Sleep Tight!

ตอนที่ 7 : VII : ภาพถ่าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    5 เม.ย. 58

VII

ภาพถ่าย

 

            เอเลน่าหวีดร้องขณะที่เธอถูกกระชากไปข้างหลังอย่างแรง แต่สิ่งที่ทำให้เธอแทบจะเป็นลมล้มพับลงไปตรงนั้นไม่ใช่การที่อยู่ๆ โดนคนแปลกหน้ากระชากแขนหากเป็นรถบรรทุกน้ำมันคันใหญ่ที่แล่นผ่านหน้าเธอไปอย่างฉิวเฉียด เสียงบีบแตรอันยาวนานยังคงดังอยู่ในสมองแม้แต่ตอนที่รถคันนั้นแล่นผ่านไปแล้ว หญิงสาวล้มลงกองกับพื้น ข้าวของกระจัดกระจายออกมาจากกระเป๋าถือเต็มทางเท้า

            “คุณควรมองสองข้างทางให้ดีก่อนข้ามถนน” ชายที่ช่วยชีวิตเธอไว้ได้อย่างหวุดหวิดเตือนอย่างอ่อนโยนพลางก้มลงเก็บบรรดาเครื่องสำอางของเธอกลับเข้าไปในกระเป๋าถือ เอเลน่าไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดในตอนแรกจากความตื่นตระหนกที่ยังไม่จางหายไป สักพัก เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางและผู้คนที่หยุดดูเผื่อจะได้เห็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เริ่มเดินไปทำธุระของตนต่อ หญิงสาวก็ตระหนักว่าตนเองยังนั่งกองอยู่กับพื้นและรีบลุกขึ้นยืนด้วยความอับอาย

            “ขอโทษด้วยค่ะ” เธอรีบขอโทษขอโพยในขณะที่ชายหนุ่มยิ้มอย่างไม่ถือสา เขาเป็นคนที่หล่อเหลาพอควร อายุมากกว่าเธอ แต่ไม่ใช่ประเภทที่เธอมักจะสุงสิงด้วยตามปกติ เขาสูง หุ่นดี ไว้หนวดเครา และมีทรงผมใส่เจลเรียบร้อย จากชุดสูทที่ดูมีราคา เอเลน่าก็พอจะประมาณได้ว่าเขาคงเป็นนักธุรกิจที่มีเงินพอสมควร หญิงสาวรีบปัดความคิดที่ว่าเงินเดือนของเขาจะสามารถเลี้ยงดูเธอได้นานแค่ไหนออกจากหัว เดี๋ยวนี้เธอคิดเป็นแต่เรื่องอย่างนี้แล้วหรือ “และเอ่อ... ขอบคุณ”

            “ไม่เป็นไร” ชายหนุ่มกล่าวและยื่นกระเป๋าถือของเธอให้ เอเลน่ารีบรับมันมากอดแนบอกอย่างอับอาย เขาคงเห็นบุหรี่ราคาถูกและคูปองลดราคาในนั้นแล้ว ไม่ใช่ความประทับใจแรกที่ดีเลย เธอคิดว่าเขากำลังจะเดินจากไป แต่ตรงกันข้าม ชายหนุ่มกลับยื่นมือให้เธอ “ผมชื่อฟินนีแกน”

            “ฉันชื่อเอเลน่า... นั่นเป็นชื่อต้นหรือนามสกุลล่ะฟินนีแกน” เธอเกลียดน้ำเสียงของตัวเอง ยั่วยวนและไร้ยางอาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะไม่พูดอย่างเสแสร้ง

            “เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก” ฟินนีแกนยิ้ม และเอเลน่าสังเกตว่าเขาหน้าซีด และเลือดกำเดาไหล แต่ชายหนุ่มยังไม่สังเกต

            “คุณเลือดกำเดาไหลน่ะ” เธอรีบค้นหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าถือ มันเปื้อนเถ้าบุหรี่นิดหน่อยแต่ชายหนุ่มดูจะไม่สนใจ เอเลน่าสะบัดมันสองสามครั้งก่อนจะยื่นให้เขา ฟินนีแกนรับมาด้วยสีหน้าแสดงความขอบคุณ

            “ขอบคุณมากๆ หวังว่าคุณจะซักคราบเลือดนี่ออกนะ” สำเนียงของเขาไม่เหมือนคนอเมริกัน แต่เธอไม่รู้ว่าเขาควรจะมาจากที่ไหน รัสเซียหรือ เขาสูงใหญ่พอจะเป็นคนรัสเซียและมีผมสีอ่อน แต่เขากลับมีเครื่องหน้าและผิวสีน้ำผึ้งแบบคนยุโรปใต้ เป็นคนหล่อจริงๆ เธอพอจะมีหวังหรือเปล่า “แล้ว... เอเลน่า คุณมาทำอะไรแถวนี้ในเวลานี้ล่ะ นี่เริ่มจะเย็นแล้ว และคุณน่าจะรู้ว่าย่านนี้...” เขาหยุดพูดอยู่แค่นั้นและเอเลน่าเข้าใจว่าเขาต้องการให้เธอต่อประโยคนั้นให้จบ เป็นไปได้หรือเปล่าว่าเขากำลังคิดเหมือนเธอ

            “...เต็มไปด้วยผู้หญิงขายตัวน่ะหรือ” เอเลน่าถามพลางมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง มันเป็นความจริงและเธอเกือบจะอยากร้องไห้ที่ต้องยอมรับเช่นนั้น นี่ไม่ใช่ตัวเธอเลย ปกติแล้วเธอต้องมั่นอกมั่นใจและไร้ซึ่งความหวาดระแวง นี่เธอกำลังทำอะไรอยู่

            “คุณดูซีดๆ นะ” ฟินนีแกนมองเธอด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความเมตตา มันไม่ใช่สายตาแบบที่เธอได้รับบ่อยนัก “คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมจะขอเลี้ยงอาหารเย็นคุณสักมื้อ”

            อะไรบางอย่างทำให้เธอพูดโพล่งออกไป “หรือพวกเราจะตรงไปที่โรงแรมเลยก็ได้นะคะ”

            เอเลน่าอยากจะวิ่งหนีไปในวินาทีนั้นด้วยความรู้สึกผิด เธอพึ่งตัดสินชายที่มีเมตตาคนหนึ่งจากสถานที่ที่เขาอยู่ ฟินนีแกนดูเป็นคนดีเกินกว่าจะมีจุดประสงค์ในสถานที่เช่นนี้ เธอเป็นมนุษย์ที่เลวร้าย... เลวร้ายจนสมควรจะหายไปจากโลกนี้ซะ ขอบตาของเธอร้อนผ่าวแต่เอเลน่ายังยืนตัวแข็ง พยายามกลั้นน้ำตาไว้ เธอจะปล่อยให้มาสคาร่าเปื้อนตอนนี้ไม่ได้ในเมื่อเวลากลางคืนพึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง

            ฟินนีแกนยักไหล่ “ถ้าคุณอยากจะทำอย่างนั้น”

            ไม่มีใครเป็นคนดีเกินกว่าจะมีจุดประสงค์กับเธอ

            เอเลน่ายังคงพยายามกลั้นน้ำตาไว้อยู่แม้แต่ตอนที่ฟินนีแกนเดินนำเธอไปจนถึงโรงแรมราคาแพง พนักงานต้อนรับมองรองเท้าส้นสูงราคาถูกและกระโปรงคับติ้วของเธออย่างดูถูกดูแคลน และนั่นทำให้ความอ่อนไหวไร้ที่มาในวันนี้ของเธอพุ่งสูงขึ้นไปอีก ใบหน้าของเธอแข็งเกร็งและรู้สึกเหมือนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ขณะที่ฟินนีแกนไขกุญแจและเดินเข้าไปในห้อง หญิงสาวเม้มปาก “เอ่อ... ฉันขอไปห้องน้ำเดี๋ยวเดียวนะคะ”

            “แน่นอน” ฟินนีแกนอนุญาต

            เธอรีบปิดประตูห้องน้ำก่อนจะใช้แขนยันตัวไว้กับอ่างล้างมือหินอ่อน เอเลน่าอยากจะร้องไห้ และเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไม ไม่เห็นเป็นอะไรเลย หญิงสาวพยายามบอกตัวเอง เธอเคยทำอย่างนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ทำไมครั้งนี้มันจะแตกต่างล่ะ น้ำตาเริ่มกลิ้งลงมาตามแก้ม “ให้ตายเถอะ...” เธอกระซิบพลางรีบคว้าผ้าขนหนูสำรองจากตู้ใต้อ่างมาเช็ดมันออก เธอรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน เพราะเธอเคยมาโรงแรมนี้แล้ว... กับผู้ชายคนอื่น

            หญิงสาวมองตนเองในกระจก นี่คือสิ่งที่เจริญเติบโตมาจากเด็กผู้หญิงที่เรียนเก่งที่สุดในห้องสมัยมัธยมต้น... จนกระทั่งเธอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ซาตานส่งมาจากนรก ผลาญเงินเก็บทั้งหมดไปกับผงขาวและการบำบัดที่ตามมาจากมัน ลาออกจากโรงเรียน โดนไล่ออกจากบ้าน ลงเอยอยู่ข้างถนน และด้วยเหตุผลบางอย่าง สามารถมีชีวิตรอดมาได้ถึงยี่สิบหกปี

            แต่สิ่งที่ไม่สามารถรอดชีวิตออกมาจากโรงแรมห้องแรกได้คือศักดิ์ศรีของเธอ

            “เข้มแข็งไว้ เอเลน่า อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปได้” เธอบอกตัวเองก่อนจะรีบเก็บผ้าขนหนูกลับเข้าที่ ตรวจเช็คเครื่องสำอางของตนเองเป็นครั้งสุดท้าย และเปิดประตูห้องน้ำ ได้เวลาทำเงินแล้ว

            ฟินนีแกนกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่บนเก้าอี้ยาวข้างเตียง เสื้อนอกถูกถอดพาดไว้กับแขนเก้าอี้แล้ว เขาไม่มีท่าทีรีบร้อน แต่ทุกๆ ความเคลื่อนไหวของเธอถูกจับตามองจากดวงตาสีอ่อน เอเลน่าวางกระเป๋าถือลงบนโต๊ะ “ฉันพร้อมแล้ว”

            ชายหนุ่มพ่นควันบุหรี่ออกจากปาก “พร้อมสำหรับอะไร”

            เธอถอนหายใจ “อะไรก็ได้”

             “คุณดูเศร้า” เขาบอก “นั่งลงก่อนสิ” ชายหนุ่มใช้ปลายบุหรี่ชี้ที่ขอบเตียง เอเลน่าทำตามอย่างว่าง่าย เธอเคยถูกขอให้ทำเรื่องยากกว่านี้มาแล้ว ฟินนีแกนยื่นกล่องบุหรี่อย่างดีให้ “สักมวนไหม”

            “ฉันจะไม่ปฏิเสธหรอก” เอเลน่าจุดบุหรี่ เธอเชิดหน้าขึ้น พยายามทำตัวให้เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แม้ว่าความจริงเธออยากจะวิ่งออกไปจากประตูก็ตาม “แล้ว... ยังไงต่อล่ะคะ”

            “คุณมีความฝันไหม”

            เอเลน่าก้มลงมองพรม เธอไม่ได้เตรียมใจมาตอบคำถามอย่างนี้ “คุณจะอยากรู้ทำไมล่ะ”

            “แล้วคุณมีหรือเปล่า”

            “ใครๆ ก็มีความฝันทั้งนั้นแหละ ความฝันอย่างหนึ่งของฉันคือ... การไม่ต้องมานั่งอยู่ในห้องนี้กับคุณในตอนนี้” เธอยิ้มอย่างขมขื่น พร้อมจะลุกออกไปหากเขาไล่ตะเพิดเธอออกจากห้อง แต่ฟินนีแกนกลับฟังอย่างตั้งใจ และนั่นทำให้เธออดไม่ได้ที่จะพูดต่อ “ฉันอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ในที่ที่ดีกว่านี้ ฉันอยากเห็นโลกที่มากกว่าซอยแคบๆ เหม็นๆ”

            “คุณพยายามทำให้มันเป็นจริงหรือยังล่ะ” ฟินนีแกนถาม

            “ฉันพยายามแล้ว... ที่ที่ฉันอยากไปที่สุดคือฝรั่งเศส คุณรู้ใช่ไหม หอคอยไอเฟลนั่นน่ะ ฟังดูไร้สาระนะ แต่ฉันตั้งปณิธานว่าสักวันจะต้องได้ถ่ายรูปกับมัน ได้สัมผัสความสุขของผู้คนที่ได้ไปเยือนที่นั่นเป็นครั้งแรก... แต่จากการที่ฉันยังนั่งอยู่ตรงนี้ คุณก็คงบอกได้ว่ามันเป็นความฝันที่คงจะไม่มีวันเป็นจริง” เอเลน่าอัดควันเข้าปอดก่อนจะถอนหายใจ “...ฉันพูดจาไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย”

            ฟินนีแกนบี้บุหรี่ที่หมดมวนลงถาดเขี่ยบุหรี่ก่อนจะยิ้ม แบบเดียวกับที่เขายิ้มกับเธอก่อนหน้านี้ เต็มไปด้วยความเมตตาและห่วงใย เหมือนพ่อกำลังมองดูลูกสาวตัวเล็กๆ “ความฝันของผมคือการทำให้ความฝันของคุณเป็นจริง เอเลน่า รับสิ่งนี้ไว้และรีบไปซะ” เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งยื่นให้เธอ

            เอเลน่าแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง และด้วยพลังอันรุนแรงบางอย่างที่เธอไม่รู้ว่ามาจากไหน หญิงสาวแทบจะไม่รู้สึกตัวเมื่อเธอลุกขึ้นยืนและวิ่งออกไปจากโรงแรมโดยไม่ได้หันกลับไปมองหรือตั้งคำถามแม้แต่ครั้งเดียว โบกมือเรียกแท็กซี่คันแรกที่ผ่านมาและใช้เงินที่เหลือในกระเป๋าสตางค์ทั้งหมดจ่ายค่าโดยสารไปสนามบิน ทุกอย่างเป็นเหมือนความฝัน และความรู้สึกไร้ที่มาได้ครอบงำเธอไว้โดยสมบูรณ์จนเอเลน่าไม่สามารถหยุดตัวเองได้ ราวกับถูกสะกดจิต เธอวิ่งไปตามทางเดินสนามบิน กำกระดาษในมือแน่นเสียจนยับ เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนเองมีพาสปอร์ตอยู่กับตัวหรือไม่และตนเองผ่านขั้นตอนทั้งหมดมาได้อย่างไร เมื่อรู้ตัวอีกที เธอก็กำลังนั่งรอเครื่องบินร่วมกับผู้คนมากหน้าหลายตาที่มีกระเป๋าเดินทางอยู่กับตัว เธอ เอเลน่า... ในชุดเสื้อสายเดี่ยวและรองเท้าส้นสูงกับกระเป๋าถือใบหนึ่ง

            เธอกำลังจะไปฝรั่งเศส

            นี่จะเป็นความจริงไปไม่ได้ เธอคิด นี่คือความฝันและเธอกำลังจะตื่นในไม่ช้า แน่นอนอยู่แล้ว ชายคนนั้น ฟินนีแกน... เขาไม่ใช่ความจริง แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ควรจะรีบตักตวงความสุขนี้ไว้ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงความฝันก็ตาม ได้โปรดอย่าพึ่งตื่นก่อนที่เธอจะได้ขึ้นเครื่องบินเลย...

            ในไม่ช้า เธอก็นั่งขดอยู่บนเครื่องบิน ที่นั่งติดหน้าต่าง แอร์โฮสเตสสาวเข้ามาตรวจสอบว่าเธอคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยหรือยัง ชายวัยกลางคนที่นั่งข้างๆ มองเธอราวกับเห็นคนบ้าแต่เอเลน่าไม่สนใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ขึ้นเครื่องบิน และเป็นครั้งแรกที่ความฝันของเธอจะเป็นจริง

            ขอร้องล่ะ อย่าพึ่งตื่นตอนนี้เลย

            สัญญาณไฟสีแดงให้คาดเข็มขัดสว่างขึ้นขณะที่กัปตันเครื่องแนะนำตัวกับผู้โดยสาร และในวินาทีที่เหมือนความฝัน เครื่องบินก็ค่อยๆ ถลาขึ้นจากพื้นดินอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง เอเลน่ามองขณะที่เมืองที่เธอรู้จักมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วและเต็มไปด้วยจุดสว่างของแสงไฟ เสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องบินทำให้เธอสงบลง และทันทีที่นกเหล็กขนาดยักษ์ตั้งลำบนอากาศได้โดยสมบูรณ์ เอเลน่าก็ตระหนักว่าทั้งหมดนี้คือความจริงอย่างที่สุด

            ครั้งนี้เธอร้องไห้ออกมาจริงๆ หญิงสาวรีบลุกไปเข้าห้องน้ำทันทีที่สัญญาณไฟสีเขียวสว่าง เธอไม่จำเป็นต้องสนใจมาสคาร่าที่จะเปรอะเปื้อนอีกต่อไป เอเลน่าร้องไห้จนตาบวม เทความเจ็บปวดและอดีตที่ขมขื่นออกมาจากดวงตาและปล่อยให้มันไหลลงอ่างล้างมือหายไปจากชีวิตของเธอตลอดกาล ความผิดหวัง ความล้มเหลวในชีวิตของเธอ มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วตราบเท่าที่ความฝันของเธอกำลังจะเป็นจริง

            เวลาเดินทางแปดชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้า เอเลน่ารู้สึกกระสับกระส่ายอยู่ในที่นั่งแม้แต่ตอนที่ไฟทางเดินถูกดับลงและชายวัยกลางคนข้างเธอหลับและกรนเสียงดัง เธอไม่สามารถหลับได้ในสถานการณ์อย่างนี้แน่ หญิงสาวมองจอมอนิเตอร์บนหลังพนักเก้าอี้ ...เธอใช้เวลาราวเจ็ดชั่วโมงเพื่อเดินทางไปปารีส ดังนั้น เธอน่าจะถึงที่นั่นประมาณ... เท่าไรนะ... เจ็ดโมงเช้าหรือเปล่า ราวๆ นี้แหละ

            แม้จะมั่นใจว่าตนเองไม่น่าจะหลับได้ แต่เอเลน่าก็ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าและตื่นเต้น เธอถูกปลุกขึ้นอีกครั้งจากการสะกิดแขน และพบว่าไฟในเครื่องบินถูกเปิดขึ้นอีกครั้งแล้ว

            “รับอะไรเป็นอาหารเช้าดีคะ” แอร์โฮสเตสสาวถาม เอเลน่ากำลังจะหันไปขอบคุณชายวัยกลางคนที่ช่วยปลุกเธอ ก่อนจะรู้สึกหน้าชาขึ้นมาตรงนั้น เมื่อพบว่าชายที่นั่งข้างเธอจะเป็นใครไม่ได้นอกจากชายลึกลับที่เธอพึ่งเจอเมื่อคืน ฟินนีแกน...

            “อรุณสวัสดิ์” ฟินนีแกนยิ้ม ประคองถ้วยกาแฟกระดาษใบหนึ่งไว้ในมือ ในขณะที่แอร์โฮสเตสสาวยังคงมองเอเลน่าอย่างรอคอยคำตอบและดูจะประหลาดใจในสีหน้าของเธอ เอเลน่าขอกาแฟมาถ้วยหนึ่ง และทันทีที่แอร์โฮสเตสเดินผ่านไป เธอก็จ้องหน้าชายหนุ่มเพื่อนร่วมทางเขม็ง

            “คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

            “ผมมาทำงาน” ฟินนีแกนดื่มกาแฟเงียบๆ อย่างสบายอกสบายใจ “เปิดหน้าต่างหน่อยสิเอเลน่า คุณดูจะต้องการแสงแดดยามเช้าสักนิดนะ”

            เธอทำตามก่อนจะพบว่าข้างนอกเครื่องบินสว่างแล้ว สว่างจ้าเลยก็ว่าได้ และต่ำลงไป สิ่งที่เธอเห็นกลับไม่ใช่ผืนน้ำอันไร้ที่สิ้นสุดหรือเมฆอีกต่อไป หากเป็นเมืองที่มีแม่น้ำตัดผ่าน และไม่ต้องมีใครบอก เอเลน่าก็รู้ทันทีว่าตนเองกำลังมองอะไร น้ำตาที่เธอคิดว่าไหลออกมาจนหมดแล้วเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

            “นี่คือ... ปารีส” เธอกระซิบ พลัน สายตาของเธอก็ไปหยุดอยู่ที่โครงสร้างขนาดใหญ่ที่ดูเล็กนิดเดียวจากบนเครื่องบิน โครงสร้างที่ทำจากโลหะและมียอดแหลม ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามไร้ซึ่งตึกสูงมาบดบัง เอเลน่าหันไปหาฟินนีแกนพลางร้องเหมือนเด็กน้อยที่ตื่นเต้น “หอคอยไอเฟล คุณเห็นไหม มันเล็กนิดเดียวแต่สวยมากเลย”

            “ใช่ มันสวยมาก” ฟินนีแกนบอกก่อนจะหยิบกล้องโพลารอยด์ขึ้นมา “คุณอยากถ่ายรูปกับมันไหม มีไม่กี่คนหรอกนะที่มีภาพคู่กับหอคอยไอเฟลจากบนเครื่องบิน”

            เอเลน่าพยักหน้า หัวใจพองโตไปด้วยความยินดี เธอยิ้มกว้างขณะที่ฟินนีแกนถ่ายรูปให้ และนั่นเป็นครั้งแรกที่เอเลน่ายิ้มด้วยความสุขอย่างแท้จริงในรอบหลายปี เธอไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองกำลังอยู่ตรงนี้ เหนือปารีส และกำลังจะอยู่บนปารีสในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าแล้วด้วย

            คลิก... ภาพแผ่นเล็กเลื่อนออกมาจากช่องช้าๆ ก่อนที่ฟินนีแกนจะหยิบมันสะบัดสักพักและยื่นให้เธอ “คุณดูสวยมากในรูป รับไว้สิ”

            เอเลน่ามองหญิงสาวที่ฉีกยิ้มกว้างในรูปที่แทบมองไม่เห็นหอคอยไอเฟล หญิงสาวในรูปเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับเธอ ใบหน้านั้นแจ่มใส ดวงตาเป็นประกาย ต่างจากหญิงสาวที่เธอจ้องหน้าในกระจกในโรงแรมเมื่อเจ็ดชั่วโมงก่อนหน้านี้ หญิงสาวตรงหน้า... มีความสุข

            เอเลน่ามีความสุข

            “ขอบคุณ...” เธอยิ้มให้ฟินนีแกนพลางใช้หลังมือปาดน้ำตาอย่างขวยเขิน “แต่รูปนี้มองไม่ค่อยเห็นหอคอยไอเฟลเลย ไปถ่ายข้างหน้าน่าจะสวยกว่า คุณจะไปกับฉันไหมคะ”

            “ผมก็อยากนะ” ฟินนีแกนยังคงยิ้มอยู่ แต่เอเลน่าพอจะมองเห็นความเศร้าซึมในดวงตาสีฟ้าอ่อนรางๆ “แต่ไม่ได้หรอก วันนี้ผมงานยุ่งมาก ขอโทษจริงๆ...”

            “คุณทำงานที่ปารีสนี่หรือคะ”

            “เปล่า... ผมทำงานบนนี้” ฟินนีแกนหันไปมองพนักพิงเก้าอี้ตัวหน้าราวกับทนไม่ได้ที่จะต้องมองหน้าเธอนานไปกว่านั้น เขานิ่งเงียบไปพักหนึ่งจนเอเลน่าคิดว่าเขาจะไม่พูดอะไรต่อ แต่ทันใดนั้นชายหนุ่มก็ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือและหันมาสบตาเธอด้วยดวงตาที่แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

            “เอเลน่า ผมเสียใจจริงๆ ที่ไม่สามารถพาคุณเข้าไปใกล้หอคอยไอเฟลได้มากกว่านี้”

            พร้อมๆ กับที่เขาพูด เสียงของกัปตันก็ดังผ่านลำโพง

            “กัปตันเซลวิกพูด ตอนนี้เครื่องบินประสบปัญหาทางการบินเล็กน้อย ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านรัดเข็มขัด และลูกเรือทุกคนกลับสู่ที่นั่ง...



คุยกับนักเขียนสักนิด
เรื่องนี้มันช่างร้างจริงๆ ค่ะ 5555 มีอะไรคอมเม้นต์กันได้นะคะไม่ต้องอาย อาจจะอัพช้าบ้างตามอารมณ์เพราะหลังๆ เริ่มคิดปมเรื่องไม่ออกแล้ว (บางทีคิดได้แต่ยาวเกินไม่จบในตอน) แต่รับรองว่าจะไม่ทิ้งเรื่องนี้ไปแน่นอนค่ะ ^^ ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

19 ความคิดเห็น

  1. #11 marblє fox (@giffyandgetty) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 เมษายน 2558 / 21:21
    เครื่องบินขัดข้อง????
    #11
    1
    • #11-1 Maritian (@MarisolTK) (จากตอนที่ 7)
      7 เมษายน 2558 / 11:55
      ขอบคุณที่ติดตามเรื่องและคอมเม้นต์ให้นะคะ ^^ ช่างเป็นนักอ่านที่น่ารักจริงไรจริง
      #11-1
  2. #4 Elf-Man (@Elf-Man) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 เมษายน 2558 / 12:20
    อย่างน้อยก็มีความสุขก่อนตายนะฮะ
    #4
    0