+ศึกโชเน็นมหาเวท+

ตอนที่ 11 : คลายคำสาป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 พ.ย. 50

"มองอะไรเหรอครับคุณมาซาชิ"ซือหลงถาม เมื่อรู้สึกถึงสายตาของมาซาชิที่ดูท่าทางจะไม่ละไปไหนเลยนอกจากตัวเขาและร่างโปร่งใสข้างๆ

"เปล๊า! ไม่มีอะไรซักหน่อย"มาซาชิแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ แต่ก็ยังไม่วายหันไปมองซือหลงอีกรอบ ฮานาโกะซังอีกรอบ แล้วเบือนสายตากลับมาที่ทีวี... ซึ่งยังไม่ถูกเปิด

เด็กหนุ่มเจ้าของบ้านเอื้อมมือไปหยิบรีโมทที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า ก่อนจะกดเปิดรายการทีวีซึ่งตอนนี้มีแต่ข่าว... ข่าวและข่าว

"โอ๊ยยย น่าเบื่อ! รู้งี้ไม่หยุดดีกว่า ไอ้บ้าแอนเดอร์สันนี่ก็อีกคน ไม่ช่วยแล้วยังมาทำเก๊กอีก ฮึ่ย! หมั่นไส้จริงว้อยยย!!"

ตรงกันข้ามกับซือหลงที่ตอนนี้นัยน์ตาจับจ้องอยู่ทีวี ใบหน้าดูเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อยเผิดกับเมื่อครู่ที่ยังหยอกเขาเล่นอยู่เลย..

เมื่อมาซาชิเงียบ เสียงโวยวายทั้งหมดก็เงียบไปหมด เหลือเพียงเสียงของผู้ประกาศข่าวสาวในทีวีเท่านั้น เจ้าตัวคนโวยวายเองก็พลอยฟังข่าวไปด้วยเมื่อเห็นว่าอีกาสองคนในห้องดูท่าทางจะสนใจกับรายการตรงหน้าเอามาก

"...ผู้บาดเจ็บยังคงยืนยันคำเดิมว่าคนที่ทำร้ายเขาคือตะขาบยักษ์ที่ตัวใหญ่ประมาณเจ็ดเมตรและมีเขี้ยวรอบปากที่แหลมคม เหล่าตำรวจยังคงคิดว่าเกิดจาอาการเพ้อฝันและอาการตกใจที่ถูกลอบทำร้ายกะทันหัน แต่จากการยืนยันของนายแพทย์เจ้าของไข้ที่ว่าร่องรอยที่ถูกทำร้ายจนโชกเลือดบนร่างกายไม่มีทางเป็นอาวุธมีคมใดๆได้นอกจากเขี้ยวของสัตว์ที่ค่อนข้างตัวใหญ่ นอกจากนี้ยังพบสารบางอย่างในบาดแผล ซึ่งอาจส่งผลให้คุณโชโนมิ ฟุบุกะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก ถึงแม้ว่าหลักฐานทั้งหมดที่มีจะตรงกับคำให้การ'ตะขาบยักษ์'ของผู้เสียหาย หากแต่ทางตำรวจกองสืบสวนนั้นไม่สามารถทำใจให้เชื่อได้ และนี่คือภาพถ่ายของเหตุการณ์ทั้งหมดค่ะ..."

"ตะขาบยักษ์??"มาซาชิทวนคำอย่างแผ่วเบา "คนชื่อฟุบุกะนี่สงสัยจะไม่ปกติ"

ซือหลงยังคงเงียบ ในขณะที่ฮานาโกะซังแอบเหลือบมองเขาเล็กน้อย ร่างโปร่งใสกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

"ฮานาโกะซัง เธอเองก็เป็นวิญญาณ มีชีวิตอยู่ในโลกอีกโลก เธอพอจะรู้รึเปล่าว่าตะขาบยักษ์ตัวนั้นคืออะไร??"

ฮานาโกะซังส่ายหน้าจนผมกระจาย

"ไม่รู้จริงๆค่ะ แต่ละวันฉันออกไปไหนไม่ได้นอกจากห้องน้ำที่โรงเรียนนั้น..."

"อ้าว งั้นเธอมาอยู่ที่นี่ได้ไงล่ะ"ซือหลงได้โอกาสยิงคำถามทันที ตัวมาซาชิราวกับมีคนเอาไฟมาลยใบหู ส่วนฮานาโกะซงก็ได้แต่หน้าแดง ก้มหน้าลงกับพื้นไม่พูดอะไร

ซือหลงแอบมองอาการของคนทั้งสองก็ทำเอากลั้นยิ้มไว้แทบไม่อยู่

'น่ารักจริงๆเลยสองคนนี้!!

"เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ว่าแต่ทำไมจู่ๆเธอถึงพูดด้วยสำเนียงธรรมดาแบบมนุษย์อย่างนี้ได้ล่ะ ทั้งๆที่เมื่อวานเธอยังพูดด้วยเสียงยานคางแบบ... ขนลุกๆอยู่เลยนี่นา"

"อ๋อ... เรื่องนั้นฉันเองก็ไม่รู้ค่ะ"ฮานาโกะซังบอกไปตามตรง " เมื่อคืนคุณมาซาชิก็ถามว่าฉันพูดแบบคนธรรมดาไดไรเปล่า พอตอนนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในร่างกายของฉันมันกระตุ้นให้ฉันพูดออกมา ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่ว่าฉันจะพยายามยังไง... ก็ทำไม่สำเร็จเลยค่ะ"

"อ่อ... พลังแห่งรักนี่เอง นี่เอง"

ซือหลงถึงบางอ้อ...

"นี่แกอย่าพดมากได้มั้ยซือหลง ฉันเองก็เป็นผู้ใช้ไฟหนนึ่งในโชเน็นทั้งเจ็ดนะเฟ่ย! บางทีนี่อาจจะเป็นพลังส่วนหนึ่งที่ฉันสามารถทำกับวิญญาณได้ก็ได้นี่นา"

"โอเคๆ ไม่เถียงก็ได้ครับ"

ท่ามกลางเสียงโวยวายของมาซาชิ เสียงแซวเป็นพักๆของซือหลงและเสียงร้องห้ามของฮานาโกะซัง... สายลมเย็นๆที่พัดโชยมาพัดพาไปกระทบเจ้ากระดิ่งที่ทำจากระเบื้องอันกระจ้อยที่แขวนอยู่จนเกิดเสียงกรุ๋งกริ๋งชวนฟังเหมือนเช่นเคย... หากแต่แปลงกุหลาบเหล่านั้นที่เคยพลิ้วไหวตามสายลมอย่างแผ่วเบากลับกลายเป็นมันสั่นไหวอย่างรุนแรง... รุนแรงเสียจนใบไม้แก่บางใบร่วงโรยรายลงบนพื้นดิน

ราวกับใต้แปลงกุหลาบ... ในดินที่นั้น... จะมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่...

+++++++++++++++++++++++

"อ๋า... ฉันชักหิวแล้วสิ นี่ ยังไงก็นะซือหลง อยู่กินอะไรด้วยกันเลยก็แล้วกันนะ ยังไงวันนี้นายก็อิสระทั้งวันไม่ใช่เรอะ แล้วเดี๋ยวพ่อแม่ฉันจะกลับแล้วด้วย จะได้แนะนำให้รู้จักซักหน่อยน่ะ โอเคเปล่า"มาซาชิพ่นคำถามใส่แบบไม่ยั้ง ก่อนจะส่งสายตาร้องขอเชิงบังคับไปให้

ซือหลงที่ได้รับสายตาวิบวับนั้นก็ได้แต่ยิ้มบางๆ "ได้อยู่แล้วครับ ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าอาหารญี่ปุ่นจะอร่อยแค่ไหน"

"หมายความว่าตั้งแต่นายมาญี่ปุ่นนี่นายยังไม่ได้กินอาหารยี่ปุ่นอีกเหรอ? เชยสะบัดช่อจริงๆนะนายนี่"

"อย่าไปพูดอย่างนั้นสิคะมาซาชิ คุณซือหลงเพิ่งกลับมาจากอเมริกา อาจจะยังไม่คุ้น ใช่มั้ยล่ะคะ"พูดพลางหันไปถามเด็กหนุ่มที่เรียกได้ว่าเงินตั้งแต่หัวจรดเท้า

"อืม ก็ประมาณนั้นแหละ"

มาซาชิหรี่ตามองเพื่อนร่วมห้องสองคนในห้องไปๆมาๆ ในใจก็เกิดหงุดหงิดขึ้นมาทันทีที่เห็นรอยยิ้มหวานจากร่างโปร่งใสถูกส่งไปยังอีกฝั่ง ในขณะที่อีกฝั่งก็มีกิริยาไม่ต่างกัน

'เข้าข้างกันจริง! ฮานาโกะนี่ก็อีกคน ทีอยู่กับเราไม่เห้นจะยิ้มอย่างนี้เลย เอาแต่ก้มหน้างุดๆ เชอะ!'

พออารมณ์ 'งอน' คุได้ที่ เจ้าตัวก็เริ่มมีสีหน้าเหมือนโดนบังคับให้กินยาหรืออะไรเทือกนั้น กอดจะนั่งไขว่ห้าง กอดอก ปากก็เอ่ยเรียกบอดี้การ์ดขาประจำที่อยู่หน้าห้องนั่งเล่น

"โรกิ"

"ครับ"

ร่างๆเดิมในชุดสูทสีดำสนิทที่ดูเหมือนกันไปหมดในจำนวนบอดี้การ์ดหลายกว่าชีวิต และที่ไม่ต่างกันอีกเหมือนกันก็คือ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงดานขวา ปืนเหน็บที่เอวทั้งสองข้าง และมีอีกหนึ่งที่เท้า นอกจากนี้หากถอดเสื้อสูทออกมา ก็จะพบกระสุนปืนสำรองจำนวนหนึ่งอีกด้วย! อ้อๆ เกือบลืมวิทยุสื่อสารที่เสียบไว้ที่หูอีก

มาซาชิเคยนึกสนุกลองแต่งตัวแบบบอดี้การ์ดของตัวเองดู แล้วก็บ่นได้อยู่คำเดียวว่า 'ทำไมมันหนักอย่างนี้!!'

"ลองไปถามที่ห้องครัวซิ ว่าอาหารพร้อมรึยัง"

แต่ถึงอย่างนั้น... ทั้งซือหลงและฮานาโกะซังก็ยังคุยกันไปเรื่อยๆอย่างถูกคอ ต่างคนต่างยังไม่มีใครหยุดพูดก่อน

"อ๋อ... เรื่องนั้นพร้อมตั้งนานแล้วครับ แต่เห็นคุณหนูกำลังคุยอยู่กับเพื่อนๆเลยยังไม่กล้าขัดจังหวะครับ"

"เหรอ อือ"

เมื่อความอดทนที่มีอยู่ทั้งหมดนั้นลดลิมิตลงจนเป้นศูนย์ เด็กหนุ่มเจ้าของบ้านก็ยืนขึ้นพาตัวเองออกไปยังห้องอาหารทันที ท่ามกลางสายตาแปลกใจของฮานาโกะซังและสายตาฉายแววขำขันเต็มที่ของซือหลง

ทันทีที่ร่างของมาซาชิหายไปจากห้อง ฮานาโกะซังก็มีทีท่าร้อนรนระคนกังวลใจขึ้นมาในทันที

"เกิดอะไรขึ้นคะซือหลง ทำไมอยู่ๆมาซาชิถึง..."

"อ๋อ... ไม่ต้องกังวลหรอกน่า อาการแบบนี้มันเป็นอาการของคนทั่วไปน่ะ"คนถูกถามตอบออกมาอย่างสบายอกสบายใจ ท่าทางเอนหลังลงบนพนักเก้าอี้อย่างสบายๆนั้นทำเอาฮานาโกะเริ่มกังวลขึ้นมาอีก

"อาการอะไรคะ?"

"ก็... อาการ'งอน'เพราะ'หึง'ยังไงล่ะ"

เท่านั้นแหละ ร่างโปร่งใสก็ก้มหน้างุดกลับไปเป็นฮานาโกะซังคนเก่าทันทีทันใด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นทันทีพร้อมกับคำพูดที่พรั่งพรูออกมา ฟังๆดูแล้วก็ราวกับพูดกับตัวเองเสียมากกว่า

"งั้นก็แสดงว่ามาซาชิเข้าใจผิดคิดว่าเรากับซือหลงซังชอบกันงั้นเหรอ! ไม่ได้นะๆ"ว่าแล้วร่างเล็กๆก็แทบจะกระโจนออกไปจากห้องตามใครบางคนที่เนนำออกไปก่อนทันที ทิ้งให้ลูกชายคนเดียวของมาเฟียอันดับสองในวงการมาเฟียค่อยๆลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจก่อนจะพึมพำเบาๆกับตัวเอง

"และนี่ก็คืออาการ'ง้อ'เพราะ'รัก'สินะ"

ตลอดการรับประทานอาหารนั้นเงียบกริบไม่มีใครชวนคุยเลยสักคนเดียว แม้กระทั่งหลิงซือหลง มาซาชิยิ่งไม่ต้องพูดถึง ก้มหน้าก้มตากินอย่างเดียวราวกับตอนนี้เพียงตัวเขา ตะเกียบ และอาหารตรงหน้าเท่านั้น

ฮานาโกะซังที่กินไม่ได้(และไม่อยากกิน)ลงทุนนั่งข้างหน้ามาซาชิแล้ว และสายตาของเธอก็จับจ้องแต่เขาคนเดียวเท่านั้น หากแต่ไม่รู้ว่าคนโดนจ้องจะไม่รู้ตัวจริงๆหรือรู้แล้วแกล้งทำเป็นไม่สนใจก็ไม่รู้ แต่ความรู้สึกน้อยใจก็อดผุดขึ้นมากลางอกไม่ได้

ซือหลงที่เห็นท่าไม่ดีแต่ก็ไม่อยากจะเข้าช่วย ยังไงซะก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ'ว่าที่คนรัก'เขาเคลียร์กันเองจะดีกว่า

แต่จนแล้วจนรอด ตลอดการรับประทานอาหารมื้อกลางวันนั้นก็กลายเป็นบรยากาศข้างสุสานไปโดยปริยาย เพราะไม่มีเสียงเล็ดลอดของใครดังออกมาเลยแม้แต่แอะเดียว ยิ่งตอนนี้ผีสาวตัวน้อยก็ยิ่งร้อนใจ ไม่รู้จะทำยังไงดี

ตอนบ่าย... ในที่สุดมาซาชิก็ชวนซือหลงและฮานาโกะซังดูหนังด้วยกันที่ห้องข้างบน หากแต่นั่นก็ดูเหมือนปะโยคนั้นพูดหกับซอหลงเสียมากกว่าเธอ... ดูเหมือนตอนนี้เธอจะกลายเป็นอากาศธาตุไปเสียแล้ว...

ไม่ต่างอะไรกับเมื่อก่อนตอนที่ยังอยู่แต่ห้องน้ำที่โรงเรียนเลยสักนิด!

หลังจากที่หนังจบหลิงซือหลงก็ขอตัวกลับ แต่จนถึงตอนนั้นก็ปาเข้าไปเกือบหกโมงเย็นแล้ว...

มาซาชินั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องนั่งเล่น ในมือมีถุงขนมเหมือนอย่างเคย สายตาจับจ้องที่ทีวีไม่วางตา ในขณะที่ฮานาโฏะซังเริ่มคิดว่าตัวเองต้องทำอะไรสักที ไม่อย่างนั้นเธอคงใจสลายแน่ๆ!

"มาซาชิ"

"....."ยังคงไม่มีเสียงตอบรับ...(จากเลขหมายที่ท่านเรียก)

"มาซาชิซัง"

"......."มาซาชิคว้ารีโมทข้างตัวขึ้นมาเปลี่ยนช่องทีวี จากนั้นก็เอนหลังพิงกับเบาะ ลึกจนตัวแทบจะฝังลงไป

ฮานาโกะซังแทบจะน้ำตาร่วงเสียให้ได้ แต่ก็พยายามสกัดกลั้นเอาไว้ด้ยการใช้ไม้ตายสุด้าย

เด็กสาวลุกขึ้นเดินไปยังประตูห้องนั่งเล่น โดยหารู้ไม่ว่ามีสายตาของใครอีกคนจับจ้องมองมาเป็นระยะๆ คำถามว่า"เธอจะไปไหน"เริ่มผุดขึ้นในสมองแต่ก็ยังไม่ได้พูดออกไปตามที่ใจสั่ง ความจริงเขาเองก็ไม่อยากจะทำแบบนี้ เพียงแต่เขาเองก็อยากจะรู้ว่าฮานาโกะซังที่ร่ำๆเอาว่าเป็นแฟนคลับของเขาตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่จะทำยังไงเมื่อเจอลูกงอนของชายชาตรีอย่างเขาเข้าให้

และเท้าเล็กๆของเธอก็สะดุดเข้ากับ... อะไรบางอย่าง... ความจริงปรากฎกรณ์นี้เรียกอีกอย่างว่า...

สะดุดสายลม

"โอ๊ย!"ฮานาโกะซังแกล้งล้มลง ส่งเสียงร้องโอ๊ย แต่ร่างของมาซาชิก็แทบจะรีบตรงดิ่งมาหาเธอตั้งแต่ยังไม่ทันล้มเลยด้วยซ้ำ!

"ฮานาโกะซัง เป็นอะไรมากรึเปล่า เจ็บมากมั้ย..."เสียงทุ้มนุ่มที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงชัดเจนนั้นถูกส่งออกมาทันทีพร้อมกับที่มือทั้งสองพร้อมใจกันช่วยโอบประคองร่างโปร่งรงหน้าอย่างแผ่วเบาและแฝงไปด้วยความระมัดระวัง

มารยาหญิงได้ผลเสมอ!

"ไปนไรค่ะ ว่าแต่มาซาชิซังไม่โกรธแล้วใช่มั้ยคะ"

"อืมๆ โกรธหรอก รีบลุกขึ้นก่อนเถอะ ให้ฉันดูหน่อยว่าเจ็บตรงไหนรึเปล่า"

ฮานาโกะซังยอมให้ประคองมาจนถึงโซฟา ในใจเริ่มหวั่นวิตกกลัวว่ามาซาชิจะจับได้แล้วจะพาลกลับไปโมโหเธออีก

มาซาชิค่อยๆสัมผัสที่หลังเท้าของเธออย่างแผ่วเบา ใบหน้าเข้มเงยหน้ามองคนเจ็บ(กำมะลอ)เป็นระยะๆ และเมาอเช็คดูว่าทุกอย่างยังเป็นปกติ เด็กหนุ่มก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะค่อยๆยันตัวขึ้นนั่งบนโซฟาข้างๆ

"มาซาชิซังโกรธฉันเรื่องอะไรคะ"ฮานาโกะรวบรวมความกล้าถามมาซาชิหันมามองตาเธอ แต่ทันทีที่สบกับนัยน์ตาสีดำ... เธอก็เบือนหน้าหนี สีแดงระเรื่อตบแต่งที่แก้มของเธอโดยอัติโนมัติ

"ทำไมเธอถึงไม่ค่อยยิ้มให้ฉันบ้างเลยล่ะ ไม่ค่อยหัวเราด้วย แต่เวลาอยู่กับซือหลงเธอทั้งยิ้มทั้งหัวเราะ กับฉันเธอก็เอาแต่ก้มหน้า.."

'โธ่!... มาซาชินี่ช่างไม่รูอะไรบ้างเลย! แกรของเธอมันก็แค่อาการอายเวลาอยู่ใกล้' คนที่แอบชอบก็เท่านั้นเอง'ฮานาโกะซังยิ้มในใจ แต่แล้วเธอก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่หน้าต่างที่ทำจากกระจกตั้งแต่เพดานจรดพื้น อะไรบางอย่างกำลังเคลบื่อนไหวอย่างเชื่องช้าราวกับจงใจให้เธอเห็น!

"มาซาชิซัง!!"

คนถูกเรียกหันไปมองตามที่มือเล็กๆชี้ทันที เขาเพ่งตามอง... ในความมืดแถมยังในสวนคฤหาสน์ที่มีต้นมไม้ใหญ่ให้ร่มให้เงาเยอะแยะแบบนี้มันก็มองได้ยากพอสมควร

"ออกมาสิ... ผู้ใช้ไฟแห่งเงาจันทรา..."เสียงอะไรบางอย่างที่ทุ้ม... นุ่ม... แต่ขณะเดียวกันก็ฟังดูน่าเกรงขามนั้นเรียก มาซาชิเดินออกไปอย่างเชื่องช้า โดยมีร่างโปร่งใสของฮานาโฏะซังตามมาข้างหลังเงียบๆ อย่างน้อยๆเธอก็เหป็นวิญญาณ ถ้ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างเธอก็น่าจะช่วยเขาได้!

ทันทีที่ทั้งสองก้าวออกมาจากห้องนั่งเล่น... พลันขนในกายก็พลันลุกซู่... ความหนาวเหน็บบางอย่างทำเอาความกลัวเข้าเกาะที่หัวใจทันที ลมในตอนเย็นที่พัดผ่านมายิ่งเสริมบรรยากาศให้มันดูวังเวงเข้าไปอีก

ตะขาบตัวใหญ่ยักษ์ที่ราวยาวๆหกเจ็ดเมตรนั้นปรากฎอยู่เบื้องหน้าของทั้งสอง สีของมันออกเป็นสีน้ำตาลมันวับ ขานับพันๆขานั้นยั้วเยี้ยไปมาใช้ในการเคลื่อนที่ ฟันแหลมคมถูกยื่นออกมาจากปากอย่างอวดศักดาก็ไม่ปาน

มาซาชิตั้งการ์ดทันที พลางดันฮานาโกะซังที่กำลังสั่นปนตกตะลึงให้ถอยไปเบื้องหลัง เตรียมเผ่นทันทีหากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น

"โฮ่... ใจเย็นๆเจ้าหนู ข้าไม่ได้มาร้ายอะไร ข้าคืออาคางิยามาโนะมูคาเดกามิ เทพเจ้าตะขาบแห่งภูเอาคางิ ข้าแค่อยากจะมาช่วยเหลือโชเน็นอย่างพวกเจ้าก็เท่านั้น..."

นัยน์ตากลมๆที่ดำขลับไม่มีตาขาวน้นจ้องมองมาที่มาซาชิ อะไรบางอย่างทำให้เขารู้สึกเรกงขามมากว่าจะเกรงกลัว สัญชาตญาณบ่งบอกว่าปีศาจตนนี้ไม่ได้มาร้ายอย่างที่คิดเลย

เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กกว่าเงียบ เจ้าตะขาบยักษ์ก็พูดต่อ

"เจ้าคงกำลังตามหาโชเน็นคนอื่นๆอยุ่สินะผู้ใช้ไฟ"

"อืม"มาซาชิตอบสั้นๆ นัยน์ตายังจับจ้องที่ขานับพันของมัน

"หึๆ พวกเจ้านี่โง่จริงๆนะ กระทั่งคนที่ใกล้ตัวเจ้าที่สุดเจ้ายังไม่รู้เลยว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอคนนั้นเป็นใคร"

มาซาชิหันไปมอง เธอคนั้น' ที่อยู่ด้านหลังเขาทันที สายตาของฮานาโกะซังฉายแววงุนงง

"ฉันเหรอคะ?"ร่างโปร่งใสเอ้นเอ่ย "ฉันเองก็จำไม่ได้เหมือนกันค่ะว่าฉันเป็นใคร"

"อืม... มันก็สมควรอยู่หรอก เพราะเจ้าโดนปีศาจจิ้งจอกเกาหางสะกดต้มตุ๋นเสียจนมุม จำอะไรสักอย่างไม่ได้เลยสินะ"

คนตัวเล็กกว่าทั้งสองได้แต่ยืนงง ทำอะไรไม่ถูก

"งั้นข้าจะสงเคราะห์ให้นะฮานาโกะซัง ไม่สิ ยาชิคุริ ยาบุมิจัง..."

'ยาบุมิ...??!!'ฮานาโกะซังก้มหน้า มองมือตัวเอง พลันในศีรษะก็นึกถึงภาพอะไรบางอย่างลอยกรูกันเข้าไปในหัว... ภาพตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่

และยาชิคุริ ยาบุมิ ก็คือชื่อเดิมของเธอ!!

"จริงๆแล้วเธอชือยาบุมิเหรอ..?"มาซาชิถาม แต่เมื่อมองเห็นนัยน์ตาดำๆราวเม็ดมะขามของตะขาบยักษ์ที่มองมา ก็ตัดสินใจว่าตนยังไม่พูดเลยดีกว่า

"เพราะเธอคือหนึ่งในเงาจันทรา... ยาชิคุริ ยาบุมิ ผู้ใช้สายลม...!"

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น