[Fic EXO: Krislay] Finding Mommy! สมาคมคุณพ่อป่วนรัก!

ตอนที่ 6 : ●▽● ⑤ : Don't mention it (rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,357
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    6 พ.ย. 58

Finding Mommy! สมาคมคุณพ่อป่วนรัก!




Chapter 5 – Don’t mention it.

Rate : PG

Author : MariaTest.

 

 

 

 

 

อี้ชิงนั่งนิ่งๆอยู่ตรงนั้น เฝ้ามองหน้าจอโทรศัพท์ที่ยังว่างเปล่า มันคงจะดีกว่านี้ถ้าอีกฝ่ายที่โกรธจัดจะโทรมาด่าว่าเขาเสียเอง เพราะเขาเองที่ไม่ทันระวัง ตัวเขาเองก็ไม่รู้จะพูดอะไร จะส่งข้อความไปก็คิดคำพูดที่เหมาะสมไม่ออก เผลอเขียนๆลบๆอยู่อย่างนั้นจนมีข้อความในกล่องร่างไม่รู้กี่สิบฉบับ

 

“คนอย่างคุณ... ไม่ดีพอจะเป็นมะม๊าของอาเลี่ยได้หรอก”

 

คำพูดของอีกฝ่ายยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมไปไหน ไม่รู้ทำไมมันถึงได้ติดค้างในใจอยู่อย่างนี้...

 

ในที่สุดเขาก็ทำได้แต่ถอนหายใจ.. เป็นรอบที่ร้อยได้แล้วมั้ง

 

“มะม๊าฮับ น้องป๋ายขอโทษ”

 

มือบางลูบหัวลูกชายตัวน้อยที่เดินเตาะแตะมานั่งตักอ้อน ป๋ายเซียนเล่าให้ฟังหมดแล้ว เขาห้ามความซนของเด็กๆไม่ได้ มันเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองอย่างเขาต่างหากที่ต้องดูแลให้ดี สมควรแล้วที่อู๋อี้ฟานจะโกรธ

 

อี้ชิงก็แค่อยากจะทำอะไรสักอย่างเป็นการขอโทษ แต่เขาก็แค่นึกอะไรดีๆไม่ออกเลย จะโทรไปหาก็ไม่กล้า

 

ภาพที่พู่ช่านเลี่ยร้องไห้เรียกหายังคงติดตา...

ไหนจะยังดวงตาคู่คมที่มองมานั่นอีก

ถ้าอี้ชิงไม่คิดไปเอง.. เขารู้สึกว่าในนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความผิดหวัง’อยู่

และนั่นทำให้เขาไม่สบายใจมากกว่าคำพูดดูถูกพวกนั้นซะอีก

 

“วันนี้เราน่ะซนจริงๆเลยรู้มั้ยครับ หืม? เจ้าตัวแสบ”

ป๋ายเซียนซึมไปเลยตั้งแต่กลับถึงบ้านจนกระทั่งถึงตอนนี้ เจ้าตัวเล็กแทบจะไม่พูดไม่จาจนเขาเองก็พลอยซึมกะทือไปด้วย...

“น้องป๋ายจะไม่ทำอีกฮับ”

“ดีแล้วครับ”ดึงลูกชายมากอดโยกไปมาเบาๆ จูบกลุ่มผมผอมแชมพูแบบเด็กๆของลูกแล้วก็คลายความเครียดลงได้เยอะ

“มะม๊ายังเจ็บเท้าอยู่มั้ยฮับ?”ป๋ายเซียนถามพลางก้มลงมองเท้าของปะป๊า เจ้าตัวน้อยมารู้ตัวว่าอี้ชิงเจ็บเท้าก็ตอนกลับบ้าน ที่ต้องฝืนดินท่าปกติทั้งที่นิ่วหน้าอยู่ตลอด

“ยังเจ็บอยู่นิดหน่อยครับ”ยิ้มตอบเพื่อให้เด็กน้อยสบายใจ ทั้งๆที่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย

 

อาการปวดแปลบที่ข้อเท้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าอี้ชิงจะเข้าใจไม่ผิด ดูเหมือนมันจะบวมนิดหน่อยด้วย แต่ก็คงไม่เป็นอะไรมาก กินพาราแล้วนอนพรุ่งนี้ก็คงจะหายนั่นล่ะ โชคดีที่วันนี้ร้านไม่ได้เปิด ถึงไม่ต้องยืนนานๆ ห่วงก็แต่พรุ่งนี้นี่สิ...

แล้วเจ้าตัวน้อยก็เงียบไป ทำเพียงนั่งนิ่งๆในอ้อมกอดเขาอยู่อย่างนั้น เห็นแบบนั้นร่างบางก็โยกตัวเล็กน้อยพร้อมกับฮัมเพลงกล่อมเบาๆ แต่ป๋ายเซียนก็ไม่ยอมหลับซักที...

 

“มะม๊าฮับ... อาเลี่ยกับน้องป๋ายจะไม่ได้เรียกมะม๊าว่ามะม๊าแล้วเหรอฮับ...”

คำถามที่ถูกส่งมาทำเอาอี้ชิงแอบถอนหายใจ... เขารู้ตัวว่าเขาผิดเต็มๆ ถึงจะเจ็บปวดกับคำพูดของอีกฝ่ายไม่มากก็น้อยแต่ก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ เขาเข้าใจดีว่าความรู้สึกของคนเป็นพ่อที่ห่วงลูกน่ะมันรุนแรงแค่ไหน

 

           แล้วยิ่งเป็นผู้ชายมีปมแบบนั้นอีก...

เชฟหนุ่มสงสารก็แต่ช่านเลี่ยกับป๋ายเซียน.. เด็กสองคนที่ต้องมารับเคราะห์เพราะความผิดพลาดของเขาเอง ทั้งๆทีเรื่องมันเหมือนจะไปได้ด้วยดีแล้วแท้ๆ...

 

“ได้สิครับ”อี้ชิงว่าพลางก้มลงหอมแก้มยุ้ยๆที่เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างมีความหวัง “เป็นมะม๊าแล้ว ก็ต้องเป็นตลอดไปสิ”

“แต่ปะป๊าพูดว่า...”

“ชู่ว...”เขาจุปากเด็กน้อย “ปะป๊าก็แค่โมโหน่ะครับ ปะป๊าเป็นห่วงอาเลี่ย รักอาเลี่ยมากๆ ก็เลยกลัวว่าอาเลี่ยจะเป็นอันตรายเท่านั้นเองนะ ถ้าเป็นมะม๊า ถ้าน้องป๋ายตกลงไปเพราะปะป๊าไม่ดูแลให้ดี มะม๊าก็คงโกรธเหมือนกัน”

ทั้งหมดนี่เป็นความรู้สึกของเขาจริงๆนะ เขาไม่ได้โกรธอู๋อี้ฟานหรอก

 

หัวทุยๆเอนซบลงกับอกเขาอีกครั้ง นิ้วเล็กๆไล้มือเขาเล่นพลางถาม “แปลว่า... ปะป๊าจะหายโกรธเราใช่มั้ยฮับมะม๊า”

คราวนี้อี้ชิงไม่ตอบ เขาไม่อยากให้ความหวังลูกชาย แต่ลึกๆในใจเขาก็พูดได้เต็มเสียงว่าเขาอยากได้โอกาสอีกสักครั้ง 

แต่คงยาก... อีกฝ่ายไม่ชอบหน้าเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แถมยังเรื่องที่ทำให้ช่านเลี่ยเสี่ยงอันตรายเต็มๆนี่อีก

อี้ชิงถอนหายใจออกมาอย่างหนักอึ้งในอก

ไม่เห็นมีทางที่เขาจะทำให้อะไรๆมันดีขึ้นได้เลย 

 

 

 

 

“นอนได้แล้วครับอาเลี่ย”

“อาเลี่ยไม่อยากนอน”

อี้ฟานถอนหายใจ กำลังจะหันไปดุลูกที่ดื้อเสียเหลือเกินในวันนี้ แต่พอเห็นหน้าหงอยๆที่นั่งกอดเข่าตัวเองอยู่บนเตียงแล้วเขาก็ทำไม่ลง

“ทำไมล่ะครับหืม?”ถามพร้อมกับนั่งลงใกล้ๆ เขาสอนช่านเลี่ยเสมอว่ามีอะไรเราจะต้องคุยกันด้วยเหตุผล และครั้งนี้ก็เหมือนกัน อี้ฟานหวังว่าช่านเลี่ยจะไม่มีเหตุผลที่ดีให้เขาไม่รู้สึกโกรธจางอี้ชิงมากไปกว่านี้...

 

ร่างสูงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังในตัวอีกฝ่าย เกือบไปแล้ว... เกือบไปแล้วจริงๆที่จะไว้ใจคนแบบนั้น มันเหมือนกับการที่คนๆหนึ่งขีดเส้นเอาไว้เพื่อกั้นตัวเอง คอยบอกตัวเองอยู่เสมอว่าห้ามข้ามเส้นๆนี้ แต่พอคิดจะก้าวขาออกไป ถึงได้เห็นชัดเจนว่ามันเป็นหน้าผา จนต้องรีบชักเท้ากลับแทบไม่ทัน


ไม่รู้สิ อู๋อี้ฟานก็แค่... 

ผิดหวัง

 

“มะม๊าไม่ได้ทำให้อาเลี่ยตกลงไปนะฮับ...”ลูกชายหลบสายตา กอดเข่าตัวเองแน่นขึ้น เห็นท่าทางแบบนั้นแล้วเขาก็เริ่มรู้สึกว่ามันต้องมีอะไร เพราะช่านเลี่ยไม่ค่อยหลบสายตาใครเวลาคุยกัน

           

แต่ไม่ว่ายังไง... ต่อให้เด็กๆจะซนแค่ไหน ผู้ปกครองก็ต้องมีหน้าที่ดูแลไม่ใช่เหรอ?

 

“ปะป๊ารู้ครับ แต่มะม๊าที่ดีไม่มีใครปล่อยให้ลูกตัวเองตกลงไปในบ่อฮิปโปหรอก”

“แต่อาเลี่ยซนเอง อาเลี่ยเบื่อคุณยีราฟแล้ว มะม๊าเอาแต่คุยโทสับ อาเลี่ยเลยพาน้องป๋ายมาดูฮิปโปก่อน แล้วอาเลี่ยก็อยากขี่คุณฮิปโปโชว์น้องป๋าย...”

คำพูดของลูกชายทำเอาเขาอึ้งไปเล็กน้อย ในหัวไพล่นึกไปถึงตอนที่เขาไปถึงบ่อฮิปโป อี้ชิงเองก็ยืนอยู่เบื้องล่าง และกอดลูกชายเขาเอาไว้แน่น 

ช่านเลี่ยกอดตัวเองแน่นขึ้นพลางช้อนสายตาขึ้นมองเขา “ปะป๊าอย่าโกรธมะม๊าเลยนะฮับ อย่าทำโทษมะม๊าเลย น้องป๋ายก็ด้วย ทำโทษอาเลี่ยคนเดียวนะฮับ”

 

อู๋อี้ฟานถอนหายใจกับการปกป้องแบบเด็กๆนั่น

ทำไมกันนะ ทำไมจางอี้ชิงถึงมีอิทธิพลกับลูกชายเขาขนาดนี้ ผู้ชายคนนั้นมีเวทมนตร์หรือยังไงกัน?

 

“ไม่ต้องห่วงเลย ปะป๊าโกรธเราแน่ๆ โกรธเรามากๆเลย”

พอเขาพูดออกไปแบบนั้น หน้าเล็กๆของลูกชายตัวแสบก็ยิ่งหงอย “อาเลี่ยขอโทษฮับ... อาเลี่ยจะไม่ทำอีก อาเลี่ยรู้สึกผิดกับปะป๊า แล้วก็กับมะม๊าด้วยฮับ มะม๊าเจ็บขา อาเลี่ยเห็น”

เจ็บขา?

อู๋อี้ฟานชะงัก เผลอถามลูกชายออกไปไม่รู้ตัว 

“จริงเหรอครับ?”

ช่านเลี่ยพยักหน้าขึ้นลง “จริงฮับ ตอนที่อาเลี่ยปีนลงไป แล้วคุณฮิปโปจะขึ้นมาหาอาเลี่ย มะม๊าก็รีบกระโดดลงมาเลย แล้วก็อุ้มอาเลี่ย พอจะขึ้นไปมะม๊าก็ร้องโอ๊ย แบบนี้...”แค่เล่ายังไม่พอ ช่านเลี่ยยังลุกขึ้นยืนเดินกะเผลกสาธิตให้คุณหมอหนุ่มดูอีกด้วย

 

เรื่องที่ลูกชายเล่าทำเอาเขาแอบหยุดหายใจ... ถ้าช่านเลี่ยไม่ได้โกหกล่ะ ถ้าเกิดจางอี้ชิงเจ็บขาจริงๆ เขาก็ไม่ทันสังเกตเสียด้วย..

อีกอย่าง... ก็จริงนั่นแหละที่อี้ชิงอาจจะสะเพร่า แต่เขาก็น่าจะรู้ว่าลูกชายตัวเองซนแค่ไหน อีกอย่าง ร่างบางก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการกระโดดตามลงไปช่วยทันทีทั้งที่จะรอให้เจ้าหน้าที่สวนสัตว์มาถึงก็ได้ แต่อี้ชิงก็ไม่ทำ กลับลงไปแบบนั้นโดยที่ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังอะไรเลย 

และถ้าอี้ชิงต้องเจ็บตัวขึ้นมา... 

ความรู้สึกผิดค่อยๆเกิดขึ้นในอก คุณหมอหนุ่มจำไม่ได้หรอกว่าพูดอะไรกับอีกฝ่ายไปบ้าง ตอนนั้นยอมรับว่าโมโหจนหน้ามืดจริงๆ


แต่... ช่างมันเถอะ ต้องช่างมันไม่ใช่เหรอ อีกฝ่ายจะเป็นตายร้ายดียังไง มันไม่ใช่ธุระอะไรของเขานี่?

           

มันต้องเป็นแบบนั้น แต่ทำไมเขารู้สึกผิด?

           

“เอาล่ะครับ นอนได้แล้วอาเลี่ย ดึกแล้ว”ตัดบทความฟุ้งซ่านของตัวเองด้วยการหันไปบอกกับลูกชายพลางดึงเจ้าตัวเล็กลงมานอนดีๆทั้งที่ในหัวยังไม่สามารถหยุดคิดเรื่องที่เพิ่งรู้ได้

             

เจ็บจริงๆรึเปล่า..? ถ้าช่านเลี่ยไม่ได้โกหกล่ะ? ไม่สิ ลูกชายเขาไม่มีวันโกหก ผู้ชายคนนั้นต่างหาก...

แล้วที่ช่านเลี่ยเล่านั่นหมายความว่ายังไง มีใครที่ไหนจะโง่ขนาดกระโดดลงไปในบ่อฮิปโปบ้าง? ถ้าไม่ห่วงช่านเลี่ยจริงๆจะยอมทำถึงขนาดนั้นไหม? ถ้าเป็นเด็กคนอื่นอี้ชิงจะลงไปช่วยไหม?

 

แต่ลองคิดกลับกัน... ถ้าเป็นเขา เขาเองก็คงทำแบบเดียวกัน

ลูกตัวเองเป็นอันตรายอยู่ตรงหน้า ใครจะบ้าทนยืนมองเฉยๆ


เดี๋ยวนะ..? ลูกของตัวเองงั้นเหรอ นี่เขาคิดคำๆนี้ออกมากับคนที่ชื่อจางอี้ชิง ผู้ชายที่เขาตราหน้าว่าเป็นคนแผนสูงคนนั้นได้ยังไง

 

จางอี้ชิงแค่อยากจับเขา แล้วใช้ลูกตัวเองเป็นเครื่องมือช่วยด้วยเท่านั้นไม่ใช่เหรอ วันนั้นเจ้าตัวเองก็ยอมรับแล้วนี่?

 

“แล้วถ้าบอกว่าใช่ คุณจะว่าไงล่ะ?”

อี้ฟานยังจำได้ดีถึงแววตาวับๆเอาเรื่องนั่น 

แล้วสิ่งที่ทำในวันนี้.. สิ่งที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกของอาเลี่ย ลูกชายของเขามันหมายความว่ายังไง? ถ้าสิ่งที่ช่านเลี่ยรู้สึกกับอี้ชิงมันจะเป็นอะไรที่คล้ายๆกับรักแรกพบล่ะ? แต่มันก็ไม่มีอะไรที่รับประกันได้สักหน่อยว่ารักแรกพบจะไปรักแท้และตลอดไป 

แต่พู่ช่านเลี่ยไม่เคยมีท่าทีแบบนี้กับใครคนไหน

 

ความคิดในหัวอู๋อี้ฟานตีกันไม่ตก... ไม่ว่าจะพยายามหาเหตุผลมาหักล้างสิ่งที่อี้ชิงทำมากมายเท่าไหร่ สุดท้ายมันก็จะวนกลับมาที่ว่า เพราะช่านเลี่ยอยากให้อี้ชิงมาเป็นมะม๊า แบบนี้เสมอ 

 

ร่างเล็กของลูกชายเขานอนนิ่ง ทว่าดวงตากลมโตเหลือบมองคุณพ่อยังหนุ่มของตัวเอง

“พรุ่งนี้เราไปหามะม๊ากันนะฮับปะป๊า...”

“....”

ร่างน้อยๆเบียดเข้าหาพร้อมกับเกาะแขนเขาแน่น ไม่พอยังเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตากลมโต “นะฮับปะป๊า ปะป๊าเป็นหมอ ปะป๊าไปดูขามะม๊านะฮับ ไหนปะป๊าบอกว่าคุณหมอไม่มีวันทิ้งคนไข้ไง...”

อู๋อี้ฟานล่ะอยากดีดเหม่งลูกชายอย่างหมั่นไส้จริงๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่รู้จักเอาคำพูดเขามายอกย้อน มือใหญ่อดไม่ได้จะยีกลุ่มผมนั่นอย่างเอ็นดู ไม่บ่อยนักที่ช่านเลี่ยจะอ้อนเขา ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร รู้ตัวอีกทีเขาก็รู้สึกแล้วว่าลูกชายเขามีความคิดค่อนข้างเกินวัยกว่าเด็กคนอื่นๆ

ใบหน้าคมคายกำลังจะก้มลงไปจูบราตรีสวัสดิ์แทนเพื่อบ่ายเบี่ยง ทว่าทันทีที่สบกับดวงตากลมโตคู่นั้นเขาก็เป็นอันต้องถอนหายใจ...

 

พ่อแม่ที่ไหนก็แพ้ลูกอ้อนของลูกราบคาบ...

 

“ตกลงครับ พรุ่งนี้เราจะไปหามะม๊า”

 

“เย้!”ช่านเลี่ยยิ้มกว้างพร้อมกับพลิกตัวมากอดเขาแน่นอย่างดีใจ เขาถึงได้ดุอีกทีว่าให้นอนได้แล้ว คราวนี้เจ้าตัวเล็กยอมมุดหน้าลงใต้ผ้าห่มแต่โดยดี

 

มือใหญ่เอื้อมมือลูบหัวทุยๆของลูกชายตัวน้อยที่เริ่มตาปรือ.. ไม่ช้าก็คงเข้าสู่ห้วงนิทรา

 

อันที่จริง... อี้ฟานค่อนข้างรู้สึกดีใจที่ช่านเลี่ยพูดเรื่องไปหาจางอี้ชิงขึ้นมา เขาจะได้ไม่ต้องเป็นฝ่ายพูดเอง หรือหาข้ออ้าง...

ไม่ใช่เพราะเป็นห่วง...

ก็แค่ไปดูให้รู้ว่าเจ็บจริงหรือแกล้งเจ็บ

จางอี้ชิงอาจจะโกหกเขาได้เรื่องอื่น แต่เรื่องนี้.. ไม่พ้นสายตาคนเป็นหมออย่างเขาแน่ๆ

           

...บ้าจริง...

 

นี่มันก็แค่จรรยาบรรณแพทย์เท่านั้นใช่มั้ย?

 

 

 

 

 

อี้ชิงไม่รู้ว่าเท้าเขามันจะเป็นเอามากขนาดนี้ ขนาดว่าเมื่อคืนทานยาแล้วแท้ๆแต่มันก็เหมือนจะไม่ดีขึ้นเลย เขาต้องทนนอนปวดตลอดทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน มารู้สึกตัวอีกทีก็ถึงเวลาต้องไปเปิดร้านแล้ว และเขาก็ไปสายไม่ได้เสียด้วย นึกโกรธตัวเองที่ลืมให้กุญแจจินจงเหริน ผู้ช่วยเชฟคนสนิทเอาไว้ จะได้ให้เด็กหนุ่มเปิดร้านแทนไปก่อน เขาจะได้นอนพักไม่ต้องลุกขึ้นมาแต่เช้าตรู่

“มะม๊าเจ็บมากมั้ยฮับ มะม๊าเจ็บมากมั้ย”ป๋ายเซียนวิ่งวนอยู่รอบๆตัวเขาตั้งแต่มาถึงที่ร้าน เขาพยายามทายาอะไรก็ไม่รู้ที่หาเจอในตู้ยา แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก โชคยังดีที่บรรดาลูกน้องคนอื่นและจงเหรินมาเข้างานตรงเวลาและช่วยเขาเปิดร้านแทน

“มะม๊าไม่เป็นไรหรอกครับ”บอกกับลูกชายอย่างนั้นทั้งทีน้ำตาแทบจะไหลให้ได้เวลาก้าวขาเดิน จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหวต้องมานั่งนิ่งอยู่เฉยๆ

“ไปหาหมอดีกว่าครับพี่อี้ชิง ไปมั้ย เดี๋ยวผมพาไป”จงเหรินเดินเข้ามาถามอย่างเป็นห่วง เด็กหนุ่มผิวเข้มนั่งคุกเข่าลงมองดูข้อเท้าที่บวมแดงของเจ้านายแล้วก็อดไม่ได้จะยู่หน้า

“ดูหนักหนาอยู่นะครับเนี่ย พี่ทนได้ยังไง”

จินจงเหรินเป็นเด็กหนุ่มมหาลัยที่ตอนนี้มาช่วยงานเขาได้เต็มเวลาเพราะปิดเทอมแล้ว ผู้ช่วยเชฟผิวเข้มที่มักตกเป็นเป้าสายตาของสาวๆไม่แพ้กันกับเขาคนนี้อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะมีป๋ายเซียนเสียอีก ลูกชายเขาเลยติดพี่ชายคนนี้แจเพราะชอบเล่นอะไรแผลงๆ(?)คล้ายๆกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก

“ฉันไม่เป็นไรหรอก เพิ่งเป็นเมื่อวาน พรุ่งนี้คงดีขึ้น..”

พยายามอธิบายกับลูกน้องร่างโปร่งออกไป ไม่อยากพูดตรงๆว่าเขาน่ะ

 

เกลียดหมอเสียยิ่งกว่าอะไร

ไม่ใช่อะไรหรอก...


จางอี้ชิงกลัวเข็มฉีดยาน่ะ

 

มันเป็นความลับเล็กๆที่น้อยคนนักที่จะรู้ และเขาก็ตั้งใจว่าจะเลิกกลัวเข็มให้ได้ ตั้งแต่ตอนที่ต้องพาป๋ายเซียนไปฉีดวัคซีน แต่แค่คุณหมอถอดกางเกงลูกชายเตรียมฉีดยาเท่านั้น เขาก็ต้องเบือนหน้าหนีแล้ว

 

โชคดีที่ป๋ายเซียนไม่ป๊อดเหมือนเขา ไม่งั้นเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องกล่อมลูกชายยังไง

 

“ใช่ฮับมะม๊า ไปหาหมอกันนะ นะฮับ”ป๋ายเซียนเกาะแขนเขาหนึบ

“มะม๊าไม่เป็นไรครับลูก...”บอกลูกชายเป็นรอบที่ร้อย แต่เจ้าตัวน้อยก็ยังเอาแต่ถามเขาด้วยคำถามเดิมๆซ้ำๆ อดยิ้มไม่ได้หรอกที่ลูกชายเป็นห่วง

ร่างเล็กปีนขึ้นนั่งบนตักเขาเหมือนเคยโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว จนเขาเผลอร้องโอ๊ย “มะม๊าเจ็บถึงเข่าเลยเหรอฮับ!”

ร้อนถึงจงเหรินต้องอุ้มเจ้าตัวยุ่งมาไว้ในอ้อมแขนตัวเองแทน เมื่อเห็นเจ้านายตัวขาวหน้าซีดลงทุกขณะ “เพราะน้องป๋ายกินเยอะจนอ้วนต่างหากล่ะ มะม๊าเลยอุ้มไม่ไหว”

“งื้อออ พี่จงเหรินก็กินแต่ช็อคโกแลตจนตัวดำ!”ป๋ายเซียนหน้างอเถียงกลับ ลืมเรื่องที่อยากจะนั่งตักมะม๊าแทนเพราะโดนล้อเรื่องรอบเอว

จงเหรินเห็นหน้างอนๆนั่นแล้วก็ก้มลงหอมแก้มยุ้ยๆฟอดใหญ่อย่างหมั่นเขี้ยว “พี่ไม่ได้ดำสักหน่อย ผิวแบบนี้กำลังดี สเปคสาวฝรั่ง รู้เปล่า”

“สาวฝรั่งคือไรฮับ”พอได้ยินศัพท์ใหม่เจ้าตัวเล็กก็สนใจขึ้นมาทันที

“สาวฝรั่งก็หมายถึง ผู้หญิงผมทอง ตาหลายๆสี คนที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักไงครับ”พูดจบก็เก็บค่าอธิบายเป็นการหอมแก้มยุ้ยๆอีกข้าง ก่อนจะหันไปมองเจ้านายตัวเองอย่างเป็นห่วง “แต่ว่า... พี่อี้ชิงครับ ไปให้หมอดูหน่อยก็น่าจะดีนะ ผมว่ามันดูบวมๆยังไงก็ไม่รู้”

อี้ชิงขมวดคิ้ว “อย่าเซ้าซี้น่าจงเหริน.. ฉันบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ”

“แต่ลองเป็นแบบนี้ แล้วพี่จะเข้าครัวยังไงล่ะครับ?”อี้ชิงมองตามสายตาเด็กหนุ่มมาที่ข้อเท้าบวมเป่งของตัวเอง... ก็จริงอยู่ มันดูบวมจนน่าเป็นห่วงจริงๆนั่นแหละ เมื่อวานตอนที่เป็นใหม่ๆมันยังไม่เป็นขนาดนี้เลย หรือเพราะเขาไม่ได้สังเกตก็ไม่รู้เหมือนกัน

“พรุ่งนี้ก็หายดีแล้วล่ะน่า”

 

“บวมขนาดนั้นคงต้องใช้เวลาสักสองสามอาทิตย์นั่นล่ะ”

 

“เอ๊ะ ก็ฉัน...”คำพูดเถียงของตัวเองชะงักลงเมื่อรู้สึกได้ว่าเสียงที่พูดเมื่อครู่นั่นไม่ใช่น้ำเสียงสไตล์ขี้เล่นของลูกน้องหนุ่มเหมือนอย่างเคย..

               

ยังไม่ทันได้เงยหน้ามองตามที่มาของเสียง ป๋ายเซียนก็ช่วยเฉลยออกมาเสียก่อน

“ปะป๊า!”

วันนี้ร่างสูงมาในชุดเสื้อโปโลสบายๆ แต่ก็ยังดูหล่อเสียไม่มีนั่นแหละ เอาซะเด็กเสิร์ฟสาวๆที่กำลังทำงานกันอยู่เริ่มสุมหัวคุยกันซุบซิบ การเปลี่ยนอาชีพไม่ได้ทำให้เรตติ้งของผู้ชายคนนี้ตกลงเลยแม้แต่น้อย

อู๋อี้ฟานมาอยู่ตรงประตูทางเข้าร้านตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ แต่อี้ชิงเดาว่าคงสักพักแล้ว เพราะดูจากสายตาที่มองมาที่เท้าของเขาราวกับกำลังวิเคราะห์อาการอะไรนั่น..

 

อ้อ จริงสิ เขาเป็นหมอนี่นา

 

แต่ประเด็นไม่ใช่การที่มีหมอมาที่ร้านตอนที่เขากำลังต้องการหมอ(?) ประเด็นคือเขานึกว่าร่างสูงจะไม่มีวันมาเหยียบที่นี่แล้วซะอีก อย่าว่าแต่มาให้เห็นหน้าเลย ตั้งแต่เรื่องเมื่อวานนั่นล่ะ

 

จะบอกว่าหายโกรธ... นี่เป็นไปไม่ได้เลย

 

บอกตัวเองพลางหลบตาแทบจะในทันทีเมื่อดวงตาคู่นั้นเผลอมองสบมา ใบหน้าคมคายยังคงมองมาที่เขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์อะไรทั้งนั้น

นึกไปถึงเมื่อคืนที่ข้อความขอโทษทั้งหลายยังคงถูกทิ้งเอาไว้ในข้อความร่างไม่กล้ากดส่ง จะให้โทรไปเหรอก็ไม่รู้จะพูดอะไรเพราะนึกละอายใจอยู่เหมือนกัน 

ลูกชายเขาตะกายลงจากตักพี่ชายผิวเข้มตรงรี่เข้าไปหาร่างสูงที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ทันที

“ปะป๊า! ปะป๊าหายโกรธน้องป๋ายกับมะม๊าแล้วใช่ป่าวฮับ ปะป๊ามาหาน้องป๋ายแล้ว”ร่างเล็กซุกลงกับอกกว้างที่อ้าแขนรับทันที

อี้ฟานหอมแก้มยุ้ยของป๋ายเซียนฟอดใหญ่ เขาไม่รู้หรอกว่าอี้ชิงพูดอะไรกับป๋ายเซียนจนเขากลายเป็นผู้ชายน่ากลัวในสายตาเด็กน้อยคนนี้รึเปล่า.. ถึงได้แอบยืนทำใจอยู่หน้าร้านนานสองนาน แต่พอเห็นป๋ายเซียนยังจุ๊บแก้มเขาเหมือนปกติก็ค่อยโล่งใจไปหลายเปลาะ

“ใช่ครับ เมื่อวานปะป๊าโกรธเรามากๆ ทำไมถึงวิ่งซนหนีมะม๊า แล้วยังไม่ห้ามอาเลี่ยให้ลงไปขี่ฮิปโปอีก”ดุช่านเลี่ยไปแล้วเมื่อวาน วันนี้ถึงคิวลูกตัวเล็กบ้าง

ป๋ายเซียนเริ่มเบะ “น้องป๋ายขอโทษฮับ น้องป๋ายจะไม่ทำอีกแล้ว”พูดประโยคเดียวกันเป๊ะ

“มะม๊า”ในขณะที่ลูกชายเขาวิ่งไป ลูกชายอีกคนก็วิ่งมา ช่านเลี่ยนั่งจุ้มปุ๊กลงที่ปลายเท้า มือเล็กๆแตะๆลงที่เท้าบวมเป่งอย่างระมัดระวัง เจ้าตัวเล็กขมวดคิ้วเคร่งเครียดท่าทางจริงจังจนเขาอดไม่ได้จะยิ้มอย่างเอ็นดู

“มะม๊าเจ็บมั้ยฮับ เจ็บตรงนี้ใช่มั้ยฮับ เจ็บแบบไหนฮับเจ็บตุ๊บๆหรือเจ็บจี๊ดๆ”

“เจ็บตุ๊บๆครับคุณหมอช่านเลี่ย”ท่าทางเหมือนหมอไม่ผิดเพี้ยนทำให้อี้ชิงคลี่ยิ้ม ก่อนจะต้องตกใจจนเผลอกลั้นหายใจ เมื่อจู่ๆร่างสูงที่เขาเห็นว่ากำลังคุยกับป๋ายเซียนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยก็คุกเข่าลงเบื้องหน้า เลยกลายเป็นว่าตอนนี้มีคนตัวโตหนึ่งคน กับเด็กตัวเล็กอีกสองคนนั่งงุมกันอยู่ที่เท้าของเขา

 

แล้วอี้ชิงก็แทบจะต้องกลั้นหายใจ เมื่อจู่ๆมือใหญ่ของคนตรงหน้าก็จับเข้าที่เท้าของเขา สัมผัสแผ่วเบาซะจนเขากลัวว่าถ้าหายใจออกมาต้องเจ็บแน่ๆ...

 

“ถ้าผมจับแบบนี้... เจ็บมั้ย?”

อี้ชิงส่ายหน้า เมื่อรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมามองเขา ไม่ใช่นั่งนิ่งๆรอคำตอบ

“แล้วแบบนี้ล่ะ”

“อะ โอ๊ย..”

“ฮื้อออออออออ”เด็กสองคนที่นั่งลุ้นขนาบข้างปะป๊าตัวสูงดูเป็นภาพที่น่ารักมาก คุณหมอหนุ่มจับข้อเท้าเขาบิดทางนั้นทีทางนี้ทีอย่างเบามือ พอเขาร้องโอ๊ยนิดนึงลูกๆก็มีสีหน้ากังวลใจอย่างเห็นได้ชัด


ทั้งๆที่เจ็บตัว แต่พอเห็นหน้าลูกๆแล้วมันก็ต้องยิ้มออกมาเพราะความน่ารักจนได้ 


“เอ็นช้อเท้าอักเสบน่ะ ต้องไปหาหมอ”อู๋อี้ฟานสรุปในที่สุด

จงเหรินที่ยืนดูนิ่งๆอยู่นานพูดขึ้นมา “ขอโทษที่เสียมารยาทนะครับ แต่คุณเป็นหมอเหรอ?”

อี้ฟานหันกลับมาหาเด็กหนุ่มก่อนจะคลี่ยิ้มบางให้ “ใช่ครับ ผมอู๋อี้ฟาน เมื่อครู่ก็เสียมารยาทเหมือนกัน ขอโทษด้วยนะครับ”

“พี่จงเหรินยังไม่รู้ใช่มั้ยฮับ”ป๋ายเซียนเขย่าขากางเกงพี่ชายผู้ช่วยอย่างกระตือรือร้น “คนนี้ปะป๊าน้องป๋ายเองไงฮับ”

“ปะป๊า?”เด็กหนุ่มงง หันไปขอความเห็นจากร่างบางปะป๊าตัวจริงที่นั่งอยู่ไม่ไกล ซึ่งอี้ชิงก็พยักหน้ารับว่าตามนั้นแหละ

 

เดี๋ยวค่อยอธิบายทีหลังแล้วกัน...

 

“ใช่ฮับ ปะป๊าของอาเลี่ยก็เป็นปะป๊าน้องป๋าย แล้วปะป๊าน้องป๋ายก็เป็นมะม๊าของน้องป๋ายกับอาเลี่ยไง”

ผู้ช่วยเด็กหนุ่มกระพริบตาปริบๆอย่างพยายามทำความเข้าใจอยู่ครู่หนึ่งก็ค่อยคลี่ยิ้มจนดวงตาเป็นประกายยิบหยีตามแบบฉบับของตัวเอง เขาพอจะจำได้หรอกว่าคนตรงหน้าเป็นใคร ถึงแม้จะไม่ใช่คนสนใจเรื่องวงการบันเทิงอะไรมากนัก แต่ก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าร่างสูงตรงหน้านี่เป็นที่รู้จักขนาดไหน

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณอี้ฟาน ผมจงเหริน เป็นผู้ช่วยของพี่อี้ชิง”เด็กหนุ่มโค้งให้พร้อมเอ่ยแนะนำทำความรู้จัก 

“พี่จงเหรินเป็นพี่ชายตัวดำรสช็อคโกแลต”ป๋ายเซียนหันไปแนะนำตัวให้เพื่อนตัวเองได้รู้จัก ซึ่งช่านเลี่ยก็พยักหน้ารับน้อยๆทั้งที่ยังจ้องคนแปลกหน้าคนใหม่อย่างสนอกสนใจ

จงเหรินหันไปหยิกพุงป๋ายเซียนเบาๆเป็นการทำโทษที่ว่าเขาก่อนจะหันมาถาม “แล้ว.. พี่อี้ชิงต้องไปหาหมอใช่มั้ยครับ”

“ใช่ครับ”คราวนี้สายตาของอู๋อี้ฟานหันมาหยุดอยู่ที่เขาเช่นเคย “เดี๋ยวผมจะพาไปเอง”


แวบแรกที่เห็นเท้าอีกฝ่ายเขาก็รู้ทันทีว่าเมื่อวานทำพลาดลงไปแล้ว... เขาโกรธจนหน้ามืดจริงๆ อี้ชิงเองก็เจ็บ และ... เฮ้อ... เอาเถอะ

เหนื่อยเหลือเกินที่จะคิดเองอะไรเองอยู่คนเดียว 

 

อีกอย่าง วันนี้เขามาเพื่อไถ่โทษ ...


...แต่อีกคนกลับไม่ให้ความร่วมมือ

 

“ผมไม่เป็นไรหรอก”

“เป็นสิ เห็นๆอยู่ว่ามันอักเสบ บวมขนาดนี้”

เถียงทันควันเช่นกันไม่พอ ยังชี้ให้ดูข้อเท้าบวมๆนี่ว่ายังไงซะเขาจะต้องถึงมือหมอแน่ๆ...

ยิ่งมองอาการที่ข้อเท้า สลับกับใบหน้าขาวๆที่คอยกัดริมฝีปากตัวเองไม่ให้เผลอส่งเสียงร้องแสดงความเจ็บปวดออกมาแล้วความรู้สึกผิดก็วาบเข้ามาในอกคุณหมอหนุ่ม   


จางอี้ชิงเจ็บจริงๆ

           

และเพราะการเอ่ยคำขอโทษกับคนตรงหน้าจะดูเป็นเรื่องยากเย็นและเป็นไปไม่ได้มากๆ อดีตนายแบบจึงหันมาใช้วิธีบังคับแทน

“ไปหาหมอ เดี๋ยวผมพาไป”

“ไม่ลำบากคุณหรอกครับ เดี๋ยวผมโทรหาเพื่อน ให้เพื่อนพาไปก็ได้”อี้ชิงว่าพลางนึกถึงซิ่วหมิน เป็นเรื่องปกติเวลาที่ตัวเขาลำบาก เขาจะนึกถึงเพื่อนคนนี้เสมอ แต่เอ... ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ไว้ค่อยโทรไปบอกตอนอีกฝ่ายใกล้ๆเลิกงานก็ได้มั้ง

ร่างบางแค่หันไปมองนาฬิกา แต่คนมีชนักติดหลังอย่างอู๋อี้ฟานนั้นอดไม่ได้จะรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างลั่นเปรี๊ยะในหัว

 

อย่าเล่นตัวให้มันมากนักได้มั้ยจางอี้ชิง? ก็ได้เขายอมรับว่าเมื่อวานเขาอารมณ์ร้อนไปหน่อยจนเผลอไปว่าร่างบางเข้า แต่ตอนนี้เขาก็มาอยู่ที่นี่เพื่อจะทำอะไรเป็นการขอโทษแล้วไง ยังจะเอาอะไรอีกทั้งๆที่ตัวเองก็มีส่วนผิดแท้ๆ


ก็น่าจะให้ความร่วมมือกันหน่อยแล้วก็เจ๊าๆกันไป...

…ไม่ได้เหรอ?

 

“หมออยู่ตรงหน้านี่แล้ว คุณจะรอเพื่อนคุณทำไม เพื่อนคุณเป็นหมอเหรอ?”

 

ถ้อยคำประชดประชันจากคนตรงหน้าทำเอาคนป่วยชักจะฉุนกึกขึ้นมาบ้าง แต่ก็คิดเสมอว่าอยู่ต่อหน้าลูกๆ ไหนจะยังจงเหรินอีก

“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ผมไม่อยากรบกวน...”

“คนไข้ไม่เคยรบกวนหมออย่างผมหรอก”

“แต่ว่า...”

“เดี๋ยวผมพาไป”

“ไม่ต้องหรอกครับเดี๋ยวผมไปเอง”

เด็กหนุ่มที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนวงนอกเข้าไปทุกทีเริ่มรู้สึกได้ถึงบรรยากาศมาคุตรงหน้า ทีแรกตอนที่ป๋ายเซียนบอกเขาก็อดพิจารณาร่างสูงตรงหน้านี่ไม่ได้... อู๋อี้ฟาน ดูดีไม่หยอก แถมยังดูเคมีเข้ากันดีกับพี่อี้ชิงแปลกๆ แต่ดูเหมือนเขาจะคิดผิดแฮะ.. ดูสิ แทบจะแยกเขี้ยวใส่กันแล้ว เห็นแก่เด็กๆสองคนที่ยืนมองตาแป๋วๆอยู่นี่ เขาควรจะทำอะไรสักอย่างจริงมั้ย?  

“เอ้อ พี่อี้ชิงครับ ผมว่าให้คุณอี้ฟานพาไปก็ดีเหมือกันนะ ถ้าพี่เป็นห่วงร้านเดี๋ยวผมจะดูแลให้เอง อีกอย่างให้คุณเขาที่เป็นหมอไปด้วย เขาก็น่าจะรู้จักหมอเก่งๆ จริงมั้ยเด็กๆ”พูดจาหว่านล้อมไม่พอยังย่อตัวลงดันเด็กน้อยสองคนมาเป็นแนวร่วมสนับสนุน

“นะฮับมะม๊า ให้ปะป๊าพาไปหมอดีกว่า นะฮับ”ป๋ายเซียนวิ่งมาเกาะเข่าเขาข้างหนึ่ง ช่านเลี่ยก็มาเกาะอีกข้าง

“ใช่ฮับมะม๊า อาเฉินเป็นคุณหมอกาดูก เก่งมากเลยนะฮับ”พูดยืนยันไม่พอยังยกนิ้วโป้งขึ้นมายืนยันว่าคุณหมออาเฉินเก่งจริงๆ

อี้ชิงเริ่มเหงื่อตก เดิมทีแค่ป๋ายเซียนอ้อนเขาก็แย่แล้ว นี่ยังจะมีช่านเลี่ยเพิ่มพลังอ้อนมาอีกเป็นกำลังสอง แล้วทีนี้เขาจะหาข้ออ้างอะไรดีล่ะ? 


ขนาดว่าไม่เงยหน้าขึ้นมอง ยังรู้สึกได้ถึงสายตาของคุณหมอจอมโหดนั่นเลย และไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ว่าอีกฝ่ายจะมองเขายังไง

 

ไม่ได้อยากเล่นตัว ไม่ได้อยากทำให้คุณหมอตรงหน้านี่ไม่พอใจ แต่เพราะกลัวตัวเองถูกจับฉีดยาต่างหาก โธ่.. 


ขนาดว่าลูกๆมาช่วยอ้อน อี้ชิงยังมีท่าทีลังเลจนอี้ฟานชักอารมณ์เสีย ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ และไวเสียจนคนในร้านต้องหันมามองกันอ้าปากค้าง เมื่อแขนแข็งแรงนั่นช้อนเข้าที่ร่างบางของเชฟหนุ่มยกจนตัวลอยอย่างง่ายดายราวกับอุ้มหมอนข้าง 

อ้อมแขนที่เข้ามาสัมผัสอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวทำเอาอี้ชิงอ้าปากค้าง รู้สึกเหมือนสมงสมองหายไปชั่วขณะจนพูดอะไรไม่ออกนอกจากเรียกชื่อคนอุ้มเสียงหลง

“คุณอี้ฟาน!”

“คุณเดินไม่ไหวก็ไม่เป็นไร ผมพาไปเอง แค่นั่งนิ่งๆก็พอ เข้าใจมั้ย?”

“แต่...”

อี้ชิงยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อจากนั้น ร่างสูงก็พาเขาก้าวออกจากร้านอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันได้หันไปสั่งอะไร อู๋อี้ฟานก็จัดการให้เสร็จสรรพ

“คุณจงเหริน ผมฝากเด็กๆกับร้านของอี้ชิงด้วยนะครับ วันนี้วันหยุดอาจจะคิวยาวสักหน่อย”จงเหรินรับคำทั้งที่ยังกระพริบตาปริบๆพลางพยักหน้ารับรัวๆ ไม่ค่อยแน่ใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า...

สั่งเสร็จก็หันไปหาลูกๆ “ป๋ายเซียน เฝ้าร้านให้มะม๊าด้วย เข้าใจมั้ยครับ อาเลี่ยก็ห้ามซนนะ ช่วยน้องป๋ายทำงาน เข้าใจมั้ยลูก”

เด็กน้อยสองคนยิ้มกว้าง ก่อนจะยกมือขึ้นทำท่าตะเบ๊ะ “รับทราบฮับปะป๊า!”

 

 

 

ลับหลังร่างสูงของปะป๊า(ที่มีมะม๊าในอ้อมแขน) พี่จงเหรินก็หันกลับเข้าไปสั่งงานในครัว ส่วนป๋ายเซียนก็เริ่มทึ้งแขนเสื้อเขาพร้อมกับยิ้มเขิน

“ว้าววววววววววววว อาเลี่ยเห็นมั้ย เหมือนเจ้าหญิงกับเจ้าชายเลย!”

 

ยิ่งเห็นท่าทางของปะป๊าตอนที่อุ้มมะม๊าขึ้นมานะ โอ๊ย หัวใจป๋ายเซียนจะวายแน่ะะะ

 

“ปะป๊าเท่จังเลยง่ะอาเลี่ย!”

“เนอะๆ โตขึ้นอาเลี่ยก็จะเท่แบบปะป๊าบ้าง”ช่านเลี่ยหมายมั่นปั้นมือ 

“อาเลี่ยก็อุ้มน้องป๋ายแบบนั้นบ้างสิ จะได้เท่เหมือนปะป๊าไง”เสนอกับเพื่อนตัวสูงพลางอ้าแขนให้เพื่อนอุ้ม

ช่านเลี่ยสอดแขนโอบรอบตัวเพื่อน ก่อนจะรวบรวมแรงทั้งหมดที่มียกร่างเล็กในอ้อมแขนตัว

“ฮึบ!”

“งื้อออ ทำไมล่ะทำไมอุ้มไม่ขึ้น”ป๋ายเซียนที่เท้าลอยขึ้นจากพื้นนิดเดียวโวยวายไม่ชอบใจ “อาเลี่ยยกสิยก!”

ช่านเลี่ยหอบแฮ่กพลางหน้านิ่วคิ้วขมวด “ไม่ไหวง่ะ น้องป๋ายอ้วน”

พอโดนว่าอีกรอบด้วยเรื่องเดิมเจ้าตัวน้อยก็ไม่พอใจกระทืบเท้าตึงตัง “น้องป๋ายไม่อ้วน! อาเลี่ยต่างหากที่ไม่มีกล้าม ไม่เท่เหมือนปะป๊า!”พูดไม่พูดเปล่ายังถลกแขนเสื้อเด็กตัวโตกว่าขึ้นแล้วหยิกแขนนิ่มๆของอีกคนจนร้องโอ๊ย อดไม่ได้จะสวนกลับบ้าง

“ถ้าอาเลี่ยจะมีกล้าม น้องป๋ายก็ต้องไปลดความอ้วน!”

“ก็ได้! แล้วถ้าอาเลี่ยยังอุ้มน้องป๋ายไม่ได้อีกนะ อาเลี่ยก็ไปเป็นตุ๊ดเหมือนซือชุนเลย!”

           

 

 

 

กระทั่งถูกพาตัวมาขึ้นนั่งบนรถ อี้ชิงก็เริ่มรู้สึกตัว..ว่าใบหน้าเขาร้อนไปหมด และก็ค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ใช่เพราะแสงแดด แต่เป็นเพราะเขานี่แหละร้อนของเขาเอง

กลิ่นโคโลญจน์หอมอ่อนๆของเจ้าของอ้อมแขนแกร่งยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก อี้ชิงไม่ได้ตั้งใจจะมองซักหน่อย.. สันกรามที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมกับผิวหน้าสากที่ดูดีนั่นมันดูดีมากจริงๆ ยิ่งริมฝีปากหนาที่พอได้เห็นใกล้ก็พาลให้นึกไปถึงเมื่อวันก่อนที่ถูกจูบ... ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆว่าเขาจะเคยถูกริมฝีปากคู่นี้จู่โจมมาแล้ว

หัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำรัวเร็วลดความรู้สึกมันลงทันทีที่อีกฝ่ายเริ่มพูดพลางสตาร์ทรถ  

 

“กว่าจะเล่นตัวจนพอใจนะ เอาซะผมปวดหัวไปหมด”

อี้ชิงกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย รู้สึกเกลียดตัวเองขึ้นมาจริงๆที่ชั่วขณะหนึ่งใจเต้นแรงไปกับคนข้างๆนี่ “งั้นคุณก็แค่ทิ้งผมไว้กลางทางนี่แหละ เดี๋ยวผมนั่งรถเมล์ไปเอง”

“เหอะ”อี้ฟานแค่นเสียงหัวเราะพลางเหลือบทองข้อเท้าที่บวมแดงของอีกฝ่าย “ขาแบบนี้น่ะเหรอจะก้าวขึ้นรถเมล์”

ร่างบางไหวไหล่พลางมองออกนอกหน้าต่างหาเส้นทางอื่น “งั้นก็แท็กซี่”

“เลิกฝันกลางวันได้แล้ว ยังไงซะผมก็จะไปส่งคุณ”

“แล้วก็ทนฟังคุณแดกดันจนผมจะประสาทกินไปถึงโรงพยาบาลน่ะนะ คุณนั่นแหละฝันไปเถอะ”

แล้วรถทั้งคันก็ตกอยู่ในความเงียบ เงียบมากเสียจนได้ยินเสียงแตรรถคันอื่นจากด้านนอกเลยทีเดียว

 

เฮ้ยๆ... อู๋อี้ฟาน มันต้องไม่เป็นแบบนี้สิวะ...

ร่างสูงบอกกับตัวเองเมื่อรู้สึกได้ว่าอารมณ์ไม่เข้าเรื่องทำให้บรรยากาศระหว่างเขากับคนข้างตัวนี่มันผิดจากที่ตั้งใจเอาไว้

สิ่งที่เขาคิดเอาไว้ก็คือ ถ้าอีกฝ่ายเจ็บจริงๆ เขาก็คง... ไม่รู้สิ ขอโทษมั้ง กำลังจะหาช่องทางที่เป็นโอกาสเหมาะๆพอให้ใส่คำนี้ลงไปแต่ก็ดันปากดีจนเสียเรื่องเสียก่อน

พยายามเว้นช่วงเพราะคิดว่าอี้ชิงอาจจะยังโมโหอยู่ เหลือบมองเสี้ยวหน้าขาวๆด้านข้างแล้วก็ได้พบกับรอยคล้ำใต้ตานั่น เห็นแล้วก็เป็นต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ

คงปวดมากจนไม่ได้นอนทั้งคืนสินะ...

 

 

ฝ่ายอี้ชิงพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมอารมณ์ ไม่ใช่ว่าเขากลัวคนข้างๆนี่หรอกนะ แต่มันก็แค่... ไม่รู้สิ จางอี้ชิงมีนิสัยโดยพื้นฐานเป็นคนรักสงบน่ะ             

 

อีกอย่าง... วันนั้นเขาก็ลั่นวาจาเอาไว้แล้วว่าเขาจะ’จับ’อีกฝ่าย แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานเขาก็ยังไม่ได้ขอโทษเลยด้วย 

 

ร่างบางไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเขาเข้าใจความต้องการของป๋ายเซียนและช่านเลี่ยถูกมั้ย เขารู้สึกว่าเด็กทั้งสองคนพยายามจับคู่เขากับคุณหมอนายแบบนี่ เพราะอยากให้เราสี่คนอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว เป็นพ่อแม่ลูก ซึ่งเป็นปมในใจที่เหมือนกันของเด็กทั้งสองคนมาตลอด

แล้วมันก็ไม่เกินไปเลยที่จะบอกว่า อี้ชิงรักช่านเลี่ยจริงๆ... มันอาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่คนภายนอกมองแล้วรู้สึกว่ายังตัดสินใจอะไรไม่ได้ แต่เขาก็ไม่คิดว่าความรักแบบพ่อแม่ลูกจะเป็นอะไรที่ต้องการสิ่งตอบแทนหรือต้องการการพิสูจน์อะไรเป็นพิเศษ แค่ลูกๆมีความสุขก็น่าจะพอแล้ว


พอคิดถึงเรื่องลูกๆขึ้นมา อี้ชิงก็เริ่มรวบรวมความกล้าที่จะพูดเรื่องเมื่อวาน...  

 

“เริ่มปวดตั้งแต่เมื่อคืนใช่มั้ย”


...แต่ก็ดันเป็นเวลาเดียวกันกับที่อี้ฟานตั้งใจจะชวนคุยเช่นกัน

 

“อ๊ะ อ๋อ...”อี้ชิงดูตกใจเล็กน้อยที่เขาชวนคุย แต่ก็รวบรวมสติได้อย่างรวดเร็วเพื่อตอบคำถามเขา “ก็.. ก็ ใช่ครับ แล้วก็ดีขึ้นเพราะกินยาไป..”

 

“ดีขึ้นจริงเหรอ เมื่อคืนได้นอนรึเปล่า?”

อี้ฟานฟังแล้วก็นึกหมั่นไส้กับคำพูดอวดดีนั่น ก็เห็นๆอยู่ว่าคงปวดมาก แล้วยังจะโกหกเขาอีก

ไม่รู้อารมณ์ไหนคุณหมอหนุ่มอดไม่ได้จะประชดออกไป “เห็นผมเป็นคนใจร้ายใจดำขนาดไหนกัน ปวดก็บอกว่าปวดสิ”

 

ก็ผมคิดว่าคุณโกรธอยู่นี่ อี้ชิงอดไม่ได้จะสวนตอบอีกฝ่ายในใจ “ครับ.. ขอโทษที่โกหก”

แล้วทั้งรถก็เงียบอีกครั้ง...

อู๋อี้ฟานเม้มปากเล็กน้อย เอาล่ะ... บอกตอนนี้คงพอจะได้อยู่นะ.. ?

 

“ผม... ขอโทษนะเรื่องเมื่อวาน”

คำพูดที่คาดไม่ถึงทำเอาจางอี้ชิงเผลอหันขวับกลับมามองหน้าอีกฝ่าย โชคดีที่อี้ฟานขับรถอยู่ สายตาจึงต้องมองตรงไปข้างหน้า ไม่ทันได้เห็นท่าทางเสียมารยาทนั่น

     อารามกำลังงงและอะไรหลายๆอย่างที่คาดไม่ถึงพาให้เขาต้องถามย้ำ“ขอโทษ?”

 

“ก็...”พอรู้สึกได้ถึงสายตาสงสัยที่มองตรงมา อี้ฟานก็รู้สึกเหมือนตัวเองเสียฟอร์มยังไงชอบกล “ก็เรื่องเมื่อวานน่ะ!”...จนเผลอเสียงดังออกไปจนได้


บ้าเอ๊ย... บอกแล้วไงมันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ!

         

จางอี้ชิงลอบมองท่าทางที่ราวกับกำลังต่อสู้กับความคิดของตัวเองของคนข้างๆแล้วก็เผลออมยิ้มออกมาโดยไม่ตั้งใจ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าอู๋อี้ฟานหมายถึงเรื่องอะไร แต่เขาก็แค่แปลกใจนิดหน่อยเท่านั้น

ก็เขาไม่คิดว่าจะได้ยินคำต้องห้ามนั่นจากปากอีกฝ่ายเลยสักนิด...

“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ผิด...”

“รู้ตัวก็ดี”

ทั้งๆที่เหมือนเป็นคำพูดไม่แยแสแท้ๆ แต่คนฟังกลับรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายที่สัมผัสได้จากคนพูด บ่งบอกว่ารู้สึกดีที่ได้เอ่ยคำขอโทษกับเขา

 

คำขอโทษที่ออกไป ...ทั้งๆที่มันเป็นแค่คำง่ายๆไม่กี่พยางค์แต่กลับทำเอาบรรยากาศที่เคยรู้สึกอึดอัดผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด

เพราะคำขอโทษไม่ใช่เป็นแค่คำพูดธรรมดา แต่มันแฝงความหมายว่าไม่อยากติดค้างกับเรื่องที่แล้วมาแล้วในอดีตด้วย

 

“แล้วก็.. ขอบคุณมากนะครับ เรื่องเมื่อวาน”

คำต้องห้ามอีกคำที่ได้ยินทำเอาอี้ชิงกระพริบตาปริบๆหันมองอีกฝ่าย นึกอยากยกมือขึ้นมาตบบ้องหูตัวเองแรงๆเพราะคิดว่าสิ่งที่ได้ยินมันแค่คิดไปเอง แต่ดูเหมือนจะไม่

ใบหน้าคมคายคลี่ยิ้มบาง “ขอบคุณที่ยอมเสี่ยงกระโดดลงไปช่วยอาเลี่ย”


พระเจ้า... เขายิ้ม!


อี้ชิงจำได้ว่าตัวเองเคยเห็นอู๋อี้ฟานยิ้มอยู่ไม่กี่ครั้ง และแทบทุกครั้งนั้นเป็นเพราะลูกๆ จะมียิ้มให้เขาก็แค่ตอนแรกที่พบกัน(ในสถานการณ์ที่ไม่น่านึกถึงนัก) และนั่นก็เป็นแค่ยิ้มอย่างเหยียดหยามประกอบการพูดจาดูถูกเขาเท่านั้น

 

เรียกได้ว่า.. ทุกๆการแสดงออกของผู้ชายคนนี้ ขึ้นอยู่กับลูกชาย พู่ช่านเลี่ย เท่านั้น

 

อี้ชิงอมยิ้มกับความคิดของตัวเอง... เขาเองก็เหมือนกัน วันไหนที่ป๋ายเซียนไม่ดื้อ เขาก็อารมณ์ดีได้ทั้งวัน....


หัวอกคนเป็นพ่อ ทำไมเขาจะไม่เข้าใจ


ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า... ไม่ว่าจะยังไง อี้ชิงก็คงไม่มีวันโกรธการกระทำของผู้ชายคนนี้ได้ลง

“ยิ้มแบบนี้บ่อยๆสิคุณ”

คำพูดของร่างบางข้างตัวทำเอาคนถูกชมชักเขินจนหุบยิ้มไม่ลง “ทำไมล่ะ?”

“ดูดีออก”

เสียงทุ้มหัวเราะขำ “ใครๆก็ว่าแบบนั้นแหละ”

“ไม่ๆ ผมไม่ได้หมายถึงยิ้มแบบ ปกติ แต่เป็นยิ้มแบบ ที่คุณเป็นคุณ ไม่มีเรื่องอะไรในใจ ยิ้มที่ออกมาจากใจจริงๆของคุณน่ะ”

คิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อยพลางเหลือบมามอง “หลงผมก็บอกเถอะ”

     คราวนี้อี้ชิงนึกอยากเอาหัวโขกกระจกรถตัวเองแรงๆจนต้องพูดประชดออกไป

“ครับๆ คุณหมอสุดหล่อ ยิ้มแบบนั้นบ่อยๆนะครับ ผมที่จ้องจะจับคุณอยู่จะได้ใจละลายบ่อยๆ”

           

 

ถึงแม้จะเป็นถ้อยคำที่ฟังแล้วควรจะหงุดหงิด แต่อู๋อี้ฟานกลับไม่รู้สึกอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย อี้ชิงพูดมันออกมาเหมือนกับการคิดจะ ‘จับ’เขามันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย และทำทุกอย่างอย่างเป็นธรรมชาติ

 

“คุณจะนอนพักเอาแรงก่อนก็ได้นะ ดูเหมือนรถจะติด”คนที่ทำหน้าที่เป็นสารถีเอ่ยปากบอกอย่างใส่ใจ มือใหญ่ยกขึ้นอังที่หน้าคอนโซลแอร์เพื่อเช็คว่าอากาศในรถจะไม่เย็นจนเกินไป

อี้ชิงพยักหน้ารับทั้งที่ยังอมยิ้มไม่หุบ แปลกดี.. เพิ่งรู้จักกันไม่นานแต่เป็นผู้ชายที่อ่านได้ไม่ยากเลย...

 

 

อู๋อี้ฟานอาจจะดูเป็นผู้ชายอคติ และก็โมโหร้ายเพราะเป็นเรื่องของลูกชายหัวแก้วหัวแหวน แต่ลึกๆเขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยน ใส่ใจคนรอบข้างที่ร่างสูงมี อี้ชิงหวังเอาไว้ว่าสักวันอาจจะได้รู้ว่าผู้ชายคนนี้และช่านเลี่ยเจออะไรมา เผื่อว่าเขาอาจจะช่วยอะไรได้บ้าง 

ปมเล็กๆในใจที่ทำให้คุณหมอหนุ่มคนนี้ไม่ยอมเปิดรับใครเข้ามาง่ายๆ และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรามันค่อนข้างจะแปลกๆ...


ว่าแต่ ช่วยงั้นเหรอ? ช่วยใครกันล่ะ จางอี้ชิง นายอยากช่วยช่านเลี่ย หรืออู๋อี้ฟาน หรือว่าทั้งคู่? ตกลงนายคิดอะไรอยู่กันแน่?

แล้วช่วยในฐานะอะไร?

 

จู่ๆเสียงเรียกมะม๊า มะม๊า ของลูกชายทั้งสองก็ดังเข้ามาในหัว...

                       

แอบลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างตอนอีกฝ่ายใช้สมาธิขับรถ ดวงหน้าเรียวคมคายราวรูปสลักนั่นดูดีไม่มีที่ติจริงๆ...

           

บ้าน่า.. เขามันก็แค่จางอี้ชิง เชฟธรรมดาหน้ามันมอมแมมอยู่ในครัว จะมีอะไรให้อดีตนายแบบหนุ่มนี่สนใจกัน?

 

นึกท้อจนอดไม่ได้จะหันมองออกนอกหน้าต่าง ..สะท้อนภาพผู้ชายหน้าขาวจัดคนหนึ่งบนกระจก...

มันจะพอมีทางมั้ยนะ ที่คนรูปหล่อแบบนี้จะหันมาชอบเขา เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ทุกอย่างก็จะลงตัวเพอร์เฟ็กต์ ครอบครัวของเราก็จะสมบูรณ์แบบ อู๋อี้ฟานจะเป็นปะป๊าที่ทำงานนอกบ้าน ส่วนเขาก็จะเป็นมะม๊าที่มีหน้าที่ดูแลบ้านและทำกับข้าว มีลูกๆจอมแสบสองคน....

คิดมาถึงตรงนี้แล้วอี้ชิงก็ถึงกับสะดุ้งโหยง

           

คิดบ้าอะไรของเราวะเนี่ย!

 




cinna mon

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

915 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 18 กันยายน 2563 / 22:47
    ใจตรงกันขนาดนี้

    ก็แต่งกันเลยเหอะ
    #908
    0
  2. #747 conan_tkd (@conan_xoxo) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2558 / 23:49
    เหมือนจะพูดกันดี แต่ก็แอบประชดกันอะ

    ชอบป๋ายมาก พูดจาตลกดี ฮาแต่เด็กอะ แสบด้วย
    #747
    0
  3. วันที่ 12 กันยายน 2558 / 09:16
    อี้ชิงคิดวางแผนครอบครัวเสร็จเรียบร้อย
    55555+
    #728
    0
  4. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  5. #463 แสงรัตติกาล (@prang9210) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2557 / 01:22
    นั่น วางแผนอนาคตเสียแล้ว


    #463
    0
  6. #348 BangMin (@minbang) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2557 / 00:59
    อี้ทำเราฟิน เขินด้วยยยยย
    น่ารักมากอ่าาา 
    คือพี่คริสแกทำเป็นปากแข็งไง
    แหม่ ฟอร์มจัดนี่เองงงงง
    คงเริ่มรู้สึกดีด้วยกันทั้งคู่แล้ว
    #348
    0
  7. #334 คลชป9091 (@bellstyle07) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2557 / 23:06
    ตอนแรกประชดพี่คริสตอนนี้อี้ชิงหวั่นไหวละสิ 
    #334
    0
  8. #266 karis-L (@krislay0607) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 02:36
    ลูกๆน่ารักดีอ่ะ โอียยย เด็กอะไรน่ารักน่าหยิก
    ส่วนป๊าม๊าอ่ะ เดี๋ยวก็เป็นไปได้ ครอบครัวที่สมบูรณ์เนี่ยย
    #266
    0
  9. #238 LuckyLove (@khaimookkm) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2557 / 21:05
    ขอให้ความคิดอี้ชิงเป็นจริงทีเถอะะะ _/_
    #238
    0
  10. วันที่ 24 พฤษภาคม 2557 / 17:21
    ชิงหนูคิดไปไกลมากอะ555555



    แต่ขอให้ได้ให้โดนเร็วๆๆน้า อิอิ
    #230
    0
  11. #214 13 Girl (@pannapak1308) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 / 19:12
    อี้ชิงเริ่มมโนอนาคต (ที่กำลังจะเป็นจริง>///<)
    #214
    0
  12. #199 BrowZNiiZ (@wowwee) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 21:50
    ต้องเป็นไปได้สิอาอี้



    ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ



    คิคิคิ
    #199
    0
  13. #192 idpz (@idpz_) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 04:42
    น่ารักมากกก ความคิดอี้ชิงตอนท้ายนี่แบบ -..-b
    #192
    0
  14. #191 kkkp (@kkingphai) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 23:25
    อ้ายยยยยยยย น่ารักมากค่ะท่านอู๋ เขินนนนนนน-//////////-
    #191
    0
  15. #190 dark chocolate (@namimori13) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 22:17
    อ๊ากก น่ารักจริง ๆ เลย ละลายยยย -///-

    เนี่ยนะ พี่คริสอะ ปากแข็ง 55555

    แต่ก็ดีนะ ที่ง้อเป็นถึงจะไม่หวานเท่าไหร่

    แต่เชื่อดิ แบบนี้ดีกว่าง้อหวาน ๆ ><

    เลิกคิดได้แล้วนะว่าอี้ชิงจะจับอะ นางบริสุทธิ์ใจเว้ยย

    น้องป๋ายลูกอะ พี่จงอินไม่ได้กินช็อคโกแลตจนดำนะ 5555



    #190
    0
  16. #189 apo; (@ployhataichanok) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 22:10
    ตอนนี้มันฟินมาก!อู๋อี้ฟานผู้ชายฟอร์มจัดวับหายไปกับตา
    กล้าเป็นฝ่ายขอโทษก่อนแบบนี้ดีมากเลย รู้สึกโล่งขึ้นมาทันที
    สองแสบนั่นก็นะป๊าม๊าออกจากร้านไปแว๊บเดียวก็เล่นซนกันอีกแล้ว5555
    แบบนี้แหละความรู้สึกครอบครัวของแท้ อบอุ่นในแบบฉบับป๊าม๊า5555
    รอนะคพี่มิ้นนแต่ช่วงนี้ใกล้เปิดเทอมแล้วอาจจะแวะมาอ่านได้ไม่บ่อย
    แต่หนูไม่ทิ้งเรื่องนี้แน่นอน!จะพยายามหาเวลาเข้ามาอ่านะคะ><
    #189
    0
  17. #188 vviez (@iamjaja) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 18:50
    คุณหมอคริสน่ารักจัง
    ง่อออออออ -//////- 
    #188
    0
  18. #187 jaopeth (@jaopeth) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 14:26
    คุณป๊าอุ้มคุณม๊าเป็นอะไรที่ฟินมากค่ะ ><
    #187
    0
  19. #186 Girl day'S (@jupnarak) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 12:10
    โอ๊ยยยยยน่ารักมากกกกกก

    ชอบเรื่องนี้มากอ่ะ สู้ๆคะไรท์

    #186
    0
  20. วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 11:34
    ชิงงงงน่ารักกกกก
    #185
    0
  21. #184 Whitepearl_2001 (@mooktapa2001) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 10:50
    น่ารักอ่ะ กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ >< ไรต์สู้ๆอย่าให้มีดราม่ามากน้าาาาาาาาาาาาาาาาาาา
    #184
    0
  22. #182 |2@|_ (@real-st) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 09:07
    ชอบมโนความคิดของอาอี้ตอนท้ายจูง~ อยากให้มันเป็นจริง เด็กๆ ตะได้มีความสุข
    #182
    0
  23. #181 purina (@purinpinky) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 08:40
    งือออ ถ้าได้อยู่ด้วยกันจริงๆแบบที่คุณม๊าคิดจะต้องเป็นครอบครัวที่มีความสุขมากแน่ๆเลยค่ะ >///<
    #181
    0
  24. #180 pupunika (@poo333nika) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 05:46
    เอาล่ะ คุณม๊าเริ่มชอบคุณป๊าแล้วสิ วร๊ัย!!!! จริงๆคุณป๊าก็เริ่มเปิดใจให้คุณม๊าเหมือนกันช้ะ??? มียงมียิ้มให้กันด้วย วรั๊ยยยยยย!!! เขินอ่ะ
    #180
    0
  25. #179 เคแอล9091 (@polypakfoon) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 02:40
    น่ารัก .พี่คริสยิ้มบ่อยๆนะ .อี้แบบคิดนู้นคิดนี่น่ารักดี 55555
    #179
    0