นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [OS] Paper Hearts (Kris x Lay)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

OS ‘ Paper Hearts ’

New Year Special 

Pairing : Kris x Lay feat.ChanBaek 

Rate : Fluff

Inspired by : The Vamps - Paper Hearts 









เนื้อเรื่อง อัปเดต 29 ธ.ค. 60 / 07:31


SF KrisLay 

New Year Special 

‘ Paper Hearts ’

Inspired by : The Vamps - Paper Hearts 







1.

‘คริส เราชอบนาย’

‘….’

‘จะว่าไงดี เพราะว่านายหล่อ หรือนายใจดีกับเรา เราที่ไม่ค่อยจะเป็นความสำคัญของใครนอกจากเพื่อนสนิท อืม... เราไม่คิดว่ามันเป็นความหวั่นไหวด้วย เราแน่ใจว่าเราชอบนาย’

‘….’

‘แต่เราก็รู้อีกนั่นแหละว่าระดับนายคงไม่มาสนใจคนอย่างเราหรอก’

‘….’

‘ไม่ต้องพูดอะไรนะ แค่ฟังแล้วรับรู้เอาไว้ก็พอ แต่นับจากวันพรุ่งนี้คงไม่ว่ากันนะถ้าเราจะขอห่างๆนายหน่อย อย่างว่าล่ะ คนอกหักมันก็ต้องการระยะห่างทำใจบ้าง อย่าถือสาเราเลยนะ’

‘….’

‘จนกว่าเราจะทำใจได้ เราจะทักนายเอง โอเคมั้ย’

‘….’

‘ไม่โอเคก็ต้องโอเคล่ะนะ ถือว่าเราขอนะ’แล้วคนที่เอาแต่พูดอยู่คนเดียวท่ามกลางความเงียบของหอพักนักศึกษาในเวลากลางคืนก็หัวเราะ 

เสียงหัวเราะสดใสที่ฟังดูก็รู้ว่าขื่นเต็มทน 

‘เออ แต่นายไม่ต้องใส่ใจหรอก’

‘….’

‘ตลกใช่มั้ย อือ เรารู้ นายไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้วนี่’

‘….’

นั่นเป็นคำพูดเมื่อเดือนพฤษภาคม จากนายตัวขาวที่ชื่อ ‘เลย์’ เพื่อนต่างคณะ แต่ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมแก๊งของผม 

อย่าว่าผมนะที่ผมไม่ตอบอะไรมันเลย คือตอนนั้นผมเมามาก ผมควรจะหลับไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็กลับกลายเป็นว่าได้ยินเรื่องที่คาดไม่ถึงที่สุดจากคนที่คาดไม่ถึงที่สุด

อันที่จริงผมจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าเรารู้จักกันได้ยังไง อาจจะเป็นเพราะว่ายัยบี๋ เพื่อนสนิทตัวเล็กของเลย์เป็นแฟนกันกับไอ้ชาน เพื่อนสนิทของผม เพื่อนคนนั้นคนนี้ก็เลยดึงกันเข้ามาทำความรู้จักกันเรื่อยๆ กลายเป็นกลุ่มใหญ่ไปโดยปริยาย

ผมจำได้ว่าคืนนั้นเป็นคืนที่พวกเราปาร์ตี้กันหนักมากเพราะฉลองหลังพรีเซนต์สุดโหดผ่านพ้นไป เลย์เป็นคนเดียวที่ไม่ดื่ม ตอนนั้นผมจำได้ว่าพวกเราก็คะยั้นคะยอมันนะ แต่ไม่รู้หรอกว่าทำไมนายนั่นไม่แตะสักแก้ว 

แต่คืนนั้นผมก็ได้รู้เหตุผล... เหตุผลที่เอาซะผมที่มักจะหลับสนิทเสมอหลังเมาสติค้างไปทั้งคืนทั้งที่หลับตา 

ผมไม่กล้าบอกใครเรื่องคำพูดพวกนั้น ไม่แม้กระทั่งไอ้ชาน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลอะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปิดบังเอาไว้เพื่อตัวเอง หรือเพื่อหมอนั่น

ยังจำได้ด้วยซ้ำถึงวินาทีที่ตื่นเช้ามาแล้วพยายามสะกดจิตตัวเองว่ามันอาจเป็นแค่ฝันตลกๆตื่นหนึ่ง ก็คนอย่างผม คนอย่างคริสน่ะ มีคนมาสารภาพรักเดือนละไม่ต่ำกว่าสามครั้ง มันเป็นเรื่องธรรมดามาก (ไม่ได้โม้นะ แต่คือผมก็รวยด้วย คือค่อนข้างเพอร์เฟ็กต์ในระดับหนึ่ง) 

แต่สุดท้ายความจริงก็ตีเข้าแสกหน้าเพราะนับจากวันนั้น เลย์แม่งทำอย่างที่พูดเอาไว้จริงๆ 

อาศัยว่าเป็นคนเงียบๆเป็นทุนเดิมหลบลี้หนีหน้ากันอย่างกับกระดาษโดนลมพัดจนปลิวพลิ้ว เจอกันต่อหน้าก็แกล้งทำเป็นสายตายาว แถมโชคชะตาก็ไม่เข้าข้างส่งงานกลุ่มมาให้เราอยู่กลุ่มเดียวกันอีกเลยนับจากพรีเซนต์นั้น... จนหมดเทอม 

เรียกได้ว่าระยะห่างทำใจของเจ้าหน้าซีดเลย์ยาวเป็นพันไมล์ สมดังที่มันตั้งใจ 

ผมไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยได้แต่แอบมองมัน โลกมันกลมนี่นะ ไม่แปลกถ้าในลานสายตาผมจะมีมันอยู่บ้างแม้จะไม่ได้อยู่คณะเดียวกัน มันที่ตัวบางๆ ขาวทั้งตัวตั้งแต่หนังหัวจรดปลายเท้า เด็กเนิร์ดที่ไม่ว่าจะดูเผินๆหรือพินิจพิเคราะห์ดูยังไงก็ช่างแตกต่างกันกับมนุษย์คนอื่นๆเสียเหลือเกิน

ถ้าพระเจ้าคือนักเขียน คงออกแบบเลย์ออกมาเป็นตัวละครที่แสนจะซีดขาว บอบบาง ว่างเปล่าอย่างกับกระดาษ

ผมจำไม่ได้หรอกว่าไปใจดีกับมันตอนไหนให้มันหวั่นไหวเข้า ก็มันเป็นเพื่อนในกลุ่ม ผมก็ต้องดีกับมันรึเปล่า? 

ก็มันพูดเพราะ ผมก็เลยไม่ได้ขึ้นกูมึงกับมัน มันดื่มน้อย ผมก็ดื่มได้เต็มที่เพราะรู้ว่ายังไงมันก็ช่วยหิ้วปีกผมกลับ มันตั้งใจเรียน ผมชอบหลับเวลาเรียน ผมก็ซีรอกซ์เลคเชอร์มันไปอ่าน หอมันอยู่ใกล้ หอผมอยู่ไกล เวลาเจอกันกลางทางผมก็รับมันเข้าม.ด้วยกัน เซคก็เรียนเซคเดียวกัน มันมาถึงก่อนมันก็ช่วยจองที่ให้ แล้วสุดท้ายเราก็นั่งข้างกันเป็นบางคาบเป็นชั่วโมงๆ

ช่างเหอะ คิดไปก็ปวดหัว 

เพราะที่เลย์พูดมาก็ถูก ไลฟ์สไตล์คนกลางคืน ใช้ชีวิตวัยรุ่นคุ้มหน้าตาแบบผม จะไปเข้าอะไรกันกับนายคนจืดชืดที่ทำตัวเป็นลุงตั้งแต่ยี่สิบต้นๆ

แต่จะว่าไปแล้ว เลย์มันก็ไม่ใช่แผ่นกระดาษขาวๆอยู่ตลอดเวลาหรอกนะ 

หลายต่อหลายครั้งที่ผมเอาตัวเข้าไปใกล้มันโดยไม่ตั้งใจ โดยอุบัติเหตุ หรือโดยสถานการณ์อะไรก็แล้วแต่ที่เนื้อตัวเราใกล้กัน หน้าเลย์จะมีสีชมพูแต้มจางๆ

หน้ามันขาว จะมืดจะสลัวแสงน้อยยังไงก็เห็นชัด

จากสีขาวธรรมดาดาษๆ ค่อยๆมีสีชมพูแต่งแต้มจนทั่ว  

ตอนที่เห็นไม่ทันได้สังเกต แต่มานึกย้อนไปแล้วมันก็... หล่อ น่ารักดี สมกับเป็นมัน 

อาจจะรู้สึกหวั่นไหวก็ได้ แต่ให้คบกันเป็นเรื่องเป็นราวน่ะเหรอ

ดูดิ คิดตะแคงกลับหัวแล้วก็ยังไปกันไม่ได้ 


2.


7 ตุลา

“สุขสันต์วันเกิดนะ”

วงหน้าที่กำลังก้มหน้างุดอยู่กับเว็บตูนทางโทรศัพท์ถึงกับชะงักและเงยขึ้นมองกัน ดวงตากลมภายใต้กรอบแว่นจ้องมองมาที่ผมเหมือนคนแปลกหน้าอยู่ครู่หนึ่ง

เจ้ากระดาษหยุดเคลื่อนไหวเมื่อมันกำลังใช้ความคิด

“ได้ยินไอ้บี๋มันพูดอะ”ชื่อของเพื่อนสนิทเจ้าตัวถูกยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างของผม และสีหน้าของอีกฝ่ายก็ดูผ่อนคลายลงแทบจะในทันที 

“ขอบใจนะ” 

แล้วเลย์มันก็ยิ้ม

เหมือนกระดาษสีขาว

“ตรงนี้มีคนนั่งปะ?”ผมชี้ไปที่ที่นั่งข้างๆ แล้วคนถูกถามก็ส่ายหน้า 

จริงๆถ้าสมการความรู้สึกของผมถูกต้อง คนที่ควรจะอึดอัดน่าจะเป็นเลย์ ไม่ใช่ผม 

แต่ที่แปลกคือ ผมเองก็รู้สึก... แปลกๆ 

ผมพบว่าตัวเองต้องใช้ความกล้าอย่างมากที่จะหย่อนตัวลงที่เก้าอี้เลคเชอร์ตัวข้างๆ ถึงเก้าอี้มันจะแข็งและไม่เคยเอื้อสุขภาพของนักศึกษาเลย แต่ผมว่าไม่ใช่เพราะเรื่องทางกายภาพหรอก

เพราะเลย์นั่นแหละ เพราะมันคนเดียวเลย

“แล้วคืนนี้จะไปฉลองที่ไหนอะ”

“ยังไม่รู้เลย คงแล้วแต่บี๋แหละ”คำตอบสมเป็นเจ้ากระดาษสุดจืดคนเดิม 

คนที่ไม่ได้คุยมาเกือบห้าเดือน 

“ได้ไง วันเกิดตัวเองก็ต้องเลือกสิ”

เลย์ยิ้มอีกครั้ง “คงจะแค่ไปหาอะไรกินที่ห้างอะ นายจะไปด้วยกันมั้ย?”

“…ไปสิ”

เพื่อนกลุ่มเดียวกัน ทำไมผมจะไม่ไปฉลองวันเกิดด้วยล่ะ 

คนอย่างคริสเคยพลาดเสียที่ไหน 

ตลอดคาบเรียนผมพยายามอย่างยิ่งที่จะโฟกัสอยู่กับสไลด์บนหน้าจอ น้ำเสียงของอาจารย์ รวมไปถึงตัวอักษรบนชีทที่กางอยู่ตรงหน้า แต่กลับพบว่าทุกๆความพยายามของผมกลับกลายเป็นเพียงการฝืนเพื่อไม่ให้สนใจคนข้างๆมากเกินความจำเป็น

อาศัยว่าตัวเองตัวสูง จากมุมนี้เลย์มันก็ตั้งใจเรียนเหมือนทุกที เหมือนทุกครั้งที่ผมเงยหน้ามาเห็นมัน มือขวาจดยิกๆลงบนสมุด สองตาย้ายอยู่สองที่คืออาจารย์กับไอ้ที่ตัวเองกำลังเขียน 

เจ้ากระดาษกลายเป็นสีฟ้าเมื่อมันกำลังใช้ความคิด 

ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก บอกตัวเองให้ตั้งสติกับบทเรียนเสียทีหลังจากผ่านไปร่วมสี่สิบห้านาที อะไรบางอย่างที่ปลายหางตาก็ทำให้สัญชาตญาณนักกีฬาของผมยื่นมือออกไปทางโต๊ะของเลย์

มือผมรับปากกาไฮไลท์ที่กำลังจะตกลงตามแรงโน้มถ่วงไว้ได้ทัน แต่สัมผัสบางอย่างที่มือของผมอีกทีทำให้ทั้งร่างกายของผมขนลุกซู่

กระแสไฟฟ้าสถิตย์ที่เกิดขึ้นกับกระดาษ

ปฏิกิริยาของเลย์ช้ากว่า... เลยกลายเป็นว่ามันจับมือผมอีกที

ออกซิเจนทั้งหมดที่สั่งสมมาขาดห้วงเมื่อผมหันไปสบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลใต้กรอบแว่น

“ขอบใจ”

เลย์เอ่ยสั้นๆ ตอนที่ดึงปากกาไฮไลท์กลับคืนไป 

ด้วยใบหน้าของกระดาษสีขาว

ขาวโพลนพอๆกันกับความคิดในหัวของผม 


ทำไมกันล่ะ ทำไมมันไม่เหมือนเดิม

ทุกครั้งที่เราใกล้กัน กระดาษจะต้องเปลี่ยนเป็นสีชมพูไม่ใช่เหรอ

ทำไมคนเรามันถึงตีมึนได้เฉยขนาดนั้น

นี่ใช่เลย์คนเดียวกับคนที่สารภาพความในใจกับผมเมื่อคืนนั้นหรือเปล่า? 



“ลอยอะไรนักหนาวะมึง นี่ถ้าเป็นลูกโป่งป่านนี้ลอยไปถึงดาวเสาร์ละ”

“ลูกโป่งบ้านมึงอะลอยสูงขนาดนั้น”

ชานยอลทุ่มลูกบาสลงกับพื้นแทนความหงุดหงิดที่โดนผมยวนกลับ เห็นสีหน้าเอาเรื่องของเพื่อนสนิทแล้วผมก็เริ่มคิดว่าตัวเองคงจะเหม่อมาแล้วทั้งวันจริงๆ 

ขนาดกีฬาบาสเก็ตบอลสุดโปรดยังดึงความสนใจของผมไปไม่ได้ จนต้องมานอนแผ่หนุนกระเป๋าตัวเองอยู่ข้างสนามแบบนี้ 

สุดท้ายก็ทนอึดอัดไม่ไหวจนต้องเอ่ยปาก 

“มึง สมมมตินะ ถ้ามีคนมาบอกชอบมึง แต่เขากลับไม่มีท่าทีเหมือนจะชอบอะไรมึงเลย มึงจะทำตัวไงวะ”

“เขาเป็นคนซึนๆเปล่ามึง แบบ รักนะหน้านิ่งไรงี้”ชานยอลให้ความเห็น 

ผมคิดตาม เอาเข้าจริงก็เป็นไปได้สูงเลยสำหรับเลย์ “แต่คือเขาก็บอกชอบกูนานแล้วอะ”

“นานแล้วนี่ขนาดไหน”เพื่อนตัวสูงหยุดเล็งแป้นแล้วหันมามองผม

“ห้าเดือน”

เจ้าลูกกลมสีส้มแทบหล่นกระแทกหน้าคนถือ “ไอ้ห่า เขาไม่ลืมชื่อมึงก็บุญแล้ว”

“....ก็จริงของมึง”

ผมถอนหายใจ คว้าลูกบาสที่ถูกโยนส่งมาให้อย่างแม่นยำแล้วก็ชู้ตลงห่วงทั้งที่ใจลอยไปถึงไหนต่อไหน ยิ่งตอนที่คำพูดของเลย์วนกลับเข้ามาในสมอง 

‘จนกว่าเราจะทำใจได้ เราจะทักนายเอง โอเคมั้ย’

อันที่จริงแล้วถ้าการขอให้ห่างเป็นกติการะหว่างผมกับเลย์ ก็ต้องเรียกว่าผมทำฟาวล์ด้วยกันเข้าไปทักมันก่อนด้วยซ้ำ

แต่มันก็.... เป็นแบบนี้ไปซะแล้ว 

แปลได้อย่างเดียว ว่าระยะทำใจนั้นไม่มีอยู่อีกแล้ว 

ไอ้ตัวซีดมันไม่ได้คิดกับผมเหมือนเมื่อคืนนั้นแล้ว 

ไม่มีความรู้สึกเมื่อห้าเดือนที่แล้วอีกต่อไป

“ใครวะที่ทำไอ้คุณชายคริสมันนอนเหม่อมองเพดานได้ขนาดนี้”ชานยอลถามอีกครั้ง แม้บนใบหน้าจะเปื้อนยิ้มกวนประสาทเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ในฐานะเพื่อนผมสัมผัสได้จากน้ำเสียงว่ามันอยากรู้จริงๆ 

“กูก็บอกอยู่ว่าเรื่องสมมติ”

“ล้านเปอร์เซ็นต์ของการสมมติสถานการณ์คือเรื่องของมึงเองอะค้าบ บอกกูมาเดี๋ยวนี้เลยว่าใคร น้องแชยอนปีสอง?”

“ไม่ใช่ และไม่บอก”

“ไอ้เวร”


ระยะทำใจหายไป 

ส่วนผมน่ะ

...ใจหาย


“ไม่บอกก็ไม่เป็นไร แต่กูจะบอกอะไรมึงให้นะคริส”

เสียงลูกบาสกระทบพื้นไม่อาจกลบเสียงหัวใจที่เต้นตุบของผมได้ตอนไอ้ชานพูด 

เข้าโหมดเรื่องความรักทีไร เจ้าของประสบการณ์ครองรักสามปีกับไอ้บี๋เป็นอันหล่อขึ้นมาทุกที 

“มึงอะ สนใจเขาอยู่อะดิ”

“ก็เออ”

ไม่ใช่แค่ชานยอลที่สะดุ้งโหยงถึงกับลูกบาสหลุดมือ ผมเองยังช็อกจนต้องหันไปมองหน้ามันที่เผลอหลุดปากออกไป

“เชี่ยใครวะกูอยากรู้ๆๆๆๆๆ!!”

“มึงนี่เหมือนไอ้บี๋เข้าไปทุกวันรู้ปะ”พยายามด่ากลบเกลื่อนแต่ก็สายไปแล้วเมื่อไอ้ชานหันมาแจกเผือกปูเสื่อรอเต็มที่

“จีบดิวะ ใครเขาจะไม่สนใจมึงอะ กูวางหมื่นห้าเลยอะ รวยแน่ๆ”

ผมอยากจะตะโกนใส่หน้ามันดังๆว่าก็คนอย่างนายกระดาษนั่นไง! 

สุดท้ายผมก็ถอนหายใจอย่างห้ามความหงุดหงิดในใจตัวเองไม่ได้ ไม่ได้หงุดหงิดเพื่อนที่ถามซอกแซกหรอก แต่หงุดหงิดตัวเองที่เป็นแบบนี้นี่แหละ! 

“เขาเคยรอกูตั้งห้าเดือน ตอนนี้เขาคงอยากวุ่นวายกับกูหรอก”

“เอ้า ไม่ลองก็ไม่รู้นะเว้ย”

ผมถอนหายใจ พยายามคิดตามแผนจีบแผนตื๊อที่ไอ้ชานรับประกันว่าขนาดคนใจแข็งอย่างบี๋ยังได้ผล ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ตุ๊กตา ของกิน ไปรับไปส่ง รวมไปถึงการเอาใจใส่ในเรื่องเล็กๆน้อยๆอื่นๆ เรียกได้ว่าเป็นแผนเบสิคที่ผมเองก็เคยทำและได้ผลนั่นแหละ

แต่คนนี้ไม่เหมือนคนอื่น ถ้ายิ่งพยายามเอาตัวเข้าไปใกล้ตอนนี้ หมอนั่นอาจจะ... โกรธ หรือเปล่านะ?

ผมเข้าใจนะ ว่าตอนนั้นเลย์ต้องการระยะห่างเพราะอะไร 

พอมาตอนนี้มันมาเกิดขึ้นผมเองถึงได้เข้าใจ 

อย่างน้อย... ถ้าไม่ได้เป็นอย่างคนรัก เราก็ไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปใกล้กันให้ลำบากใจ 

ถึงผมจะเป็นคริส บุคคลที่ใครๆก็การันตีว่าจีบใครก็ติดก็เถอะ 

ความรู้สึกของผมมันบอก 

นายกระดาษไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน 

ไม่เหมือนตั้งแต่มาทำให้ผมรู้สึกแบบนี้แล้ว 



3.

วิธีของไอ้ชานไม่ได้ผล

เพราะผมไม่ได้ทำมันสักอย่างไงล่ะ

โธ่เอ๊ย จะให้ผมทำยังไง ในเมื่อเทอมนี้เราลงวิชาเดียวกันแค่ตัวเดียว เท่ากับว่าผมได้หายใจร่วมห้องกับเลย์แค่อาทิตย์ละสามชั่วโมงเท่านั้น 

แต่ละวัน อาทิตย์ เดือน ที่ผ่านไปเรื่อยๆเลยกลายเป็นว่าผมได้แต่เฝ้ามองเจ้ามนุษย์กระดาษลอยไปลอยมา เดี๋ยวนี้มันเก่ง มันไม่หลบผมแล้ว เจอหน้าก็ทักกันตรงๆ เพื่อนชวนไปไหนถ้าว่างเลย์ก็ไป ไม่พอยังหันมายิ้มให้และถามสารทุกข์สุกดิบ

เราถึงขั้นไปกินข้าวด้วยกันด้วยซ้ำ

…ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่น่ะนะ

แต่ผมก็นั่งตรงข้ามเลย์เลยนะ! ขนาดนั่งมองหน้า บริการให้อย่างสุภาพบุรุษจนไอ้เฉินแซว เจ้ากระดาษก็ยังคงเป็นแค่สีส้มเมื่อหัวเราะเริงร่ากับเพื่อน หรือไม่ก็เป็นสีเหลืองอย่างสดใสเมื่อจงอินทำอะไรซุ่มซ่ามแล้วโดนคยองซูหยิก

มันยังไม่ยอมเป็นสีชมพูเมื่อใกล้กัน

เอาเถอะ

ก็ยังดีว่ายังไม่เป็นสีชมพูกับใคร

ผมรู้ เพราะเมื่อไหร่ที่มันอยู่ใกล้ ผมก็มองของผมอยู่ตลอด


“โตป่านนี้แล้วยังพับกระดาษ เล่นไรเป็นเด็กๆวะ”ไอ้ชานชะโงกหัวมากระซิบด่า 

“เขาเรียกใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์”

“ไม่เพื่อน คือนี่เวลาเรียน มึงก็ต้องเรียนไง ไม่ใช่นั่งพับกระดาษเล่น”

“เออๆเสร็จแล้วเว้ย”ผมถอนหายใจ พับอีกสองสามทบ มอง‘เสื้อกระดาษตัวจิ๋ว’ ผลงานแทนความคิดถึงเจ้าคนที่มักจะเสื้อเรียบอยู่เสมออย่างพึงพอใจแล้วถึงได้เก็บใส่กระเป๋ากางเกงเพื่อหันไปใส่ใจอาจารย์หน้าห้องเรียนต่อ 

ความคิดถึงน่ะไม่รู้ถึงมั้ย การกระทำอะไรก็ไม่ได้ทำให้เป็นรูปเป็นรอยให้เห็น แค่การพับกระดาษนี่ก็คงมากพอแล้วที่จะแทนความรู้สึกในใจของผม 

เห็นกลุ่มผมของเลย์กับหัวสีทองของไอ้บี๋ไวๆแถวที่นั่งข้างหน้า เพราะวันนี้อาจารย์ที่เข้าสอนเกิดคึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ไม่ยอมให้นักศึกษาจองที่ให้ พวกเด็กเรียนแปดโมงเข้าแปดโมงห้านาทีอย่างผมกับไอ้ชานถึงได้ต้องเนรเทศตัวเองมาเสียแถวชายแดนห้อง

คือมันก็ดีแหละ ได้ออกไวก่อนใครทันทีที่เลิก

มันก็แค่ไกลเลย์ไปหน่อย 

คิดแล้วมันก็เจ็บใจสิ้นดี ว่าไม่ว่าตัวจะอยู่ใกล้หรืออยู่ไกล ยังไงเอาเข้าจริงระยะห่างระหว่างผมกับนายกระดาษก็ยังไกลเท่าเดิมอยู่ดี 

ถอนหายใจเฮือกออกมาอย่างเซ็งๆ นอกจากวิชานี้กับอีกสองวิชา เราก็ไม่ได้ลงอะไรตรงกันอีกเลย แถมไอ้บี๋มันก็งอนอะไรไอ้ชานไม่รู้ งอแงไม่ยอมให้นั่งใกล้เพราะไอ้ชานชอบกวน ยื่นประกาศิตว่าไม่ให้นั่งด้วย เราถึงไม่ได้นั่งใกล้กันอีก 

และผมก็ทำได้แต่มองเลย์จากข้างหลังอยู่อย่างนั้น 

อาทิตย์นี้เลย์ไม่ได้มาเรียน...

ได้ยินจากเสียงแปดหลอดของไอ้บี๋ที่บอกใครต่อใครที่ถามหาเลย์ ว่าเลย์เป็นหวัด เพราะดันเปรี้ยวอยากกินกาแฟตอนกลางคืน ถึงได้เดินออกไปซื้อกาแฟกลางดึกดื่น ฤทธิ์ดีดของคาเฟอีนบวกอากาศเลยพลอยทำให้ร่างกายนายกระดาษถึงกับเปื่อยติดเตียง 

โง่จริงเล้ย เจ้ากระดาษ บริภาษก็ทำได้แค่ในใจ แต่มือก็เริ่มขยับพับนกแทนคำอวยพรให้หายเร็วๆ ทั้งที่ใจจริงถ้าทำได้ผมอยากไปดูให้เห็นกับตาว่าเป็นอะไรมากมั้ย แต่จะให้บุกไปจริงๆก็ไม่รู้ว่าจะไปในฐานะอะไร ก็แค่เพื่อนในกลุ่มเอง

เรื่องที่จะแอบตามไอ้บี๋ รูมเมทของเลย์ไปยิ่งแล้วใหญ่ ไอ้ชานมันไปส่งของมันทุกเย็น ความแตกแหงแก๋

ดังนั้นสิ่งเดียวที่ผมทำได้ คือส่งกระแสจิตบอกเจ้า ‘นกกระดาษ’ บนโต๊ะเลคเชอร์ อย่างน้อยฝากไปให้ถึงคนที่ตอนนี้อาจจะกำลังนอนพักผ่อนอยู่ที่หอให้หายป่วยไวๆล่ะ

มีคนเป็นห่วง 



“คริส เพื่อนรัก เพื่อนตาย เพื่อนที่สุดแห่งเพื่อนที่ไม่อาจหาที่ไหนในทางช้างเผือกนี้ของข้าพเจ้า”

“ร่ายมาขนาดนี้ ยืมตังค์เหรอ”

“เห็นกูเป็นคนยังไง”ชานยอลชักสีหน้าจะเอาเรื่องอยู่นิดหนึ่ง แต่พอได้สติขึ้นมาก็กลับมาทำท่าพินอบพิเทาเหมือนเดิม “มึงช่วยเอาสมุดโน้ตไปให้ไอ้บี๋แทนกูหน่อยดิ”

“ได้”

เจอบี๋ = เจอเลย์ สมการง่ายๆที่คนฉลาดอย่างผมคำนวณผลได้เสียอย่างรวดเร็ว 

“เชี่ย ทำไมตกลงง่าย”

ผมกระพริบตา อารามว่าลืมเล่นตัวจนหันไปเห็นสายตาสงสัยปนจับผิดของเพื่อนแล้วก็ชักอึกอัก “เออ กูลืมว่าคณะไอ้บี๋มันไกล มึงไปเองละกันถ้างั้น”

“โห่ นะๆๆ เอาไปให้กูหน่อย เนี่ยเดี๋ยวกูต้องคุยงานกลุ่มต่อ กูลืมสนิทเลยเนี่ยเดี๋ยวบี๋มันด่ากู”อธิบายลงรายละเอียดประกอบความน่าสงสารของตัวเองด้วยการบอกว่าที่รักของมันบอกให้หยิบไปให้ตั้งแต่เช้าแต่มันดันลืมสนิท เกิดไปเจอตอนนี้อาจโดนตบเลือดกบปากกลับมาคุยงานอีก 

ผมพยักหน้ารับส่งๆ คีพหน้าคูลสุดฤทธิ์ทั้งที่พอขาก้าวพ้นคณะผมนี่แทบจะเดินด้วยจังหวะของลูน่า เลิฟกู๊ด 

เลย์กับแบคฮยอนอยู่ชมรมดนตรีเหมือนกัน อาจจะเพราะความชอบในเสียงดนตรีเหมือนกันที่ทำให้เลย์กับแบคฮยอนกลายเป็นเพื่อนสนิทที่คลิกกันได้เป็นอย่างดี ผมเองก็คุ้นๆว่าเลย์เล่นดนตรีได้ แต่ไม่รู้จริงๆว่าเลย์เล่นอะไร

เรื่องราวของเจ้ากระดาษ ทำไมผมจะไม่อยากรู้

เสียงบรรเลงเพลงเปียโนดังขึ้นมาทันทีที่ผมก้าวเข้าไปในอาณาบริเวณของชมรม แม้จะมีเสียงจ้อกแจ้กจอแจของสมาชิกชมรมคนอื่นบ้างประปราย แต่ทำนองเพลงคุ้นหูที่ยากนักที่จะไม่มีใครรู้จักนั้นกลับลอดเข้ามาสู่โสตประสาท

และที่ยิ่งไปกว่านั้น... ก็คงจะเป็นเสียงร้องหวานๆของใครบางคนที่กำลังจรดปลายนิ้วลงกับเครื่องดนตรีสีขาวดำตรงหน้า

ผมไม่ใช่คอเพลงทำนองนี้เท่าไหร่ แต่ก็พอจะฮึมๆฮัมๆได้ไม่เพี้ยนอยู่หรอก

  แสงสีส้มที่สาดส่องลงมาจากหน้าต่างกระทบเสี้ยวหน้าด้านข้างของเจ้ากระดาษสีขาวจนดูบริสุทธิ์ยิ่งกว่าอะไร ผมไม่เคยรู้เลยว่า เสียงของคนที่สารภาพรักผมเมื่อเดือนพฤษภานั้นจะไพเราะจับใจขนาดนี้ 

เหมือนภาพหยุดหมุนที่มีดนตรีเพราะๆประกอบ เวลานี้ผมไม่รู้จริงๆว่าเจ้ากระดาษเป็นสีอะไร รู้แต่มันเป็นสีที่ชวนให้คนที่มองอยู่ห่างๆอบอุ่นไปทั้งใจ

ทันทีที่โน้ตตัวสุดท้ายจบลง ผมก็รู้ว่าถึงเวลาที่นักแอบฟังจะต้องแสดงตัวเสียที....

“อ้าวคริส แล้วชานล่ะ เฮ้ยนี่สมุดเราปะ”

ไอ้บี๋!

“อือ”ผมตอบ ส่งสมุดให้เพื่อนตัวเล็กที่รับไปอย่างรวดเร็วพลางก่นด่าแฟนหนุ่มที่อยู่ไกลออกไปหลายช่วงตึกอย่างกับจะฝากให้ผมไปบ่นมัน แต่สายตาผมกลับไปสบตากับเลย์ที่มองมาอยู่แล้ว

“เพราะมากเลย ไม่ยักรู้ว่านายร้องเพลงเพราะขนาดนี้”ผมระเบิดคำชมโง่ๆออกไปพลางทำลายระยะห่างด้วยการก้าวขาเข้าไปใกล้เปียโนหลังใหญ่ริมหน้าต่าง

ทั้งที่เข้าใกล้กันอย่างเป็นธรรมชาติมาก็หลายครั้ง แต่ไม่รู้ทำไมพอมันตั้งใจจะเข้าใกล้ ถึงได้รู้สึกตื่นเต้นนัก 

“อือ ไม่ขนาดนั้นหรอก”เลย์ยิ้มเขิน ใช่! มันคือยิ้มเขิน ยิ้มจนเห็นลักยิ้มบุ๋มที่ข้างแก้ม

น่ารักสุดๆไปเลย...

หัวใจของผมเหมือนจะกระตุกขึ้นมาอีกครั้งตอนมองค้าง

สีชมพู... กระดาษเป็นสีชมพูหรือเปล่า...

บ้าเอ๊ย หัวใจเต้นเบาๆหน่อยได้มั้ยวะ ชมรมดนตรียิ่งจับจังหวะเก่งๆกันอยู่ไม่ใช่เรอะ

“พี่เลย์คะ อาจารย์เรียก!”

โชคไม่เข้าข้าง กระดาษที่กำลังจะเปลี่ยนสีต้องหันกลับไปมองรุ่นน้องคนเรียกที่ผมแอบคาดโทษว่าเหมือนพระเจ้าส่งมาแกล้งขัดจังหวะเสียอย่างนั้น

กระนั้นผมก็แอบอาศัยจังหวะที่เจ้ากระดาษหันไปให้ความสนใจทางอื่น วาง ‘เรือกระดาษ’ ลำเล็กแอบเอาไว้ที่ฝาเปียโน 

ฝากถึงมือเปียโนหน่อยนะ ชมรมดนตรี

เพราะเขาเล่นเพลง My Heart Will Go On ได้โดนใจกัปตันชมรมบาสมากๆเลย (ขาดแจ็คก็ติดต่อมานะครับ แต่ถ้าไม่ได้โรสเป็นมือเปียโนไม่เล่น) 

“กลับคณะไปไป๊ ชิ่วๆ”พูดไม่พูดเปล่า ไอ้บี๋เพื่อนที่แสนดีของทุกคนยังสะบัดมือไล่กันอย่างกับผู้นำเชียร์มหาลัย ขอบคุณสักคำก็ไม่มีนะไอ้เวร

แต่เอาเถอะ วันนี้ผมอารมณ์ดี ได้ชาร์ตพลังบวกแล้ว ผมจะไม่ถือโทษโกรธมัน 

ตอนนั้นเองที่ผมหันกลับไปมองเลย์อีกครั้ง หัวใจของผมเหมือนจะหยุดเต้นไปเมื่อเลย์ยิ้มให้ผมพร้อมกับโบกมืิอบ๊ายบาย 

แล้วเย็นวันนั้น... ผมก็เดินออกมาจากชมรมดนตรีด้วยอาการเท้าลอยไม่ติดพื้น 

….

หวังว่าคืนนี้ชานยอลเพื่อนยากจะอยากกินพิซซ่านะ 


4.

ผมอยากหาชื่อดีๆกว่าวันนี้ที่รอคอย เพราะมันจะไปซ้ำกับรายการคนหาย

เพราะเอาเข้าจริงเลย์ไม่ได้หายไปไหน นอกจากอยู่ในใจและห้วงคำนึงของผมตลอดเวลา เราแค่ได้เจอกันเพียงอาทิตย์ละหนึ่งวันถ้วนก็เท่านั้น และแม้มันจะเป็นวันจันทร์ผมก็ยังเต็มใจจะบอกว่ามันเป็นวันที่แสนสดใส 

แต่แล้วอารมณ์ของผมก็ต้องขุ่นมัวจัดเมื่อเห็นเลย์กำลังหัวร่อต่อกระซิก แถมยังยอมให้ใครก็ไม่รู้เล่นหัวอีกต่างหาก ทั้งที่ผมอุตส่าห์ตั้งนาฬิกาปลุก ตื่นเช้าเผื่อว่าจะได้มานั่งข้างๆเลย์ ลากไอ้ชานที่ปรากฎแค่กายหยาบมาด้วยกันก็แล้วอะไรก็แล้วแท้ๆ 

เห็นว่าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจากจีนที่ชื่อลู่หานอะไรนี่แหละ 

เหอะ เป็นแค่นักเรียนแลกเปลี่ยน ได้เป็นถึงกัปตันทีมฟุตบอล ทีมฟุตบอลมหาลัยเรามันไร้คุณภาพขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ (ใครมันจะไปคูลสู้ชมรมบาสของผม) 

“เมื่อวานที่เราไปดูกัน ตุ๊กตากบตัวนั้นก็น่ารักดีนะ”

“โห ถ้าเป็นเลย์มีคนให้ตุ๊กตากบนะ เลย์ไม่ชอบหรอก”

เมื่อวาน? เราไปดูกัน? ตุ๊กตา?

ผมถอดข้อความพวกนั้นออกมาแล้วก็ได้แต่ทดเอาไว้ในใจ แอบฟังหน่อยก็รู้ว่าเมื่อวานแม่งไปเดินเลือกของขวัญอะไรสักอย่างด้วยกันมา 

อ้อ นั่นสินะ ใกล้วันคริสต์มาสแล้วนี่ 

แต่จะซื้อของขวัญคือมันก็ต้องเป็นเซอร์ไพรส์หรือเปล่า จะซื้อให้กันแล้วจะไปด้วยกันทำหหอกไร

แล้วไอ้คูณหารสมการคุมองนั่นอะ มันควรจะมือไวใจเร็วขนาดนั้นเหรอวะ? เอะอะอะไรก็จับแก้ม มีแว่วๆมาอีกว่าเลย์แก้มนิ่มมาก มันได้เหรอ? ต่อให้สนิทขนาดไหนเพื่อนกันมันก็ไม่จับแก้มกันแล้วชมว่านิ่มเปล่าวะ? 

นี่ขนาดในห้องเรียนนะ เมื่อวานที่ไปด้วยกันจะขนาดไหน

เดทสินะ ไปเดทกันมาสินะ 

ตึง! 

เพื่อนทั้งกลุ่ม...​ซึ่งก็รวมถึงเลย์ด้วย หันมามองผมที่ผุดลุกขึ้นยืนแทบจะในทันที 

“โทษที กูปวดหัวว่ะ ฝากจดเลคเชอร์ด้วยนะ”ผมพูด ตกใจตัวเองเหมือนกันที่ตัวเองเสียงห้วนขนาดนั้น แต่ไม่รู้ล่ะ แก้ไม่ทันแล้ว 

“เออๆๆได้ๆ”แบคฮยอนที่เห็นสีหน้าผมเหมือนจะไม่สู้ดีไม่กล้าถามอะไรมากกว่านั้น ไอ้ชานคนเดียวที่พอจะรับมือไหวก็ดันหลับเหมือนซ้อมไหลตาย 

เวลาอีกห้านาทีจะเริ่มเรียนไม่ช่วยหยุดยั้งความคิดของผมได้ ผมเดินจากมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว จุดมุ่งหมายคือร้านกาแฟที่บรรยากาศดีๆให้อารมณ์สงบลงก่อน

... เราไม่ได้เป็นอะไรกัน เราไม่ได้เป็นอะไรกัน เราไม่ได้เป็นอะไรกัน ...

ผมไม่มีสิทธิอะไรเลยที่จะรู้สึกแบบนี้

ผมจะทำอะไรได้เหรอ ผมสามารถพูดออกไปตรงๆได้มั้ยว่า ‘เฮ้ย ไอ้ที่นายพูดเมื่อห้าเดือนที่แล้ว ตอนนี้มันกำลังเกิดกับเราว่ะ’ ติดแต่ว่าผมไม่ได้ห่ามขนาดนั้น 

และถึงผมจะบ้า แต่ก็ไม่ได้บ้าพอจะเสี่ยงทำให้เลย์ลำบากใจ 

กระนั้นผมก็ยังทิ้งอารมณ์ไม่พอใจของตัวเองไว้กับ ‘กบกระดาษ’ หนึ่งตัว เอาให้แม่งกระโดดใส่หน้าซะเลย ไม่ชอบกบนักนี่

...ไม่ๆ แค่ไปกระโดดแถวๆขาก็พอ เจ้ากบ อย่าทำให้เลย์เกลียดหรือกลัวซะล่ะ

อยากจะสวีทกันก็เชิญ แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้ ต่อหน้าผมก็แล้วกัน




“คืนนี้จะไปปาร์ตี้ส่งท้ายปีกับพวกชานใช่เปล่า”

“อืม”

“นั่นสินะ นายไม่พลาดหรอกจริงมั้ย”

“อืม”

“…”

“ไม่สบายหรือเปล่า สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ”

พอถูกเลย์ทักแบบนั้นผมถึงได้กระพริบตา ปรับสีหน้าอย่างมากไม่ให้ตึงจนเกินไป 

ใช่ พวกคุณไม่ได้กำลังอ่านผิดเรื่อง ว่าตอนนี้เลย์กำลังนั่งกินข้าวกลางวันอยู่ตรงข้ามผมพอดิบพอดี สองคนด้วยล่ะวันนี้ เพราะวันนี้ไอ้บี๋เลิกช้า แล้วก็งอแงให้แฟนตัวโย่งไปรับ วอแวแฟนตัวเองไม่พอ ยังจะมาวอแวผมให้นั่งเป็นเพื่อนเพื่อนมันอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าไหนๆผมก็ว่าง และไม่อยากให้เลย์กินข้าวคนเดียว 

พระเจ้าก็ดันจะมาเป็นใจให้ในเวลาแบบนี้ล่ะเนอะ Life is hard จริงๆ 

แน่ล่ะว่าตอนเห็นหน้าอีกฝ่ายมาขอนั่งด้วย ความตื่นเต้นมันยังมี ความกังวลมันก็ยังมี แต่พอนึกได้ว่าเลย์คงจะมีช่วงเวลาที่แสนดีกับกัปตันทีมฟุตบอลนั่นแล้วมันก็ให้หน้าตึงขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ

ผมกำลังพยายามใช้ ‘ระยะทำใจ’ เหมือนกันกับที่เลย์เองก็ทำกับผมเมื่อตอนนั้นเหมือนกัน

เจ้ากระดาษเป็นคนช่างสังเกต และช่างเอาใจใส่ผู้คนรอบข้าง ดังนั้นถึงผมจะไม่ได้บอกออกไปโต้งๆเหมือนกับที่เขาเคยทำกับผม แต่ผมก็เชื่อว่าหากผมฝืนทำตัวแย่ๆแบบนี้กับเขาสักครั้งสองครั้ง เดี๋ยวเขาก็คงจะรู้ตัวเอง...

แต่ให้ตายสิ ผมไม่เคยรู้เลยว่ามันจะยากขนาดนี้ ยิ่งตอนที่เลย์กำลังจ้องหน้าผมอย่างค้นหาคำตอบ ความห่วงใยที่ได้รับทำให้เจ้าตัวดูอบอุ่น แผ่ร่มเงาไม่ต่างกับกระดาษสีเขียว

“โทษที พอดีเรานอนไม่ค่อยพอ ดูบอลดึกอะ”โกหกคำโตเชียวแหละ แล้วอะไรดลบันดาลใจให้ผมพูดว่าดูบอล ไม่ดูโว้ย เหม็นหน้าแม่งยันกัปตันทีมมหาลัยตัวเองเนี่ย

“เหรอ...”

ผมสะอึกไปกับสีหน้าที่เหมือนจะหมองลงเล็กน้อยของร่างตรงข้าม 

กระดาษต้องสีหม่นลงเพราะผม

อย่าคิดเข้าข้างตัวเอง อย่าคิดเข้าข้างตัวเอง อย่าคิดเข้าข้างตัวเอง

วะ ท่องจนจะเป็นบทสวดประจำศาสนาอยู่แล้วเนี่ย! 

ตอนที่บรรยากาศบนโต๊ะของผมอย่างกับมีเอลซ่าลงมาร้องเพลงซาวด์แทร็กสุดฮิต เสียงสวรรค์ของเพื่อนตัวเล็กก็ดังขึ้น 

“บี๋ไปไหนล่ะเลย์ ทุกทีตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋เลยนี่”คยองซูทัก รอยยิ้มรูปหัวใจที่แสนเป็นเอกลักษณ์นั้นเผื่อแผ่มาถึงผมด้วย

ผมเกือบลืมว่าคยองซูเองก็เป็นสมาชิกชมรมดนตรีเหมือนกัน ใกล้งานเทศกาลดนตรีส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แล้ว หัวข้อทั้งหลายแหล่จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอยู่สองคนกับเลย์จนผมแอบถอนหายใจที่ได้ปลีกตัวเองออกมาจากความสนใจของเลย์ นี่นับเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่รู้สึกโล่งอกเมื่อเป็นส่วนเกิน

“แล้ว... นายไม่ได้กระดาษอะไรอีกเหรอ”

หืม? กระดาษ?

ผมที่กำลังจะก้มหน้าเล่นเกมถึงกับชะงักหูผึ่งกับคำถามของคยองซู

เลย์หัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะกลบเกลื่อนขื่นๆสไตล์เจ้าตัว “ไม่เลย เขาคงเบื่อจะพับแล้วมั้ง”

“เอาน่า เขาเป็นใครก็ไม่รู้นี่นะ คนน่ารักๆที่ยังโสดก็มีเยอะแยะ อย่างลู่หานไง”

“เขาเป็นลูกป้าข้างบ้านเราหรอก อีกอย่างวันก่อนวันคริสต์มาสเรายังไปช่วยเขาเลือกของขวัญให้แฟนเขาอยู่เลย”เสริมด้วยสีหน้าปุเลี่ยนอีกว่ากับนายคนนั้นน่ะเห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย ยากจริงๆที่จะคิดอะไรเป็นอย่างอื่น

หัวใจของผมเต้นระรัวจนจับจังหวะแทบไม่ได้ 

แต่มนุษย์ชมรมดนตรีทั้งสองคนตรงข้ามผมกลับไม่ได้ยิน

“แต่ถ้าได้เจอกันจริงๆมันก็คงเป็นเรื่องราวโรแมนติกน่ารักๆดีนะ”คยองซูยังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงชวนฝัน “คิดดูสิ ตั้งหลายครั้งที่นายได้โอริกามิที่เกี่ยวกับตัวนาย ไม่ว่าเขาจะบังเอิญทิ้งเอาไว้ให้หรือเปล่าก็เถอะ”

ไม่ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

มันคือความตั้งใจที่ถูกถ่ายทอดลงกับกระดาษต่างหาก

“แต่ขนาดเลย์ถ่ายลงไอจีขนาดนั้นแล้วก็ยังไม่เห็นมีใครดูผิดสังเกตอะไรเลยนี่นา ทั้งที่ทั้งฉันทั้งบี๋คิดว่าต้องเป็นคนใกล้ตัวเรานี่แหละ”

หัวใจของผมมันเต้นเร็ว ถี่รัวจนผมแทบไม่ได้ยินเสียงมันอีกต่อไป เมื่อใบหน้าของเลย์เริ่มขึ้นสี

.....กระดาษกำลังเปลี่ยนเป็นสีชมพู

“จริงๆ... เขาไม่จำเป็นต้องชอบเราหรอก แค่ได้รู้จักคนที่อบอุ่นแบบนั้น ก็น่าจะมากเกินพอแล้วล่ะ”

ผมคิดว่าผมคงอยู่ตรงนี้ไม่ได้แล้ว

“เราไปก่อนนะ พอดีนึกได้ว่ามีธุระอะ”

“อื้ม ขอบคุณนะที่อุตส่าห์นั่งเป็นเพื่อน”

ผมไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งออกมาจากโรงอาหารด้วยสีหน้าแบบไหน แต่ที่แน่ๆคือมือผมสั่นระริกไม่แพ้กันกับมือถือที่กำลังสั่นเพราะมีคนโทรเข้ามาตอนนี้

“มึงยังอยู่โรงอาหารปะ กูกับบี๋กำลังไป”

“ไอ้ชาน... มึง”ผมสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามอย่างยิ่งที่จะพูดประโยคที่สื่อความหมายให้มันรู้เรื่องที่สุดออกไป

โง่จริงๆ ผมนี่มันโง่จริงๆเลย เส้นผมบังภูเขา กระดาษบังทวีปแท้ๆ! 

“กูขอไอจีเลย์หน่อย”


แล้วหัวใจของผมก็เป็นอันเต้นแรง แรงในระดับที่ผมยังคิดไม่ออกว่าเคยเป็นแบบนี้ 














5.

ภายในไนท์คลับที่แสงสีตีกันวุ่นวายจนแทบดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร ผมไม่แตะแอลกอฮอล์สักแก้ว

เพียงเพราะผมอยากจะมองหน้าใครบางคนให้ชัดๆ 

และ... เพราะคืนนี้ผมมีแผนจะทำอย่างอื่น ที่ไม่ใช่การเมาปลิ้นและสนุกสุดเหวี่ยงส่งท้ายปี

ผมมองไปรอบตัว ทั้งไอ้ชาน ทั้งบี๋ รวมถึงเพื่อนคนอื่นๆพากันสนุกจนสุดเหวี่ยง ไม่มีใครมีท่าทีอยากจะกลับแม้แต่คนเดียว

จะมีก็แต่คนที่นั่งตรงข้ามผมคนนี้เท่านั้น 

เลย์นั่งนิ่งๆอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้าม สายตามองตามคนนั้นคนนี้และส่งยิ้มพอเป็นพิธีเมื่อเพื่อนคนอื่นๆขยับเข้ามาสร้างบทสนทนา แต่ผมก็ดูออก

เจ้ากระดาษของผมไม่ชอบสถานที่แห่งนี้เอาเสียเลย

ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้ ผมรู้มาตลอดว่าเลย์ไม่ชอบเที่ยวกลางคืน จะมีบ้างก็แค่ตามเพื่อนมาเพราะเป็นห่วง สุดท้ายก็ต้องเป็นคนเก็บซากเหล่าคนเมาทั้งหลายไปนอนกองกันที่หอ 

เรื่องราวทั้งหลายวนลูปไปจบที่บทสนทนาเมื่อเดือนพฤษภาคม

เจ้ากระดาษจะคอยทำหน้าที่ดูแลเพื่อนๆที่เมาปลิ้นจนแทบไม่ได้สติเสมอ วันนี้ก็เช่นกัน

ที่ผ่านมาผมรับรู้ แต่ไม่เคยใส่ใจ

ถ้าปีนี้คือวันสุดท้ายของปี ผมก็จะเป็นคริสคนใหม่เสียในวันนี้เลย 

“ขอโทษนะคะ”

แต่แล้วก็มีเสียงหวานของผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งดังขึ้นข้างหูเสียก่อน 

เธออยู่ในชุดรัดรูปแสนเซ็กซี่เย้ายวนใจ ชนิดที่ผมการันตีว่าหากเป็นเมื่อก่อนผมคงไม่มีทางปฏิเสธที่จะได้มีช่วงเวลาดีๆกับเธอ ร่วมนับถอยหลังส่งท้ายปีไปด้วยกันกับเธอ หรืออาจจะรวมไปถึงเรื่องอื่นๆ

แต่ไม่ใช่กับคืนนี้ ไม่ใช่กับวันนี้ ที่เลย์กำลังพยายามสอดส่ายสายตาไปทางอื่นแทนที่การมองตรงมาที่ผมอย่างโจ่งแจ้ง 

ผมเผยยิ้มหวาน ยิ้มที่การันตีโดยใครหลายคนว่ามันหล่อบาดใจนัก แต่ผมไม่ได้ยิ้มแบบนี้ให้ผู้หญิงคนนั้น ผมยิ้มให้คนที่ไม่ได้มองผมอยู่ ก่อนกระซิบชิดริมหูของหญิงสาวที่ไม่ได้ไปต่อในคืนนี้อย่างสุภาพ เธอมีสีหน้าเสียดายแต่ก็ยอมผละจากไปแต่โดยดี

ผมมองเลย์ที่สะดุ้งโหยงเมื่อผมก้าวเข้าไปกระซิบข้างหูเขา 

“เราไปที่อื่นกันเถอะ”

เขาย่นคอหนีเล็กน้อยอย่างจั๊กจี้ “นายจะกลับแล้วเหรอ”

เห็นท่าทางแบบนั้นแล้วก็ชวนให้ผมแกล้ง ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่านายคนบ้าจี้ต้องเกร็งจนหน้าเหน้อคอแดงไปหมดด้วยการกระซิบใกล้กว่าเดิม “ฉันบอกว่า เราออกไปจากที่นี่กันสักพักเถอะ”

“แต่คนอื่น...”

“ช่างแม่ง โตแล้ว อยากเมาก็ต้องดูแลตัวเองดิ”ผมพูดหน้าตาย และไม่รอให้เลย์อ้างเหตุผลอะไรอีกด้วยการถือวิสาสะฉุดข้อมือของเจ้ากระดาษให้ลุกตาม


ข้อดีของเวลากลางคืนในช่วงงานเทศกาลคือ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่แสงไฟประดับน่ามอง สร้างบรรยากาศแสนหวานระคนอบอุ่นให้กับผู้คนเสมอๆ

เอ แต่ก็ไม่รู้สินะว่าไอ้ความหวานนี่จะเป็นเพราะผมมองหน้าเลย์นานเกินไปหรือเปล่า

ร้านกาแฟที่เปิดรับลูกค้า24ชั่วโมงวันนี้มีผู้คนนั่งแช่ไม่มากนัก เพราะแม้บรรยากาศจะดี และมีแสงไฟกับพู่ประดับไม่ต่างกันกับที่อื่น แต่ก็ไม่อาจสู้สถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกจัดเอาไว้เพื่อการถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกโดยเฉพาะได้

ถึงปากจะบอกอย่างไม่แยแสให้เพื่อนดูแลตัวเอง แต่เอาเข้าจริงเราสองคนก็ไม่ได้เลือกร้านที่ไกลจากสถานที่ที่จากมากนัก 

เจ้ากระดาษกลายเป็นสีครีมดูอบอุ่นเมื่อได้โกโกร้อนอึกใหญ่

ผมหลุดขำกับดวงตายิบหยีของคู่สนทนา “ดีขึ้นมั้ย”

“มากๆ” เลย์พูดด้วยสีหน้าผ่อนคลายแสนน่าหยิก “ทำไมวันนี้นายไม่ดื่มอะไรเลยล่ะ”

“ใครบอกไม่ดื่ม นี่ไงชาเขียวร้อน”

“ไม่ใช่สิ หมายถึงที่ผับน่ะ ปกตินายไม่พลาดเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เหรอ”

อาจจะเพราะรู้สึกดีกับผมมากขึ้น หรือจะเพราะอะไรก็ไม่รู้แหละ แต่เหมือนกับว่าผมได้ฟังเลย์พูดยาวๆด้วยแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย

อย่างน้อยก็ในรอบห้าเดือนล่ะ

“คืนนี้ฉันมีเรื่องที่อยากทำอยู่แล้วน่ะ อีกอย่าง...”ผมเว้นช่วง จงใจทิ้งช่วงให้เจ้ากระดาษเงยหน้าขึ้นมาสบตากัน “นายเองก็ไม่ชอบไม่ใช่เหรอ ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนนะ”

“เรารบกวนนายหรือเปล่าคริส...”

“ไม่เลย อย่าคิดอย่างนั้น”

“…”

“…”

“นาย... เกิดเบื่อเหล้า เบื่อปาร์ตี้แล้วเหรอ?”เจ้าหนูจำไมยังคงไม่ยอมหายสงสัยง่ายๆ

“บอกแล้วไงว่าฉันอยากอยู่กับนายมากกว่า”

ผมตั้งใจจะให้มันเป็นประโยคน็อกเอาท์ หวังจะได้เห็นกระดาษสีชมพูท่ามกลางบรรยากาศกรุ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่ว แต่เลย์กลับเม้มริมฝีปากแน่น

“นี่... เพราะเรื่องที่เราเคยพูดกับนายเหรอ”

“เรื่องที่เคยพูด...”อารมณ์ว่ากำลังลั้นลา ผมถึงไม่ทันได้นึกออกจนเผลอถามออกไปครึ่งประโยค แต่แล้วก็ถึงบางอ้อตอนอีกฝ่ายเฉลยพอดี

“ที่เราบอกชอบนายคืนนั้น”ริมฝีปากของเลย์กลายเป็นสีเข้มขึ้นเพราะมันถูกกัดให้คลายความวิตกกังวล “ถ้ามันทำให้นายลำบากใจ เราแค่อยากบอกว่า...”

“ว่า?”ผมเลิกคิ้ว แสร้งทำเป็นยกแก้วชาเขียวขึ้นมาจิบสบายๆซ่อนรูปปากที่ไม่อาจบังคับไม่ให้ยิ้มกรุ้มกริ่มได้ของตัวเอง

แค่เพราะได้ใช้เวลากับคนที่ ‘ใจตรงกัน’ เท่านั้นเอง

“เราไม่ได้ชอบนายแล้วนะ”

พรวด!

“คือ...​ ชอบ แต่ว่ายังชอบแบบเพื่อน ก็เราเพื่อนกันนี่นะ ฮะๆ แบบว่านายก็เป็นเพื่อนสนิทชาน ชานที่เป็นแฟนกับบี๋เพื่อนสนิทเรา แล้วเราก็รู้ตัวดีว่าเราไม่เหมาะกับนายหรอก เนอะๆ”

“เลย์...”ผมที่เกือบสำลักชาเขียวตายหน้าม้าน จะว่าไปก็เหมือนโดนตบทั้งที่กำลังดื่มชาเขียว “คือฉัน...”

คนตรงข้ามยังคงพูดต่อไปอย่างไม่คิดจะรับรู้อาการของผม “เราบอกแล้วไงว่าเราไม่อยากทำให้นายลำบากใจ เราเลือกบอกตอนนายเมาเพราะเรารู้ว่านายจะทำแค่รับรู้มันเฉยๆและยอมทำตามที่เราขอ ที่เราทำตัวห่างๆออกไปเราไม่ได้โกรธหรือเกลียดที่นายปฏิเสธเราเลยนะคริส เราแค่ไม่อยากให้เพื่อนๆในกลุ่มต้องไม่สบายใจเพราะเรื่องของเราคนเดียวน่ะ เข้าใจใช่ไหม?”

“อืม เข้าใจ”ผมว่า พยายามบังคับเสียงตัวเองให้พูดออกมาทั้งที่เบาหวิว

ให้ตาย ก็รู้หรอกว่าเลย์พูดทั้งที่ไม่รู้ แต่เจอแบบนี้ตรงๆแม่งก็มีจุกไง 

“นายไม่ได้ชอบฉันเหมือนเมื่อตอนนั้นแล้ว ฉันเข้าใจถูกมั้ย?”ผมว่า ค่อยๆพาตัวเองกลับเข้าศูนย์พร้อมๆกับที่พยายามตะล่อมคนตรงข้ามที่พยักหน้าหงึกหงัก

“...อือ”

“แล้ว... ตอนนี้ชอบใครอยู่หรือเปล่า”

ดวงตากลมของเลย์กระพริบถี่ “เอ่อ...”

“คนที่พับกระดาษให้นายน่ะ”

“อ้อ”ผมลอบยิ้ม หัวใจที่แป้วไปค่อยทยอยฟองฟูขึ้นมาอีกครั้งเมื่อกระดาษสีชมพูปรากฎให้เห็นในท้ายที่สุด “คือ... เราไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใคร”

“เขาดูน่ารักดีนะ ฟังจากที่คยองซูเล่า”

“ก็ อือ”

“แล้วทำไมนายอยากรู้จักเขาล่ะ”ไม่รู้ผมจะทำแบบนี้ทำไมเหมือนกัน ทั้งที่จะสารภาพออกไปโต้งๆเลยก็ได้ว่าผมนี่แหละเป็นไอ้นักพับกระดาษคนนั้น 

บางที... ผมอาจจะแค่อยากยืดเวลาตัวเองมั้ง 

ความจริงบางอย่างที่แวบเข้ามาฉุดรั้งจินตนาการแห่งความสุขรับปีใหม่ของผมเอาไว้

เลย์อาจจะชอบไอ้เจ้าคนที่พับกระดาษคนนั้น คนๆนั้น

คนๆนั้นที่ในจินตนาการของเลย์... อาจจะไม่ได้เฉียดภาพของผมเลย

“ก็... แค่อยากทำความรู้จัก เพราะมันเป็นเรื่องบังเอิญที่น่ารักดีน่ะ”

แต่ผมก็รู้... ว่าต่อให้ยืดเวลาไปนานแค่ไหน ยังไงวินาทีนั้นมันก็ต้องมาถึงอยู่ดี

“แล้วถ้ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญล่ะ”

“เอ๋?”

คราวนี้ผมรับรู้ว่าตัวเองกำลังกลั้นหายใจ ตอนที่เงยหน้าขึ้นมองสบดวงตาสีน้ำตาลสุกใส วันนี้มันสะท้อนแสงไฟประดับดวงเล็กๆที่ติดอยู่กับกระจกร้าน ดูทั้งน่ามองและน่าใจหายในเวลาเดียวกัน 

ผมอยากกำมือแน่นๆเพื่อให้กำลังใจตัวเอง แต่ก็ทำไม่ได้

“ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ถึงจะไม่ทันได้เข้าใจตัวเอง แต่ฉันก็รู้ว่ามันสายเกินไปแล้วที่จะเข้าหานาย เรื่องมันผ่านไปเป็นเดือนแล้ว... ฉันเข้าใจนะถ้าความรู้สึกของนายยังไม่เหมือนเดิม เพราะมันผิดที่ฉันเองที่ไม่คว้าโอกาสเอาไว้ตั้งแต่คืนนั้น”

ผมแน่ใจว่าสองตาของผมกำลังมองเลย์ แต่ตาผมกลับพร่าจนมองไม่ออกเลยว่าเจ้ากระดาษแผ่นนี้เป็นสีอะไร

ผมไม่รู้เลยว่าเลย์กำลังคิดยังไง 

“นาย... อำฉันเล่นอยู่เหรอ”

“เปล่า เปล่าเลย”ผมส่ายหน้า “เสื้อกระดาษ... เป็นตัวแรกที่ฉันพับเล่น เพราะฉันอยากแซวนายที่นายเสื้อเรียบทุกคาบ”

“…นั่นเป็นครั้งแรกที่เราบังเอิญเก็บได้”ผมพยักหน้า 

“อาทิตย์ต่อมาฉันพับนกกระดาษ เพราะฉันได้ยินจากบี๋ว่านายไม่สบาย... แต่วันนั้นนายไม่มานี่?”ทำไมนกมันถึงไปอยู่กับอีกฝ่ายได้นะ

“วันนั้นฉันกลับมาที่ห้องเรียนเพราะมาเอาเลคเชอร์จากบี๋น่ะ...”เลย์โต้ตอบกับผมเหมือนคนละเมอ

อันที่จริงผมคิดว่าปฏิกิริยาของเราสองคนแทบไม่ต่างกัน ถ้ามีคนนอกแอบมองเราสองคนอยู่มันอาจเป็นภาพที่ตลกมากๆก็ได้ 

“อย่าบอกนะว่าเรือลำนั้นที่เจอหลังเปียโนชมรม... ก็คือเรือไททานิก?”

“อือ ฉันพับเป็นแค่ขนาดเดียวอะ”

พอได้ยินเสียงหัวเราะของเลย์ ผมก็พลอยหัวเราะตาม เออแฮะ ไอ้เรือกระดาษนั่นลำกระจิ๋วหลิว เอาไปเชื่อมโยงกับเรือไททานิกได้นี่นับว่าเก่งมากแล้ว 

“ส่วนกบ...”จะให้พูดได้ไงวะว่าหึง “แค่หมดมุกน่ะ เลยพับเล่น”

ทุกอย่างมันคงจะง่ายกว่านี้ถ้าผมไม่ติ๊งต๊องขนาดไม่ลืมฟอลอินสตราแกรมของคนตรงข้าม 

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้นาย หมายถึง...​ฉันให้นายนั่นแหละ แต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะไปถึงมือนาย ถ้านายจะมองว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องตลก ฉันก็เข้าใจนายนะเลย์”

“คริส เรา...”

“แต่ฉันแค่อยากให้นายลองคิดดู ถึงนายจะไม่ได้ชอบฉันแล้วก็เถอะ แต่ถ้ามันยังทัน... ถ้าความรู้สึกของนายยังต่อติด มากพอที่จะเริ่มต้นใหม่กับฉัน ฉันที่ไม่ใช่คนเมื่อห้าเดือนที่แล้ว แต่เป็นคนที่พับกระดาษพวกนั้นให้นาย...”

เลย์นิ่งค้าง ค้างจนราวกับเป็นกระดาษแข็งๆ ยิ่งเมื่อตอนที่ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวใหญ่ และวางผลงานกระดาษชิ้นล่าสุดลงตรงหน้าเขา

ผมรู้ว่ามันอาจจะเสี่ยวเกินกว่าจะให้ ‘ดอกไม้กระดาษ’ ในค่ำคืนนี้

แต่ผมก็ไม่รู้อีกแล้วว่าอะไรจะเป็นสื่อแทนความรู้สึกของผมได้ดีกว่านี้ 

ผมกลั้นใจเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนาอีกครั้ง ซึ่งมันก็ดันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เจ้าไฟประดับวิบวับเปลี่ยนสีเสียจนมองไม่ออกเลยว่าตอนนี้กระดาษเป็นสีอะไร

เป็นสีชมพูหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่... 

“นายจะลองให้โอกาสฉัน... เราลองเป็นมากกว่าเพื่อนกันดูไหม”

แต่ผมก็พูดออกไปแล้ว พูดออกไปทั้งที่ไม่รู้ว่าเสียงพูดเบากว่าเสียงตุบตับจากในอกข้างซ้ายไหม

“…คริส”เหมือนเจ้ากระดาษของผมจะพูดแบบนั้น ดูจากรูปปากน่ะ เพราะทั้งตัวของผมมันสั่นจนคิดอะไรไม่ออกแล้วกับท่าทางนิ่งค้างจนน่าใจหาย 

เป็นตอนนั้นเองที่เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังขึ้นมาขัดจังหวะได้พอดิบพอดี ไม่ต้องเหลือบตามองก็รู้ว่าคงเป็นไอ้ชานที่โทรมาตาม

“เรากลับกันเถอะ”

“คริส...”

“ฉันไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบจากนาย แต่ฉันก็ยืนยันตามที่พูดจริงๆนะ”

ผมไม่อยากรู้แล้วว่าเลย์พูดอะไรหลังจากนั้น เพราะเป็นตัวผมเองที่อาศัยขายาวๆก้าวนำออกมาจากร้านเสียก่อน สติสตางค์ไม่อยู่กับตัวขนาดไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่ากดรับสายเพื่อนสนิทและรับปากว่าจะกลับไปที่ไนต์หลับภายในสิบนาที

ผมแสร้งทำเป็นยุ่งอยู่กับการคุยโทรศัพท์ทั้งที่ประสาทหูข้างที่่ว่างได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆของเจ้ากระดาษก้าวตามมาอย่างเร่งรีบด้านหลัง ความโง่และความขี้ขลาดส่งท้ายปีพาให้ผมจ้ำอ้าวเร็วขึ้นไปอีก ปากก็โต้ตอบเสียงโวยวายอ้อแอ้ของบี๋ที่เฝ้าถามย้ำๆว่าผมพาเลย์ไปไหน 

ไม่ว่าวันที่ 1 ของปีใหม่จะเป็นอย่างไร

วันนี้ หัวใจกระดาษของผมถูกส่งถึงใครคนนั้นแล้ว  



















Talk : จริงๆตั้งใจว่าอยากมอบให้เป็นของขวัญคริสต์มาสแด่ชาวเรือเหมือนปีที่แล้ว แต่ดันมีอุบัติเหตุปัญหาครอบครัวนิดหน่อย บวกตารางเรียนที่ไม่ค่อยจะลงตัวนักของไรท์เตอร์ เลยทำให้ดีเลย์มาจนป่านนี้

ตอนแรกกังวลว่าตัวเองจะเครียดจนเขียนไม่ออก แต่พอได้ลงมือเขียนจริงๆ รู้สึกคิดถึงการเขียนมากๆเลยค่ะ /น้ำตาไหลเป็นทาง 


ดีใจมากๆที่ยังถูกคิดถึงในฐานะไรท์เตอร์ ตัวไรท์เตอร์เองในระหว่างที่หายไปทำภารกิจด้านการศึกษา(พูดจาเหมือนเป็นรมต.กระทรวงศึกษา กรั๊ก) ก็จะคิดถึงทุกๆคนเหมือนกันค่ะ


สวัสดีปีใหม่นะคะผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน ไรท์เตอร์ขอมอบฟิคสั้นเรื่องนี้ เหมือนหัวใจกระดาษแทนความรู้สึกขอบคุณทั้งหมดทั้งมวลแทนนะคะ

ขอให้ปี2561 เป็นปีที่ดีของทุกๆคนค่ะ สิ่งใดผ่านไปขอให้จำไว้เป็นบทเรียน ให้เตรียมตัวในวันนี้เพื่อรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดในอนาคต และมีความสุขในทุกวินาทีของปีนะคะ 
















ผลงานอื่นๆ ของ แมวพุงโต // Maria Testarossa

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

17 ความคิดเห็น

  1. #17 Klay?
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 01:30

    ชอบพี่คริสมากกกก ไม่เคยคิดเลยว่าการพับกระดาษจะทำให้อบอุ่นขนาดนี้

    ชอบเรื่องที่ไรต์เตอร์เขียนทุกเรื่องเลยนะคะ สนุกมากกเป็นกำลังใจให้เขียนต่อไปนะคะ

    สู้ๆนะคะไรต์


    #17
    0
  2. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 / 08:37
    เปงน่ารักมั่กๆเลยค่ะ ขอบคุณไรท์ที่แต่งเรื่องดีๆแบบนี้นะคะ ชอบค่ะ ชอบมากๆ เยิ้ปปป
    #16
    0
  3. #15 hunhunie (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2561 / 08:11
    คริสก็คงจะชอบยัยกระดาษมาตั้งแต่แรก เพราะคริสรู้สึกไม่เหมือนเดืมแต่ก่อนหน้านั้นคริสไม่รู้ตัว ดีใจที่ไม่ปากแข็งนะทำตามหัวใจตัวเอง แล้วยัยก็น่ารักอ่ะ แค่อ่านยังรู้สึกได้ว่าคนคนนี้ต้องเป็นคนนึงในกลุ่มที่นิสัยน่ารักพูดน้อยแต่จริงใจ ยัยกระดาษลูกแม่ แอบขำความประหม่าของคริสที่ไม่รอฟังคำตอบจากยัย อดฟังคำว่าตกลงจากปากคนที่ชอบเลยแต่ไม่เป็นไรสุดท้ายคริสก็รู้แหละ น่ารักจังชอบความฟีลกู๊ดชอบทุกอย่างเลย
    #15
    0
  4. #14 ppinjimm (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 03:56
    น่ารักมากๆๆๆๆเลยค่ะ ใจหายเหมือนกันตอนที่เลย์บอกว่าไม่ชอบคริสแล้ว(แอบขำตอนพรวด)แล้วก็ตอนที่แก้มไม่ชมพูด้วย แต่สุดท้ายก็จบแบบน่าร้ากกกกกกกก รักเลยค่า
    #14
    0
  5. #13 KKSSMMAA
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 20:40
    น่าาาาร้ากกกกกกกกกกกกก
    กลายเป็นน้องเลย์เจ็ดสีแล้วค่ะ นี่อี้ชิงหรือแท่งไฟโซแอล เปลี่ยนสีได้ตามจังหวะเพลง555
    ฮืออออ อบอุ่นหัวใจ แต่พี่คริสนี่พับเงินเลยหรอคะ อะไรจะพ่อบุญทุ่มขนาดนี้ 555
    ขอบคุณมากนะคะ รู้สึกอิ่มเอมมมมมม 
    #13
    0
  6. #12 noey_y7
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 14:39
    บ้าจริง นี่เรายิ้มทั้งเรื่องเลยอ่ะ
    #12
    0
  7. #11 N.nomally insane (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 12:09
    ดีงามมากเลยยยย ฮือออ....TT
    #11
    0
  8. #10 kdklhhcb (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 09:43
    เป็นของขวัญปีใหม่ที่ดีมากๆเลยT_____T 💜
    #10
    0
  9. #9 kdklhhcb (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 09:43
    เป็นของขวัญปีใหม่ที่ดีมากๆเลยT_____T 💜
    #9
    0
  10. #8 kdklhhcb (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 09:42
    เป็นของขวัญปีใหม่ที่ดีมากๆเลยT_____T💜
    #8
    0
  11. วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 12:50
    งื้อออออออ มันน่ารักมากเลยค่ะ ชอบความเปรียบอี้ชิงเหมือนกระดาษขาว เวลาอารมณ์เปลี่ยนก็เหมือนมีสีสันต่างๆแต่งแต้มกระดาษสีขาวให้ดูสวยขึ้นชวนหลงใหล แง้ เขิน 5555555 มันแทนความรู้สึกได้น่ารักมากๆเลยค่ะ
    #7
    0
  12. #6 Aunko
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 17:09
    โอ้ยยยยยมันดีกับใจ เหมือนได้ชาร์ตพลังขี้ชิป ขอบคุณนะคะ
    #6
    0
  13. #5 KhimSF7
    วันที่ 28 ธันวาคม 2560 / 21:04
    ฮือออออออ ดีกับใจอะไรขนาดนี้ น่ารักมากๆๆๆๆ อบอุ่นอ่ะ อบอุ่นมากเลย ชอบที่คริสเปรียบเทียบอารมณ์อี้ชิงเป็นสีของกระดาษ แบบฮืออออออออ ต้องช่างสังเกตและเก็บรายละเอียดมากๆอ่ะ ชอบมากเลยค่ะ ขอบคุณไรท์มากๆเลยนะคะที่แต่งขึ้นมา  ชอบมากๆ อ่านแล้วมีความสุขมากเลยค่ะ เป็นของขวัญปีใหม่ที่ประทับใจที่สุดเลย ขอให้ปีใหม่นี้เจอแต่สิ่งดีๆ สุขภาพแข็งแรง มีความสุขมากๆนะคะ อยู่ด้วยกันไปนานๆเลย
    #5
    0
  14. #4 Kray (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 23:34
    ทำไมอบอุ่นแบบนี้ งิ้ออ โรแมนติกมาก
    #4
    0
  15. #3 เอเรียล
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 18:18
    ดีต่อใจมากกกกเลยค่ะ เนื้อเรื่องดีค่ะ
    #3
    0
  16. #2 Xingmin
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 15:28
    เหยยยยย คือมันน่ารักมากเลย ดีนะคริสที่ยังรู้ใจตัวเองทัน เกิดเลย์เปลี่ยนใจไปคนอื่นก็ยุ่งเลย
    #2
    0
  17. #1 Doremeemie
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 14:38
    ขำปนหมั่นไส้ความมั่นหน้าของอพค. เลย์เจ้ากระดาษแสนน่ารัก

    ละมุนอ่ะ มีการพับกระดาษให้ตามอารมณ์?..อีกฝ่ายก็ถ่ายลงไอจี

    โง้ยยย...งือ....ดีต่อใจมากมายเลยไรท์จ๋าาาาา ขอบคุณที่แต่งฟิคสั้นเรื่องนี้ขึ้นมา ฟินยันปีหน้า555 แฮปปี้นิวเยียร์ล่วงหน้าค่ะไรท์

    ขอให้เป็นปีแห่งการเจริญก้าวหน้าและปั่นฟิคให้อ่านกันอีกเยอะๆค่ะ สวัสดีปีใหม่🙏
    #1
    0