[FanFic. Sherlock BBC] [Mystrade] Christmas Cake

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 4 : เชฟคนใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 194
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    24 พ.ย. 63

มือน้อยๆที่โผล่พ้นเสื้อกันหนาวตัวหนาสีน้ำตาลอ่อนลูบไปที่แผ่นป้ายสลักชื่อหน้าหลุมศพเบาๆอย่างอาลัย เด็กน้อยพยายามเม้มปากเอาไว้แน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเองออกมาหลังจากสัญญากับร่างไร้ลมหายใจของแม่ว่าตนจะไม่ร้องไห้อีก

เชอร์ล็อควัย 8 ขวบนั่งนิ่งๆอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาหลายนาทีก่อนจะหันกลับไปมองพี่ชายต่างพ่อที่ยืนสงบนิ่งไม่ได้พูดอะไรเช่นกันอยู่ด้านหลัง "ผมอยากกลับบ้าน"

"ที่กลาสโกว์น่ะหรอ" พี่ชายถามกลับ "ไม่ได้หรอก"

"ทำไม"

"เพราะที่กลาสโกว์ไม่มีใครอยู่แล้ว ถ้ากลับไปก็ต้องอยู่คนเดียวน่ะสิ"

"ผมอยู่ได้"

"แม่ให้เชอร์ล็อคอยู่กับพี่" ไมครอฟต์พูด "แม่ให้พี่ดูแลเชอร์ล็อคต่อ"

เชอร์ล็อคเบะปากแต่ไม่ได้ร้องไห้ออกมา เขาลูบมือไปที่ป้ายชื่ออีกครั้ง นี่เวลาผ่านล่วงเลยมาสัปดาห์หนึ่งแล้วหลังจากแม่ผู้เป็นที่รักยิ่งของพวกเขาจากไปด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถที่ฝ่าไฟแดงมา เรื่องคดีความไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสำหรับผู้ใหญ่เพราะคู่กรณีไม่ได้หนีไปไหนและเรื่องทุกอย่างก็เป็นไปตามกฎหมาย เรื่องที่ซับซ้อนและยุ่งยากที่สุดสำหรับเด็กชายวัยประถมก็คือเขาจะต้องย้ายจากกลาสโกว์เพื่อมาอยู่กับพี่ชายต่างพ่อที่นานหลายปีจะเจอกันสักครั้งหนึ่งที่ลอนดอน

"เพราะเราจะอยู่ด้วยกันที่นี่ พี่เลยให้แม่อยู่ที่นี่กับเราด้วย" ผู้เป็นพี่พูด "เราจะได้มาหาแม่ได้บ่อยๆ"

"ที่นี่อยู่ไกลจากบ้านพี่ไหม"

"ไม่ไกล เดินมาก็ได้" ไมครอฟต์ตอบ "แต่ตอนนี้เราต้องไปกันแล้วล่ะ บริษัทย้ายบ้านกำลังจะขนของไปถึงบ้านพี่แล้ว"

เด็กชายถอนหายใจเบาๆอย่างเสียดายก่อนจะลุกขึ้นจากป้ายหลุมศพอันเป็นที่ฝังร่างของแม่แล้วเดินตามพี่ชายตัวสูงที่เดินนำหน้าห่างไปเกือบ 2 เมตร

 

ลังใส่สิ่งของขนาดใหญ่จำนวนเกือบ 10 ลังรวมไปถึงจักรยาน กระเป๋าเดินทาง โต๊ะเครื่องเขียน ถูกส่งมายังแฟลตเล็กๆกลางกรุงลอนดอนที่ไมครอฟต์เช่าอาศัยมาหลายปีแล้ว เขาตาโตตกใจเมื่อคิดไม่ถึงว่าเด็กเพียงแค่ 8 ขวบจะมีของอะไรให้ขนมาเยอะแยะมากมายถึงเพียงนี้

เชอร์ล็อคดีใจอยู่อย่างเงียบๆเมื่อเห็นข้าวของของตนเองถูกย้ายจากบ้านที่สก็อตแลนด์มาที่ลอนดอนจนหมดครบถ้วน ไม่ได้ตกหล่นหายอย่างที่กังวลใจในตอนแรก

ไมครอฟต์ลงชื่อยืนยันว่าได้รับสินค้าเรียบร้อยครบถ้วยจากพนักงานส่งของแม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้แน่ใจมากนักว่ามันครบถ้วนจริงหรือไม่เพราะเขาไม่เคยเห็นสมบัติของน้องชายตัวเอง ลังใส่สิ่งของทั้งหมดถูกนำไปไว้ในห้องรับแขกก่อนที่จะคิดอีกทีว่ามันควรจะไปอยู่ตรงมุมใดของที่พักบ้าง

ผู้เป็นพี่เดินนำน้องชายเข้าไปในที่พัก เชอร์ล็อคมองสำรวจอย่างเงียบๆขณะที่พี่ชายพาไปดูห้องต่างๆผ่านลังใส่สิ่งของของตนเอง

"นี่ห้องรับแขกนะ" ไมครอฟต์พูดแล้วเดินนำตรงไปอีกแล้วอธิบายเพิ่ม "เดินตรงเข้าไปด้านในสุดเป็นห้องครัว ขวามือจะเป็นห้องของพี่ติดกับห้องของพี่ก็คือห้องน้ำ"

ไมครอฟต์ผลักประตูห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องนอนของตนเองอออก "นี่ห้องของเชอร์ล็อค"

น้องชายเดินตามเข้ามาในห้อง มองสำรวจอย่างเงียบๆ ห้องนี้ติดวอลเปเปอร์สีฟ้าอ่อน มีเตียง มีตู้เสื้อผ้า มีโต๊ะเขียนหนังสือของเขาเองที่เอามาจากที่บ้านหลังเดิม มีหน้าต่างบานกว้างที่มองเห็นถนนด้านนอก ตรงมุมห้องมีโทรทัศน์เครื่องเล็กวางอยู่บนโต๊ะพร้อมกับเครื่องเล่นซีดีและแผ่นการ์ตูนจำนวนหนึ่ง ห้องนี้เล็กกว่าห้องนอนของเขาที่สก็อตแลนด์แต่ว่ามันช่างดูกว้างไปทันทีที่ระลึกได้ว่าเขาจะต้องนอนคนเดียว ห้องเล็กๆห้องนี้ไม่มีแม่มานอนกับเขาด้วย

ความสุขเพียงอย่างเดียวที่ไมครอฟต์พอจะมองเห็นจากน้องชายของเขาได้หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วกลับมาอยู่ที่บ้านก็คือเชอร์ล็อคจะตั้งใจหยิบของทุกๆชิ้นออกมาจากลังด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะของเล่นของตนเอง หุ่นยนต์ต่างๆถูกหยิบออกมาแล้วเรียงอย่างเรียบร้อยบนชั้นวางของที่อยู่ปลายเตียง เชอร์ล็อคคุยกับตุ๊กตารูปสัตว์จำนวนมากที่เอามาด้วยเสมือนพวกมันเป็นเพื่อนกลุ่มย่อยๆที่มาอาศัยอยู่ด้วยกัน เขาแอบได้ยินน้องชายเรียกด้วยมันด้วยชื่อเล่นที่เจ้าตัวน้อยตั้งเอง ถ้าจำไม่ผิด มีทั้งกระต่ายที่ชื่อโจลี่ กวางชื่อแอนนาและอื่นๆอีกมากมาย

"นี่ชื่อคอยาว แม่ซื้อให้ตอน 3 ขวบ" เชอร์ล็อคอวดตุ๊กตารูปยีราฟ "มันมีครอบครัวยีราฟด้วย"

"มีตุ๊กตาเยอะจังเลยเนอะ" ไมครอฟต์พูดเมื่อเห็นน้องชายจัดของเล่นของตัวเอง

"ยังไม่หมดเลย มีอีกตั้งหลายลัง" เชอร์ล็อคตอบ

"ไปกินข้าวเย็นกันเถอะ พี่เตรียมอาหารเสร็จแล้ว"

 

จานใส่ปลาอะไรก็ไม่รู้ถูกวางอยู่ตรงหน้าเด็กชายผมฟู เขาจ้องเขม็งไปยังอาหารหน้าตาแปลกประหลาดที่อยู่ตรงหน้าของตัวเองแล้วมองไปยังจานอาหารของพี่ชาย ไมครอฟต์กำลังบีบเลม่อนเสี้ยวเล็กลงบนตัวปลาและโรยเกลือเล็กน้อยเพื่อปรุงรส เขาเหลือบมองหน้าพี่ชายที่กำลังยิ้มอย่างอารมณ์ดีเหมือนจะภูมิใจในอาหารหน้าตาแปลกประหลาดจานนี้เสียเหลือเกิน

"ปลากะพงอบ" ไมครอฟต์ตอบคำถามจากดวงตาตั้งคำถามของน้อง "เป็นเมนูที่มีประโยชน์กับเด็กวัยกำลังโตมากๆเลยนะ"

มันอาจจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแต่มันช่างมีโทษต่อความรู้สึกของเด็กรักสัตว์เสียเหลือเกิน ปลาตัวใหญ่ที่ถูกอบทั้งตัวถูกวางลงบนจานสีขาวทำให้เนื้อปลาดูซีดเซียวเหมือนก่อนตายมันหายใจไม่ออก ดูดวงตานั่นสิ ทำไมมันจ้องมองมาราวกับอย่างจะบอกเด็กน้อยว่า 'อย่ากินฉันเลย สงสารฉันเถอะ' ทุกอย่างมันดูติดลบต่อความรู้สึกของเชอร์ล็อคมาก มีเพียงอย่างเดียวที่พอจะมีสีสันขึ้นมาบ้างก็คือสีเหลืองจากผิวเลม่อนที่ไม่รู้ใส่มาเพื่อความสวยงาม เพื่อปรุงรส หรือเพื่อเป็นกำลังใจในการตักอาหารเข้าปากกันแน่

"กินสิ อร่อยนะ" ไมครอฟต์เชิญชวน

เชอร์ล็อคมองจานอาหารแล้วมองหน้าพี่ชาย

ไมครอฟต์ขมวดคิ้ว "ไม่หิวหรอ"

เชอร์ล็อคส่ายหน้าเบาๆแล้วพูด "ผมไม่หิวครับ ผมกลับไปจัดของต่อที่ห้องได้ไหม"

ไมครอฟต์พยักหน้าเบาๆ "อือ ได้สิ"

น้องชายจึงค่อยๆลุก เดินคอตกกลับห้องไปช้าๆ ส่วนพี่ชายก็มองจานอาหาร 2 จานสลับไปมาอย่างท้อแท้เพราะนี่เป็นอาหารจานที่ 10 แล้วที่เขาพยายามทำให้น้องชายตั้งแต่เจอกันครั้งนี้ พยาบาลบอกว่าเชอร์ล็อครับประทานอาหารที่โรงพยาบาลได้น้อยมากเขาจึงตัดสินใจทำอาหารเองเพราะคิดว่าอาหารที่โรงพยาบาลคงไม่ถูกปากน้องชายแต่มันก็กลายเป็นว่าแย่ลงไปจากเดิมเสียอีกเพราะเชอร์ล็อคไม่แตะอะไรที่เขาทำเลยสักอย่างเดียว สิ่งที่เขาทำให้น้องชายได้คือธัญพืชใส่นมหรือขนมปังทาแยมไม่กี่แผ่นซึ่งนั่นมันไม่สามารถนับเป็นอาหารได้ด้วยซ้ำ เขาทำทุกทางแล้วแต่มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยจริงๆ

ไมครอฟต์ลุกขึ้นจากโต๊ะรับประทานอาหารเพราะเขาคงไม่อยากจะรับประทานอะไรอีกแล้ว เขาทำความสะอาดจาน ทำความสะอาดครัวจนเรียบร้อยแล้วกลับเข้าไปในห้องนอน ครู่หนึ่งก็เดินออกมาแล้วเคาะประตูห้องนอนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องของตนเอง

"พี่เข้าไปได้ไหม" เขาถามเจ้าของห้อง

"ครับ" เชอร์ล็อคตอบกลับเบาๆ

ไมครอฟต์เปิดประตูเข้าห้องนอนไปจึงเห็นว่าน้องชายจัดเรียงตุ๊กตารูปสัตว์ของตัวเองจนเต็มไปด้านหนึ่งของห้องเหมือนกับว่าตรงนั้นคือสวนสัตว์ขนาดย่อมๆ เชอร์ล็อคกำลังกอดตุ๊กตาหมีตัวหนึ่งอยู่ปลายเตียง

"พี่จะมาบอกว่าพี่จะไปที่ร้าน .... เอ่อ .... ที่ทำงานสักพักหนึ่ง เชอร์ล็อคอยู่คนเดียวได้ไหม พี่ไปไม่นานหรอกนะ" เขาถาม

เชอร์ล็อคหันไปมองแล้วพูด "ครับ อยู่ได้"

ไมครอฟต์ยิ้ม "โอเค" เขาเดินเข้าไปในห้องแล้วย่อตัวลงข้างๆเชอร์ล็อคแล้วยื่นสิ่งหนึ่งให้ "นี่โทรศัพท์บ้านเรานะ ถ้ากด 1 มันจะโทรไปที่มือถือของพี่ กด 2 มันจะโทรไปที่ร้าน ถ้าเกิดอะไรขึ้นเชอร์ล็อคโทรหาพี่ได้เลย ไม่เกิน 5 นาทีพี่จะมาถึงเพราะร้านอยู่แค่ตรงนี้เอง"

"ครับ"

"พี่ไปไม่นาน เดี๋ยวพี่จะรีบกลับนะ"

"อือ" เชอร์ล็อคตอบแล้วหันไปสนใจตุ๊กตาของตนเองต่ออย่างเหงาหงอย

 

ไมครอฟต์เดินมาที่ร้านโนเอลที่อยู่ห่างจากแฟลตของตนเองไม่กี่ช่วงตึก ร้านเปิดให้บริการมาสักพักใหญ่แล้วและวันนี้แขกก็เต็มทุกโต๊ะเช่นเดิม เขาเปิดประตูเข้าไปในร้านก็ได้รับคำทักทายจากพนักงานต้อนรับและบริกรอยู่บ้างแม้ว่าพวกเขาจะงานยุ่งมากแค่ไหนก็ตาม ไมครอฟต์ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อรับคำทักทายเหล่านั้นและเดินตรงเข้าไปยังห้องครัวที่ตนมีตำแหน่งใหญ่และสำคัญที่สุดในที่แห่งนี้

เสียงแปลกประหลาดดังทะลุออกมาจากห้องครัว มันไม่ใช่เสียงปีศาจร้ายบุก ไม่ใช่เสียงกรีดร้องแต่ทว่ามันคือ 'เสียงหัวเราะ' ที่ดังจนทะลุออกมาด้านนอก เสียงหัวเราะเป็นสิ่งที่ผิดปกติที่สุดเท่าที่ไมครอฟต์จะเคยสัมผัสในครัวของเขา

คริสติน บริกรสาวเปิดประตูมาพอดี เธอยิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วทัก "อ้าว สวัสดีค่ะเชฟ" แล้วเดินไปทำงานด้วยจิตใจที่ดูเบิกบานอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ไมครอฟต์ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงอื่นเล็ดลอดออกมาอีกนอกจากเสียงหัวเราะที่เขาได้ยินเมื่อสักครู่นี้

เพลงที่มีดนตรีแปลกๆดังลั่นอยู่ในห้องครัว หัวหน้าเชฟรีบเดินเข้าไปดูถึงความผิดปกตินั้น เขาเห็นแอนเทียร์ผู้ช่วยเชฟคนสนิทของเขากำลังหัวเราะอยู่กับใครบางคนที่ยืนหันหลังอยู่ แอนเทียร์บังเอิญหันมาเห็นหัวหน้าของตนยืนหน้าบึ้งผสมกับใบหน้าสงสัยอยู่ตรงประตูครัวเธอจึงหุบยิ้มทันทีเหมือนกับว่าถ้าเธอยังคงยืนยิ้มต่อไปเธอคงถูกแล่เนื้อแล้วเสิร์ฟเป็นสเต็กมื้อดึกเป็นแน่

"ทุกคนฟังนะ เพลงนี้เลยที่ผมอยากนำเสนอ" ชายที่หันหลังร้องเรียกเชฟคนอื่นๆอย่างสนุกสนาน ผู้ฟังทุกคนยิ้มให้แม้ว่ามือจะกำลังทำงานกันอยู่อย่างขะมักเขม้นก็ตาม "ฟังนะ ฟังนะ"

 

 

( ถ้าลิงค์เสียคลิกที่นี่ )

"Des yeux qui font baisser les miens,"

สายตาที่จ้องมองมาที่ฉัน

 

ชายคนนั้นทำท่าเคลิ้มไปกับบทเพลงภาษาฝรั่งเศสแล้วร้องออกมาด้วยเนื้อที่คาดว่าไม่น่าจะผิดเพี้ยน

 

"Un rire qui se perd sur sa bouche"

เสียงหัวเราะที่ค่อยๆจางหายไปจากมุมปากของเขา

 

"Voilà le portrait sans retouche"

นั่นแหละคือสิ่งที่แสดงตัวตนที่แท้จริง

 

เขาคนนั้นหันไปยังหน้าประตูพร้อมกับดนตรีที่เงียบไป

 

"De l’homme auquel j’appartiens"

ของผู้ชายในฝันของฉัน

 

ไมครอฟต์คือผู้เดินไปปิดวิทยุด้วยใบหน้าที่ไม่พอใจ ชายแปลกหน้าคนนั้นหันไปมองผู้ที่มาใหม่ด้วยใบหน้าที่ไม่ทุกข์ร้อนอะไร

"สวัสดีครับเชฟ" ทุกคนในห้องครัวกล่าวขึ้นพร้อมกัน

เสียงหัวเราะที่เคยมีและดนตรีที่เงียบไปแบบไม่คาดฝันทำให้ทุกคนในครัวพึ่งจะสังเกตและตระหนักได้ว่าหัวหน้าเชฟมาดขรึมของพวกเขากลับมาแล้วและกำลังยืนทำหน้าไม่พอใจอยู่ตรงนั้น

ชายแปลกหน้าในชุดเชฟรีบเดินตรงมาหาหัวหน้าเชฟที่ยืนใบหน้าบูดบึ้งอยู่ตรงหน้าประตูด้วยดวงตาเป็นประกายและรอยยิ้มที่ถ้าหากไม่ใช่ไมครอฟต์แล้วทุกคนคงจะคิดว่านั่นเป็นรอยยิ้มที่สดใสและจริงใจที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมอบให้ได้เลยทีเดียว

"คุณนั่นเอง คุณนั่นเอง" คนนั้นพูดซ้ำไปมาราวกับเด็ก 3 ขวบ

"ขอโทษนะครับ คุณเป็นใคร" ไมครอฟต์ถามคำถามที่สงสัย

ชายคนนั้นไม่ตอบคำถาม "ขอร้องล่ะครับ ช่วยบอกสูตรซอสหญ้าฝรั่นของคุณหน่อยเถอะครับ"

หัวหน้าเชฟขมวดคิ้ว "คุณว่าอะไรนะ"

บรรยากาศเริ่มไม่สู้ดีนัก ใครบางคนรีบวิ่งออกไปตามมาร์ติน ชายผู้เป็นเจ้าของร้านและเป็นนายจ้างของทุกคนมา แอนเทียร์ที่คาดว่าน่าจะเป็นคนจัดการปัญหาได้ดีที่สุดหันไปหาเชฟคนอื่นๆที่ยืนใบ้เงียบเมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มไม่สู้ดีนัก

"ยืนบื้อทำอะไรกัน กลับไปทำงานสิ" รองหัวหน้าเชฟที่กำลังท้องแก่ตวาดออกมา

"คุณเป็นใคร" ไมครอฟต์ยังคงถามคำถามเดิมกับชายแปลกหน้า

ชายคนนั้นโค้งตัวลงเหมือนนักแสดงละครเวทีที่กำลังแนะนำตัว "สวัสดีครับ ผมชื่อเกรกอรี่ เลสเตรด" เขาพูดแล้วดีดตัวขึ้นยืนตรงเช่นเดิม "แต่เดี๋ยวก่อน ประโยคนี้ผมท่องจำมานานมาก ผมอยากจะพูดว่าโลกนี้คงล่มสลายแน่ๆถ้าปราศจากนกกระทาในซอสทรัฟเฟิลของคุณ"

ไมครอฟต์เริ่มอดทนต่อคนตรงหน้าไม่ไหว เขากัดฟันระงับความโกรธแล้วถามคำถามที่ค้างคาใจคำถามสุดท้ายออกมา "คุณทำตำแหน่งอะไรในครัวของผม"

ชายนามว่าเกรกอรี่ยืนตรงด้วยท่าทีที่สุภาพที่สุดตั้งแต่วินาทีที่ไมครอฟต์เดินเข้ามาในครัว สายตาเขาจ้องมองไปยังผู้ที่ตั้งคำถามใส่เขาด้วยสายตามุ่งมั่น ท่าทางที่ดูขี้เล่นและไม่จริงจังถูกสลัดทิ้งไปทันทีในเวลาเพียงเสี้ยววินาที เขาวางมีดลงบนเคาน์เตอร์ทำอาหารและตอบคำถามที่ไมครอฟต์สงสัยมากที่สุด

"มาร์ตินจ้างผมมาเป็นรองหัวหน้าเชฟที่นี่"

 

******************************

 

*Note*

 

1.ลาวีอ็องโรซ(La vie en rose)แปลว่า Life through rose-coloured glasses ( ชีวิตมองผ่านแว่นตาสีกุหลาบหรือชีวิตสีชมพู )เป็นเพลงที่มีชื่อเสียงที่สุดและถือเป็นเพลงประจำตัวของเอดิต ปียัฟแต่งทำนองโดยลุยส์ กูกลิเอมี แต่งคำร้องภาษาฝรั่งเศสโดยตัวปียัฟเอง

 

( ต้นฉบับLa Vie en Rose โดยÉdith Piaf )

 

2.ทรัฟเฟิล (Truffle ) เป็นเห็นที่มีรสจัดและมีกลิ่นเฉพาะตัว ในเมนูอาหารตะวันตกโดยเฉพาะอาหารฝรั่งเศส ทรัฟเฟิลเป็นห็ดที่ราคาแพงที่สุดในโลก เป็นสุดยอดของอาหารประเภทเครื่องปรุง เป็นที่นิยมในหมู่ชาวฝรั่งเศสเป็นอย่างมากตั้งแต่ปีค.ศ. 1780 หลังจากที่พ่อครัวฝรั่งเศสเลิกใช้เครื่องเทศจากตะวันออกด้วยเหตุที่มีรสและกลิ่นฉุนจัดเกินไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

20 ความคิดเห็น