[FanFic. Sherlock BBC] [Mystrade] Christmas Cake

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 3 : น้องชาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 206
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    24 พ.ย. 63

"รถยนต์ที่คุณเอมิเลียขับมากับเด็กชายเชอร์ล็อคประสบอุบัติเหตุที่ถนนกอสเวลล์ ..... "
 

"รถยนต์ที่คุณเอมิเลียขับมากับเด็กชายเชอร์ล็อคประสบอุบัติเหตุที่ถนนกอสเวลล์ ..... "
 

"รถยนต์ที่คุณเอมิเลียขับมากับเด็กชายเชอร์ล็อคประสบอุบัติเหตุที่ถนนกอสเวลล์ ..... "

 

ประโยคเหล่านี้วนกลับมาซ้ำๆในสมองที่เริ่มจะประมวลผลไม่ได้ของเขาราวกับเทปสมัยเก่าที่มักจะเล่นซ้ำไปมาเมื่อมันมีปัญหา เขาจำไม่ได้ว่าเมื่อเขาวางสายจากพยาบาลที่โทรมาแจ้งข่าวร้ายให้เขารู้ทางโทรศัพท์เขาทำอะไรต่อไป เขาหันไปรับจานอาหารที่เชฟคนอื่นๆส่งมาให้ใช่หรือไม่ หรือเขาร้องไห้ หรือว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลย เขาอาจจะเพียงแค่วางหูโทรศัพท์ เดินตรงไปที่ห้องทำงานเล็กๆของตัวเองแล้วเดินออกมาจากร้านเลยก็เป็นไปได้

เขาจำอะไรไม่ได้ว่าหลังจากออกมาจากที่ร้านแล้วเขาทำอะไรต่อไป เขาอาจจะโบกแท็กซี่สักคันไปที่โรงพยาบาล หรือเขามาโดยรถไฟใต้ดินอย่างที่ใช้ประจำ หรือเขาเดินมาด้วยขาอันสั่นเทาทั้ง 2 ข้างของตัวเอง

ไมครอฟต์ไปถึงโรงพยาบาลเซนต์บาโธโลมิวหลังออกจากร้านเพียงแค่ 10 นาที เขารีบวิ่งไปที่แผนกฉุกเฉินทันทีที่ไปถึง มือข้างหนึ่งกำโทรศัพท์มือถือของตัวเองจนแน่นด้วยใจที่หวังว่าระหว่างนี้อาจจะมีคนโทรมาหาเขาเพื่อบอกเขาว่าข่าวที่เขาพึ่งทราบนั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิด

"ผมชื่อไมครอฟต์ครับ เป็นพี่ชายของเด็กชายเชอร์ล็อค" เขากล่าวกับพยาบาลที่หน้าเคาน์เตอร์ของแผนกฉุกเฉินด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก

พยาบาลเปิดแฟ้มข้อมูลอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะผายมือไปยังห้องหนึ่งของแผนก เขารีบวิ่งไปทันทีโดยไม่รอให้เสียเวลาเลยสักวินาทีเดียว

ห้องพักสำหรับคนไข้ฉุกเฉินด้านหนึ่งเป็นกระจกใสมีผ้าม่านสีเขียวอ่อนๆติดไว้เพื่อปิดบังสายตาจากบุคคลภายนอกได้เพียงเล็กน้อย เขาเปิดประตูห้องพักไปอย่างเบามือ ดวงตาที่ไม่แสดงออกต่อสิ่งใดของเขามองไปยังร่างเล็กๆของเด็กชายวัย 8 ขวบที่นอนตะแคงข้างหันหลังมาทีประตู ไมครอฟต์เดินเข้าไปใกล้เตียงอีกเล็กน้อยจึงเห็นว่าเด็กชายคนนั้นคือน้องชายต่างพ่อของเขาจริงๆ เด็กชายผมหยิกกำลังนอนหลับสนิทซึ่งอาจจะด้วยฤทธิ์ยาที่มีไว้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ บริเวณหน้าผากเล็กๆนั่นมีทั้งรอยที่เกิดจากกระแทกอย่างรุนแรง รอยเลือดที่ถึงแม้จะถูกทำความสะอาดมาแล้วอย่างดีแต่มันก็ยังคงเป็นร่องรอยที่เป็นการบอกได้อย่างดีถึงอาการบาดเจ็บภายนอก

แต่ภายใน .... มันยิ่งย่ำแย่กว่านั้นมาก

ไมครอฟต์ยื่นมือที่สั่นเล็กน้อยของตัวเองออกไปเพื่อปลอบน้องชาย แต่เขาก็ตัดสินใจดึงมือกลับเพราะไม่อยากรบกวนคนป่วยที่กำลังพักผ่อนอยู่

ประตูห้องพักเปิดออกอีกครั้ง คนที่เดินเข้ามาคือนายแพทย์เบอร์ตัน แพทย์ที่ดูแลน้องชายของเขาตั้งแต่เขาถูกส่งมาที่โรงพยาบาล

"เชอร์ล็อคเป็นเด็กที่เข้มแข็งมากครับ อาจจะมีอาการเจ็บบริเวณแผลที่หน้าผากบ้างแต่เขาจะไม่เป็นอะไรมากครับ" คุณหมอหนุ่มกล่าว

"มีใครบอกเขาหรือยังครับ" ไมครอฟต์ถามขณะที่สายตายังมองไปที่น้องชาย

"เราคิดว่าเขาควรจะรู้จากปากของคนในครอบครัวมากกว่า" คุณหมอเบอร์ตันพูด "เราพยายามจะติดต่อคนอื่นๆในครอบครัวแล้วนะครับ แต่โทรศัพท์ที่เป็นเบอร์โทรออกล่าสุดเป็นเบอร์ของคุณและพยาบาลแจ้งว่ามันถูกโอนสายอัตโนมัติไปยังที่ทำงานของคุณ"

"ครับ .... ตอนนั้นผมกำลังทำงานอยู่"

"ถ้าอย่างนั้นโรงพยาบาลควรจะต้องติดต่อคุณพ่อของคุณด้วยไหมครับ"

ไมครอฟต์อับจนคำพูดไปพักใหญ่ก่อนจะพูดขึ้นมา "เราคนละพ่อน่ะครับ คุณพ่อของผมเสียชีวิตนานแล้ว ส่วนคุณพ่อของเชอร์ล็อคเขา ....." เขาเม้มปากแน่น "ผมไม่ทราบว่าเขาอยู่ที่ไหน .... ผม ...... ผมไม่ทราบเรื่องครอบครัวใหม่ของคุณแม่มากเท่าไหร่ .... ผมไม่รู้จริงๆว่าจะติดต่อคุณพ่อของเชอร์ล็อคได้ยังไง"

คุณหมอมองญาติของคนไข้ด้วยสายตาให้กำลัง "ผมแสดงความเสียใจด้วยนะครับ"

"ขอบคุณครับ"

"ผมจะต้องไปดูคนไข้คนอื่นต่ออีกสักครู่จะกลับมาดูเชอร์ล็อคใหม่นะครับ" เขาพูด "เรื่องคดีความเดี๋ยวตำรวจจะติดต่อมานะครับเพราะคนขับรถคู่กรณีเขาไม่ได้หนี"

"ได้ครับ ขอบคุณครับ"

 

เวลาผ่านล่วงเลยไปจากนาที เป็นชั่วโมง จากชั่วโมงก็ผ่านเลยไปเกือบครึ่งวันของอีกวันหนึ่ง ไมครอฟต์นั่งกึ่งหลับกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ที่ไม่ได้นุ่มสบายมากอยู่ข้างเตียงคนไข้ โดยมีเพียงแจ็คเก็ตสีเข้มอีกตัวที่เขาคว้ามาด้วยตอนที่ออกมาจากร้านเมื่อคืนก่อน

เขาสัปหงกจนสะดุ้งตื่นในเวลาเกือบเที่ยงของวันถัดมา เขากระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับสายตาให้คุ้นเคยกับแสงแดดที่ทะลุเข้ามาจากหน้าต่างพร้อมกับหาวเพื่อเติมออกซิเจนเข้าสู่สมองไปครั้งหนึ่ง เมื่อหันมาอีกทีเขาก็เห็นว่ามีดวงตาอีกคู่ที่ก่อนหน้านี้หลับไม่รู้เรื่องอะไรกำลังมองมาที่เขา

"ว่าไงเชอร์ล็อค"

"แม่อยู่ไหนครับ" เด็กชายวัย 8 ขวบที่มีแผลขูดขีดเต็มร่างกายถาม "ผมเห็นเลือดเต็มหน้าแม่เลย"

"คือว่าแม่ ..... "

"แม่ตายหรือเปล่า"

"เชอร์ล็อค ... คือว่ามันเป็นแบบนี้นะ ... "

น้องชายต่างพ่อของเราเริ่มเบะปากแล้วพูดด้วยเสียงสั่นด้วยความเสียใจ "แม่ตายแล้วใช่ไหม"

ไมครอฟต์เม้มปากและกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมาตามมือ เขานิ่งเงียบไปหลายนาทีจนน้องชายเริ่มมีน้ำตาหยดออกมาจากดวงตาที่เคยสดใสทั้ง 2 ข้าง จมูกเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มเมื่อเด็กชายเริ่มร้องไห้โฮออกมาจนลั่นห้องพักฟื้นของผู้ป่วย

"ใช่ .. เชอร์ล็อค" น้ำตาค่อยๆไหลลงที่ข้างแก้มของพี่ชาย "แม่เสียแล้วเมื่อคืนนี้"

 

ชายผู้เป็นเจ้าของร้านยืนอยู่ที่หัวโต๊ะรับประทานอาหารตัวยาวกลางร้านในช่วงบ่าย เขาพับแขนเสื้อขึ้นขณะหยิบขวดไวน์ขวดหนึ่งขึ้นมาแล้วชูให้พนักงานในร้านทั้งเชฟและบริกรดู "นี่คือดอลเซ็ตโต้ปี 2002 ลองเดากันดูว่ามันมาจากที่ไหน" เมื่อเขาพูดจบก็รินเครื่องดื่มสีแดงเข้มใส่แก้วไวน์ทรงสูงที่ปากไม่ได้กว้างมากแล้วส่งให้กับหัวหน้าบริกรที่อยู่ด้านขวามือ

บริกรในชุดเสื้อเชิร์ตสีขาวปักโลโก้ของร้านที่หน้าอกด้านซ้ายยกแก้วที่บรรจุของเหลวขึ้นมาดม ทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นมา "ปีเยมอนเตในอิตาลีหรือเปล่าครับ"

"ผิด มันมาจากเมืองแอดิเลดทางตอนใต้ของออสเตรเลีย" มาร์ตินพูดแล้วหันไปหยิบขวดไวน์อีกขวดขึ้นมาบรรยายต่อ

หญิงสาว 2 คนซึ่งคนหนึ่งเป็นรองหัวหน้าเชฟคนหนึ่งเป็นบริกรสาวกำลังส่องกระจกบานเล็กในมือเพื่อเสริมสวยแม้ว่าคนหนึ่งจะกำลังท้องแก่และทำงานเฉพาะอยู่ในห้องครัวก็ตาม

"ถ้าไมครอฟต์ไม่หาคนมาแทนฉันให้ได้ ฉันจะคลอดในครัวซะเลย" แอนเทียร์กล่าวยิ้มๆขณะทาลิปสติกสีอ่อน

"ก็ดีสิจะได้ตั้งชื่อเด็กว่าเตาแก๊สซะเลย" คริสตินกล่าวติดตลกขณะเปิดฝาลิปสติกสีแดงเข้มของตนเอง "แต่เธอก็รู้ว่าคนอย่างไมครอฟต์หาผู้ช่วยยากจะตายไป เขาเรื่องเยอะใครจะอยากไปทำงานด้วย"

"ก็ต้องหาได้สิ ต้องมีคนอยากทำงานกับเขาบ้างแหละน่า"

"ดูสีของไวน์ขวดนี้สิ" มาร์ตินพูด "สีสวยงามไร้ที่ ..... "

เสียงของทุกคนในร้านเงียบลงเมื่อมีอีกบุคคลหนึ่งเปิดประตูร้านเข้ามาก่อนที่จะถึงเวลาให้บริการ ไมครอฟต์เดินอย่างเหม่อลอยเข้ามาในร้านและเดินต่อเข้าไปในครัวโดยไม่ได้ทักทายผู้ใดเลยสักคนเดียว

มาร์ตินวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะขณะที่สายตาจับจ้องไปยังคนที่พึ่งมาที่เดินเข้าห้องครัวไปเมื่อสักครู่ "เอาล่ะ พวกคุณนึกถึงคำบรรยายไวน์ขวดนี้เอาไว้ด้วยนะ ขอคนละ 3 คำก็พอเอาไว้บรรยายให้แขกฟัง เดี๋ยวผมกลับมา"

"เธอรู้หรือเปล่าว่าเขาจะมา" คริสตินถามแอนเทียร์

ผู้ช่วยเชฟสาวว่าที่คุณแม่ส่ายหัวเบาๆ

"คุณมาทำอะไรที่นี่" มาร์ตินถามทันทีที่ผลักประตูห้องครัวเข้าไป

ไมครอฟต์ที่กำลังผูกผ้ากันเปื้อนที่เอวขมวดคิ้วแม้ว่าสายตาจะยังคงไม่แสดงความรู้สึกอะไร "ทำไมถามแบบนั้น"

"ผมคิดว่าคุณควรจะหยุดสัก 2-3 วัน" มาร์ตินพูด "อย่างน้อยก็น่าจะจัดการเรื่องคุณแม่ของคุณให้เสร็จก่อน"

"ไม่หรอก" ไมครอฟต์ตอบ "เรื่องของแม่ผมค่อยจัดการเอาตอนกลางวันก็ได้"

"คุณแม่ใจนะ"

"แน่ใจ" หัวหน้าเชฟยืนยัน "คุณก็รู้ว่าผมไม่เคยหยุดงาน"

 

"ขอเป็ด 1 ที่ เนื้อวัวแบบแรร์ 2 ที่แล้วก็เนื้อแกะ 1 ที่ให้ผมด้วย"

"ครับเชฟ"

"เทนเดอร์ลอยน์ด้วยนะ ผมยังรออยู่"

"เทนเดอร์ลอยน์ได้แล้วครับเชฟ"

"เนื้อแกะอีก 2 นาทีเสิร์ฟได้ครับเชฟ"

"โอเค เยี่ยมเลย" ไมครอฟต์ตอบกลับไปยังลูกน้อง

"นกกระทาค่ะเชฟ"

"โอเค นกกระทาของโต๊ะ 9 เสิร์ฟได้เลย"

"เคลื่อนตัวกันให้ไวๆหน่อย อย่าช้า" ไมครอฟต์เร่ง "เทอร์รีนกับคาร์พาชชิโออย่างละ 1 ด้วย"

"ครับเชฟ"

"ลิลลี่ขานเวลาล็อบสเตอร์ด้วย"

"ล็อบสเตอร์ 5 นาทีพร้อมเสิร์ฟค่ะเชฟ"

"ดีมาก"

"เป็ดเมื่อไหร่จะได้ ขยับตัวกันให้เร็วๆหน่อยได้ไหม" รองหัวหน้าเชฟเสียงดังแข่งกับหัวหน้าเชฟอยู่เป็นระยะๆ "เอามาเสิร์ฟเร็วเข้า"

"ซูเฟล่โต๊ะ 7 ได้แล้วครับเชฟ" เชฟผิวสีวางจานอาหารลงบนเคาน์เตอร์ตรงหน้าไมครอฟต์ " .... เชฟครับ .... "

"ห้ะ ... อ๋อ ... ซูเฟล่" ไมครอฟต์ตื่นจากภวังค์ "อืม ... โอเค เอาไปเสิร์ฟได้"

"เชฟคะ" แอนเทียร์ยื่นมือไปจับต้นแขนของหัวหน้า "พักไหมคะ ทางนี้ฉันดูแลต่อเอง"

ยากเกินกว่าจะปฏิเสธเมื่อได้เห็นสายตาที่ห่วงใยของคนสนิท เขาพยักหน้าและกล่าวขอบคุณเบาๆก่อนที่จะตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องเก็บวัตถุดิบแทนที่จะเป็นห้องทำงานเล็กๆของตัวเขาเอง

 

กระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกพับเก็บอย่างเรียบร้อยมาโดยตลอดถูกดึงออกมาจากกระเป๋าเล็กๆภายในเสื้อ ไมครอฟต์คลี่ออกอ่านอีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยมือที่เริ่มสั่นจนแทบจะไม่มีแรงจับกระดาษแผ่นนี้อีกต่อไป

สมัยนั้นเขายังไม่มีโทรศัพท์มือถือและยังทุ่มเวลาไปกับการเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องอาหาร ทางเดียวที่เขาจะติดต่อกับแม่ได้ก็คือจดหมายที่ใช้เขียนโต้ตอบกัน แม่ของเขาไม่ใช่คนที่ชอบเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่นั่นจึงเป็นทางเดียวที่จะยังสามารถติดต่อกับลูกชายคนโตที่อยู่ห่างไกลได้ ข้อความที่เขียนลงบนกระดาษที่ตัวอักษรนั้นอบอุ่นเสมอเมื่อไมครอฟต์ได้อ่าน และฉบับที่อยู่ในมือของเขาก็เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่แม่เขียนมาก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานเครื่องมือสื่อสารอย่างโทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีเสมือนมันเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกาย

ตัวอักษรที่แสนจะเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่ไม่แข็งกร้าวยังคงเป็นเอกลักษณ์ของแม่เสมอ แม่เป็นคนมีระเบียบแต่ไม่ใช่คนเข้มงวด ไม่ใช่คนดุ แม่ของเขาน่ารักและเขาก็ดีใจมากๆที่ได้เกิดมาเป็นลูกของหญิงที่เพอร์เฟ็คที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของเขา

 

"ไมครอฟต์ลูกรัก แม่มีข่าวดีจะบอก"

 

"ลูกเป็นพี่ชายเต็มๆตัวแล้วล่ะจ้ะ น้องชายที่พึ่งเกิดหน้าตาน่ารักเหมือนลูกตอนเด็กๆเลย แม่ตั้งชื่อน้องว่า 'เชอร์ล็อค' ที่แปลว่าเด็กผู้มีผมสีอ่อน แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าน้องจะมีผมสีอ่อนตามชื่อไหม แต่ชื่อนี้ทำให้แม่คิดถึงลูกมากๆเพราะลูกมีผมสีอ่อนทำให้ดูเป็นเด็กอยู่เสมอ แม่อยากให้น้องเป็นตัวแทนของลูกที่ยังอยู่กับแม่ตลอดเวลาเหมือนเมื่อตอนลูกยังเป็นเด็กอยู่ แต่น้องอาจจะเป็นตัวแทนของลูกจริงๆก็ได้เพราะใครๆก็บอกว่าน้องหน้าตาเหมือนแม่ ลูกก็หน้าตาเหมือนแม่ เราทั้ง 3 คนก็คงหน้าตาเหมือนกันไปหมดเลยสินะ"

 

น้ำตาหยดหนึ่งหยดลงบนจดหมายในมือ เขาแหงนหน้าขึ้นเพื่อหวังจะให้มันไหลย้อนกลับไปที่ดวงตาเช่นเดิมแล้วสูดจมูกเพื่อหวังว่ามันจะเพิ่มความเข้มแข็งให้กับตนเองได้

 

"ตอนนี้ลูกมีทั้งแม่และเชอร์ล็อคลูกคงไม่เหงาในฐานะลูกคนเดียวอีกต่อไปแล้วแม่หวังว่าลูกจะรักน้องมากๆและแม่อยากฝากน้องให้ลูกดูแลต่อไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้เป็นต้นไป หากวันหนึ่งแม่ไม่อยู่ แม่ก็อยากให้ลูกดูแลน้องต่อจากแม่นะ แม่รู้ว่าลูกจะรักน้องแบบเดียวกับที่แม่รักเพราะลูกเป็นคนเดียวที่แม่เชื่อใจและไว้ใจมากที่สุด"

 

ไมครอฟต์กดหน้าผากไปที่ชั้นพักวัตถุดิบที่ทำมาจากสแตนเลส ความเย็นของมันแผ่ไปทั่วหน้าผากที่กำลังสั่น มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องพยายามฝืนตัวเองให้เข้มแข็ง อดทน เอางานมาบังหน้าความเสียใจหรือพยายามบอกใครๆว่าตัวเองรู้สึกโอเคทั้งๆที่มันไม่มีตรงไหนโอเคเลยสักนิด เขาสูญเสียคนที่เขารักมากที่สุดไปอย่างไม่มีวันกลับ ไม่มีแม้แต่เวลาตั้งตัวและไม่มีแม้แต่คำบอกลา

 

"แม่คิดถึงลูกมากนะ มีเวลาว่างอย่าลืมมาเยี่ยมแม่กับน้องบ้าง"

 

"รักลูกมากๆ จากแม่ (และเชอร์ล็อคด้วย)

 

มือที่ใช้ถือจดหมายถูกปล่อยลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง ไมครอฟต์ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาอย่างไม่ทนฝืน มือข้างหนึ่งแตะลงบนบ่าที่กำลังสั่นของเขา ไมครอฟต์หันกลับไปมองโดยที่ไม่ห่วงภาพลักษณ์ของตนเองเลยสักนิด

"คุณหยุดพักเถอะไมครอฟต์" ชายผู้เป็นเจ้าของร้านกล่าว "ผมคิดว่าคุณไม่ไหวหรอก"

ไมครอฟต์สูดจมูกครั้งหนึ่งและพยายามที่จะพูดบางอย่างออกไป

"ไม่ต้องปฏิเสธหรอกว่าคุณไหว" มาร์ตินพูด "นี่ไม่ใช่คำแนะนำแต่ถือว่าเป็นคำสั่งจากผมก็แล้วกัน ผมให้คุณพัก 1 สัปดาห์แล้วคุณค่อยกลับมาอีกครั้งหลังจากที่คุณพร้อมแล้วจริงๆ"

คนที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายพยักหน้าตกลงตามคำสั่งนั้นเพราะเขารู้ตัวว่าเขาเองก็ไม่อาจทำหน้าที่ได้ดีในขณะที่ตัวเองกำลังมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ได้เช่นกัน

 

******************************

 

*Note*

 

1.ดอลเซ็ตโต้( Dolcetto)เป็นภาษาอิตาเลี่ยนแปลว่าหวานน้อย ไวน์ดอลเซ็ตโต้ที่มีชื่อเสียงจะทำมาจากองุ่นดอลเซ็ตโต้ที่ปลูกในปีเยมอนเตเมืองทางตอนเหนือของอิตาลีไวน์ชนิดนี้จะมีกรดต่ำและมีแทนนินสูง ( แทนนินคือความขมและฝาดของไวน์ที่ได้จากการบ่มองุ่น )

 

(Dolcetto D'Alba )

 

2.แรร์ (Rare) คือระดับความสุกของสเต็กที่ย่างแบบเนื้อด้านนอกสุกพอประมาณ เป็นสีน้ำตาลอมเทา ส่วนด้านในยังเป็นเนื้อแดง 75% ส่วนมากจะใช้เวลาย่างประมาณ 1 นาที รสชาติของเนื้อและความชุ่มฉ่ำจะเข้มข้นมากขึ้น ถ้าเทียบกับเนื้อดิบ

 

(สูตรย่างสเต๊กขั้นเทพ คุมความสุกดั่งเทวดาเสก )

 

3.เทนเดอร์ลอยน์ (Tenderloin ) มีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่าฟิเลมิยอง (Filet Mignon )เป็นเนื้อสันในที่มีความนุ่มอร่อยเป็นพิเศษ เพราะเป็นเนื้อส่วนที่วัวไม่ต้องออกแรงใช้กล้ามเนื้อมาก มีขนาดชิ้นเล็กที่สุด ไขมันน้อย ราคาแพง มักจะจัดเสิร์ฟเป็นชิ้นหนาประมาณ 2 นิ้วขึ้นไป เพื่อความนุ่มที่สมบูรณ์แบบ

 

(Savory Beef Tenderloin )

 

4. ซูเฟล่ (Soufflé ) เป็นอาหารที่มีต้นกำเนิดมาจากต้นศตวรรษที่ 18 ในประเทศฝรั่งเศส เป็นอาหารที่ทำจากไข่แดงและตีไข่ขาวตีรวมกันกับส่วนผสมอื่นๆ สามารถเป็นได้ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน คำว่า Soufflé เป็นคำกริยาที่มาจากคำว่า Souffler ของภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าหายใจหรือพอง

 

(Herbed Potato Soufflé )

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

20 ความคิดเห็น