Sleep Tight!

ตอนที่ 6 : VI : บทลงโทษที่สาสม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    27 มี.ค. 58

VI

บทลงโทษที่สาสม

 

            มันผ่านมาแล้วสามชั่วโมงหรือมากกว่านั้น แต่หญิงสาวยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้น

            ฟินนีแกนเหลือบมองร่างของหญิงสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นทรายสีน้ำตาลหม่น ใบหน้าของเธอหันเข้าหาทะเล จมอยู่ใต้น้ำทะเลที่สงบนิ่งเสียครึ่งหนึ่ง ท้องฟ้ายังมืดอยู่ แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงพระอาทิตย์ก็จะขึ้น เขาไม่อยากจินตนาการถึงตอนที่ชาวประมงผู้เคราะห์ร้ายเดินมาเจอร่างของเธอเลย แม้แต่ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงดวงจันทร์เป็นแสงเดียว หญิงสาวก็ยังไม่น่ามอง

            เธอ... แตกหัก น่าเวทนา ถูกย่ำยีไม่เหลือชิ้นดี

            แต่ร่างของเธออาจเป็นสิ่งที่เขาวิตกกังวลน้อยที่สุดในขณะนี้

            “คุณดีขึ้นหรือยัง” เขาหันไปถาม

            หญิงสาวไม่ตอบ สายตาอันว่างเปล่าของเธอยังคงจับจ้องไปยังร่างไร้วิญญาณของตน ดวงตาบวมแดงแห้งผากเมื่อไม่มีน้ำตาเหลือมากไปกว่านี้ ใบหน้าของเธอยังคงเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เหมือนตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ผมสีน้ำตาลเข้มเปียกน้ำทะเลลู่ติดแก้ม เสื้อผ้าของเธอยังขาดหลุดลุ่ย ในขณะที่เสื้อนอกที่ฟินนีแกนหยิบยื่นให้เธอเมื่อสามชั่วโมงก่อนยังคงกองอยู่บนพื้นทรายโดยไม่มีใครสนใจ

            เธอไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเขาอีกต่อไป

            ในเมื่อเขาไม่สามารถช่วยเธอในยามที่เธอต้องการมันมากที่สุดได้

            “ผมขอโทษจริงๆ ฮันนาห์” ฟินนีแกนหันไปสบตาหญิงสาว “ผมทำอะไรไม่ได้จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเข้าไปขัดขวางได้”

            “นั่นคือข้อแก้ตัวของคุณ ตอนที่คุณ... ตอนที่คุณยืนมองฉันโดนพวกนั้น...” เสียงของเธอขาดหายไป ฮันนาห์ใบหน้าบูดเบี้ยวไปด้วยความหวาดกลัว เธอยกมือขึ้นเหมือนจะพุ่งเข้ามาตบเขา แต่กลับค้างมือนั้นไว้กลางอากาศ ฟินนีแกนอยากให้เธอตบเขามากกว่า อย่างน้อยมันอาจทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น “แม้แต่ตอนที่ฉันตะโกนขอให้คุณช่วย... แม้แต่ตอนที่พวกมันกดน้ำฉันให้ตาย คุณก็ยังยืนเฉย”

            “เชื่อเถอะว่าผมยอมทุกอย่างเพื่อจะได้ช่วยคุณ แต่ผมไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะทำอย่างนั้นได้” ฟินนีแกนพยายามพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่ทำได้ มันเป็นเรื่องปกติ เขาบอกตัวเอง เขาผิดเองที่มีรูปลักษณ์พึ่งพาได้ แม้แต่คนตายยังพยายามขอให้ความตายช่วยชีวิตพวกเขา แต่เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดี และเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่เลือกจะปรากฏตัวให้ฮันนาห์เห็นเร็วเกินไป

            “คุณปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้ยังไง” ฮันนาห์ซุกหน้าลงบนฝ่ามือ “เขาปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้ยังไง”

            เธอรู้ ฟินนีแกนคิด เธอจำได้ว่าเคยเห็นชายเหล่านั้นมาก่อน เธอจำใบหน้านั้นได้เมื่อพวกเขาเข้าไปหาเธอหน้าโรงแรม เธอจำเสียงของพวกเขาได้เมื่อพวกเขาตะโกนด่าทอพร้อมกันกระชากผมเธอให้หยุดวิ่งหนี และแน่นอนเธอจำลำแขนเหล่านั้นได้เมื่อพวกเขาเริ่มฉีกทึ้งเสื้อผ้าของเธอออกราวกับว่ามันทำจากกระดาษ เธอจำได้ว่าพวกเขาคือเพื่อนของเดวิด แฟนหนุ่มที่ควรจะปกป้องเธอ ซึ่งไม่ว่าด้วยเหตุผลใด กลับเป็นฝ่ายปล่อยหมาป่าที่หิวโหยมากินเธอเสียเอง

            “เขารู้หรือเปล่า...” ฮันนาห์เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

            “ผมเสียใจจริงๆ แต่... เขารู้” เดวิดเป็นคนส่งพวกนั้นมาหาเธอเอง เขาฆ่าเธอ แม้จะไม่ใช่ด้วยมือของตนเองก็ตาม “และ เอ่อ... ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่เขาจะเป็นผู้รับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น” ฟินนีแกนก้มหน้าลงมองพื้นทราย เขาโกหกไม่ได้ มันเป็นกฎข้อที่สำคัญที่สุด เขาจะไม่โกหกคนตาย ถ้าแฟนหนุ่มที่รักฮันนาห์ปานจะกลืนกินอยู่เบื้องหลังสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เขาก็จะพูดอย่างนั้น แม้ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม

            “ฉันเคยคิดว่าอำนาจแห่งรักเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้” ฮันนาห์เหม่อมองไปยังความมืดมิดของท้องฟ้า “...ดูเหมือนว่าฉันจะโดนความคิดของตนเองหลอก ทั้งที่คนรอบข้างตะโกนกรอกหูฉันทุกวันให้เลิกยุ่งกับเดวิด แต่ฉัน... กลับคิดว่ามันเป็นเรื่องท้าทายที่จะฝึกหมาป่าให้เชื่อง และดูตอนนี้สิ ฉันเป็นฝ่ายโดนหมาป่าขย้ำตายอย่างน่าอนาถ ถูกซ้อมไม่ต่างจากหมาแมว ไม่เหลือแม้แต่ศักดิ์ศรีของความเป็นคน”

            “คนเราทำผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา” ฟินนีแกนกล่าว “แต่ใครๆ ก็มักจะบอกว่าสุดท้ายทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี แต่คำว่าสุดท้ายน่ะมันไม่มีอยู่จริง การเดินทางของคุณยังไม่ใกล้ถึงจุดจบด้วยซ้ำ แน่นอนว่ามันอาจจะจบแล้วในร่างนั้น” เขามองร่างของฮันนาห์ที่นอนตายอยู่บนพื้นทราย “แต่เมื่อประตูหนึ่งปิดลง อีกบานก็เปิดออก แต่คุณจะไปไหนไม่ได้ ถ้าคุณไม่ยอมให้ผมเป็นคนนำคุณไปสู่ประตูนั่น”

            ฮันนาห์เหมือนจะซึมซาบสิ่งที่เขาพูดไปเป็นครั้งแรก “อะไรอยู่ข้างหลังประตูนั่น”

            “ขอโทษด้วยแต่ผมไม่รู้” ฟินนีแกนยอมรับ “หน้าที่ของผมคือนำคุณไปสู่ประตูนั้น แต่ตัวคุณเองเท่านั้นที่จะบิดลูกบิดและก้าวเข้าไป”

            “ไม่รู้สิ” ฮันนาห์กอดเข่า ขาของเธอเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและร่องรอยการถูกทำร้าย ฟินนีแกนเบือนหน้าหนี “ฉันเข้าใจว่าคุณคงจะเห็นความตายมามากและอาจคิดว่าความตายของฉันเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย แต่ความเจ็บปวด ความอับอาย ความทุกข์ทรมานนั่น... มันใหญ่หลวงและมันฝังรากลึกไปในตัวฉัน และฉันไม่คิดว่าจะก้าวผ่านทั้งหมดนี้ได้” เธอเริ่มร้องไห้อีกครั้ง “...ในขณะที่ฉันกำลังทุกข์ทรมาน ถูกทิ้งอยู่ริมทะเลเหมือนขยะ พวกเขากำลังกลับเข้าไปในบาร์ ไปรื่นเริง มีชีวิตที่ดี และไม่ต้องคิดถึงเรื่องนี้อีกต่อไป พวกเขาทำอย่างนั้นได้ยังไงกัน คนเราจะเลือดเย็นขนาดนี้ได้ยังไง”

            คุณจะแปลกใจเมื่อรู้ว่าคนเราเลือดเย็นได้ขนาดไหน ฟินนีแกนคิด “ไม่มีความตายไหนที่จิ๊บจ๊อยหรอกฮันนาห์ แต่ความโกรธแค้นพยาบาทมีแต่จะดึงรั้งให้คุณช้าลงทั้งที่คุณไม่จำเป็นต้องถูกหน่วงไว้บนโลกนี้อีกต่อไป เหมือนก้อนโคลนที่เปรอะอยู่บนล้อเกวียน มัน...”

            สายตาฮันนาห์ว่างเปล่า เธอไม่ได้ฟังเขาอีกแล้ว แต่ทันใดนั้นเอง หญิงสาวก็โพล่งขึ้น

            “เดวิดจะตายเมื่อไร”

            เป็นไปตามที่เขาคาด เมื่อขั้นยอมรับความจริงผ่านไป คนตายมักจะเริ่มพะวงสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนเป็น และในกรณีส่วนมาก พวกเขาอยากรู้ว่าฆาตกรของตนเองจะตายเมื่อไร แต่บางครั้งเรื่องแย่ๆ ก็เกิดขึ้นกับคนดี และเรื่องดีๆ ก็เกิดขึ้นกับคนชั่ว

            เขาโกหกไม่ได้

            “เขาจะตายตามธรรมชาติเมื่ออายุครบเจ็ดสิบเก้าปี ผมเสียใจจริงๆ ฮันนาห์” เขาตอบเสียงเรียบ

            “หลังจากทุกสิ่งที่เขาทำกับฉัน เดวิดตายตามธรรมชาติ” ฮันนาห์ร้องไห้ “ฉันพนันว่าเขาไม่ได้โดนจับและหนีพ้นข้อหาฆ่าคนตายอย่างสบายๆ ด้วยใช่ไหม ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไปกินเหล้าควงผู้หญิงเหมือนที่เขาชอบทำตอนฉันยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีความสำนึกอะไรเลย”

            แม้ว่านั่นจะเป็นการประชดแต่ฮันนาห์ก็ทายถูก

            “ชีวิตไม่ยุติธรรมหรอก มันเป็นอย่างนี้เสมอ...” ฟินนีแกนพยายามปลอบแต่ล้มเหลวอย่างน่าเศร้า

            “โอ้ แน่นอน ฉันเห็นแล้ว” ฮันนาห์ร้องเสียงกร้าว “ผู้ชายจบชีวิตของหญิงสาวที่น่าสงสารคนหนึ่งแต่กลับมีอายุยืนอย่างน่าอัศจรรย์ ในขณะที่ฉันนอนตายขึ้นอืดอยู่ริมทะเล...” เธอเริ่มพูดไม่รู้เรื่องอีกครั้งและฟินนีแกนพบว่าพวกเขากำลังย้อนกลับมาตอนเริ่มต้น คือตอนที่ฮันนาห์ร้องไห้ไม่หยุดและไม่ฟังสิ่งที่เขาพูดแม้แต่อย่างเดียว

            ชายหนุ่มก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ตีห้ากว่าๆ แล้ว เด็กนั่นควรจะมาเสียที

            เขามองไปรอบๆ เพื่อตามหาร่างที่คุ้นเคย แต่ฮันนาห์กลับเป็นฝ่ายเห็นก่อน ใบหน้าเธอแข็งตึง คงจะรู้สึกเกร็งกับความคิดที่ว่าใครคนหนึ่งกำลังจะพบศพของเธอ “ใครบางคนกำลังเดินมาทางนี้”

            “อย่ากังวลไปเลย เขาเป็นเพื่อนของผม” ฟินนีแกนบอก

            ชายหนุ่มยังคงแต่งกายด้วยชุดเดิมตั้งแต่เมื่อราวยี่สิบปีที่แล้ว คือแจ็คเก็ตหนังสีดำที่เจ้าตัวภาคภูมิใจว่าจะไม่ตกรุ่นง่ายๆ กับร่มคันยาวที่เขาพกไปไหนมาไหนด้วยเสมอ สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือดวงตาสองสี สีฟ้าสดใสกำลังจ้องเข้าไปในความฝันของมนุษย์ ในขณะที่สีน้ำตาลทองกำลังจ้องเข้าไปในความเป็นจริง ล็อคยังคงดูเยือกเย็นและอารมณ์บูดเสมอไม่ว่าในสถานการณ์ใด และการปรากฏตัวของเขาทำให้ฟินนีแกนเกือบจะดีใจที่ไม่ต้องรับมือกับฮันนาห์เพียงผู้เดียว

            “ล็อค... นี่คือฮันนาห์ ที่ผมเล่าให้ฟังในโทรศัพท์” ฟินนีแกนแนะนำขณะที่ล็อคทรุดตัวนั่งลงกับพื้นทรายและจ้องมองหญิงสาวอย่างพินิจพิจารณา

            “...ผมสีน้ำตาล ตาสีเขียว ใบหน้ากลม จมูกโด่ง... ไม่ใช่ประเภทที่จะลืมได้ง่ายๆ” ล็อคพึมพำพลางพยักหน้ากับตนเอง ในขณะที่ฮันนาห์มีสีหน้าสับสนอย่างเห็นได้ชัด

            “ฮันนาห์ นี่คือล็อค เขาเป็นมนุษย์ทราย คนที่ควบคุมความฝันของคุณและทุกคน” ฟินนีแกนกล่าวขณะที่ล็อคยังคงจ้องหน้าเธอ ดวงตาสองสีของเขาคงทำให้ฮันนาห์รู้สึกเหมือนโดนสะกดจิต ฟินนีแกนเคยได้ยินมาว่าการจ้องตากับมนุษย์ทรายนั้นไม่ต่างอะไรกับการถูกสะกดจิตให้หลับ เขาไม่เคยลองและไม่คิดจะลอง การตรึงล็อคไว้กับที่เพียงไม่กี่นาทีก็ยากเย็นพอแล้ว นับประสาอะไรกับจะไปเล่นจ้องตากันอีก

            “ผมจำหน้าเธอได้แล้ว...” ล็อคถอนสายตาจากฮันนาห์และหันมาหาเขา ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนและทำท่าจะเดินจากไป หากโดนฮันนาห์เรียกไว้

            “เดี๋ยวก่อน... คุณ... คุณรู้หรือเปล่าว่าเดวิดกำลังหลับอยู่ไหม” ความรัก ฟินนีแกนคิด เธอเกลียดเขา แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเขา นั่นคือสิ่งตกค้างจากความรัก และบางครั้งเขาเกือบจะเข้าใจว่ามันรู้สึกอย่างไร

            ดวงตาข้างสีฟ้าของล็อคเป็นประกายขณะที่เขามองเห็นเดวิด “ใช่ เขาหลับอยู่”

            “แล้วเขา...” ฮันนาห์กลั้นหายใจ “ฝันถึงฉันบ้างไหม หมายถึง... รู้สึกผิดสักนิดไหม เห็นภาพฉันหลอกหลอนในฝันของเขาบ้างไหม”

            “ตอนนี้ยัง” ล็อคตอบ “แต่อีกห้าสิบหกปีที่เหลืออยู่ของเขา คุณวางใจได้เลยว่าเขาจะนึกถึงคุณทุกคืน” ชายหนุ่มกางร่มออก มันเป็นสีม่วงเข้มเกือบดำ และมีหมอกสีดำฟุ้งกระจายออกมาเมื่อเขากางมัน ฝันร้าย “และบางที... บางทีเท่านั้นแหละ เขาอาจจะรู้สึกสำนึกผิดขึ้นมาสักนิดหนึ่ง”

            ชายหนุ่มเดินจากไปขณะที่ฟินนีแกนอดไม่ได้ที่จะยิ้มกับตนเองอย่างพึงพอใจ

            พวกเขาเข้าไปขัดขวางในโลกความจริงไม่ได้ แต่ในโลกความฝันที่ล็อคมีอำนาจเหนือทุกสิ่งนั้นเป็นข้อยกเว้น เดวิด ไมลส์ ใช้ชีวิตที่ราวสามสิบปีให้หลังในโรงพยาบาลจิตเวช กระสับกระส่ายและหวาดกลัวต่อภาพแฟนสาวที่หลอกหลอนอยู่ในความฝัน ผู้คนต่างสงสัยว่าอะไรขับเคลื่อนให้ชายบ้าคนนี้มีชีวิตได้ยืนยาวถึงเพียงนั้น ทั้งที่ความตายยังทุกข์ทรมานน้อยกว่าการใช้ชีวิตในร่างของเดวิดหลายเท่า

            ตกนรกทั้งเป็น เป็นคำกล่าวที่เกือบจะถูก

            และฟินนีแกนพบว่าตนเองตื่นเต้นกับวันที่จะได้พบเดวิดเหลือเกิน

            อีกห้าสิบหกปีเท่านั้นเอง



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

19 ความคิดเห็น

  1. #10 marblє fox (@giffyandgetty) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 เมษายน 2558 / 21:17
    เดวิด....อย่างชั่ว อยากให้ถึงวันที่เดวิดจะเจอกับฟินนีเเกนเร็วๆจัง
    #10
    0
  2. #3 Elf-Man (@Elf-Man) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 มีนาคม 2558 / 13:19
    สะใจเดวิดนิดหน่อยแหะ 
    #3
    0