[FanFic. Sherlock BBC] [Johnlock] Unspoken

ตอนที่ 29 : Unspoken ตอนที่ 27 : Beast Beauty And The Rose

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 766
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    31 ต.ค. 59

          "กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ปราสาทแห่งหนึ่งที่แสนจะเงียบเหงามีอสูรผู้เป็นเจ้าของปราสาทแห่งนี้อาศัยอยู่ตามลำพัง ..... อสูรที่ใจร้าย จิตใจเหี้ยมโหดและไม่สนใจในสังคมใดๆใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทนี้มาเป็นเวลาหลายปี ในแต่ละวันผ่านไปอย่างน่าเบื่อ เขาทำได้เพียงเฝ้ามองผู้คนภายนอกผ่านหน้าต่างของปราสาทเท่านั้น
          คำร่ำลือเรื่องปราสาทที่มีอสูรใจร้ายเป็นเจ้าของถูกบอกต่อปากต่อปากจนข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเมือง ผู้คนต่างพากันหวั่นเกรงอันตรายต่างๆที่อสูรอาจจะทำในอนาคตเมื่อไม่พอใจใคร จึงทำให้ไม่มีกล้าเข้าใกล้ปราสาทแห่งนี้อีกเลย ปราสาทที่ดูเงียบเหงาอยู่ก่อนแล้วก็เงียบเหงามากขึ้นยิ่งไปอีก มันเงียบจนแทบจะกลายเป็นปราสาทร้างไร้คนอาศัย แม้ว่าภายในจะยังมีอสูรตนนั้นอาศัยอยู่ก็ตาม
          ข่าวทุกข่าวที่เกิดขึ้นบนโลกหากมีคนเชื่อและหวั่นเกรงกับข่าวแล้วก็ย่อมต้องมีคนที่ไม่เชื่อข่าวนั้นและต้องการจะพิสูจน์เช่นกัน...เหมือนกับเธอคนนี้....หญิงสาวผมบลอนด์ตัวเล็กที่จิตใจกล้าหาญ เธอไม่เชื่อข่าวลือที่ว่าปราสาทนั้นจะมีอสูรใจร้ายอาศัยอยู่ เธอจะพิสูจน์ให้คนทั้งเมืองเห็นเองว่าทุกคนคิดกันไปเอง ข่าวลือพวกนั้นมันไม่จริง ไม่มีใครจิตใจโหดร้ายขนาดนั้น เธอจะทำให้ทุกคนเห็นเอง
          หญิงสาวร่างเล็กเดินทางไปที่ปราสาทและบอกกับอสูรว่าเธออยากจะมาเป็นเพื่อนกับอสูร เธอจะทำให้ทุกคนเห็นเองว่าอสูรเป็นคนใจดี แต่อสูรไม่เชื่อและไล่เธอกลับไป...เขาไม่ไว้ใจใคร เคยมีคนบอกเขาเช่นนี้มาก่อน สุดท้ายแล้วคนพวกนั้นก็แค่อยากได้สมบัติที่เก็บไว้ในปราสาทนี้ก็เท่านั้น ... หญิงสาวผมบลอนด์คนนี้ก็คงเหมือนคนพวกนั้น....เขาไม่เชื่อ...ไม่เชื่อว่าหญิงคนนี้จะอยากเป็นเพื่อนกับเขาจากใจจริง
          วันเวลาผ่านไปหญิงสาวคนนี้ก็แวะเวียนมาหาอสูรทุกวัน เธอจะหิ้วเอาอาหารเช้ามาฝากและอยู่กับอสูรจนค่ำมืดทุกวัน เธอจะมาอ่านหนังสือให้อสูรฟัง หรือเล่าเรื่องนอกปราสาทให้อสูรฟัง เธอสดใสราวกับแสงสว่างจากปลายเทียนที่ถูกจุดขึ้นท่ามกลางความมืดมิด แม้ว่าปากจะเอ่ยไล่ให้หญิงคนนี้กลับไปและอย่ามาที่ปราสาทแห่งนี้อีก แต่จะมีใครรู้ว่าทุกๆเช้าอสูรจะไปยืนรอหญิงสาวที่หน้าต่าง เมื่อเห็นสาวผมบลอนด์ตัวเล็กหิ้วตระกร้าอาหารมา เขาก็จะแสร้งทำเป็นไม่สนใจและกลับไปนอนดังเดิม
          จนกระทั่งวันหนึ่งมีดอกกุหลาบสีแดงสดดอกใหญ่ดอกหนึ่งเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความแห้งแล้งของปราสาท อสูรไปเก็บดอกกุหลาบดอกนั้นมาปลูกไว้ในห้องอ่านหนังสือที่หญิงผมบลอนด์คนนั้นจะมาอ่านหนังสือ เมื่อหญิงสาวมาเห็นก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจที่เห็นดอกกุหลาบ อสูรมอบกุหลาบดอกนั้นให้กับหญิงสาว และขอให้เธอช่วยดูแลให้มันเติบโตต่อไปที หญิงสาวรับปากว่าจะดูแลให้แต่อสูรต้องร่วมดูแลไปด้วยกันเพราะอสูรเป็นเจ้าของ
          ทั้งสองช่วยกันดูแลกุหลาบแดงดอกนั้นด้วยกันอย่างมีความสุข ดอกไม้ดอกนั้นเติบโตมาอย่างสดใสอยู่ในปราสาท อสูรรู้สึกมีความสุขมากยิ่งขึ้นที่ได้อยู่กับหญิงสาวและได้ดูแลกุหลาบดอกนั้นกับเธอ โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าดอกกุหลาบดอกนั้นเป็นของใคร ใครเป็นคนนำมันมาปลูกไว้ท่ามกลางความแห้งแล้งของปราสาทแห่งนี้ อสูรมัวแต่มีความสุขอยู่กับการใช้ชีวิตร่วมกับหญิงสาวจนไม่สนใจว่าหากวันหนึ่งเจ้าของดอกกุหลาบที่แท้จริงมาทวงดอกกุหลาบดอกนั้นคืนไปแล้วอสูรจะทำอย่างไรเขาจะหาดอกกุหลาบจากที่ไหนมาให้หญิงสาวของตนได้ชื่นชมมันอีก....ความหลงระเริงในความสุขที่ตนเองไม่ได้เป็นคนสร้างแต่กลับชุบมือเปิบคว้าสิ่งนั้นไว้มันกำลังย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของอสูรเอง ดอกกุหลาบที่อสูรไม่ได้เป็นคนปลูกแต่กลับเก็บมันไปให้หญิงสาวผมบลอนด์คนนั้นกำลังจะถูกทวงคืน อีกไม่นานจะมีคนมารับดอกกุหลาบดอกนั้นคืนไป....."



          "จิม มอร์ริอาร์ตี้" มายครอฟ โฮมส์อ่านชื่อที่ลงท้ายไว้ในจดหมายก่อนจะพับมันเก็บเข้าไปในซองจดหมายตามเดิม
           เชอร์ล็อค โฮมส์ที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟานวมตัวนิ่มในห้องทำงานของพี่ชายที่นครเวสต์มินสเตอร์ มือทั้งสองข้างของเขาประกบเข้าหากันแล้วมาวางมันไว้ที่บริเวณริมฝีปาก เขามักจะทำท่าทางเช่นนี้เสมอเมื่อต้องการใช้ความคิด มันทำให้เขามีสมาธิ
          เชอร์ล็อคเหลือบตามองไปที่ซองจดหมายสีขาวที่ถูกวางไว้บนโต๊ะทำงานที่ทำมาจากไม้มะฮอกกานีขัดเงาสีเข้ม จดหมายนั้นเขารับมันมาจากจ่าแซลลี่ โดโนแวนลูกคนน้องคนสนิทของสารวัตรเกร็ก เลสเตรด เธอบอกว่าเธอได้รับมันมาจากผู้ชายคนหนึ่งที่สวมหมวกแก้ปสีแดง สวมหูฟังและเคี้ยวหมากฝรั่งปั่นจักรยานนำจดหมายที่จ่าหน้าซองถึงเชอร์ล็อค โฮมส์นี้มาส่งให้....จิม มอร์ริอาร์ตี้อย่างแน่นอน หมอนั่นชอบแต่งตัวแบบนั้นและนอกเหนือจากนั้นแล้วท่าทางการเคี้ยวหมากฝรั่งที่แสนจะยียวนนั้นมีแต่ที่ปรึกษาอาชญากรระดับโลกอย่างจิม มอร์ริอาร์ตี้เท่านั้นที่จะทำ
          หากนั่นจะยังดูยียวนกวนประสาทไม่พอ ที่ปรึกษาอาชญากรรายนั้นยังทักทายเขาผ่านข้อความทางโทรศัพท์มือถืออีกด้วย ด้วยประโยคว่า 'MISS ME? - JM'
          เชอร์ล็อคชี้ไปที่จดหมาย "เจ้าหมอนั่นกำลังเพ้อเจ้ออะไร"
          มายครอฟนั่งลงที่เก้าอี้ทำงานของตนเอง "มันคือนิทานที่ถูกบิดโครงเรื่องมาจากเรื่องโฉมงามกับเจ้าชายอสูร"
          "โฉมงามกับเจ้าชายอสูร?" เชอร์ล็อคขมวดคิ้วสงสัย "ทำไมชั้นไม่เคยได้ยินมาก่อน
          "นิทานประเภทเจ้าหญิง เจ้าชายอะไรแบบนี้ตอนเด็กๆนายไม่ชอบฟัง ชั้นเลยไม่เคยเล่าให้ฟัง นายจะชอบฟังจำพวกโจรสลัดอะไรแบบนั้นมากกว่า"
          "ชั้นไม่ชอบฟังนิทาน มันไร้สาระ" เชอร์ล็อคพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด
          มายครอฟยิ้ม "ตอนเด็กๆนายไม่ได้เป็นแบบนี้นะ" 
          "หยุดพูดเรื่องไร้สาระเสียที" 
          "โอเค" มายครอฟพูด "แล้วใครอ่านจดหมายนี้แล้วบ้าง จอห์นกับเกร็กเห็นแล้วหรือยัง"
           "ยังไม่มีใครเห็น ชั้นแกะอ่านแล้วก็เอามันมาที่นี่เลย" เชอร์ล็อคพูด "เจ้าหมอนั่นต้องการจะสื่ออะไร"
          "แม้ว่าทั้งเรื่องเขาจะเขียนบรรยายไปถึงอสูรเป็นส่วนใหญ่แต่กลับจบเรื่องด้วยดอกกุหลาบ แสดงว่าดอกกุหลาบเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้และเขาบอกว่าจะมีคนมารับดอกกุหลาบคืน"
          "ดอกกุหลาบ? Rose? " เชอร์ล็อคพูดแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาค้นหาบางอย่าง "มันอาจจะไม่ได้หมายถึงภาษาอังกฤษ อาจเป็นดอกกุหลาบในภาษาอื่น มันเป็นโค้ดลับที่หมายถึงบางอย่างที่หมอนั่นอาจจะกำลังตามหาอยู่"
          มายครอฟมองน้องชายอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยปากถาม "จอห์นเป็นยังไงบ้าง"
          "สบายดี กินเยอะและขี้บ่นเหมือนเดิม" เชอร์ล็อคพูดขณะที่มือยังคงกดมือถือไปเรื่อยๆ "เมื่อคืนบ่นเรื่องเชอร์ลินชอบวิ่งในบ้าน จอห์นเขากลัวเชอร์ลินจะวิ่งไปชนโต๊ะเก็บอุปกรณ์วิทยาศาสตร์"
          "ก็ดี" มายครอฟพยักหน้า "แล้วเรื่องอื่นๆล่ะ"
          เชอร์ล็อคละสายตาจากโทรศัพทืมือถือแล้วมองพี่ชายของตนเอง "อะไรคือเรื่องอื่นๆที่นายกำลังหมายถึงอยู่ นายจะอ้อมค้อมอะไร"
          "ชั้นคิดมาตลอดว่านายน่าจะเข้าใจ สุดท้ายนายก็ไม่เข้าใจ" 
          "อย่าเอานิสัยนักการเมืองมาใช้กับชั้น นิสัยพูดจาอ้อมค้อมแบบนี้ชั้นไม่ชอบ มีอะไรนายพูดตรงๆมาเลยจะดีกว่า"
          มายครอฟหัวเราะในลำคอเบาๆ "ไม่ชอบการอ้อมค้อม แต่นายก็ชอบอ้อมค้อมใส่จอห์นบ่อยๆ" เขาพูด "เมื่อไหร่จะบอกเขา"
          "ไม่ใช่เรื่องของนาย" น้องชายตอบ "ชั้นไม่ใช่พวกใจเร็วด่วนได้เหมือนนายสองคนหรอก เจอกันไม่ทันไรก็เลยเถิดกันไปถึงไหน"
          มายครอฟขยับเนคไทด์สีแดงเข้มของตนเองเล็กน้อย "มันยังไม่ถึงขั้นนั้น" มายครอฟพูด "ชั้นแค่ทำตามวิธีของชั้น"
          "ชั้นก็ทำตามวิธีของชั้นเหมือนกัน"
          "กับคนบางคน ไม่พูดแล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราทำนั้นหมายถึงอะไร" มายครอฟพูด "นายทำทุกอย่างให้เขา ทำเพื่อเขา แล้วเขาไปเพิ่มคะแนนให้นายในช่องไหน? เพื่อนร่วมแฟลต? เพื่อนร่วมงาน? เพื่อนสนิท? หรือเพิ่มคะแนนให้นายในส่วนไหนกันแน่ถ้านายไม่บอกเขาว่าสิ่งที่นายทำทั้งหมดนั้นทำเพื่ออะไร"
          "อย่าเอาวิธีทางการเมืองมาใช้กับชั้น จอห์นไม่ใช่เลสเตรดแฟนนาย"
          "แต่เขาเป็นผู้ชายเหมือนกันทั้งคู่ เป็นผู้ชายที่รักผู้หญิงมาตลอดชีวิต เขาไม่มีทางมั่นใจว่าสิ่งที่นายทำมันคืออะไรถ้านายไม่บอกกับเขา เขาก็จะคิดว่าสิ่งที่นายทำให้มันก็แค่ฐานะเพื่อน"
          เชอร์ล็อคนิ่งเงียบ ไม่ได้พูดอะไร ในหัวสมองของเขากำลังคิดคำนวนบางอย่างอย่างเคย เขาใช้เวลาคิดไปหลายนาทีแต่คิดเท่าไหร่ก็คิดผลลัพธ์ของเรื่องนี้ไม่ออก....สมองเหมือนหยุดทำงานไปชั่วขณะ.....เมื่อจะคิดในเรื่องของจอห์น วัตสันทีไร ทำไมเขาไม่เคยคิดอะไรออกเลยสักครั้ง
          "ทำดีต้องหวังผล" มายครอฟพูดขึ้นทำลายความเงียบ "ชั้นพูดในฐานะที่เป็นนักการเมือง"
          "ในฐานะผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองนายต้องสนใจจดหมายจากอาชญากรหมายเลขหนึ่งอย่างจิม มอร์ริอาร์ตี้ก่อน นายจะมาจุ้นจ้านเรื่องอะไรของชั้นนักหนา" เชอร์ล็อคพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเมื่อถูกพี่ชายพูดจี้เรื่องส่วนตัว
          "ถ้าชั้นบอกว่ามันคือเรื่องเดียวกันล่ะ" มายครอฟพูด
          "นายหมายความว่ายังไง"
          "ถ้าวันหนึ่งจอห์นไม่อยู่แล้วนายจะเป็นยังไง" มายครอฟถาม
          "แล้วถ้าวันหนึ่งเลสเตรดไม่อยู่แล้วนายจะทำยังไง" เชอร์ล็อคถามกลับ
          "คำตอบของชั้นคงเหมือนกับนาย" มายครอฟพูดแล้วถอนหายใจเบาๆ "ชั้นจะไม่ให้มันเกิดเรื่องแบบนั้นกับเขา ไม่มีวันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน"
          "ชั้นก็เหมือนกัน ชั้นดูแลจอห์นอย่างดีมาตลอด มันก็ต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเขาเหมือนกัน" เชอร์ล็อคพูดแล้วมองหน้าพี่ชาย "ดอกกุหลาบที่ไอ้บ้านั่นพูดถึงคือจอห์นใช่มั้ยมายครอฟ"
          มายครอฟนิ่งเงียบอย่างใช้ความคิดไปชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะพูดบางอย่าง "ชั้นจะส่งคนไปคุ้มกันจอห์นเพิ่ม อย่าได้เป็นห่วงในเรื่องนี้ ชั้นรับปากว่าจอห์นจะปลอดภัย" 
          เชอร์ล็อคหลับตาลงแล้วเอนตัวไปกับโซฟาตัวนิ่มนั้น.....ตั้งแต่จอห์นมาอยู่กับเขา จอห์นต้องตกอยู่ในอันตรายหลายครั้ง มันเป็นความผิดของเขา...อาชญากรอันดับหนึ่งอย่างจิม มอร์ริอาร์ตี้รู้ว่าเขามีจุดอ่อนเป็นจอห์น หมอนั่นเลยพยายามจะทำร้ายจอห์นเพื่อให้เขาต้องเจ็บปวด .... ครั้งนี้ก็เช่นกัน .... ทำไมหมอนั่นไม่มาฆ่าเขาให้รู้แล้วรู้รอด ทำไมต้องทำร้ายจอห์น ทำไมต้องทำร้ายคนสำคัญของชีวิตเขา .... ไอ้บ้านั่นมันโรคจิต สักวันหนึ่งจะต้องจัดการมันให้ได้
          "พรุ่งนี้มันจะมาถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่เรารู้ก็คือวันนี้มันมีอยู่จริง เราจะปล่อยให้ปัจจุบันมันผ่านไปเรื่อยๆแบบนี้ไม่ได้ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง ทำวันนี้ให้ดี ทำทุกอย่าง อย่างที่เราต้องการจะให้มันเป็นให้ดีที่สุดสิ" มายครอฟพูด "ผลจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน ถ้าเราได้ลงมือแล้วมันย่อมดีกว่าอย่างแน่นอนอยู่แล้วเชอร์ล็อค"
          เชอร์ล็อคยังคงนั่งหลับตาปล่อยสมองให้โล่งไม่คิดสิ่งใดอย่างเดิม เขาไม่พูดกับพี่ชาย ไม่ตอบคำถามใดๆ มายครอฟนั่งมองน้องชายนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะเอ่ยบางอย่าง "ต้องการอะไรก็บอกชั้น ชั้นจะจัดการให้"
          "ขอบคุณ" เชอร์ล็อคกล่าวประโยคในสิ่งที่ไม่เคยกล่าวกับพี่ชายของตนมาหลายปี
          มายครอฟยิ้มเล็กน้อย "ขอแค่นายไม่เป็นอะไร ชั้นพร้อมจะจัดการให้ทุกอย่าง"
          "นายไปทำงานข้างนอกก็อย่าตายก็แล้วกัน ชั้นขี้เกียจต้องไปอธิบายให้คุณพ่อกับหม่ามี๊ฟังว่านายตายเพราะอะไร" เชอร์ล็อคพูดแล้วดีดตัวออกจากโซฟาตัวนิ่มตัวนั้น "อย่าคิดว่าตัวเองฉลาดมากจนประมาทก็แล้วกัน เพราะความจริงนายไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น"
          "นายก็เช่นกันเพราะชั้นไม่รับฝากจอห์นกับลูกของนายหรอกนะ คนของนายก็เชิญนายมีชีวิตอยู่ดูแลเอง"
          เชอร์ล็อคเหลือบตามองพี่ชายเล็กน้อยก่อนที่เขาจะคว้าจดหมายบนโต๊ะทำงานแล้วเดินออกไปจากห้องนี้โดยไม่หันหลังกลับมามองอีก
          เมื่อเชอร์ล็อคออกจากห้องทำงานไปแล้ว มายครอฟจึงยื่นมือเข้าไปในเสื้อสูทสีน้ำตาลอ่อนของตนแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อโทรหาใครบางคนที่คุ้นเคย
          "แอนเทียร์ คุณช่วยเรียกคริสตินกับเดลฟี่น้องสาวของคุณกลับลอนดอนเดี๋ยวนี้ ให้เธอทิ้งภารกิจที่นั่นแล้วรีบกลับมาทันที ผมต้องการคนที่ฝีมือดีที่สุดกลับมาทำงานที่นี่ " มายครอฟกรอกเสียงลงไปตามสาย "ส่งคนของเราจำนวนหนึ่งไปคุ้มกันดร.วัตสันด้วย ขอแบบแนบเนียนที่สุด เพราะเขาต้องไม่รู้เรื่องนี้"
          ปลายสายตอบรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว และก่อนที่จะวางสาย มายครอฟถอนหายใจเบาๆอย่างเคร่งเครียดก่อนจะออกคำสั่งสุดท้ายกับเลขาคนสนิท
          "ส่งคนฝีมือดีที่สุดในหน่วยของเราไปคุ้มกันเชอร์ลิน โฮมส์หลานสาวของผมด้วย ขอฝีมือดีที่สุดทั้งด้านการคุ้มกันและการแฝงตัว แม้แต่เชอร์ล็อค โฮมส์น้องชายของผมก็ต้องไม่รู้เรื่องนี้"



          เชอร์ล็อค โฮมส์เดินจากนครเวสต์มินเตอร์มายังโรงพยาบาลเซนต์บาร์ตโธโลมิวสถานที่ที่แสนจะคุ้นเคย.....เขามาที่นี่อยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะมาเพื่อทำคดี มาที่นี่เพื่อทำการทดลอง หรือมาที่นี่เพราะปัญหาส่วนตัว
          ห้องแล็ปที่ตั้งอยู่ที่ชั้น 6 ของโรงพยาบาลเป็นสถานที่พักฟื้นสมองของเขาเป็นอย่างดี ที่นี่มีเครื่องมืออุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์อย่างครบครัน อันที่จริงแล้วคนภายนอกไม่มีทางเข้ามาใช้ในห้องนี้ได้เลยถ้าไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับห้องแล็ปนี้โดยตรง....เชอร์ล็อค โฮมส์ไม่ได้เส้นใหญ่ เขาไม่ได้เข้ามาใช้ห้องแล็ปที่นี่ได้เพราะเขาเป็นคนมีชื่อเสียง แต่นั่นเป็นเพราะเขารู้จักกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานประจำอยู่ที่ห้องแล็ปนี้ต่างหาก ..... มอลลี่ ฮูเปอร์
          เชอร์ล็อคเดินไปเดินมาในห้องแล็ปอย่างไร้จุดหมายอยู่ครู่ใหญ่ ... เขารู้ว่าตัวเองกำลังเครียดและเขาต้องการที่ระบายความเครียดนี้ หากเป็นแต่ก่อนเขาคงสูบบุหรี่หรือฉีดโคเคนเข้าไปในร่างกายเพื่อดับสมองตัวเองให้หยุดคิดสิ่งต่างๆชั่วครู่ แต่นี่ไม่ได้แล้ว....เขาเป็นเชอร์ล็อค โฮมส์คนใหม่ เขาไม่สูบบุหรี่เพระจอห์นไม่ชอบ เขาไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีกเพราะจอห์นเป็นห่วง หากจอห์นรู้ว่าเขากลับไปยุ่งเกี่ยวกับสองสิ่งนี้อีก เขาโดนจอห์นโกรธแน่ๆ
          หากจอห์น วัตสันโกรธแล้วล่ะก็ กว่าจะหายโกรธก็เป็นสัปดาห์เลยทีเดียว ง้ออย่างไรก็ไม่สำเร็จ แม้แต่ลูกสาวที่รักขี้อ้อนอย่างเชอร์ลินก็ช่วยไม่ได้ เพราะเชอร์ลินก็กลัวจอห์นเหมือนกัน จะมาช่วยพ่อง้ออาก็ไม่เคยสำเร็จสักครั้งเพราะสุดท้ายเชอร์ลินก็จะกลับไปเป็นพวกเดียวกับจอห์นแล้วพากันโกรธเขาทั้งคู่เลยอยู่ดี
          นักสืบหนุ่มหันไปเห็นขวดที่ใช้เก็บตัวอย่างเลือดของสิ่งมีชีวิตต่างๆที่วางเรียงรายอยู่บนชั้น เขาหยิบมันมาขวดหนึ่งแล้วเปิดออก ก่อนจะใช้หลอดหยดบีบเลือดนั้นมาเล็กน้อยแล้วไปหยดมันลงที่กล้องจุลทรรศน์ เขาไม่รู้เหมือนกันว่าเขาทำมันทำไม แต่มันย่อมดีกว่าการที่เขาคิดมาก คิดฟุ้งซ่านจนหัวสมองแทบจะระเบิดเช่นนี้แน่ๆ


          "สวัสดีตอนบ่ายค่ะเชอร์ล็อค" เสียงทักทายที่สดใสร่าเริงของมอลลี่ ฮูเปอร์ นักพยาธิวิทยาสาวผู้เป็นเจ้าหน้าที่ประจำห้องแล็ปชั้น 6 นี้ดังขึ้นมาจากที่หน้าประตู
          "สวัสดี" เชอร์ล็อคทักทายกลับโดยไม่หันไปมอง
          "ชาร้อนๆค่ะ" มอลลี่วางถ้วยชาสีขาวลงด้านข้างนักสืบหนุ่ม
          เชอร์ล็อคละสายตาจากอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วมองถ้วยชานั้น "ผมขอเป็นกาแฟจะดีกว่า"
          มอลลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย "กาแฟ....หรอคะ"
          "ใช่...กาแฟ ทำไมหรอ" เชอร์ล็อคถามกลับ
          มอลลี่หัวเราะเบาๆ "ทะเลาะกับจอห์นมาหรอคะ"
          "จอห์น?...เปล่า ผมไม่ได้ทะเลาะกับจอห์น" เชอร์ล็อคตอบแล้วสนใจสิ่งตรงหน้าต่อ "ทำไมผมต้องทะเลาะกับจอห์นด้วย"
          มอลลี่ยิ้มเล็กน้อยแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม "ปกติคุณจะดื่มกาแฟที่จอห์นเป็นคนทำให้เท่านั้น แต่ถ้าคุณสองคนทะเลาะกัน จอห์นจะไม่ยอมทำกาแฟให้คุณดื่ม แล้วคุณก็จะมาที่นี่เพื่อมาบ่นให้ชั้นฟังว่าจอห์นโมโหคุณอีกแล้ว" มอลลี่พูด "วันนี้คุณขอดื่มกาแฟ ชั้นเลยคิดว่าคุณทะเลาะกับจอห์นมาอีกแล้วเสียอีกค่ะ"
          "ผมไม่ได้มาบ่นกับคุณ ผมไม่ได้ขี้บ่นเหมือนจอห์น" เชอร์ล็อคพูด "ผมต้องการคนรับฟังว่าจอห์นเขาบ่นอะไรผมบ้างก็เท่านั้น"
          "เมื่อเช้าจอห์นเขาลืมใส่น้ำตาลในกาแฟให้ผมแต่เขาไม่ลืมราดน้ำผึ้งใส่วาฟเฟิลของเชอร์ลิน นี่จอห์นกำลังลืมใส่ใจผมหรือเปล่า , จอห์นไม่เอาเม็ดแตงกวาออกอีกแล้ว แล้วเขาก็บังคับให้ผมกิน ผมไม่พอใจเลยแต่ผมก็ต้องกินอยู่ดี , จอห์นเขาดุผมว่าผมชอบทำเสียงดัง ผมแค่เล่นกับลูกเองทำไมจอห์นต้องดุผมด้วย , จอห์นไปเดตอีกแล้ว ผมเบื่อมาก ทำไมผมต้องมานั่งรอเขากลับบ้านจากการไปเดตกับผู้หญิงจนดึกด้วย ตอนกลางคืนมันเป็นเวลาพักผ่อน เขาควรอยู่บ้านกับผมกับเชอร์ลินสิไม่ใช่เอาเวลาไปทำเรื่องไร้สาระ" มอลลี่พูดเรื่อยๆแล้วมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตนเองไปด้วย "คุณเคยบ่นเรื่องพวกนี้ให้ชั้นฟัง ทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องของจอห์น วัตสันทั้งนั้นเลย"
          "ผมไม่ได้บ่น ผมแค่เล่าให้คุณฟังเท่านั้น" เชอร์ล็อคตอบ "วันหลังผมไม่เล่าให้คุณฟังแล้วก็ได้ถ้ามันทำให้คุณรำคาญ"
          "เปล่าค่ะ ชั้นไม่ได้รำคาญ" มอลลี่พูด "ชั้นแค่กำลังบอกว่า คุณใส่ใจจอห์นมากจังเลยนะคะ มันน่าอิจฉามากๆเลย"
          เชอร์ล็อคหยุดมือที่กำลังทดลองอยู่กับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ตรงหน้า แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
          "คุณบ่นเรื่องของจอห์นมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่จอห์นเข้ามาในชีวิตของคุณ นี่ก็ 3 ปีแล้วนะคะ" มอลลี่พูด "เขาเคยรู้บ้างไหมคะว่าคุณใส่ใจเขาแค่ไหน"
          "มันยังไม่ถึง 3 ปีเสียหน่อยมอลลี่ ผมกับเขาเจอกันวันแรกวันที่ 29 มกราคม นั่นยังไม่ครบ 3 ปีเลย " เชอร์ล็อคพูดเบาๆ
          "จริงด้วยสินะคะ คุณพบจอห์นเป็นครั้งแรกวันที่ 29 มกราคม ชั้นลืมไปได้อย่างไรกัน" มอลลี่ยิ้มน้อยๆ "คุณเจอจอห์นหลังจากชั้นเจอคุณเพียงแค่วันเดียวเอง"
          "เราเจอกันวันที่ 28 มกราคมหรอ" เชอร์ล็อคขมวดคิ้ว "เอ่อ....ผมขอโทษนะมอลลี่ แต่ผมจำไม่ได้ ปกติผมไม่ใช่พวกจำวันที่อะไรแบบนี้สักเท่าไหร่"
          "แต่คุณจำวันที่เจอกับจอห์นได้" มอลลี่ยิ้ม "ปีที่แล้วคุณยังมาถามชั้นอยู่เลยว่าคุณควรจะซื้อของขวัญวันครบรอบที่เจอกับจอห์นหรือเปล่า ชั้นบอกว่าถ้าเป็นเพื่อนกันไม่มีใครเขาซื้อให้กัน คุณเลยไม่ได้ซื้ออะไรให้แต่พาจอห์นไปกินข้าวเย็นแทน"
          "ผมกับเขากินข้าวเย็นด้วยกันเป็นปกติ เพราะแต่ก่อนเรามีกันแค่สองคน" เชอร์ล็อคยิ้มเล็กน้อย "แต่ปีนี้คงมีเชอร์ลินด้วยอีกคน"
          "ทำไมไม่เปลี่ยนวันครบรอบที่เจอกันเป็นวันอื่นๆที่พิเศษกว่านั้นล่ะค่ะ" มอลลี่พูด "ในเมื่อชีวิตของคุณก็มีแต่เขา"
      "คุณเข้าใจผมผิดแล้วมอลลี่ ผมไม่ได้คิดอะไรกับจอห์น"
      "แค่ชั้นมองตาคุณเวลาคุณมองเขาชั้นก็รู้แล้วค่ะว่าคุณคิดยังไง" มอลลี่พูด "เพราะชั้นก็มองคุณด้วยสายตาแบบนั้นเหมือนกัน ชั้นถึงเข้าใจมันดี"
       เชอร์ล็อคเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้า "มอลลี่....เอ่อ....ผม...ผมขอโทษ แต่ผมไม่ได้คิดกับคุณแบบนั้น" เชอร์ล็อคกล่าวด้วยเสียงสำนึกผิด "ผมคิดกับคุณแค่เพื่อน ผมขอโทษ ผมขอโทษที่อาจจะเคยทำอะไรที่ให้ความหวังกับคุณ ผมขอโทษจริงๆ"
       "เชอร์ล็อคคะ ไม่เป็นไร คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอะไรทั้งนั้น ชั้นไม่โกรธคุณเลยแม้แต่นิดเดียว" มอลลี่กล่าวปลอบคนตัวสูงกว่า "ชั้นควรจะภูมิใจดีไหมคะที่ทำให้เชอร์ล็อค โฮมส์ที่แสนจะเย่อหยิ่งรู้สึกผิดจากใจจริงจนกล่าวขอโทษได้"
        เชอร์ล็อคยิ้มแม้ว่าจะยังรู้สึกผิดอยู่ในใจ "ผมขอโทษที่คิดกับคุณได้แค่เพื่อนจริงๆ"
        "ถ้าอย่างนั้นชั้นควรจะดีใจที่เชอร์ล็อค โฮมส์นับชั้นเป็นเพื่อนไม่ใช่คนแปลกหน้าใช่มั้ยคะ"
         "ใช่ คุณควรจะดีใจ คุณเป็นเพื่อนผู้หญิงคนแรกของผมเลย" เชอร์ล็อคพูดแล้วก้มหน้าสนใจอุปกรณ์วิทยาศาสตร์อีกครั้ง
         "ถ้าแต่งงานก็ให้ชั้นเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวก็แล้วกันนะคะ หากมีลูกอีกคนก็ขอเป็นแม่ทูนหัวก็แล้วกัน มันน่าจะชดใช้ความผิดของคุณได้"
          เชอร์ล็อคถอนหายใจเบาๆ "โถ่...มอลลี่ คุณพูดอะไรไปกันใหญ่แล้ว" เชอร์ล็อคพูด "ผมจะแนะนำผู้ชายดีๆให้คุณซักคนก็แล้วกัน"
         "ถ้าไม่ได้เทียบเท่ากับเชอร์ล็อค โฮมส์ก็อย่าหามาเลยจะดีกว่าค่ะ"
          เชอร์ล็อคยิ้ม "ถ้าอย่างนั้นคุณคงต้องขึ้นคานเสียแล้ว เพราะคงไม่มีใครฉลาดเท่าผมได้อีก"
         "ถ้าจะออกเดต ขอคำปรึกษาเพื่อนแบบชั้นได้นะคะ" มอลลี่กล่าวขึ้นลอยๆอย่างสบายใจ "ถ้าไม่รู้จะทำอะไรก็พาไปดูหนังก็แล้วกันค่ะ คนออกเดตส่วนใหญ่ชอบไปดูหนัง"
        เชอร์ล็อคถอนหายใจอีกครั้ง "ใครเขาจะไปออกเดตกัน"
        "ถ้าไม่ได้ออกเดตแล้วจะได้แต่งงานกันได้อย่างไรคะ มันผิดขั้นตอน ต้องออกเดตก่อนแล้วค่อยแต่งงาน" มอลลี่แย้งขึ้น "บอกแล้วไงคะว่าอยากเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว จอห์นคงมีเพื่อนทหารหนุ่มๆ เท่ๆอีกเยอะเชียว ถ้าชั้นเป็นผู้หญิงคนเดียวในหมู่เพื่อนเจ้าบ่าวก็คงจะเด่นไม่ใช่น้อยเลย"
       เชอร์ล็อคหัวเราะเบาๆ "คุณนี่ตลกจริงๆ" เชอร์ล็อคพูด
       "เห็นมีความสุข ชั้นก็มีความสุขค่ะ" มอลลี่กล่าวด้วยใบหน้ายิ้ม
        เชอร์ล็อคเงยหน้ามองหญิงสาวอีกครั้ง เขายิ้มแล้วพูดว่า "ขอบคุณนะมอลลี่"
       "สำหรับเพื่อนอย่างคุณแล้ว ชั้นยินดีเสมอค่ะ" มอลลี่ตอบกลับ
        เชอร์ล็อคสนใจอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ตรงหน้าอีกครั้ง มอลลี่เห็นว่าเชอร์ล็อคคงต้องการอยู่คนเดียวเพื่อใช้สมาธิในการทำการทดลองตรงหน้า เธอจึงขอกล่าวลาเพื่อไปจัดการงานของเธอต่อ แต่ถูกเชอร์ล็อครั้งไว้อีกครั้ง
         "เอ่อ...มอลลี่ ผมมีคำถามนิดหน่อย" เชอร์ล็อคพูดแล้วยกถ้วยชาสีขาวสะอาดตาที่เริ่มจะอุ่นลงเล็กน้อยขึ้นดื่ม "ตอนนี้มีหนังอะไรน่าสนใจมั้ย แบบว่า....ที่ไม่น่าเบื่อจนเกินไป"
          มอลลี่ยิ้มแล้วเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับนักสืบหนุ่มเช่นเดิม "เดี๋ยวเพื่อนคนนี้จะแนะนำให้นะคะ" เธอกล่าว "ไปดูหนังแล้วต้องไปดินเนอร์ด้วย คนออกเดตเขาชอบทำกัน"
          เชอร์ล็อคถอนหายใจเบาๆ "ผมไม่ได้จะออกเดตเสียหน่อยมอลลี่ ผมแค่จะพาจอห์นไปดูหนังเท่านั้นเอง" นักสืบหนุ่มกล่าว













*************************************


มอลลี่เจอเชอร์ล็อค ก่อนที่จอห์นจะเจอกับเชอร์ล็อคแค่ 1 วันจริงๆค่ะ จอห์นเจอเชอร์ล็อควันที่ 29 มกราคม และมอลลี่เจอเชอร์ล็อควันที่ 28 มกราคม อ้างอิงจากบล็อกของทั้งคู่เลยค่ะ








น่าสงสารมอลลี่เหมือนกันนะคะเนี่ย เจอเชอร์ล็อคก่อนแท้ๆเลยเชียว
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

385 ความคิดเห็น

  1. #89 Junior Prince LP (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2559 / 14:49
    สงสารมอลลี่จังให้กำลังใจเธอมีแฟนที่ดีๆนะจ๊ะ

    เชอร์จ๋าซึนเดเระมากก ไม่รีบบอกจะเสียจุยนะ

    มอริอาตี้ อย่าทำร้ายจอนห์นะ พรีสสสส จอนห์ตัวน้อยๆเอง
    #89
    1
    • #89-1 MaleeHaveACat(จากตอนที่ 29)
      11 ตุลาคม 2559 / 16:11
      ชอบจอห์นตัวน้อยๆ 55555 ดูจอห์นเป็นคนตะมุตะมิ น่ารัก 5555
      #89-1
  2. #88 kamisho (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2559 / 19:04
    เชอร์ล็อคคนซึ- แค่กๆ แหมเชอร์ล็อคจำวันที่เจอจอห์นครั้งแรกได้ด้วย!..น่าสงสารมอลลี่ สู้ต่อไปน่ะ จงเติบโตเป็นหญิงแกร่งซะ!!(ผิดประเด็นแล้ว!!)พี่จิมหนูมาแล้ว!!กรี้สสส อย่ามาพรากสามี-ภรรยาแล้วก็ลูกของครอบครัวนี้น่ะ!รีดคนนี้ไม่ยอมค่ะ!!..เรื่องเริ่มเข้มข้นแล้ว..แต่ทำไมความรักยังไม่คืบหน้าอีกค่ะคุณชาย?พี่ไมค์เขาจะแซงแล้วน่ะ!!(สารวัตรก็รีบๆเลิกกับภรรยาสักที--)
    เอาล่ะ..ไร้สาระมาพอแล้ว ไรต์สู้ๆค่ะ ยิ่งอ่านยิ่งสนุก!!
    PS.ถ้าแต่งจบเมื่อไหร่อย่าลืมเปิดเรื่องใหม่ด้วยน่ะค่ะ~~
    (อยากอ่านจิงๆน่ะเนี้ยะ 55)
    #88
    1
    • #88-1 MaleeHaveACat(จากตอนที่ 29)
      10 ตุลาคม 2559 / 20:46
      มีพล็อตในหัวเต็มไปหมดตอนนี้ 55555555


      สู้ๆๆๆ ( บอกตัวเอง ว่าให้สู้ต่อปายยยย)
      #88-1