขมวดคิ้ว

“ถ้าผมกำลังจีบคุณอยู่ คุณจะว่ายังไง”

“หัวใจฉันยังไม่มีเจ้าของ ฉันอนุญาต”

“แล้วดีแลนล่ะ”

“หมอนั่น” ฉันกัดฟันกรอด “เขาไม่สนใจหรอกว่าใครจะจีบฉัน”

“คุณอาจคิดผิด เขาสนใจแน่ๆ” น้ำเสียงนั้นจริงจัง

“คุณจะรู้ได้ยังไงกัน คุณไม่ใช่เขาสักหน่อย”

“ผมไม่รู้ก็ได้” เขายอมแพ้ “แต่ผมต้องการให้คุณสัญญาอะไรกับผมอย่างหนึ่งได้ไหม”

“สัญญาอะไรคะ”

“ว่าหลังจากคืนนี้ไป คุณจะไม่ตามหาผม”

“ทำไมคุณพูดแบบนี้คะ เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วหรือ”

“เราจะได้เจอ แต่คุณจะไม่ได้เจอผมแบบในค่ำคืนนี้”

“ยังไงกัน คุณกำลังจีบฉัน แต่กลับให้ฉันสัญญาว่าจะไม่ตามหาคุณ แล้วคุณจะจีบฉันไปเพื่ออะไรกัน” ฉันรู้สึกสับสนไปหมดเมื่อได้ยินคำนี้

“ผมต้องการให้คุณมีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในค่ำคืนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งจันทราสีเงิน” คำตอบของเขาหลอมละลายหัวใจของฉัน แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องอยู่ดี ฉันหมายถึง...การแยกทางกันโดยไม่ตามหา

“ความสุขของฉันมันมีความหมายต่อคุณอย่างไรกัน ทำไมคุณถึงพยายามที่จะทำให้ฉันมีความสุข แดเนียลก็คนหนึ่งแล้วที่พูดอะไรทำนองนี้”

“เพื่อคุณจะได้ยิ้มแบบนี้ตลอดไป” มือใหญ่ดันหน้ากากออกจากหน้าฉัน โดยไม่ยอมถอดหน้ากากของตัวเองออกสักที เสียงระฆังบอกเวลาสิบสองนาทีก่อนเที่ยงคืนแล้ว

“ฉันอยากเห็นหน้าคุณ” ฉันเอื้อมมือไปด้านหน้าเพื่อจะถอดหน้ากากของเขาออกทั้งที่ยังยิ้มอยู่ แต่เขาเบนหน้าหนีพลางคว้ามือฉันเอาไว้ การกระทำของเขาทำให้ฉันหุบยิ้มลงทันที

“ให้ผมเป็นคนถอดมันเองเถอะ” เขาบอก จากนั้นแสงจากเชิงเทียนของโคมไฟระย้าก็ดับลง ทำให้กลางฟลอร์เต้นรำมืดหม่น มีเพียงแสงสลัวแต่พอมัวๆ จากไฟรอบนอก เขาโน้มตัวต่ำลงมาอยู่ในระดับสายตาของฉัน “คุณต้องหลับตาลงก่อน”

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่เห็นคุณน่ะสิ”

“คุณไม่จำเป็นต้องเห็น แต่ผมต้องการให้คุณได้สัมผัส”

“สัมผัสอะไร”

“ผมจะให้คำตอบคุณได้ก็ต่อเมื่อคุณหลับตาลงแล้วเท่านั้น ที่สำคัญคุณจะต้องไม่ลืมตาขึ้นมาจนกว่าผมจะบอก”

“หากจะต้องหลับตาลงจริงฉันขออะไรสักอย่างได้ไหม”

“คุณต้องการอะไร”

ฉันถอดถุงมือตัวเองออก แล้วจัดการถอดถุงมือของเขาด้วย ก่อนจะสอดนิ้วเข้าเข้าไปในช่องว่างระหว่างนิ้วทั้งห้าของเขา

“มือของคุณ ฉันแค่อยากรู้ว่าจะรู้สึกยังไงเวลาที่ได้สัมผัสมือของอิศวินแห่งฟาร์มารีน เพราะมันคือประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตฉันเลย คุณรู้ไหมว่าฉันเองก็อยากจะใช้ชีวิตหลังความตายอยู่ที่นั่น ที่ฟาร์มารีน”

“อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น ไม่มีใครเขาคิดเรื่องความตายในวัยเพียงเท่านี้หรอกนะ”

“ความโดดเดี่ยว...ทำให้ฉันคิดแบบนั้น”

“คุณไม่ได้โดดเดี่ยว คุณมีครอบครัวของคุณ”

“แต่ไม่ใช่ครอบครัวที่มอบร่างกายและลมหายใจนี้ให้แก่ฉัน”

“พวกเขาดูแลคุณไม่ดีพอรึไง” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาลง

“พวกเขาดูแลฉันดีมาก แต่ฉันก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่าตัวเองมาจากที่ไหนกันแน่”

“บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องรู้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง หลับตาลงเถอะนะ เพื่อผม”

“คุณว่าที่ฟาร์มารีนจะเป็นยังไง” ฉันหลับตาลง

“ผมบอกคุณไม่ได้ว่าฟาร์มารีนจะเป็นยังไง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมจะทำให้คุณรู้สึกได้ในขณะนี้” มือใหญ่ไล่มาตามแก้ม เขาประคองหน้าฉันเอาไว้อย่างแผ่วเบาและระมัดระวัง ฉันรู้สึกได้ถึงสัมผัสอ่อนนุ่มและลมหายใจอุ่นที่รดลงกลางหน้าผาก ไล่มายังจมูก เปลือกตาทั้งสองข้าง ก่อนที่มันจะเลื่อนต่ำลงมา แล้วประกบลงบนริมฝีปากของฉัน ร่างกายของฉันสั่นสะท้านด้วยแรงปรารถนาไม่อยากจะปฏิเสธการจูบในครั้งนี้

จุมพิตอันศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลคลีฟในคืนจันทราสีเงิน สัตย์สาบานว่าพวกเขาจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต ฉันยินยอมให้ชายแปลกหน้าล่วงเกินริมฝีปากโดยไม่ขัดขืน ไม่รู้สึกเสียดายทั้งยังซาบซ่าน เห็นดีเห็นงามยอมให้เขาจูบแม้จะรู้ถึงความหมายของจูบเป็นอย่างดี ฉันยินยอมให้กับชายแปลกหน้าอย่างนั้นหรือ ตลอดชีวิตของฉันถูกตัดสินให้ขึ้นอยู่กับเขาในค่ำคืนนี้ใช้ไหม แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้

“ผมรักคุณ” หัวใจฉันเต้นโครม เมื่อฉันต้องการจะลืมตาขึ้นมาก็รู้สึกได้ว่าคนร่างโตกว่าได้ย้ายไปยืนอยู่ด้านหลังฉัน โดยใช้มือปิดตาฉันเอาไว้

“เรามีเวลาอีกแค่สามนาที คุณจะต้องออกไปจากที่นี่ก่อนจะถึงเวลาเที่ยงคืน อย่าตามหา อย่ามองย้อนกลับ อย่านึกถึงผม ไม่ว่าสิ่งที่คุณได้สัมผัสเมื่อก่อนหน้านี้จะทำให้คุณรู้สึกดีเพียงใดก็ตาม อย่าพยายามไขว่คว้า แล้ววันหนึ่งมันจะกลับมาหาคุณเอง คืนนี้ผมมาที่นี่เพื่อมอบความสุขให้คุณ จงมีความสุขทุกวินาที และอย่าเสียใจหากต่อจากนี้คุณจะไม่ได้เห็นผมอีก”

“คุณบอกว่าคุณรักฉัน”

“ใช่ ผมรักคุณ”

“เพราะอะไรคุณถึงรักฉัน”

“มันไม่มีเหตุผล”

“ไม่มีเหตุผล”

“ความรักของผมที่มีต่อคุณไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้”

“ถ้าคุณรักฉันจริง แล้วทำไมคุณต้องปกปิดว่าตัวเองเป็นใคร”

“เพราะมันคือหนทางเดียว ที่จะทำให้คุณมีความสุขได้อย่างเต็มที่”

“คืนนี้ฉันมีความสุขมากจริงๆ”

“ผมรู้”

“แต่คุณจะไม่จากฉันไปแบบนี้ใช่ไหม”

“ลาก่อน...วาเลนเซีย” จุมพิตอันแสนอ่อนโยน สัมผัสแผ่วเบาจากวงแขนที่กอดรัดฉันเอาไว้ ทำให้หัวใจฉันเหมือนถูกหลอมให้ละลาย ฉันลืมตาขึ้นมา ทุกอย่างที่ฉันเคยสัมผัส รู้สึก หรือได้ยิน ได้หายไปจากบริเวณนี้แล้ว ผู้คนมากมายที่ยังหลงเหลืออยู่ในห้องบอลรูมต่างเร่งรีบออกจากที่นี่ แต่ฉันกลับมองหาชายหนุ่มในชุดสีเขียวอันขึ้นชื่อว่าเป็นสมบัติล้ำค่าของอัศวินแห่งฟาร์มารีน ชายหนุ่มที่ฝากจุมพิตอันน่าหลงใหลก่อนจะจากฉันไปอย่างไร้วี่แววและร่องรอยให้ค้นหา ชายแปลกหน้าที่ทำให้หัวใจฉันเต้นผิดจังหวะอย่างห้ามไม่ได้

อัศวินแห่งฟาร์มารีน!



 

:::เจ้าชายอัศวิน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

691 ความคิดเห็น

  1. #203 popoja (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2552 / 18:39
    ชื่อ ธัญชนก ตรีเจิดลาภ
    ที่อยู่
    7/50 ม.ร่มสุข4  เขตลาดกระบัง เเขวงคลองสาม กทม 10520

    อยากได้สุดๆเร้ยยคร้า
    #203
    0
  2. #122 fifteen (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2552 / 12:57
    อ้ออออ ฟิฟก็ยังจิ้นอยู่นะ ลูคัสกะดัน นี้ จำได้ๆๆๆ
    #122
    0
  3. #99 JeW ^O^ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2552 / 17:48

    ชื่อ
    จิวอี้ ชยาจิตตรี   คำขัน
    ที่อยู่
    130/55 ซ.รามอินทรา 40 ถ.รามอินทรา
    แขวง คลองกุ่ม เขต บึงกุ่ม
    กทม. 10230


    หยากได้เหมือนกันๆๆ ^^

    #99
    0
  4. #98 ยมฑูตน้อย (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2552 / 17:45

    ชื่อ
    กัน        กัญมาส เงินชูกลิ่น
    193 ซ.ริมคลองด่าน ถนน วุฒากาศ แขวง บางค้อ เขต จอมทอง กทม.10150

    อยากได้มากมายค่ะ

    #98
    0
  5. #93 Love_นิยาย (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2552 / 20:40

    ชื่อ....
    ชมพู่   เบญจมาศ พนิตโชติวงศ์
    17/123ซ.เพชรเกษม88/1แขวง บางแคเหนือ เขต บางแค กทม.10160
    อย่าลืมส่งที่คั่นหนังสือมาให้น้า................อยากได้ดดดดดดดดดดดดดดดดด

    #93
    0